ตอนที่ 15
ภายในภัตตาคารระดับมิชลินที่ถูกตกแต่งอย่างหรูหราด้วยไม้เนื้อเข้มและโทนสีน้ำตาลหม่นที่ให้ความรู้สึกอันมั่นคง ซึ่งโดดเด่นเื่การจัดโซนที่นั่งที่ให้ความเป็ส่วนตัวสำหรับลูกค้าเป็พิเศษโดยมีการนำงานประติมากรรมขนาดใหญ่สไตล์อาร์ตเดคอร์มาตกแต่งตามจุดต่างๆ ภายในร้านได้อย่างลงตัว
“ได้ยินว่าลูกทะเลาะกับแม่?” ชายวัยกลางคนในชุดสูทอันเรียบหรูสีเทาเข้มเ้าของใบหน้าอันหล่อเหลาที่มีริ้วรอยตามกาลเวลาหมุนแก้วไวน์ชั้นดีในมือพลางเอ่ยถามลูกชายที่นั่งอยู่ตรงข้ามกันเสียงขรึม ขณะที่ดวงตาสีน้ำเงินเข้มราวกับท้องทะเลมองไปที่ลูกชายอย่างสุขุม
“นิดหน่อยครับ” เอเลียสวางมีดที่กำลังหั่นเนื้อลง เขาเงยหน้าขึ้นมาสบสายตาผู้เป็พ่อพลางขานรับด้วยสายตาอันสงบนิ่ง ขณะสุ้มเสียงอันราบเรียบนั้นปราศจากคลื่นอารมณ์ใดๆ ราวกับว่า เขากำลังเอ่ยเื่ดินฟ้าอากาศเท่านั้น
“แล้วตอนนี้ลูกอยู่ที่ไหน?” คอนราธขมวดคิ้วเอ่ยถามลูกชายตัวน้อยผู้งดงามที่ในเวลานี้กำลังหนีออกจากบ้านด้วยสายตาที่มีประกายเป็กังวลเจืออยู่อย่างชัดเจน เฉกเช่นเดียวกับสุ้มเสียงอันจริงจังของเขา
“อยู่บ้านเพื่อนครับ” เอเลียสก้มลงหั่นเนื้อเบื้องหน้าต่อพลางตอบคำถามผู้เป็พ่อด้วยสุ้มเสียงอันราบเรียบ ขณะที่ดวงตาของเขานั้นไร้ซึ่งประกายตอบสนองใดๆ ราวกับว่า ชายหนุ่มไม่ค่อยสนใจอีกฝ่ายเท่าไหร่
เอเลียสรู้มาตลอดว่า การมีอยู่ของเขามันซับซ้อนเกินกว่าที่เขาจะเข้าใจความรู้สึกอันเรียบง่ายของสายสัมพันธ์พ่อลูกเหมือนกับเด็กคนอื่นๆ
คอนราธมองลูกชายแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ เขาวางแก้วไวน์ลง แล้วเอื้อมมือไปหยิบของที่เตรียมมาจากอกเสื้อด้วยสีหน้าอันสุขุม
“ถ้ามีปัญหาก็ย้ายไปอยู่คอนโดของพ่อ…ที่นั่นก็อยู่ไม่ไกลมหาลัยเท่าไหร่ จะได้ไม่ต้องเดินทางไกล เดี๋ยวพ่อจะเพิ่มวงเงินในบัตรไว้ให้เผื่อว่า ลูกมีเื่ฉุกเฉิน” คอนราธวางคีย์การ์ดเพนท์เฮาส์สุดหรูลงบนโต๊ะเบื้องหน้าของลูกชายพลางเอ่ยถึงการเพิ่มวงเงิน เพื่อให้ลูกชายใช้ชีวิตได้สะดวกขึ้นด้วยสุ้มเสียงอันจริงจัง
จริงอยู่ว่าเอเลียสเป็เด็กที่เกิดมาจากความลังเลของเขา แต่ในเมื่อเด็กเกิดมาแล้ว คนที่มีความรับผิดชอบสูงอย่างคอนราธย่อมต้องรับผิดชอบลูกชายให้ถึงที่สุด
อันที่จริงแล้วในตอนที่รู้ว่าอีฟตั้งครรภ์ คอนราธก็มีความคิดที่จะรับเอเลียสมาเลี้ยงเอง แต่เมื่อเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าของภรรยาผู้เปราะบาง เขาจึงทำได้เพียงแค่ลืมเื่นี้ไป แล้วพยายามรับผิดชอบลูกชายในด้านอื่นอย่างสุดความสามารถแทน
เขาพยายามลืมความผิดพลาดที่เกิดขึ้นกับอีฟ และเขาก็พยายามรับผิดชอบเด็กน้อยผู้น่าสงสารคนนี้อย่างสุดความสามารถด้วยเช่นกัน
“ครับ” เอเลียสเลื่อนสายตาไปมองคีย์การ์ดสีทองนั่นด้วยสายตาอันเรียบเฉยพลางขานรับด้วยสุ้มเสียงอันราบเรียบที่ปราศจากคลื่นอารมณ์ใดๆ เหมือนเคย
