ตอนที่ 2 ดวงซวย
ทันทีที่ฉางสลบไปนั้นความทรงจำทั้งหมดของชิงฉางก็เข้าไปในสมองของเขาเหมือนโปรแกรมในการดาวน์โหลดของคอมพิวเตอร์ทำให้ฉางรู้สึกว่าหัวของเขาจะะเิเป็เสี่ยง ๆ ซึ่งตอนที่เขากำลังสลบอยู่นั้นเหมือนกับสมองของเขากำลังถูกแช่งแข็งและค่อย ๆ ซึมซับเื่ราวต่าง ๆ อยู่ในหัวของเขา
ฉางไม่รู้เลยว่าตัวเขานั้นสลบไปนานแค่ไหนเขารู้แค่ว่ามีความทรงจำของใครสักคนที่ไม่ใช่ของเขากำลังเข้ามาอยู่ภายในหัวของเขา
ในความทรงจำนั้น ฉางในตอนนี้มีนามว่าชิงฉางเฉินอู้ ซึ่งเป็ตระกูลจอมพลของจักรวรรดิอู้ซาในทวีปคาร์ด ซึ่งเป็ถึงมาร์ควิส (เป็บรรดาศักดิ์สืบตระกูลแบบหนึ่งของยุโรปซึ่งมักสืบทอดให้กับประเทศในอาณานิคมด้วย) ในจักรวรรดิอู้ซาถึงสามรุ่นจนถึงรุ่นของฉางฉางเป็เป็ที่เสเพลไม่เอาอะไรเลย เพราะแม่ของเขาตายไปั้แ่เขายังเด็กส่วนพ่อของเขาก็เป็คนนำทัพ ซึ่งต้องเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ เป็ปี ๆจนไม่มีใครดูแล เขาเติบโตมาโดยที่ไม่สนใจศีลธรรม กฎหมายใด ๆรวมถึงชอบกดขี่ผู้คนโดยที่ไม่ได้เกรงกลัวใคร แต่พ่อก็คอยเป็คนที่ปกป้องเขามาตลอดเพราะเขาเป็แม่ทัพใหญ่จึงไม่มีใครอยากที่จะมีปัญหากับเขา
แต่ในที่สุดพ่อของเขาก็ทำพลาดในการต่อสู้แย่งชิงบัลลังก์ของจักรวรรดิอู้ซานั้น พ่อของเขาได้เลือกข้างผิด
อดีตจักรพรรดิของจักรวรรดิอู้ซ่าองค์ที่สี่สิบเจ็ดเขามีราชบุตรอยู่ทั้งหมดสิบห้าคน มีห้าคนที่มีคุณสมบัติพอที่จะเป็จักรพรรดิคือเ้าชายองค์ที่หนึ่ง เ้าชายองค์ที่สาม เ้าชายองค์ที่สี่ เ้าชายองค์ที่เจ็ดและเ้าชายองค์ที่สิบสาม
เพราะกฎบัญญติที่ปฎิบัตกันมาของจักรวรรดิอู้ซาจะมีแค่บัตรของสมเด็จพระราชินี และพระสนมเท่านั้นที่จะขึ้นเป็จักรพรรดิได้แน่นอนว่าไม่ใช่ลูกทุกคนของสมเด็จพระราชินีและพระสนมทุกคนอาจมีสิทธิได้เป็องค์จักรพรรดิแต่เ้าชายทั้งหมดจะต้องได้รับยศศักดินาให้เป็ท่านดยุค หรือสูงขึ้นไปก่อน
คนที่เกิดในครอบครัวของจักรพรรดิจะมีศักดินาเป็เคาน์ และถ้าพวกเขาไม่ได้สร้างผลงานบางอย่างในเมืองหลวงของจักรวรรดิ พวกเขาก็มีแค่ยศท่านเคาน์ไปตลอดชีวิต จะมีก็แค่การสร้างผลงานเท่านั้นที่จะให้เลื่อนยศของพวกเขาไปได้
