บทที่ 22
สามลัทธิใหญ่
กฎเกณฑ์ที่ถูกตั้งขึ้นมาสามารถรักษาความสงบสุขให้กับสี่ทวีปใหญ่ได้อย่างเห็นผล
เพราะแบบนั้นในทั้งสี่ทวีป ที่ไม่ใช่ทวีปแผ่นดินกลางที่อยู่เบื้องบนฟ้า เลยไม่ค่อยจะมีพวกผู้ฝึกตนที่มีขอบเขตสูงกว่าขอบเขตสิบสร้างความวุ่นวายสักเท่าไหร่
เพราะว่าเมื่อมีขอบเขตสูงกว่าขอบเขตสิบแล้ว การกระทำในแต่ละอย่างของผู้ฝึกตนที่ขอบเขตสูงขนาดนั้น
มันจะส่งผลกระทบในวงกว้าง แน่นอนว่าการลงมือเพียงครั้งเดียวก็อาจจะทำให้ผู้คนล้มตายไม่รู้เท่าไหร่
เพราะแบบนั้นทั้งสามลัทธิใหญ่ เลยค่อนข้างจะจับตามองพวกที่มีขอบเขตสูงเป็พิเศษ
ทั้งสามลัทธิใหญ่ ลัทธิเต๋า ลัทธิพุทธ แม้กระทั่งลัทธิขงจื้อ ทั้งสามลัทธิถือได้ว่าเป็ลัทธิใหญ่ที่เป็แกนกลางของทวีปทั้งหมด
ลัทธิเต๋าแสวงหาเต๋า ลัทธิพุทธแสวงหาพระธรรม ส่วนลัทธิขงจื้อแสวงหาความรู้
ทั้งสามลัทธิใหญ่มีผู้คนมากมายเข้าร่วม แน่นอนว่าพวกเทพเซียนบนูเามากมาย พวกเขาเองก็มีลัทธิที่ตนเองนั้นเข้าร่วมหรือนับถือเช่นเดียวกัน
แต่ก็มีพวกูเาเทพเซียนบางแห่งที่ไม่ได้เข้าร่วมกับลัทธิใด ว่าไม่ได้นับถือลัทธิใดลัทธิหนึ่ง แต่พวกเขาเองก็ยินดีทำตามกฎที่สามลัทธิใหญ่ร่วมกันตั้งขึ้นมา
เพราะแบบนั้นความสัมพันธ์ของพวกเทพเซียนบนูเา ล้วนยุ่งยากวุ่นวายกันทั้งสิ้น
เจียงเฟิงเองก็มีผู้เป็อาจารย์ที่ไม่ธรรมดา เพียงแต่ว่าผู้เป็อาจารย์ของเขากับกลับไม่ได้บอกว่าชื่นชมความรู้ของลัทธิใดลัทธินึงมากที่สุด
เพราะว่าผู้เป็อาจารย์ของเขากล่าวว่า มหามรรคาเมื่อก้าวเดินต้องกว้างใหญ่ขึ้นไม่ใช่แคบลง
อาจารย์ของเขาเปิดรับกับการแสวงหาเต๋า การแสวงหาพระธรรม และการแสวงหาความรู้ ผู้เป็อาจารย์ของเจียงเฟิง ผู้ที่ถูกขนานนามว่าเป็หนึ่งในคนแข็งแกร่งที่สุด กล่าวว่าต้องเปิดรับกับทุกอย่าง มหามรรคาที่ก้าวเดินถึงจะกว้างขึ้น
ไม่จำเป็ต้องไปแสวงหากับเต๋าเพียงอย่างเดียว หรือว่านับถือพระธรรมเพียงอย่างเดียว และก็ไม่ได้เชื่อมั่นในความรู้ของลัทธิขงจื้อเพียงอย่างเดียว
จำเป็จะต้องนำเอาความรู้หลายๆอย่างเข้ามาผสานเข้าหากัน
ไม่ว่าลัทธิใดก็มีข้อดีเป็ของตัวเองทั้งสิ้น อย่างเช่นนำเอาข้อดีของลัทธิต่างๆมาใช้ร่วมกัน มันเองก็จะพบเห็นเส้นทางแห่งการฝึกตนที่กว้างใหญ่ขึ้น
ต้องเป็แบบนั้นถึงจะสามารถทำให้ผู้คนนั้นสามารถก้าวเดินได้ไกลขึ้นเท่านั้น
ไม่ใช่นักพรตที่แสวงหาเพียงแค่เต๋าเพียงอย่างเดียว ทำให้เส้นทางที่ก้าวเดินยิ่งเดินก็ยิ่งแคบลงไปเรื่อยๆ
เต๋าไม่ใช่สิ่งที่สามารถจับต้องได้เป็รูปธรรม เพราะแบบนั้นเมื่อเส้นทางแคบ สิ่งที่ตามหามันเองก็จะไกลขึ้น
