ภายในผืนป่าที่มองไม่เห็นจุดสิ้นสุดและไร้ซึ่งแสงอาทิตย์ บรรยากาศรอบตัวเงียบสงัด ปกคลุมไปด้วยหมอกควัน กิ่งก้านสีดำของต้นไม้ราวกับรยางค์ของสัตว์ประหลาดที่ยื่นออกไปทุกทิศทาง
เสียงร้องไห้แสนเศร้าของเด็กผู้หญิงดังแว่วเข้ามากระทบหูไม่ขาดสาย จางถงหันมองรอบตัวด้วยความตื่นตระหนก หล่อนเดินไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง พื้นลื่นและชื้นแฉะใต้ฝ่าเท้าทำให้หล่อนเกือบลื่นล้มอยู่หลายครั้ง หล่อนรู้สึกหมดแรง
หมอกที่หนาขึ้นเรื่อยๆ ทำให้หลงทิศ เสียงร้องไห้ของเด็กผู้หญิงยังคงดังขึ้นเป็ระยะๆ ที่ข้างหู
ทันใดนั้นเสียงกิ่งไม้หักดังขึ้นไม่ไกลนัก ใครน่ะ ใจจางถงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม หล่อนเร่งฝีเท้า อยากออกไปให้พ้นจากสถานที่น่ากลัวนี้โดยเร็ว
หล่อนเริ่มวิ่งและกระโจนไปข้างหน้าอย่างไม่คิดชีวิต ราวกับมีเงาปีศาจที่ไร้ตัวตนไล่ตามหลังมาอย่างกระชั้นชิด เงาปีศาจค่อยๆ คืบคลานเข้ามา จางถงััได้ถึงเสียงหายใจหนักหน่วงแสนน่ากลัวผ่านลำคอเธอ
หล่อนใกล้จะหมดลมแล้ว ขาทั้งสองข้างอ่อนแรง ฝีเท้าค่อยๆ ช้าลง หมอกหนาขึ้นเรื่อยๆ จางถงวิ่งต่อไม่ไหวแล้วจริงๆ เงาปีศาจอยู่ห่างออกไปไม่ถึงคืบ หล่อนกระเสือกกระสนไปข้างหน้าอย่างหมดหวัง และเริ่มร้องไห้ออกมาเงียบๆ น้ำตาทำให้ดวงตาของเธอพร่ามัว
ในที่สุดจางถงก็วิ่งต่อไปไม่ไหว หล่อนหยุดวิ่งหนี ตอนนี้ทำได้แค่ใช้สองมือปิดตาอย่างไร้ประโยชน์ด้วยความหวาดกลัว
เสียงร้องไห้ของเด็กผู้หญิงผสานกับเสียงลมหายใจของเงาปีศาจค่อยๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็เสียงกรีดร้องแห่งความผิดหวัง
ปัง!
ลมแรงพัดหน้าต่างเปิดออก ไอเย็นที่ทิ่มแทงเข้าไปถึงกระดูกไหลทะลักเข้ามาในห้องนอนขนาดเล็กอย่างรวดเร็ว จางถงสะดุ้งตื่นจากฝันร้าย
เสียงลมด้านนอกหวีดร้องราวกับเสียงขลุ่ยจำนวนนับไม่ถ้วนแผดเสียงออกมาพร้อมกัน แถมยังมีกลุ่มดวงิญญาที่ดูคล้ายผ้าคลุมสีดำบินวนไปมาด้วยความรวดเร็ว
จางถงไม่ง่วง หล่อนรู้ดีว่าไม่มีทางเป็ไปได้ที่จะนอนให้หลับในคืนนี้ จึงเงยหน้าขึ้นด้วยความเศร้าโศก และพบว่าทั้งด้านนอกและในห้องต่างมืดสนิท หล่อนลุกขึ้นนั่ง เปิดสวิตช์โคมไฟ
“ฮัดชิ้ว!” จางถงจามเสียงดัง เพิ่งรู้สึกว่าตัวเองชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นๆ หัวใจเต้นรัวเร็วทำให้หล่อนแทบจะหยุดหายใจ
ถึงแม้แสงเหลืองนวลจากโคมไฟทำให้ห้องดูอบอุ่น แต่ในใจของจางถงยังคงรู้สึกหนาวเหน็บและหวาดกลัวอยู่ หล่อนขมวดคิ้ว ช้อนสายตามองนาฬิกาปลุกบนโต๊ะที่บอกเวลาตีสองครึ่ง