คอนราธมองลูกชายที่ั้แ่เล็กจนโตมักจะเก็บงำความรู้สึกของตัวเองมาโดยตลอด ท่าทีสุขุมของเอเลียสทำให้เขาเบาใจ กระนั้นแล้วเขาก็อดที่จะให้คำแนะนำในฐานะพ่อไม่ได้
“แล้วก็นะเอเลียส ถ้าลูกอารมณ์เย็นลงแล้ว ก็คืนดีกับแม่เขาเถอะ ลูกก็รู้ว่า แม่เขามีแค่ลูก” เขาเอ่ยกับลูกชายด้วยสุ้มเสียงอันสุขุม ขณะที่สายตาของเขามองไปที่ชายหนุ่มตัวเล็กเบื้องหน้าด้วยความเห็นใจ
คอนราธรู้ดีว่า อีฟสูญเสียทุกอย่างเพราะให้กำเนิดเอเลียส ดังนั้นเขาจึงรู้ว่า สำหรับอีฟแล้วเธอมีเพียงแค่ลูกคนเดียว
…ขณะที่เขามีคนมากมายที่ต้องแบกไว้บนบ่า
กลุ่มขนตาสีดำอันเงางามเคลื่อนมาบดบังประกายอันเหยียดหยันบางอย่างที่ส่องสว่างอยู่ภายในท้องนภาสีดำคู่งาม
“...ครับ” ริมฝีปากอันงดงามยังคงขานรับผู้เป็พ่อด้วยสุ้มเสียงอันราบเรียบที่ปราศจากคลื่นอารมณ์ใดๆ
เมื่อมื้อค่ำอันน่าหน่ายของพวกเขาจบลง เอเลียสเพียงแค่บอกลาผู้เป็พ่อ จากนั้นจึงเดินตัดผ่านสวนสาธารณะในยามเย็นไปยังป้ายรถเมล์ที่อยู่ด้านหลังสวนสาธารณะ
หลังจากนั้นไม่นานชายหนุ่มก็นั่งอยู่บนเก้าอี้โดยสาร ขณะที่สองมือส่งข้อความไปบอกคนน่ารักว่า กำลังเดินทางกลับ
ทันทีที่รถแล่นมาหยุดที่ป้ายรถเมล์ในย่านดาวน์ทาวน์ เอเลียสก็ก้าวเท้าเดินลงจากรถ โดยมีคนน่ารักยืนรออยู่ที่ป้ายรถเมล์ด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มอันสดใส
ย้ายไปอยู่ที่เพนท์เฮาส์งั้นเหรอ….แบบนั้นเขาก็คิดถึงเชอร์ริชแย่น่ะสิ!
่สายวันเสาร์ที่เต็มไปด้วยแสงแดดอุ่นๆ ส่องผ่านต้นเมเปิลในสวนลงมาบนสนามหญ้าสีเขียวขจีหน้าบ้าน ซึ่งเป็เวลาเดียวกันที่ครอบครัวเฮอร์บิลตันกำลังดื่มด่ำ่เวลาวันหยุดอันสุขสันต์ไปกับย่างบาร์บีคิวกันอย่างมีความสุข
“เป็ไงฝีมือพ่อกับเอเลียส อร่อยไหม?”
อาเธอร์ยิ้มกว้างพลางเดินถือจานเห็ดย่างมาวางไว้บนโต๊ะอาหารที่อยู่ใกล้สวนดอกไม้ เขานั่งลงข้างๆ ภรรยาคนสวยในชุดเดรสสีเขียวลายดอกไม้ แล้วเอ่ยถามทั้งสองด้วยสุ้มเสียงอันสดใส
“อร่อยมากค่ะคุณ ใช่ไหมเชอร์ริช?” เคธเอ่ยด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มจนตาหยีพลางหันมาเอ่ยกับลูกชายที่นั่งอยู่ตรงข้ามเสียงใสไปด้วย
“ครับ” เชอร์ริชกลืนเนื้ออย่างรสเลิศลงท้อง แล้วเอ่ยด้วยสุ้มเสียงอันเบิกบาน จากนั้นเขาก็หยิบน้ำมะนาวฝีมือผู้เป็แม่มากระดกจนหมดแก้ว
“ถ้าไม่อิ่มก็เอาเพิ่มได้นะ ในเตามีอีกเยอะเลย” เอเลียสเอ่ยเสียงนุ่ม เขาเดินถือถาดใส่เนื้อย่างของโปรดคนน่ารักจากหน้าเตามาเติมใส่จานที่พร่อง จากนั้นจึงหันไปวางถาดลงบนโต๊ะเล็กด้านหลัง
“ไว้สัปดาห์หน้าเรากินบาร์บีคิวกันอีก” อาเธอร์เอ่ยด้วยที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มอันเจิดจ้าพลางหยิบพริกหวานที่ย่างจนเกรียมมากัดไปด้วย พาให้เคธที่นั่งอยู่ข้างกันหัวเราะคิกคักอย่างนึกเอ็นดูสามีสุดที่รัก