แน่นอนว่าบุตรของสมเด็จพระราชินี และพระสนมนั้นไม่ได้รับยศเคาน์ แต่ได้รับยศดยุค และตราบใดที่พวกเขาทำผลงานเล็กๆ น้อย ๆหรืออาจจะพบข้ออ้างบางอย่างก็ทำให้พวกเขาสามารถได้ยศเพิ่มขึ้นเป็ท่านดยุคทำให้พวกเขามีสิทธิ์ที่จะกลายเป็จักรพรรดิ
จากองค์ชายห้าคน จากสี่สิบเจ็ดคน ของจักรวรรดิอู้ซาเท่านั้นที่จะได้ครองบัลลังก์ ในหมู่พวกเขาเ้าชายองค์ที่หนึ่ง และเ้าชายองค์ที่สี่เกิดจากสมเด็จพระราชินี ในขณะที่เ้าชายองค์ที่สาม และเ้าชายองค์ที่เจ็ดเป็บุตรของพระสนมคารินส่วนเ้าชายองค์ที่สิบสาม เป็บุตรของพระสนมอาร์รินและยังเป็คนที่อ่อนแอที่สุด ผู้คนส่วนคิดว่าเ้าชายองค์ที่หนึ่ง บุตรของพระราชินีที่น่าจะได้ครองบัลลังก์มากที่ที่สุดและเ้าชายองค์ที่สาม มักจะอยู่กับเ้าชายองค์ที่หนึ่งตลอดและได้รับการสนับสนุนอย่างมาก ส่วนเ้าชายองค์ที่สี่ และเ้าชายองค์ที่เจ็ด เป็พวกเดียวกับเ้าชายองค์ที่เจ็ด เป็ผู้ให้การสนับสนุนเ้าชายองค์ที่สี่และการสนับสนุนจากครอบครัวคาริน ซึ่งมีอิทธิพลมากในศาล มีเพียงเ้าชายองค์ชายที่สิบสามเป็ลูกคนสุดท้องที่อ่อนแอเสมอ และไม่มีใครคิดในแง่ดีกับเขาแม้เพียงคนเดียว
แต่พ่อของชิงฉางอยู่ในค่ายของเ้าชายองค์ที่หนึ่ง นี่ก็เป็เื่ปกติมากเพราะเ้าชายองค์ที่หนึ่งเป็คนที่ได้รับความนิยมที่สุดในเวลานั้น และตระกูลเฉินอู้ ไม่ได้มีอิทธิพลใด ๆเหมือนตระกูลขุนนางอื่น ๆ พวกเขาเพียงก้าวเข้าสู่ตำแหน่งของมาร์ควิสผ่านจากผลงานทางการทหารในรุ่นปู่ของตระกูล พวกเขา้าที่จะเพิ่มอำนาจในกลุ่มขุนนางให้มากขึ้นเพื่อที่เขาจะได้มีอำนาจในการสนับสนุนให้องค์ชายองค์ที่หนึ่งสามารถครองบัลลังก์ได้ ตราบใดที่องค์ชายคนโตได้เป็องค์จักรพรรดิ ตระกูลเฉินอู้ของเขาก็จะมีอำนาจและเป็แกนนำหลักของจักรวรรดิออู้ซา และได้การยอมรับอย่างแท้จริง
ในทวีป ขุนนางของจักรพรรดิจะถูกแบ่งออกเป็สองกลุ่มคือ กลุ่มสายเืเก่าและกลุ่มสายเืใหม่ ช่องว่างอำนาจระหว่างกลุ่มสายเืเก่า และกลุ่มสายเืใหม่โดยกลุ่มสายเืใหม่นั้นมีอำนาจที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่แยแสกลุ่มสายเืเก่าเลย แต่พวกเขาก็ยังไม่เคยได้ที่จะมีอำนาจที่แท้จริงของจักรวรรดิ