ในฐานะที่เป็แพทย์นิติเวชหนึ่งในสองคนของกรมตำรวจแห่งเมืองเทียนฉาง ปริมาณงานทุกวันของจางถงนั้นแทบไม่ต้องถามก็รู้ว่ามีมากจนไม่มีเวลามาสนใจกับเื่ของตัวเอง ดังนั้นทุกวันเวลาเลิกงานกลับบ้าน ในสมองของจางถงจึงมีแค่คำเดียวเท่านั้นคือ “เหนื่อย"
ทว่านอนหลับอยู่บนเตียงได้ไม่เท่าไหร่ก็ถูกฝันร้ายปลุกให้ตื่นขึ้น การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอเป็เวลานานทำให้จางถงรู้สึกเพลียอย่างบอกไม่ถูก
หล่อนฝันร้ายซ้ำๆ แบบนี้มาได้ระยะหนึ่งแล้ว ตัวหล่อนเองก็บอกเหตุผลไม่ได้ รู้แค่ว่ามันเป็ฝันร้ายที่อยู่ในก้นบึ้งของความทรงจำ
จางถงปิดหน้าต่างที่ถูกลมพัดจนเปิดเรียบร้อย จากนั้นได้ยินเสียงไอรุนแรงดังมาจากห้องข้างๆ ตามด้วยเสียงเปิดลิ้นชักควานหาของ
ความคิดที่สับสนของจางถงถูกขัดจังหวะ หล่อนถอนหายใจเบาๆ คลุมเสื้อนอก เดินลงจากเตียงไปยังประตูห้องนอนของแม่ หล่อนเคาะประตูก่อนผลักเข้าไป
“แม่คะ มาค่ะ หนูช่วย!” พูดไปพลางหาขวดยาที่แม่้าจากลิ้นชักหัวเตียงที่มีขวดยาสารพัดขวดวางอยู่เจออย่างรวดเร็ว หล่อนรินน้ำใส่แก้ว และดูว่าแม่ทานยาลงไปเรียบร้อยแล้ว
“แม่คะ ดีขึ้นหรือยัง” แววตาของจางถงเต็มไปด้วยความห่วงใย
แม่พยักหน้าและยิ้ม “ถงถง รีบไปนอนเถอะ พรุ่งนี้ลูกยังต้องทำงานอีก สุขภาพสำคัญนะลูก!”
“ไม่เป็ไรค่ะแม่ ยังไงหนูก็นอนไม่หลับอยู่แล้ว หนูอยู่เป็เพื่อนแม่นี่แหละค่ะ" จางถงไม่กล้าเล่าเื่ฝันร้ายเมื่อครู่ให้แม่ฟัง หล่อนเอื้อมมือปิดสวิตช์ไฟที่หัวเตียง ความมืดอันไร้ขอบเขตห่อหุ้มกายเธออีกครั้ง จางถงเบิกตาโพลง มองไปยังท้องฟ้าดำมืดนอกหน้าต่างด้วยความกังวล
ตำรวจทุกคนที่ทำคดีฆาตกรรมต่างก็มีขีดจำกัดด้วยกันทั้งสิ้น ปัญหาอยู่ที่ว่าก่อนจะถึงขีดจำกัด ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าอยู่ตรงไหน 'ขีดจำกัด' ในที่นี้หมายถึงจำนวนของศพ
จางถงเชื่อว่าจำนวนที่ตำรวจแต่ละคนรับมือได้นั้นมีขอบเขตที่แน่นอน แต่ว่าตัวเลขของแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนถึงขีดจำกัดเร็ว แต่บางคนหลังจากทำคดีฆาตกรรมมาหลายปี ก็ยังห่างไกลจากคำว่าขีดจำกัด จางถงคือหนึ่งในประเภทนี้
ั้แ่วันที่หล่อนเดินเข้ามาในห้องนิติเวชของกรมตำรวจแห่งเมืองเทียนฉางเมื่อสิบสองปีก่อน หล่อนก็ไม่เคยจากไปไหน แถมยังต้องเจอกับความตายแทบทุกวัน แต่จางถงรู้ดีว่าตัวเองก็มีขีดจำกัดเหมือนกัน เพียงแค่มันยังมาไม่ถึงเท่านั้นเอง
ในทีมตำรวจสืบสวน ความตายคือขอบข่ายงานของนิติเวช ทุกครั้งที่ต้องเจอกับ “ความตาย” แม้จะเป็รองหัวหน้ากรมผู้ดูแลแผนกสอบสวน เมื่ออยู่ต่อหน้าจางถงก็ยังต้องเอ่ยปากขอความเห็นด้วยความเกรงอกเกรงใจ