“เอาน้ำมะนาวเพิ่มไหมครับ?” เอเลียสที่บังเอิญเห็นว่า แก้วของใครบางคนพร่องแล้วหันมาเอ่ยถามผู้ใหญ่ทั้งสองด้วยสุ้มเสียงอันไพเราะ ขณะที่ฝ่ามืองามเคลื่อนไปฉวยเหยือกน้ำมะนาวตั้งใจที่จะเติมให้ผู้ใหญ่ด้วยท่าทางนอบน้อมอันน่าเอ็นดู
“โอ้ คนอะไรน่ารักจริงๆ ขอบคุณนะจ๊ะ” เคธยกมือขึ้นมาบังริมฝีปาก เธอยิ้มเอ็นดูความน่ารักของชายหนุ่มร่างเล็กผู้งดงาม
“ขอบใจมากเ้าลูกชาย” อาเธอร์เอ่ยอย่างเบิกบาน เขามองเด็กหนุ่มที่ตอนนี้ได้กลายเป็สมาชิกในครอบครัวคนหนึ่งแล้ว ซึ่งในเวลานี้กำลังเติมน้ำมะนาวใส่แก้วให้เขาด้วยความเอ็นดูไม่ต่างจากภรรยา
“ไม่เป็ไรครับ” เอเลียสขานรับยิ้มๆ ขณะที่ดวงตาของเขาพลันเปล่งประกายอันงดงามออกมา เมื่อได้รับการยอมรับจากพ่อแม่ของเชอร์ริช
“แหม ก็ตัวเล็กแบบนี้นี่เนอะคุณ ขนาดฉันเองก็ยังหลงคิดไปเลยว่ามีลูกชายเพิ่มอีกคน” เคธหันมาเอ่ยแซวสามีพลางเอียงคอมองเด็กหนุ่มผู้งดงามที่กำลังเติมน้ำมะนาวใส่แก้วให้เชอร์ริชอย่างเอาใจใส่ไปด้วย
เนื่องจากเอเลียสอยู่กับพวกเขามาได้หนึ่งสัปดาห์แล้ว ทั้งสองจึงรู้ว่า เอเลียสเป็เด็กนิสัยดีที่หากว่างเมื่อไหร่ก็มักจะมาช่วยงานพวกเขาด้วยท่าทางซื่อๆ อยู่เสมอ
ด้วยเหตุนี้เองพวกเขาจึงประทับใจในความน่าเอ็นดูของเด็กหนุ่มมากจนกลายเป็ว่า หลงมองอีกฝ่ายเป็ลูกชายของพวกเขาอีกคนไปซะอย่างนั้น
“กลายเป็งั้นไป อ่า…นึกได้พอดีเลย บ่ายนี้ผมจะไปร้านบันนี่มิลค์ทีกับพวกโรเจอร์นะ นายจะไปด้วยไหมอ่ะเอเลียส” เชอร์ริชยู่ปากเล็กน้อย จากนั้นดวงตาสีเขียวอันสดใสก็เบิกขึ้นเล็กน้อยเมื่อนึกขึ้นมาได้ว่า วันนี้มีนัดกับเพื่อนเก่าที่ร้านบันนี่มิลค์ที
ด้วยเหตุนี้เองชายหนุ่มรีบบอกพ่อกับแม่ โดยไม่วายที่จะหันมาเอียงคอเอ่ยถามคนงามที่นั่งอยู่ข้างกันไปด้วยเลย
“เพื่อนนายจะว่าอะไรไหมอ่ะ?” เอเลียสกะพริบตาอย่างซื่อๆ พลางเอ่ยถามคนน่ารักด้วยสุ้มเสียงอันไพเราะที่เจือความลำบากใจอยู่นิดๆ พาให้สองสามีภรรยาต้องหันมามองหน้ากันยิ้มๆ ด้วยความเอ็นดูชายหนุ่ม
“ไม่หรอก พวกเขาใจดีจะตาย อีกอย่างชานมร้านนั้นอร่อยมากเลยนะ” เชอร์ริชเอ่ยถึงเพื่อนสมัยเรียนมัธยมด้วยสุ้มเสียงอันสดใส โดยไม่วายที่จะยกเื่ของกินมาล่อคนงามไปด้วย
“อืม งั้นไปด้วยนะ” ในเมื่ออีกฝ่ายรบเร้าด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยประกายของความเว้าวอนแบบนี้ เอเลียสจึงได้แต่รับปากยิ้มๆ
ดวงตาคู่งามมองคนน่ารักด้วยสายตาอันอ่อนโยน ซึ่งยากจะมองเห็นความพึงใจที่ซ่อนอยู่เื้ัความงามของท้องนภายามราตรีอันอบอุ่นนั้นได้
“ถือโอกาสนี้พาเอเลียสเที่ยวให้ทั่วย่านดาวน์ทาวน์ด้วยเลย” อาเธอร์เอ่ยกับลูกชายอย่างเบิกบานพลางคีบเนื้อย่างชิ้นโตไปใส่จานของลูกชายผู้น่ารักเหมือนกับทุกที จากนั้นเขาก็คีบเนื้อย่างอีกชิ้นให้กับเด็กหนุ่มผู้น่าเอ็นดูที่นั่งอยู่ข้างๆ ลูกชายอีกหนึ่งชิ้น ท่ามกลางเสียงหัวเราะคิกคักของภรรยา