ในหลายปีที่ผ่านมาในทวีปอำนาจของขุนนางนั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ซึ่งในบางครั้งอำนาจที่ได้มาก็มีเพิ่มขึ้นหรือลดลง โดยเฉพาะกลุ่มสายเืเก่าที่สร้างรากฐานมานานกว่าพันปีสืบทอดกันมาหลายรุ่นและมีอำนาจอย่างแท้จริงในจักรวรรดิยังเกรงกลัว พวกกลุ่มสายเืเก่านั้นเรียกได้ว่าเป็ศูนย์กลางอำนาจของจักรวรรดิ
เพื่อที่จะได้รับการยอมรับจากกลุ่มสายเืเก่านั้นพวกเขาต้องสะสมกองกำลัง และอำนาจ ซึ่งตระกูลเฉินอู้นั้นเติบโตเร็วเกินไป นี่คือวิธีปฏิบัติกันมาในรุ่นต่อรุ่นในราชวงษ์ของจักรวรรดิอู้ซาเพื่อใช้ในการปกครองขุนนางทั้งหลาย ซึ่งหลังการตายของจักรพรรดิองค์ที่สี่สิบหกนั้นจักรพรรดิองค์ใหม่นั้น้าที่จะสนับสนุน
ตระกูลอู้ซา แต่ขุนนางสายเืเก่านั้นกลับ้าที่จะลดทอนอำนาจของ
ตระกูลอู้ซา
พ่อของฉางนั้นสนับสนุนผิดฝ่าย เ้าชายองค์ที่หนึ่งซึ่งตระกูลเขาให้การสนับสนุนนั้นไม่ได้เป็ขึ้นเป็องค์จักรพรรดินอกจากนี้แล้วเ้าชายองค์ที่สิบสาม ที่มีอำนาจน้อยที่สุดกลับเป็ครองบัลลังก์ เ้าชายองค์ที่หนึ่งได้รับคำสั่งให้ฆ่าตัวตายส่วนผู้ติดตามที่เคยให้การสนับสนุนก็ยากที่จะหลุดรอดพ้นจากองค์จักรพรรดิองค์ใหม่นี้ได้ พ่อของฉางถูกสั่งขังคุกและเสียชีวิตลงอย่างเป็ปริศนา ทำให้พฤติกรรมต่าง ๆ ของฉางในอดีตถูกขุดขึ้นมาร้องเรียนเป็จำนวนมา แต่เนื่องจากจักรวรรดิกลัวฟางและนักรบขั้นแปดคนอื่นๆ จะก่อปัญหา รวมทั้งองค์จักรพรรดินั้นเพิ่งครองอำนาจพวกเขาจึงแสดงความใจกว้างโดยการลงโทษสถานเบากับฉาง ยศมาร์ควิสของฉางซึ่งเดิมจะได้เป็มรดกถูกถอดถอนออกไป และให้เพียงยศไวส์เคาน์ และเอาที่ดินที่อุดมสมบูรณ์นั้นเปลี่ยนเป็แดนทมิฬและบังคับให้ฉางดื่มน้ำแห่งความว่างเปล่า
ถ้าขุนนางทั่วไปนั้นพวกเขาจะปล่อยให้พ่อบ้านหรือคนที่เชื่อถือได้เป็คนดูแลในที่ดินเหล่านี้ได้ และอาศัยอยู่ในเมืองหลวง ถึงแม้ว่าที่ดินทั้งหลายจะเป็รากฐานให้กับตระกูลแต่การได้อยู่ในเมืองหลวงนั้นจะทำให้ได้รับรู้เื่ที่เกิดขึ้นในจักรวรรดิทำให้รู้ว่าสิ่งใดเป็ประโยชน์ต่อตระกูลหรือไม่
แต่กับฉางนั้นไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในเมืองหลวง หลังจากที่องค์จักรพรรดิเปลี่ยนที่ดินของฉางแล้วก็สั่งให้พวกเขาออกจากเมืองหลวงภายในสามวันและไม่ให้ออกจากแดนทมิฬเป็เวลาสามปี ซึ่งเป็สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับตระกูลใด ๆเลยในอดีต
