ต้นหลิวปลิวลิ่วสู่วังหลวง
บทที่ 5
แสงจันทร์คืนนี้ส่องสว่างนวลกว่าทุกวัน ลมเย็นโชยผ่านมาเป็ระยะอีกทั้งน้ำค้างยังไม่ลงมากนัก เหมาะกับการเดินเล่นเป็อย่างยิ่ง
“ข้ายังจำได้ตอนแปดขวบท่านพ่อส่งข้ามาเรียนฝึกยุทธกับพ่อบ้านหวังร่วมกับเ้า ตอนนั้นเ้าเรียนล่วงหน้าไปแล้วหนึ่งปีแต่จำต้องมาทบทวนฝึกยุทธกับข้าใหม่ เ้าก็เลยเกลียดขี้หน้าข้าเหลือเกิน”
เฉิงเฟยลี่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดีสายตาชวนระลึกถึงความหลังครั้งเยาว์วัย อาหลิวเข้าใจว่าบัดนี้ตัวเองอายุ 19 ปี ได้เป็เพื่อนฝึกยุทธกับเฟยลี่ั้แ่แปดขวบอืม...รู้จักกันมานานเหมือนกันนี่
“เ้าจำหน้าร้อนเมื่อห้าปีก่อนได้หรือไม่ข้าเบื่อกับการต้องไปฝึกงานที่โรงกระดาษ เลยแอบหนีมาเดินเที่ยวเล่นที่หลังเขาตรงโน้น”
เฟยลี่ชี้มือไปไกลๆอาหลิวมีหรือที่จะจำได้ แต่ไม่นึกอยากขัด เลยปล่อยให้เฟยลี่เล่าเื่ต่อไป
“ไม่มีใครรู้ว่าข้าไปไหนข้านึกสนุกอยากหนีเที่ยวทั้งวันทั้งคืนไม่คิดว่าพอเดินไปเรื่อยๆก็เข้าป่าลึกไปโดยไม่รู้ตัวจนพลบค่ำก็กลับกลายเป็ว่าหลงป่าเสียแล้ว
ตอนนั้นคึกคะนองได้ใจยังทำตัวสนุกไม่รู้สำนึกมารู้ตัวอีกทีก็เจอเข้ากับหมีตัวใหญ่ ในตอนที่ข้ากำลังจะถูกหมีตะปบเ้าพุ่งตัวจากไหนก็ไม่รู้มาดึงข้าออกไป ตอนนั้นตัวข้ายังเล็กกว่าเ้าอยู่เลยแต่แม้จะว่องไวเพียงใดก็ยังไม่พ้นกรงเล็บเ้าหมีนั่น หลังของเ้าถูกกรงเล็บข่วนแม้จะแค่เฉี่ยวๆ แต่ก็คงลึกไม่น้อย
ถึงกระนั้นเ้าก็ไม่สนใจว่าตัวเองจะเจ็บหรือไม่รีบพาข้าออกจากป่าแล้วกลับบ้านทันที พอกลับมาถึงบ้านข้าถูกท่านพ่อท่านแม่ลงโทษยกใหญ่เลยฮ่าๆ ส่วนเ้า...คงมีรอยแผลเป็เหลืออยู่ใช่หรือไม่”
เฟยลี่หันกลับมามองที่อาหลิวซึ่งอาหลิวก็ไม่รู้ว่าตอนนี้มีรอยแผลเป็หลังอยู่รึเปล่าแต่ก็พยักหน้ารับไปก่อนแล้ว
“ั้แ่นั้นมาพวกเราก็เลยสนิทกันฝึกยุทธร่วมกัน กินเที่ยว ทำอะไรสนุกๆด้วยกันมาตลอด ที่ไหนมีข้าต้องมีเ้า แต่พรุ่งนี้เราคงไม่ได้ร่วมกันฝึกยุทธและเที่ยวเล่นกันอีกแล้วเ้าเข้าวังครั้งนี้นอกจากน้องเล็กแล้ว ยังต้องคอยดูแลพี่สามอีกด้วยนางกำลังตั้งครรภ์ ท่านแม่เป็ห่วงมากอยากเข้าไปอยู่เป็เพื่อนนางแต่ในเมื่อเป็พระสนมอยู่ในวังหลวงแล้วไหนเลยจะทำเช่นนั้นได้”
“ตั้งครรภ์?หมายถึงพระสนมลู่เอินใช่หรือไม่?”