เชอร์ริชที่เคยชินกับการดูแลของผู้เป็พ่อก็หันมาส่งยิ้มให้เอเลียสหนึ่งที จากนั้นเขาจึงก้มหน้าลงจัดการกับเนื้อย่างบนจานของตัวเอง ขณะที่เอเลียสเพียงแค่มองคนน่ารักที่กำลังกินเนื้อย่างฝีมือเขาด้วยความสุขใจ จากนั้นชายหนุ่มจึงหันกลับมาจัดการกับเนื้อย่างบนจานของตัวเอง
ทั้งสองไปรวมตัวกับเพื่อนสมัยมัธยมของเชอร์ริชที่ร้านบันนี่มิลค์ทีใน่บ่าย ทันทีที่พวกเขาเดินเคียงกันเข้ามาในร้าน สายตาของเหล่าวัยรุ่นในร้านต่างก็มองมาที่ชายหนุ่มหน้าตาโดดเด่นทั้งสองอย่างไม่วางตาราวกับต้องมนต์
เชอร์ริชมองเห็นชายหนุ่มผิวแทนหน้าคม ตัวเล็กที่ยืนตะลึงอยู่หน้าเคาน์เตอร์แล้วควงแขนเพื่อนตัวเล็กผู้งดงามก้าวไปหาเพื่อนรักทันที
เอเลียสเพียงแค่ส่งยิ้มทักทายเพื่อนสมัยเรียนของเชอร์ริชด้วยสีหน้าอันเป็มิตร ขณะที่เก็บข้อมูลหนุ่มสาวหน้าตาดีที่เป็เพื่อนสมัยมัธยมของคนน่ารักเงียบๆ
ขณะที่เชอร์ริชกับเพื่อนๆ ซึ่งส่วนใหญ่เรียนคณะนิติศาสตร์ที่มหาลัยเดียวกับพวกเขากำลังคุยกันอย่างออกรส เอเลียสก็อาสาไปรับเครื่องดื่มให้คนน่ารักทันทีที่แท็กออร์เดอร์ส่งเสียงเตือน โดยมีเชอร์ริชที่กำลังสนทนากับเพื่อนอย่างติดลมนั้นพยักหน้ารับรัวๆ
“ชามิ้นต์ของนาย” ชายหนุ่มผู้งดงามเอ่ยเสียงนุ่มพลางปักหลอดสีชมพูพาสเทลลงบนแก้วชานมผสมมินต์สีฟ้าอันสดใส จากนั้นก็วางเครื่องดื่มลงบนโต๊ะเบื้องหน้าของคนน่ารักอย่างรู้ใจ
“ขอบใจน๊า” เชอร์ริชเงยหน้าขึ้นมาเอ่ยขอบคุณคนงามด้วยรอยยิ้มอันสดใสเหมือนกับสุ้มเสียงอันเบิกบานของเขา ขณะที่คนงามซึ่งสั่งวาฟเฟิลบลูเบอร์รี่คู่กับชานมเพียงแค่ส่งยิ้มละไมตอบกลับมา
“แหม เชอร์ริชของเรา ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็มีแต่คนคอยดูแลนะ”
ชายหนุ่มหน้าหวานเ้าของเส้นผมสีทองผู้มีดวงตาสีน้ำตาลอัลมอนด์ที่มีนามว่า ลูก้า หยอกเย้าเพื่อนรักที่แต่ไหนแต่ไรก็ได้รับการเทคแคร์เอาใจจากคนรอบข้างด้วยสายตาเอ็นดู โดยมีเพื่อนร่วมโต๊ะได้แต่หัวเราะคิกคักกับภาพอันคุ้นตานี้
เนื่องจากสมัยที่เรียนด้วยกันก็มักจะมีชายหนุ่มหรือไม่ก็หญิงสาวที่ตกบ่วงความน่ารักของเชอร์ริชเข้ามาดูแลเพื่อนรักคนนี้อยู่เสมอ ทำให้พวกเขาเป็ต้องเอ่ยแซวอยู่เป็ประจำ
เอเลียสได้แต่ส่ายหัวเบาๆ กับการหยอกเย้าของลูก้า จากนั้นเขาก็ก้มหน้าลงตักวาฟเฟิลที่ราดแยมบลูเบอร์รี่ฉ่ำๆ เข้าปากหนึ่งคำ
“ก็ฉันมีเพื่อนดีนี่นา” เชอร์ริชเอ่ยอย่างภูมิอกภูมิใจด้วยสุ้มเสียงอันสดใส ขณะที่ใครบางคนสะกิดแขนเขาเบาๆ
“วาฟเฟิลนี่อร่อยมากเลย ลองไหม?” เอเลียสสะกิดคนน่ารักที่นั่งอยู่ข้างกัน เขาตักวาฟเฟิลเนื้อนุ่มขนาดพอดีคำไปจ่อที่ริมฝีปากสีแดงอันน่าจุ๊บของอีกฝ่ายพลางเอ่ยเสียงนุ่มที่มักจะใช้อยู่เป็ประจำ
เชอร์ริชมองวาฟเฟิลบลูเบอร์รี่หน้าตาน่ากินแวบหนึ่ง จากนั้นก็อ้าปากงับวาฟเฟิลรสหวานแสนอร่อยจากช้อนของเอเลียสด้วยสีหน้าฟินๆ ไปตามความเคยชินท่ามกลางสายตาตกตะลึงของเพื่อนร่วมโต๊ะ
…เชอร์ริชของพวกเขาป๊อปมากก็จริงอยู่หรอก แต่ที่ผ่านมาพวกเขาไม่เคยเห็นเชอร์ริชตอบรับใครเลยสักคน!