ทุกวันจางถงต้องวิ่งไปมาระหว่างคนเป็และคนตาย เมื่อต้องเผชิญหน้ากับญาติผู้ตายที่มารับศพ สีหน้าจางถงจะกลัดกลุ้มและเต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ ทว่าเพียงจับมีดผ่าตัดและเผชิญหน้ากับคนตาย หล่อนจะกลายเป็นักเทคนิคผู้ชำนาญงาน ไม่ว่าผู้ตายจะตายแบบไหน จางถงก็สงบนิ่งได้ เพราะหล่อนมีหลักในการทำงานของตนเอง
นั่นก็คือรักษาระยะห่างกับความตายเอาไว้ อย่าให้ความตายหายใจรดใบหน้าตัวเอง
แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสถานที่เกิดเหตุตรงหน้าอย่างตอนนี้ จางถงใจเริ่มสั่น หล่อนนั่งยองอยู่ในถังขยะขนาดใหญ่ตรงมุมถนนซินเจียโขว่ที่มีคนเดินพลุกพล่าน โพรงจมูกอัดแน่นไปด้วยกลิ่นเหม็นเปรี้ยวของขยะ ในหูเต็มไปด้วยเสียงหนวกหูของผู้คนและรถราที่สัญจรไปมา แต่ในถังขยะใบใหญ่ที่เต็มแน่นไปด้วยขยะกลับดูเหมือนเป็โลกอีกใบหนึ่ง โลกที่ทำให้คนหวาดกลัวจนขนลุกชัน
“เสี่ยวถง เป็ไงบ้าง แน่ใจหรือยัง”
ไม่ต้องหันไปมอง จางถงก็รู้ว่าคนที่พูดอยู่คือหัวหน้าหน่วยหวังย่าหนาน เพื่อนรักของตัวเอง ขณะเดียวกันก็ยังเป็เพื่อนร่วมงานอีกด้วย
จางถงโบกมือไปทางด้านหลัง “อย่าใจร้อนสิ ขอฉันดูอีกหน่อย!”
หวังย่าหนานพึมพำอย่างอารมณ์เสีย “มีเวลาให้เธอมากขนาดนั้นที่ไหนกันล่ะ” พูดเสร็จก็หันหลังเดินออกไป
จางถงเบะปาก แต่แล้วก็กลับมาเคร่งเครียดตามเดิม แม้ตอนนี้หล่อนจะมั่นใจว่าหลักฐานที่อยู่ในมือคืออะไรแล้วก็ตาม แต่ยังต้องตรวจสอบเพิ่มเติมถึงจะกล้าสรุป
พอคิดได้แบบนี้จางถงจึงล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเดินทางสีน้ำเงินเข้มนั้นอย่างไม่ลังเล หล่อนค่อยๆ คลำไปที่ก้นกระเป๋า ในที่สุดก็คลำโดนวัตถุแข็งๆ เข้า หล่อนดีใจ แค่จับดูจางถงก็ระบุได้ว่านี่คือชิ้นส่วนกระดูกนิ้วก้อยมนุษย์ หล่อนหยิบกระดูกออกมาอย่างระมัดระวัง แล้วเอาขึ้นส่องกับแสงแดดยามเช้า พิจารณาอย่างละเอียดแล้วจึงก้มดูวัตถุอีกสองห่อในกระเป๋าเดินทางที่ดูเหมือนชิ้นเนื้อหมูต้มสุก ลวดลายและโครงสร้างชิ้นเนื้อที่คุ้นเคย ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของจางถงหายไปชั่วขณะ ความเย็นวาบแล่นจากกระดูกไหลผ่านไปทั่วร่าง
จางถงรีบลุกขึ้นยืน ไม่สนใจชุดทำงานที่สกปรกเลอะเทอะ ยื่นศีรษะออกมาจากถังขยะที่สูงระดับบ่า สองมือจับขอบถังขยะแน่น เพื่อให้ตัวเองยืนได้มั่น จากนั้นะโเสียงดังไปทางหวังย่าหนานที่ยืนอยู่ไม่ไกล
“ย่าหนาน ไม่ผิดแน่!”