นี่คือคำพูดที่ผู้เป็อาจารย์ของเขาถ่ายทอดมาในตอนนั้น
เจียงเฟิงโดยปกติไม่ค่อยเห็นอาจารย์ของตนเองพูดจาอย่างเป็จริงเป็จังเช่นนั้นสักเท่าไหร่
มีเพียงแค่ไม่กี่ครั้งเท่านั้นที่ท่านอาจารย์ของเขา ที่เป็ตาแก่ที่ไม่ค่อยจะทำอะไรพูดด้วยใบหน้าจริงจัง
เป็เหมือนกับการอธิบายมหามรรคาให้ตัวของลูกศิษย์ฟัง การถ่ายทอดมหามรรคาตามแบบของผู้เป็อาจารย์
เพราะแบบนั้นเจียงเฟิงเลยไม่ได้เอนเอียงเข้าข้างลัทธิใดลัทธิหนึ่งั้แ่แรก
เขาจำเป็จะต้องนำเอาข้อดีของแต่ละลัทธิ มาผสานเข้าหากันกลายเป็เส้นทางแห่งการฝึกตนที่กว้างใหญ่ขึ้น
เจียงเฟิงในตอนนี้กำลังคิดว่านครแสงจันทร์ทำข้อตกลงอะไรกันแน่ ถึงทำให้ทั้งสามลัทธิไม่ได้ลงมือกับนครแสงจันทร์ทั้งที่ยื่นมือมาถึงแดนเหนือแห่งนี้
ไม่ว่ามองอย่างไรเื่นี้ก็น่าแปลกประหลาดเกินไป เจียงเฟิงเก็บความคิดของตนเองไป
“แล้วตระกูลจางล่ะ?”
“เป็ตระกูลใหญ่ในเมืองแห่งนี้งั้นหรือ?”
เฉินอวี้ตอบคำถามอย่างรวดเร็ว “ใช่แล้วเ้าค่ะ”
“เป็ตระกูลที่มีรากฐานไม่ธรรมดา เป็หนึ่งในตระกูลใหญ่แดนเหนือมาั้แ่ก่อนที่ท่านแม่ทัพใหญ่จะเดินทางมาตั้งรกรากที่สถานที่แห่งนี้”
“ถือได้ว่าเป็หนึ่งในตระกูลไม่กี่ตระกูลที่สามารถตั้งตัวได้ภายในแดนเหนือแห่งนี้ที่รกร้าง”
เจียงเฟิงได้ฟังแบบนี้ก็ยังคงสงบนิ่ง “แล้วนายน้อยของตระกูลจางสืบเื่ของพวกเรางั้นหรือ?”
“อีกฝ่ายเป็คนอย่างไร”
“แล้วเป็ผู้ฝึกตนหรือไม่”
เฉินอวี้เริ่มเล่ารายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับตระกูลจางให้เจียงเฟิงฟังทั้งหมด
เพราะว่าเมื่อเทียบกับพ่อค้าต่างถิ่นกลุ่มนั้น แล้วก็หอแสงจันทร์แล้ว ตระกูลจางที่ตั้งรากฐานอยู่ภายในเมืองแห่งนี้มาเป็เวลานาน เฉินอวี้มีข้อมูลของพวกเขามากกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ตระกูลจางเป็หนึ่งในตระกูลใหญ่ในแดนเหนือแห่งนี้มานานแล้ว
พวกเขาสามารถตั้งตัวได้ภายในแดนเหนือที่รกร้าง ถือได้ว่าเป็ตระกูลเพียงแค่ไม่กี่ตระกูลที่สามารถตั้งตัวในแดนเหนือได้
ก่อนทีแม่ทัพใหญ่เจียงเฉินจะมาดูแลแดนเหนือแห่งนี้ ตระกูลจางถูกผู้คนมากมายเรียกว่าาาแดนเหนือเลยทีเดียว
นี่บ่งบอกให้ร่วงรู้ว่าอีกฝ่ายนั้นเป็ตระกูลที่ใหญ่โตขนาดไหน เรียกได้ว่าในพื้นที่บริเวณรอบๆตระกูลจางมีอิทธิพลมาก
ไม่เพียงแค่มีทรัพย์สินมากมายแต่ว่ายังบ่มเพาะ พวกผู้ฝึกตนไม่น้อยอยู่ภายในตระกูลด้วย
ทว่าหลังจากที่ท่านแม่ทัพใหญ่ผู้เป็บิดาของเจียงเฟิง เดินทางเข้ามาดูแลดินแดนแห่งนี้
มันเองก็ทำให้อำนาจของตระกูลจางน้อยลงเรื่อยๆ ตระกูลจางไม่สามารถทำอะไรอย่างที่ตนเอง้าได้เหมือนเมื่อก่อน