“เป็ไงบ้างอ่ะ?” เอเลียสเอียงคอเอ่ยถามคนน่ารักด้วยความสงสัย ขณะที่ดวงตาสีดำคู่งามมองใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างเฝ้ารอ
“อร่อยมากเลย คราวหลังฉันต้องสั่งบ้างแล้วล่ะ” เชอร์ริชยู่หน้าพลางเอ่ยกับคนงามอย่างตรงไปตรงมา เมื่อนึกถึงรสชาติของบลูเบอร์รี่เปรี้ยวๆ อันหวานละมุนที่เข้ากับวาฟเฟิลเนื้อนุ่มได้อย่างลงตัวที่เอเลียสเป็คนสั่งมา
เพื่อนร่วมโต๊ะต่างก็หันมามองหน้ากันเงียบๆ ราวกับว่า ตอนนี้พวกเขาพอจะจับต้นชนปลายความสัมพันธ์ของทั้งสองได้เลาๆ แล้ว
เมื่อดื่มชานมกันจนหนำใจแล้ว พวกเขาจึงเดินเตร่ในย่านดาวน์ทาวน์กันพักหนึ่ง จากนั้นจึงไปจบที่โรงภาพยนตร์ชื่อดังซึ่งอยู่ห่างจากร้านบันนี่มิลค์ทีสองบล็อกถนน
“ฉันอยากดูเื่นี้อ่ะ” หญิงสาวร่างสูงเ้าของเส้นผมสีน้ำตาลอมส้มผู้มีนามว่า ฮันน่า ชี้ยังโปสเตอร์ภาพยนตร์รักสีชมพูหวานๆ พลางเอ่ยด้วยสุ้มเสียงอันสดใสไปด้วย
“หนังรักเนี่ยนะ เธอเอาจริงดิ?” โรเจอร์หันไปเลิกคิ้วเอ่ยถามหญิงสาวเสียงสูง ขณะที่คนอื่นๆ กำลังมองดูโปรแกรมฉายกันอยู่ที่หน้าจอ
เชอร์ริชเพียงแค่เอียงคอมองโปรแกรมฉายซึ่งส่วนใหญ่มีแต่ภาพยนตร์สยองขวัญและภาพยนต์แอคชั่นเืสาดเงียบๆ โดยมีเอเลียสซึ่งยืนอยู่ข้างกันที่ไม่รู้ว่า ไปซื้อเครื่องดื่มมาตอนไหนยื่นแก้วน้ำอัดลมขนาดใหญ่มาให้
“แต่ที่เหลือก็มีแต่หนังผี แล้วหนังแอคชั่นเื่นั้นก็ไม่น่าดู” ลูก้ามองโปรแกรมภาพยนตร์ที่ฉายอยู่บนจอ เขาเอ่ยสนับสนุนฮันน่าโดยมีสาวหวานในกลุ่มอีกสองคนซึ่งก็คือเอ็มม่าและซูซีย์พยักหน้าเห็นด้วยอีกที
“โอเค งั้นก็ดูเื่นี้” เจสันชายหนุ่มร่างใหญ่ในชุดสีพาสเทลพยักหน้างึกงักจากนั้นเขาก็กอดคอโรเจอร์ไปที่เครื่องขายตั๋วทันที
เชอร์ริชเพียงแค่เงยหน้าขึ้นมาสบตากับเอเลียสพลางกลั้นขำให้กับท่าทีเปิ่นๆ ของโรเจอร์ จากนั้นจึงเดินตามพวกเขาไปเลือกที่นั่งตรงเครื่องขายตั๋ว
‘ผมรักคุณมาก…’
เอเลียสมองนักแสดงชายชื่อดังที่กำลังสารภาพความในใจให้หญิงสาวที่นอนป่วยอยู่บนเตียงฟังด้วยสายตาอันเรียบเฉย
?!
ััหนักๆ อันอบอุ่นที่ซบลงบนไหล่เล็กของชายหนุ่ม ทำให้ดวงตาสีดำคู่งามเบิกกว้างเล็กน้อย จากนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็ความอ่อนหวานอย่างรวดเร็ว
“งืมๆ” เสียงของคนน่ารักดังลอดเข้ามาเบาๆ พาให้ชายหนุ่มคลี่ยิ้มออกมาด้วยความสุขที่ล้นปริ้มอยู่ในอกพลางใช้มือประคองศีรษะของคนน่ารักเอาไว้อย่างนุ่มนวล ขณะที่ดวงตาคู่งามในเวลานี้เคลื่อนมามองกลุ่มผมสีบลอนด์ของชายหนุ่มที่ขี้เซาด้วยความเอ็นดู
“...”
ฮันน่าที่บังเอิญหันมาเห็นภาพนี้โดยบังเอิญในระหว่างที่กำลังหยิบน้ำอัดลมขึ้นมาจิบก็รีบหันไปสะกิดสองสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ กันทันที เธอส่งสายตาให้พวกเธอดูสองหนุ่มที่นั่งซบกันอยู่โดยไม่วายที่จะส่งยิ้มล้อเลียนไปด้วย
เมื่อกลุ่มของเชอร์ริชก้าวเท้าออกจากประตูของโรงภาพยนตร์ก็เป็เวลาที่ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็สีส้ม ซึ่งเป็่เวลาที่ตะวันใกล้จะลับขอบฟ้าเต็มที
“ทิชชูไหม?” เอเลียสนำทิชชูเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋าพลางยื่นให้คนน่ารักที่พึ่งตื่นนอนด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยน
“อืม ขอบใจน้า” เชอร์ริชหยิบทิชชูจากมือของคนงามโดยไม่วายที่จะเอ่ยขอบคุณด้วยความซึ้งใจในความใจกว้างของเอเลียสที่ยอมให้เขาพิงไหล่ใน่ครึ่งหลังจนกระทั่งหนังจบ
เอเลียสมองคราบน้ำตาแห้งๆ ที่อยู่บริเวณหางตาของคนน่ารักด้วยความเอ็นดู พาให้เขาต้องชี้ไปที่หางตาตัวเองให้อีกฝ่ายรู้ว่ามีคราบน้ำตาอยู่บริเวณหางตา
“ั้แ่ที่ร้านชานมละ หวานกันไม่แคร์พวกฉันเลยนะ!”