คำพูดหลุดออกจากปากไปไม่ทันไร หวังย่าหนานก็สาวเท้ามาที่ข้างถังขยะ สองมือที่สวมถุงมือจับอยู่ที่ขอบถังขยะ
สายตาราวกับสิ่วของหล่อนจ้องเขม็งไปทางจางถงที่ยืนอยู่ตรงหน้า และพูดออกมาทีละคำอย่างชัดเจน “เธอแน่ใจใช่มั้ย”
จางถงสบตาหวังย่าหนาน พยักหน้าซีเรียสแทนคำตอบ แล้วชี้นิ้วไปยังกระเป๋าเดินทางสีน้ำเงินเข้มบนกองขยะที่ถูกเปิดออก พูดเสียงเข้ม
“เวลาทำงานฉันไม่เคยพูดเล่น! ข้างในน่าจะเป็ศพของมนุษย์ หรือพูดให้ชัดหน่อยก็คือ อาจจะเป็ชิ้นส่วนศพของคนที่ถูกแปรรูป! รายละเอียดอื่นต้องรอฉันกลับไปตรวจสอบที่แล็บก่อนถึงจะบอกได้”
จางถงไม่ได้ลงรายละเอียดชัดเจนนัก แต่ใช้เพียงคำศัพท์ง่ายๆ ว่า “แปรรูป”
“เธอเอาศพกลับไปก่อน เดี๋ยวฉันกลับถึงกรมแล้วจะไปหา!” สีหน้าของหวังย่าหนานดูซับซ้อน หล่อนล้วงโทรศัพท์มือถือออกมา แล้วเริ่มเดินออกไปพลางกดเบอร์โทรศัพท์ไปด้วย
เมื่อสถานการณ์เป็แบบนี้ จางถงจึงพยักหน้าให้พานเจี้ยนผู้ช่วยร่างกำยำที่อยู่ข้างกาย ทั้งคู่ช่วยกันยกกระเป๋าเดินทางขึ้นสูงแล้วส่งให้เ้าหน้าที่ที่ยืนอยู่นอกถังขยะ
จางถงเป็หญิงร่างเล็กบอบบาง แรงน้อยจนน่าสงสาร ฉะนั้นทุกครั้งที่เวลาแบบนี้มาถึง หล่อนจึงได้แต่กัดฟันทำงานร่วมกับคนอื่นอย่างไม่สบายใจ กลัวว่าถ้าตัวเองปริปากบ่นออกมาแม้แต่นิดเดียวจะถูกหัวหน้าผู้ใจดีย้ายตัวเองออกจากหน่วยนิติเวช ด้วยเหตุผลที่ว่าผู้หญิงไม่เหมาะกับงานภาคสนาม
ไม่นานนักลางสังหรณ์ของจางถงก็ได้รับการพิสูจน์ว่าถูกต้อง คดีที่ตัวเองรับมาไม่ง่ายเหมือนที่คิดเอาไว้ หล่อนเพิ่งกลับมาถึงห้องทำงานที่กรม เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นทันที
“เสี่ยวถง ฉันเองย่าหนาน รีบออกไปที่เกิดเหตุอีกรอบเดี๋ยวนี้เลย ก็คดีเมื่อครู่นี้แหละ ฉันว่าเราเจอศพส่วนที่เหลือแล้วนะ ฉะนั้นเธอช่วยรีบมายืนยันด้วย!”
น้ำเสียงของหวังย่าหนานในโทรศัพท์ไม่เหลือความสงสัยเลยสักนิด