เหตุผลที่ต้องทำแบบนี้กับตระกูลเฉินอู้ก็มาจากที่องค์จักรพรรดิองค์ชายที่สิบสามโอโบโย่ โดนกดดันมาจากพวกขุนนางกลุ่มสายเืเก่า และตระกูลเฉินอู้ที่เคยเป็คนขององค์ชายคนโต เขาพึ่งได้ขึ้นครองบัลลังก์ดังนั้นเป็เื่ปกติที่จำเป็ต้องลดอำนาจขุนนางกลุ่มที่เคยสนับสนุนองค์ชายคนโตและองค์ชายที่เจ็ด แต่โอโบโย่ไม่กล้าแตะต้องกลุ่มขุนนางเหล่านี้เพราะกลุ่มนี้เป็กลุ่มมีอำนาจทางการเมือง และกลุ่มอำนาจเก่าเห็นว่าตระกูลเฉินอู้เป็หอกข้างแคร่ที่ต้องกำจัดไปก่อน
เหตุผลที่ต้องให้ฉางดื่มน้ำแห่งความว่างเปล่า เพราะตระกูลเฉินอู้มีวิธีการฝึกพลังฉีที่ได้สืบทอดกันมาก็คือ”พลังฉีัคลั่ง” ซึ่งเป็ที่กล่าวขานกันในทวีป
ซึ่งปู่ของฉางได้มาโดยบังเอิญซึ่งการวิธีการฝึกนั้นทำให้เพิ่มพลังฉีได้มากกว่าปกติถึงสามเท่าและมีพลังโจมตีที่รุนแรงมากซึ่งทำให้วิธีฝึกฝนพลังฉีนี้เป็ที่้าของทุกตระกูลในจักรวรรดิ ถ้าหากให้ฉางมีโอกาสฝึกพลังฉีแล้วได้เรียน“พลังฉีัคลั่ง” และยังโกรธแค้นกับสิ่งที่จักรวรรดิทำกับตระกูลอยู่เขาอาจจะการเป็ตัวปัญหาให้พลังขุนนาง และราชวงศ์ได้ ดังนั้นโอโบโย่จึงต้องให้ฉางดื่มน้ำแห่งความว่างเปล่าเพื่อให้แน่ใจว่าฉางจะไม่เป็ภัยต่อตัวเขา
ส่วนเหตุผลว่าทำไมโอโบโย่ไม่สั่งปะาฉางก็เพราะฟางทำสัตย์สาบานว่าจะให้วิธีการฝึกฝนและจะไม่ให้ตระกูลเฉินอู้ฝึกวิชา ”พลังฉีัคลั่ง” โอโบโย่จึงไม่จำเป็ต้องเอาชีวิตฉาง
ซึ่งแน่นอนว่าฟางทำข้อตกลงนี้อย่างลับ ๆ โดยเขาได้แอบลอบเข้าไปในวังหลวงในตอนกลางคืนเพื่อที่จะเจอกับโอโบโย่และให้วิธีการฝึกฝนนี้ เพื่อขอให้อีกฝ่ายให้โอกาสกับฉางรวมทั้งแสดงให้เห็นถึงความสามารถของฟางว่าเขาสามารถฆ่าโอโบโย่ได้ง่ายแค่ไหนเพื่อที่จะให้โอโบโย่ล้มเลิกความคิดที่จะฆ่าฉาง
โอโบโย่กลัวฟางจะสร้างปัญหาให้เขา เขาจึงยอมตกลงและทำเพียงแค่ถอดยศศักดินา และเอาที่ดินของฉางไป แต่ปล่อยให้ฉางได้มีชีวิตต่อไป
ฟางก็เห็นด้วยกับข้อตกลงนี้ ฟางนั้นเข้าใจสถานการณ์นี้ดี แม้ว่าเขาจะไม่ได้อ่อนแอ แต่ราชวงศ์นั้นมีอำนาจมหาศาล แต่การที่เขาลักลอบเข้าวังหลวงมาได้ในครั้งนี้เพราะคุ้นเคยกับสถานที่รวมทั้งจักรพรรดิพึ่งครองอำนาจทำให้วังหลวงนั้นอยู่่จัดระบบใหม่ทำให้มีช่องโหว่ในการรักษาความปลอดภัยมาก ซึ่งเขาเองก็ใช้วิธีการพิเศษในการลอบเข้ามาทำให้ฟางเขามาอย่างง่ายได้