เนื่องจากเอ็มม่าเห็นสองหนุ่มสวีทกันั้แ่มารวมตัวที่ร้านบันนี่มิลค์ที เธอจึงอดที่จะแซวทั้งสองด้วยสายตาทะเล้นไม่ได้
“ฮะ พูดอะไรของเธออ่ะ?” เชอร์ริชยู่ปากเอ่ยงึมงำ เขาหันไปมองหน้าเอ็มม่าอย่างไม่เข้าใจพลางยื่นทิชชูให้เอเลียสช่วยเขาเช็ดหางตาไปด้วย
การดูแลเอาใจใส่กันของสองหนุ่ม ทำให้เพื่อนในกลุ่มคนอื่นๆ ได้แต่ทำตาโตกันอย่างมีเลศนัย
“ยังจะทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้อีก” ซูซีย์โคลงหัวไปมาให้กับความปากแข็งของเชอร์ริช ขณะที่ริมฝีปากที่แต้มไปด้วยลิปสติกสีชมพูอันแวววาวนั้นเอ่ยกับเพื่อนรักด้วยสุ้มเสียงอันผ่อนคลาย
ท่าทีของเชอร์ริชทำให้ลูก้ากับโรเจอร์หันมาสบตากันอย่างเงียบๆ จากนั้นพวกเขาก็ขำพรืดออกมาพร้อมกัน
“ดูให้ดีนะตัวเล็ก เพื่อนของฉันคนนี้น่ะเสน่ห์แรงมาก อย่าให้คลาดสายตาเชียว!” เจสันที่พอจะคาดการณ์สถานการณ์ของทั้งสองได้อย่างรางๆ ก้าวมาตบไหล่เอเลียสที่กำลังเช็ดคราบน้ำตาให้เชอร์ริชอยู่พลางเอ่ยให้กำลังใจไปด้วย
“พูดอะไรของเธอเนี่ย!” การฝากฝังของเจสัน บวกกับสายตาที่มีเลศนัยของเพื่อนในกลุ่ม ทำให้เชอร์ริชถึงกับร้องท้วงเสียงหลงออกมา
ขณะที่เอเลียสเพียงแค่คลี่ยิ้มจางๆ เขาเชยหน้าของคนน่ารักขึ้นเล็กน้อย จากนั้นก็ลงน้ำหนักเช็ดคราบน้ำตาบริเวณหางตาให้อย่างนุ่มนวลราวกับว่า ไม่ได้ยินสิ่งที่เชอร์ริชกำลังโวยวายแม้แต่น้อย
่ค่ำของวัน เมื่ออาบน้ำเสร็จแล้ว เอเลียสในชุดนอนสีฟ้าอ่อนลายก้อนเมฆก็เดินตัวหอมออกมาจากห้องน้ำ ดวงตาสีดำคู่งามมองคนน่ารักที่นั่งหน้ายุ่งเล่นโทรศัพท์อยู่ที่โต๊ะทำงานด้วยความสนใจเล็กน้อย ขณะที่เชอร์ริชได้แต่ขมวดคิ้วพิมพ์ตอบโรเจอร์ด้วยท่าทางหัวเสียนิดๆ
‘พวกนายสองคนคบกันใช่ไหม?’
เชอร์ริชกลอกตามองข้อความของโรเจอร์ด้วยความหงุดหงิด จากนั้นเขาก็รีบอธิบายให้เพื่อนรักเข้าใจทันทีว่า เขากับเอเลียสไม่ได้เป็อะไรกันในแง่นั้น
“ทำไมถึงทำหน้ายุ่งแบบนั้นอ่ะ?” เอเลียสเดินมาหยุดอยู่ข้างหลัง เขาค้อมตัวไปด้านหน้าพลางเอียงคอเอ่ยถามคนน่ารักด้วยสุ้มเสียงอันใสซื่อที่เต็มไปด้วยความนุ่มนวลเหมือนกับทุกที
ชั่วขณะที่กลิ่นสบู่หอมๆ คละเคล้ากับกลิ่นอายชื้นๆ ที่ลอยมาจากร่างของชายหนุ่มผู้งดงามปะทะกับจมูกของเชอร์ริช ใบหน้าของอันน่ารักพลันเห่อร้อนขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
“ปะ เปล่าหรอก ฉันไปอาบน้ำก่อนนะ” เชอร์ริชรีบวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ แล้วเผ่นแน่บเข้าห้องน้ำทันที เอเลียสทำได้เพียงแค่คลี่ยิ้มออกมาอย่างนึกเอ็นดูคนน่ารัก
ชายหนุ่มมองประตูห้องน้ำที่ปิดสนิทแล้วเตรียมจะเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าหมายที่จะหยิบชุดนอนให้อีกฝ่ายอย่างหวังดี ชึ่งเป็เวลาเดียวกันที่กล่องสนทนาของโรเจอร์ที่เชอร์ริชคุยค้างเอาไว้เด้งขึ้นมาบนหน้าจอพอดี
‘คบกันก็ยอมรับมาเหอะ ฉันไม่บอกใครหรอก!’
อาจเป็เพราะเชอร์ริชยืนกรานว่า ไม่ได้เป็อะไรกับเอเลียส โรเจอร์จึงได้ตอบกลับมาอย่างขึงขังแบบนี้ โดยไม่รู้เลยว่า เวลานี้เพื่อนรักผู้สุดแสนจะป๊อปปูล่าของเขาเผ่นแน่บเข้าห้องน้ำไปแล้ว
…และในเวลานี้ คนเดียวที่เห็นข้อความของเขาก็คือชายหนุ่มร่างเล็กเ้าของใบหน้าอันงดงามผู้มีนามว่า เอเลียส
“...”