การเคลื่อนไหวต่างๆ จำเป็จะต้องคิดถึงกฎระเบียบที่แม่ทัพใหญ่ตั้งขึ้น
เรียกได้ว่ากลายเป็าาที่หมดอำนาจ ตระกูลโดนกองทัพที่เข้าทำให้อำนาจในมือลดลงไปกว่าครึ่ง
แต่ตระกูลจางเองก็ไม่สามารถทำอันใดได้ เพราะว่ากองทัพตระกูลเจียงที่บิดาของเจียงเฟิงไม่ใช่กองทัพธรรมดา
เพียงแค่ยอดฝีมือที่ซ่อนตัวอยู่ภายในจวนของแม่ทัพใหญ่แห่งนี้ก็มีมากมายแล้ว
ตระกูลจางมียอดฝีมือสูงสุดคือผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตห้า แต่แค่นั้นก็ยังไม่เพียงพอกับการงัดข้อกับกองทัพตระกูลเจียง
ในตอนนี้เลยสามารถพูดได้ในทันทีว่า คนที่เกียจชังตระกูลเจียงมากที่สุดต้องเป็ตระกูลจางของเมืองเฟิงเฉินแน่นอน
เกี่ยวกับนายน้อยตระกูลจาง คนผู้นี้ผู้คนบอกว่าเป็คุณชายผู้หล่อเหลาของเมืองเฟิงเฉิน บุรุษหนุ่มผู้นี้ไม่ธรรมดาเป็นายน้อยของตระกูลจางแต่ก็ยังเป็คนที่มีความสามารถ
ในตอนนี้เข้ามาดูแลกิจการของตระกูลเกือบจะครึ่งหนึ่งแล้ว ได้ยินว่าสตรีมากมายภายในเมืองแห่งนี้ชื่นชมคนผู้นี้เป็อย่างยิ่ง
เพราะแบบนั้นนายน้อยจางผู้นี้เลยมีชื่อเสียงไม่น้อย เมื่อเทียบกับเขาที่เป็บุตรชายของแม่ทัพใหญ่ที่หลับไหลไปเป็เวลานาน
ถ้าถามถึงนายน้อยอันดับหนึ่งของเมืองแห่งนี้ ผู้คนมากมายต้องบอกว่าเป็นายน้อยจางผู้นี้อย่างแน่นอน
เจียงเฟิงครุ่นคิดอยู่นาน หอแสงจันทร์มีโอกาสน้อยที่จะมีิญญาทมิฬแฝงตัวอยู่
เพราะว่าในหอแสงจันทร์น่าจะมียอดฝีมือที่ไม่ธรรมดาอยู่ในนั้นด้วย
อย่างน้อยผู้ดูแลของหอแสงจันทร์ที่นั่งบัญชาการอยู่ ในเมืองเฟิงเฉินแห่งนี้ต้องมีขอบเขตหกเป็อย่างต่ำ
ด้วยขอบเขตของผู้ฝึกตนที่อยู่ในระดับขอบเขตหก ไม่ว่าจะเป็ผู้ฝึกยุทธหรือผู้ฝึกปราณ พวกเขาล้วนมีสายตาที่ไม่ธรรมดา
ถ้าเกิดว่าพวกิญญาทมิฬแฝงตัวอยู่ภายในนั้น เกรงว่าพวกมันเองก็คงจะโดนจับได้อย่างแน่นอน
ยกเว้นเสียแต่คนที่ิญญาทมิฬร่วมมือด้วยคือผู้ดูแลของหอแสงจันทร์ ถ้าเช่นนั้นก็กล่าวได้เพียงคำเดียวว่าชิบหายแล้วอย่างแน่นอน
แต่โอกาสนี้น้อยเป็อย่างยิ่ง เพราะหอแสงจันทร์มาจากนครแสงจันทร์ คนของหอแสงจันทร์จะรู้ดีว่าถ้าเกิดว่าร่วมมือกับิญญาชั่วร้าย พวกเขาจะได้รับโทษอย่างหนักจากสามลัทธิที่เป็คนตั้งกฏ
เพราะแบบนั้นคนของหอแสงจันทร์จึงไม่ค่อยมีโอกาสสักเท่าไหร่
เมื่อหอแสงจันทร์มีโอกาสเป็ไปได้น้อยก็จำเป็จะต้อง ค้นหาจากคนที่มีโอกาสจะเป็ไปได้มากที่สุดไปก่อน
เจียงเฟิงครุ่นคิดดูแล้ว คนที่มีโอกาสที่จะร่วมมือกับิญญาทมิฬมากที่สุด น่าจะเป็นายน้อยจาง ที่เป็นายน้อยของตระกูลใหญ่