เฟยลี่หยุดเดินแล้วหันมาทำหน้าเคร่งขรึมกับอาหลิวอีกแล้ว
“นอกจากขอฝากพี่น้องของข้าให้เ้าช่วยดูแลปกป้องแล้วอาหลิว...เ้าก็ต้องดูแลรักษาตัวเองให้ดี ทำตามคำแนะนำที่พ่อบ้านหวังกำชับหากไม่จำเป็แล้วก็อย่าเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงอันตราย เข้าใจหรือไม่”
เสียงตึกตักๆ ในหน้าอกของอาหลิวเริ่มมาอีกแล้ว
“ในวังหลวงเป็สถานที่ที่มีอันตรายอยู่ในเงามืดศัตรูยากที่จะมองเห็น อีกทั้งหากมีเื่ พวกข้าคงตามเข้าไปช่วยไม่ได้เ้าเป็ดั่งพี่น้องและสหายสนิท ก็ไม่นึกอยากให้เจอกับสิ่งไม่ดีหรอก”
ง่า...เป็แค่พี่น้องเองเหรอ?ฟังมาตั้งนานก็อุตส่าห์เคลิ้มไปนิดหน่อย ชิส์
ในขณะที่อาหลิวกำลังบ่นทำปากขมุบขมิบเฟยลี่ก็หยิบกระเป๋าที่ทำจากหนังสัตว์ใบเล็กๆ ออกมาจากแขนเสื้อ
“ข้าให้เ้า”
เฟยลี่ยื่นกระเป๋าหนังมาตรงหน้าพร้อมกับแก้เชือกที่มัดเอาไว้ออกคลี่แผ่นหนังออกมา แล้วเขาก็เริ่มต้นนำเสนอสิ่งที่อยู่บนแผ่นหนังนั่นอย่างตั้งอกตั้งใจ
“สิ่งนี้ข้าเป็คนประดิษฐ์ขึ้นมาเองพู่กันนี้สะดวกนัก เ้าสามารถพกพาติดตัวไปที่ใดก็ได้หาก้าจะใช้เขียนสิ่งใดก็ให้เปิดที่ปลายตรงนี้แล้วเขียนได้เลยน้ำหมึกจะไหลออกมาได้เอง หากใช้งานไปจนหมึกหมด เ้าก็แค่เปิดจุกที่ปลายอีกด้านแล้วใส่น้ำหมึกเข้าไปใหม่เท่านั้น แต่พู่กันทันใจเล่มนี้มิได้มีดีเพียงแค่นี้หรอกนะ”
เฟยลี่ยิ้มกรุ้มกริ่มภูมิใจกับสิ่งประดิษฐ์อันแสนบรรเจิดของตัวเองเขาดึงพู่กันเล่มนั้นออกมาจากสายรัดแล้วใช้เล็บจิกเข้าไปตรงส่วนที่แต้มสีแดงไว้บนด้ามพู่กันในทันใดก็มีมีดปลายแหลมเล่มบางอันเล็กๆโผล่ขึ้นมา
“หากเ้าใช้ปลายเล็บกดเข้าไปตรงนี้ก็จะมีมีดออกมามีดเล่มนี้บางก็จริงแต่ก็ตีจากเหล็กกล้า ใช้ตัดสิ่งของที่มีความหนามากๆได้อีกทั้งมีดนี้ไม่มีวันทื่อและไม่เป็สนิม ใช้งานได้อเนกประสงค์ หรือแม้แต่จะใช้ป้องกันตัวเองมีดเล่มนี้ก็คงช่วยเหลือเ้าได้ไม่มากก็น้อย
หากใช้งานเสร็จแล้วก็เพียงพับเก็บเข้าไป...แบบนี้การพกอาวุธเดินไปเดินมาในวังหลวงคงไม่ดีนัก แต่เมื่อมองผิวเผิน สิ่งนี้ก็เป็เพียงแค่พู่กันเท่านั้น”
พู่กันเล่มนี้ ที่ด้ามถูกสลักลายวิจิตรบรรจงฟังที่เฟยลี่อธิบายแล้วนี่ก็คือปากกาที่พกพาไปไหนมาไหนได้นั่นเอง เพียงแต่มีมีดพกแอบอยู่ในด้ามพู่กันด้วย
“ขอบคุณนะคุณชายสี่พู่กันเล่มนี้ข้าคงได้นำออกมาใช้งานอย่างแน่นอน”
แม้คนที่อยู่ตรงนี้มิใช่อาหลิวคนก่อนที่เป็สหายวิ่งเล่นมาั้แ่ครั้งเยาว์วัยแต่ในเมื่อเขามีน้ำใจ อาหลิวคนนี้ก็คงจะปฏิเสธไม่ได้ขอรับน้ำใจนี้ไว้แทนอาหลิวคนก่อนก็แล้วกัน