เอเลียสหลุบตามองข้อความที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์อันส่องสว่างของคนน่ารักเงียบๆ ในนาทีต่อมาเขาจึงเดินไปที่หยิบชุดนอนเตรียมไว้ให้เชอร์ริชด้วยท่าทางอันเป็ธรรมชาติราวกับว่า เมื่อครู่นี้ไม่ได้เห็นอะไรทั้งสิ้น
ข้อความโรเจอร์ทำให้เชอร์ริชนอนไม่หลับทั้งคืน ชายหนุ่มมัวแต่คิดถึงสิ่งที่เพื่อนสมัยมัธยมเอ่ยกับตน จนทำให้ห้วงความคิดปั่นป่วนไปหมด
ด้วยเหตุนี้เองเชอร์ริชจึงพยายามเลี่ยงที่จะสบสายตาเอเลียสตลอดมื้อเช้าโดยแสร้งทำทีเป็กำลังงัวเงีย จนกระทั่งมื้อเช้าจบลง
ทั้งสองแวะซื้อเครื่องดื่มเหมือนกับทุกเช้า เอเลียสมองเชอร์ริชที่จงใจยืนห่างออกไปเล็กน้อยด้วยสายตามึนงง เมื่อคุณป้าเ้าของร้านวางถุงใส่เครื่องดื่มไว้บนเคาน์เตอร์เบื้องหน้าของพวกเขา เชอร์ริชก็รีบก้าวไปฉวยถุงเครื่องดื่มทันที
“อ่า ของนาย” เชอร์ริชก้าวถอยออกไป เขาชี้ไปที่ถุงเครื่องดื่มที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ
“?” เอเลียสได้แต่เอียงคอมองคนน่ารักที่เดินนำอยู่ด้านหน้าด้วยความมึนงงที่อยู่ๆ ก็เว้นระยะห่างแบบนี้ จากนั้นเขาก็ก้มลงมองถุงเครื่องดื่มในมือด้วยสายตาละห้อยราวกับเด็กน้อยที่ถูกทิ้ง
ทั้งสองมาถึงห้องเรียนใน่เช้าเหมือนกับทุกวัน เชอร์ริชก้าวไปนั่งตำแหน่งเดิมที่เคยนั่งกับเอเลียส แต่ในคราวนี้ชายหนุ่มเลือกที่จะวางกระเป๋าคั่นกลางระหว่างตนกับคนงามเอาไว้ โดยไม่วายส่งยิ้มเจื่อนๆ ไปปลอบอีกฝ่ายราวกับสิ่งที่เขาทำนั้นมันไม่ได้สลักสำคัญอะไร
…เหมือนกับตอนที่อยู่บนรถเมล์ที่เขาก็เลือกที่จะนั่งชิดอีกมุมจนทำให้มีช่องว่างเล็กๆ ระหว่างพวกเขา
ดวงตาสีเขียวสดใสมองไปยังกราฟที่อาจารย์กำลังอธิบาย ขณะที่ในห้วงความคิดยังคงหมกมุ่นอยู่กับข้อความของโรเจอร์ ชายหนุ่มรู้ว่า เพื่อนคนอื่นก็คิดแบบนั้นถึงให้โรเจอร์เป็ตัวแทนมาถามไถ่เื่นี้ และนั่นก็ทำให้เชอร์ริชรู้ตัวว่า เขาทำตัวล้ำเส้น
อาจเป็เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในความฝัน เขาจึงเอาแต่คิดหาวิธีที่จะทำให้ชายหนุ่มผู้ใสซื่อบริสุทธิ์อย่างเอเลียสหลุดพ้นจากความทุกข์ บางทีความกังวลเ่าั้มันทำให้เขาใกล้ชิดกับเอเลียสมากเกินไป
ความใกล้ชิดที่เชอร์ริชมองว่า เป็สิ่งที่ดีมาโดยตลอด แม้ว่าเขาจะมีเพื่อนเป็โขยง แต่ชายหนุ่มกลับไม่เคยฉุกคิดเลยว่า มันไม่เหมาะสม
เชอร์ริชยอมรับว่า เขากลัวชายหนุ่มผู้เสียสติคนนั้นและเขาก็อยากปกป้องเอเลียสไม่ให้ประสบกับเื่ร้ายๆ เหมือนอย่างที่เกิดขึ้นในฝัน แต่ตอนนี้ชายหนุ่มไม่มั่นใจแล้วว่า เส้นทางที่เขาเดินอยู่นั้น
…มันถูกต้องหรือไม่
ตุ๊บ!
“...!” ขณะที่กำลังเหม่ออยู่นั้น ปากกาของใครบางคนก็บังเอิญหล่นลงมาโดนรองเท้าผ้าใบยี่ห้อดังของเขาพอดี
เชอร์ริชรับรู้ว่ามีของหล่นอยู่ใกล้ๆ เท้าจึงก้มลงเก็บปากกาที่คนงามทำตกขึ้นมา เขาวางมันไว้ใกล้กับหนังสือเรียนของอีกฝ่าย แล้วรีบถดมือกลับทันที
“ขอบใจนะ” เอเลียสเพียงแค่เอ่ยด้วยสุ้มเสียงนุ่มๆ อันไพเราะพลางส่งยิ้มละไมมาให้ ขณะที่ดวงตาสีดำคู่งามยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยประกายอ่อนโยนอันใสซื่อเหมือนอย่างเคย
“อืม” เชอร์ริชได้แต่พยักหน้ารับอย่างลุกลน จากนั้นเขาก็รีบหันกลับไปสนใจเนื้อหาที่อาจารย์กำลังสอนทันที
เชอร์ริชยังคงเว้นระยะห่างกับเอเลียสตลอดทั้ง่เช้า เมื่อถึงมื้อเที่ยงชายหนุ่มก็ก้าวไปเกาะติดสาวสวยสุดฮ็อตคนเดียวในกลุ่ม โดยมีไมกี้และประธานรุ่นผู้งดงามที่เดินตามหลังพวกเขาอยู่
“หิวชะมัดเลย ฉันอยากกินข้าวร้านที่เธอกินประจำอ่า โซฟี่”
เชอร์ริชกะพริบตามองหญิงสาวผมทองในชุดเดรสสีน้ำเงินเข้มอย่างอ้อนๆ ขณะที่สองเท้าก็เดินผ่านร้านขายพาสต้าร้านโปรดด้วยหัวใจที่หวั่นไหว
“ได้สิ เดี๋ยวฉันแนะนำเมนูเด็ดๆ ให้นะ” โซฟี่ที่ไม่มีภูมิต้านทานคนน่ารักอยู่แล้วก็ขานรับอย่างแข็งขัน เธอคว้าแขนคนน่ารักมุ่งตรงไปยังตำแหน่งของร้านอาหารเพื่อสุขภาพที่อยู่อีกด้านหนึ่งของโรงอาหารทันที
“แย่ล่ะสิ เอเลียส” ไมกี้เอียงคอมมองเชอร์ริชที่เกาะติดโซฟี่ราวกับลูกโคอาล่าพลางเอ่ยหยอกคนงามที่เดินอยู่ข้างกันเสียงสูงไปด้วย
“...”