ส่วนเหตุผลว่าทำไมกรีนถึงไม่มาช่วยท่านพ่อของฉางก่อนหน้านี้เพราะตัวของฟางเชื่อว่าโอโบโย่คงจะไม่ฆ่านายท่าน เพราะไม่ว่าจะยังไงพ่อของฉางก็เป็หมากตัวหนึ่งของราชวงศ์ที่ใช้ในการต่อสู้กับขุนนางสายเืเก่าราชวงศ์คงไม่ฆ่านายท่านง่าย ๆ
แต่พวกเขาไม่เคยคาดคิดเลยว่าเหตุที่โอโบโย่ได้ครองบัลลังก์มาจากการสนับสนุนจากขุนนางสายเืเก่าดังนั้นเพื่อตอบแทนพวกขุนนางสายเืเก่า
เขาจึงสังหารพ่อของฉางหลังจากครองบัลลังก์ เมื่อฟางได้รู้เื่นี้ พ่อของฉางก็ได้เสียชีวิตลงแล้ว และทำให้ฟางมีทางเลือกเดียวคือต้องปกป้องฉางทายาทคนสุดท้ายของตระกูลเอาไว้ให้ได้
และเหตุผลที่เขายกวิธีการฝึก ”พลังฉีัคลั่ง”นั้นก็มีส่วนมาจากน้ำแห่งความว่างเปล่า น้ำแห่งความว่างเปล่าเป็สมบัติเวทย์ขั้นสูงที่นอกจากจะทำให้คนนั้นไม่สามารถฝึกฝนพลังฉีและเวทย์มนตร์ได้แล้ว แม้แต่ลูกหลานที่จะเกิดมาก็จะไม่สามารถฝึกพลังนั้นได้เหมือนกัน
หรือก็คือเมื่อคุณดื่มน้ำแห่งความว่างเปล่าแล้ว ลูก และหลานก็ไม่อาจฝึกฝนพลังฉีหรือเวทย์มนตร์ได้ ไปถึงเก้ารุ่น
ซึ่งจะสามารถกลับมาฝึกได้เมื่อถึงรุ่นที่สิบ แต่ใน่เวลาเก้ารุ่นที่ไม่สามารถใช้พลังฉีหรือเวทย์มนตร์ได้เลยนั้น ตระกูลจะยังคงอยู่ได้หรือ ถึงคงอยู่ได้ก็กลายเป็เพียงคนธรรมดา และเหลืออยู่ไม่กี่คน นั่นเป็เหตุผลว่าทำไมน้ำแห่งความว่างเปล่าจึงเป็สิ่งที่น่ากลัวและเห็นเหตุผลให้ฟางยกวิธีฝึกฝน ”พลังฉีัคลั่ง”
ฉาง และลูกหลานของตระกูลอีกเก้ารุ่นจะไม่สามารถฝึกฝน ”พลังฉีัคลั่ง”ได้แล้วจะมีประโยชน์อะไรที่จะเก็บไว้ จะดีกว่าไหมถ้าหากมันสามารถแลกกับชีวิตของฉางเอาไว้ได้ฟางจึงไม่ลังเลเลยกับการตัดสินใจในครั้งนี้
และความจริงก็พิสูจน์ว่าการกระทำของเขานั้นถูกต้อง ถ้าหากเขาไม่ยกวิธีการฝึกฝน”พลังฉีัคลั่ง” ไป การเดินทางออกจากเมืองหลวงครั้งนี้คงจะเป็ไปไม่ได้
แต่เขาก็ไม่รู้ว่ามีใครทำอะไรกับน้ำแห่งความว่างเปล่าหรือเพราะปฎิกิริยาของฉางต่อน้ำแห่งความว่างเปล่า ทำให้ฉางหมดสติไปหลังจากดื่ม และยังคงหมดสติจนมาถึงแดนทมิฬ
จบตอนแล้วครับฝากติดตามพวกเรา Mysterybox ด้วยนะครับ