เฟยลี่รบกวนเวลาของอาหลิวไม่นานตามที่บอกไว้จริงๆเห็นว่าตอนนี้ที่ตึกใหญ่ก็น่าจะเป็่เวลาของครอบครัวคงนึกอยากกลับไปร่ำลาน้องเล็กเหมือนกัน เขาเลยเดินมาส่งอาหลิวที่เรือนนอนก่อนที่ตัวเองจะกลับไปที่ตึกใหญ่
เมื่ออาหลิวเดินเข้ามาก็เจอเยี่ยเอ๋อร์ นางกำลังผสมน้ำสีต่างๆลงในอ่างไม้พอเห็นอาหลิวเดินเข้ามาก็เลยเรียกให้มานั่งด้วยกัน
“ท่านไปไหนมานึกว่าเอาแต่อ่านตำรา ป้าฮุ่ยก็เลยให้นำขนมไช้เท้ามาให้กินรองท้อง”
เยี่ยเอ๋อร์พูดพลางเอาขนมไช้เท้าหน้าตาหน้ากินออกจากตระกร้าส่งให้อาหลิวพร้ะเกียบ
“อ่านตำรามาทั้งวันข้าก็เลยออกไปเดินเล่นสักหน่อย แล้วเ้ากำลังทำอะไรอยู่หรือ”
“ข้ากำลังทำน้ำบำรุงสำหรับทาหน้าให้ท่านคืนนี้แล้วก็ป้าฮุ่ยบอกว่าให้ข้ารีบมาช่วยท่านเก็บของเตรียมตัวเดินทาง ฤกษ์ยามที่วังหลวงให้มาคือยามเฉินสองเค่อ(ประมาณ 8.30 น.) แต่เราคงต้องตื่นขึ้นมาเตรียมตัวกันั้แ่ยามเหม่า(ประมาณ 5.00 น.)”
อาหลิวเริ่มคุ้นชินกับโมงยามการนับเวลาของที่นี่บ้างนิดหน่อยเคยไปยืนดูนาฬิกาน้ำที่ลานครัวก็พอเข้าใจได้เบื้องต้น
เมื่อกินขนมไช้เท้าหมดอาหลิวก็ไปอาบน้ำที่ข้างเรือนเสร็จแล้วเยี่ยเอ๋อร์ก็นำน้ำบำรุงหน้าที่นางปรุงขึ้นมาทาๆตบๆให้อาหลิวเข้าใจว่าคงจะคล้ายๆน้ำตบสมัยนี้ จากนั้นจึงไปช่วยเก็บข้าวของในห้องของอาหลิวและเตรียมชุดสำหรับที่จะใส่วันพรุ่งนี้ให้พร้อม
เห็นชุดขันทีที่พาดอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือก็พาลให้อาหลิวกลับมารู้สึกโหวงๆในใจอีกแล้ว จากกฎระเบียบมากมายที่อ่านมา หากทำอะไรผิดพลาดโทษเบาก็ถูกโบยโทษหนักก็คือตาย แถมตายได้สารพัดวิธี ไม่ว่าจะโบยจนตาย เอาไปตัดหัวหรือกระทั่งจับไปถ่วงน้ำก็มี ชีวิตที่ยังไม่คุ้นชินกับยุคสมัย ไม่ทันไรก็ต้องเข้าไปอยู่ในที่ที่มีกฎเกณฑ์มากมายหากเกิดพลาดพลั้งอะไรไปคงได้ตายศพไม่สวยเป็แน่
เฮ้อ...ก็ไม่รู้ว่าคิดถูกไหมที่อุตส่าห์เลือกมาเกิดใหม่ในร่างนี้แต่ไหนๆก็กลับไปไม่ได้แล้ว อาหลิวก็ทำได้แต่ปลอบใจตัวเองและคิดบวกเยอะๆชีวิตมันคงไม่เลวร้ายถึงเพียงนั้นหรอกมั้ง
เพราะว่าพรุ่งนี้ต้องตื่นกันแต่เช้าเมื่อเก็บของเสร็จแล้ว อาหลิวอ่านตำราได้อีกแค่นิดหน่อยก็ต้องเข้านอนอยากจะข่มตาหลับให้สนิทก็ทำได้ยากนัก ตลอดทั้งคืนพลิกตัวกลิ้งไปมาบนเตียงเกือบจะร้อยรอบพอจะหลับลึกได้สักหน่อยเยี่ยเอ๋อร์ก็มาปลุกเสียแล้ว
ฟ้าข้างนอกยังไม่สางดีอาหลิวต้องมาแปรงฟันล้างหน้าล้างตาให้สดชื่นที่ข้างเรือนกลับเข้าห้องก็พบว่าเยี่ยเอ๋อร์นั่งรออยู่แล้ว