ดวงตาคู่งามภายใต้กลุ่มขนตาสีดำอันเงางามเคลื่อนมามองใบหน้าของชายหนุ่มจอมเ้าชู้ด้วยประกายไม่สบอารมณ์แวบหนึ่ง จากนั้นจึงเคลื่อนไปมองคนน่ารักที่วันนี้ทำตัวแปลกไปด้วยสายตาอันลุ่มลึก ขณะที่สองเท้าของเขายังคงก้าวตามหลังอีกฝ่ายไปเหมือนอย่างเคย
หลังจากกินมื้อเที่ยงกันเสร็จแล้ว ทั้งสี่ก็มานั่งเล่นกันที่สวนหย่อมใกล้กับอาคารเรียนเพื่อรอเรียนคลาสถัดไป ซึ่งจะเริ่มในอีกหนึ่งชั่วโมงต่อจากนี้
“สมูทตี้รสผักก็อร่อยเหมือนกันนะเนี่ย”
เชอร์ริชที่นั่งอยู่ข้างๆ โซฟี่กลืนสมูทตี้รสฝาดสีเขียวเข้มที่หญิงสาวแนะนำลงท้องพลางเอ่ยชมอย่างทุลักทุเล
“หน้านายฝืนสุดๆ เลยเชอร์ริช!” โซฟี่อดที่จะเอ่ยแซวคนน่ารักไม่ได้ จากนั้นเธอก็ก้มลงจิบเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพของตัวเอง แล้วเลื่อนสายตาไปมองประธานรุ่นผู้งดงามที่นั่งหน้าหงอยอยู่ข้างๆ กับไมกี้จอมเ้าชู้
“ทะเลาะอะไรกับเอเลียส?” โซฟี่วางแก้วลงบนโต๊ะ เธอหันมาเอ่ยถามคนน่ารักอย่างตรงไปตรงมาเสียงเบาให้ได้ยินกันแค่สองคน
“เปล่าสักหน่อย” เมื่อถูกหญิงสาวมองมาด้วยดวงตาอันใคร่รู้ เชอร์ริชก็ได้แต่เอ่ยปัดอย่างลุกลน
“ใช่เหรอ? แล้วทำไมวันนี้ถึงเกาะฉันแจแบบนี้ล่ะ!” โซฟี่กอดอกพลางหรี่ตาเอ่ยถามคนน่ารักที่ตัวติดกับเอเลียสมาโดยตลอดด้วยสุ้มเสียงอันเชิดสูง
“เปล่า” เชอร์ริชไม่รู้จะอธิบายสถานการณ์ของเขากับเอเลียสอย่างไร ด้วยเหตุนี้ชายหนุ่มจึงได้แต่ปฏิเสธเสียงอ่อยอย่างน่าเวทนา
ขณะที่โซฟี่กำลังเค้นเอาความจริงจากปากของคนน่ารัก ชายหนุ่มร่างสูงหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งก็เดินถือโทรศัพท์มือถือเข้ามาขัดจังหวะเธอเสียก่อน
“เอ่อ ขอแลกไอดีได้ไหมอ่ะครับ?”
สุ้มเสียงทุ้มต่ำของชายหนุ่มผู้มีท่าทีเขินอายดึงความสนใจของชายหนุ่มสองคนที่นั่งอยู่ด้านหลังทันที
“จะดีเหรอเอเลียส แบบนี้…นายได้เสียสุดที่รักไปแน่เลยนะ” ไมกี้เอ่ยแซวคนงามที่นั่งจ้องหนุ่มคนนั้นตาไม่กะพริบด้วยสุ้มเสียงอันยียวนกวนประสาท
“ดื่มให้ฉันที” ฝ่ามืองามเลื่อนแก้วชานมรสหวานระดับตัดขาไปเบื้องหน้าของไมกี้พลางเอ่ยเสียงเรียบไปด้วย ขณะที่ดวงตายังคงจดจ้องผู้ที่ริอ่านคิดเป็คู่แข่งกับเขาด้วยสายตานิ่งๆ
“ฮะ? จะให้ฉันจูบทางอ้อม เพื่อให้สุดที่รักหึงงั้นเหรอ ฉันว่าพวกนายยังไม่ได้ไปไกลขนาดนั้นนะพวก!!” ไมกี้หัวเราะเบาๆ แล้วเอ่ยเย้าคนงามด้วยสีหน้าอันเสเพลที่น่าหมั่นไส้
“ฉันกลับด้านหลอดแล้ว ไม่ต้องห่วงหรอก” เอเลียสตอบเสียงเรียบ แพขนตาสีดำเคลื่อนลงมาเล็กน้อย ขณะที่ดวงตาคู่งามยังคงจดจ้องชายหนุ่มร่างสูงที่กำลังแลกไอดีกับเชอร์ริชอย่างไม่ละสายตา
“ก็ได้ แต่นายจะให้อะไรฉันล่ะ?” ไมกี้ยกมือขึ้นมาเท้าคาง เขาเอ่ยอย่างทีเล่นทีจริงด้วยสุ้มเสียงที่ติดจะเสเพลอยู่หน่อยๆ
“แค่ดื่มน้ำให้เพื่อน นายยังมีข้อแม้งั้นเหรอ?”