“ข้าจะช่วยท่านแต่งตัว”
เยี่ยเอ๋อร์เริ่มต้นจากการสางผมให้อาหลิวระหว่างที่เอาหวีไม้ไล้ผมั้แ่โคนจนถึงปลายก็ได้ยินเหมือนนางกำลังนับเลขไปด้วยนานพอควรกว่าจะเสร็จ จากนั้นจึงเกล้าผมทรงสูงใส่ที่รัดมวยจัดตำแหน่งให้มั่นคงเอาน้ำมันมาทาเล็กน้อยเพื่อเก็บลูกผมให้เรียบร้อย เสร็จธุระจากทรงผมแล้ว เยี่ยเอ๋อร์ขยับมาข้างหน้านางว่าให้อาหลิวหลับตาแล้วก็เริ่มกันคิ้วที่รกรุงรังให้โค้งได้รูปก่อนจะเอาดินสอแท่งเล็กๆมาบรรจงเขียนคิ้วให้
เยี่ยเอ๋อร์ถอยออกไปดูฝีมือการวาดคิ้วของตัวเองแล้วส่งสีหน้าพออกพอใจออกมาจากนั้นจึงเปิดตลับแป้งฝุ่น ใช้นิ้วมือเรียวยาวของนางแตะที่แป้งแล้วก็มาตบๆเกลี่ยๆบนใบหน้าของอาหลิวสุดท้ายเยี่ยเอ๋อร์ส่งกระดาษสีแดงอ่อนๆ คล้ายเปลือกลิ้นจี่มาให้อาหลิวเม้มที่ริมฝีปากเบาๆ
“วันก่อนที่มีคนจากวังหลวงมาข้าแอบไปดูขบวนเกี้ยวของนางกำนัล จึงได้เห็นขันทีอยู่คนสองคน พวกเขาผิวพรรณดีใบหน้าผุดผ่องคิ้วโก่งได้รูป ปากมีเืฝาด รู้ว่าพวกเขามิใช่บุรุษเต็มตัว แต่ก็ไม่คิดว่าจะดูแลตัวเองให้สวยงามถึงเพียงนั้น
แต่ก่อนท่านมิเคยประทินโฉมให้งดงามเช่นสตรีทั่วไปแค่กันคิ้วยังไม่สนใจจะทำบัดนี้กลับต้องมาแต่งหน้าทาปากในวันที่ต้องสวมบทบาทเป็ชาย ข้าเห็นท่านตอนนี้แล้วนึกเสียดายนักพี่หลิวท่านดูตัวเองสิ หากบังคับจับท่านแต่งหน้าแต่งตัว แล้วรีบส่งไปให้แม่สื่อละก็ป่านนี้...คงได้ออกเรือนไปนานแล้ว”
เงาในกระจกบานเล็กที่เยี่ยเอ๋อร์ส่งมาให้อาหลิวดูปรากฏหน้าของหญิงสาวที่แทบจะเป็คนละคนกับที่เคยเห็นในกระจกครั้งแรก
ด้วยความที่ไม่ได้ประทินโฉมเต็มรูปแบบจึงไม่ได้เห็นร่องรอยของเครื่องสำอางอย่างชัดเจนแต่นั่นกลับทำให้ใบหน้าของอาหลิวดูสดใสสวยงามอย่างเป็ธรรมชาติ แม้จะยังมีรอยแดงของสิวอยู่ประปรายแต่เยี่ยเอ๋อร์ก็ใช้แป้งกลบให้ร่องรอยจางลงได้อย่างแเี
โดยรวมแล้วผิวหน้าดูผุดผ่องสุขภาพดีมีน้ำมีนวลคิ้วถูกวาดสวยงามคล้ายใบหลิวจริงๆ ช่างรับกับโครงหน้าและทรงจมูกแบบสุดๆส่วนริมฝีปากก็มีเืฝาดเล็กน้อย นี่มันลุค makeup no makeup ชัดๆเลย
“โอ้โห! เยี่ยเอ๋อร์ นี่ข้าสวยเกินเบอร์ขันทีไปรึเปล่า”
อาหลิวอดที่จะปลื้มกับลุคนี้ของตัวเองไม่ได้ในใจยังคงยืนยันอยากให้เยี่ยเอ๋อร์เปิดร้านเสริมสวยให้ได้อยากเป็หุ้นส่วนเหลือเกิน!
“ข้าทำสุดฝีมือเลยนะเครื่องสำอางพวกนี้เพื่อนข้าที่เคยเล่าให้ฟังมีน้ำใจแบ่งมาให้เล็กน้อยช่างเป็ของดีจริงๆ”
เยี่ยเอ๋อร์พูดด้วยท่าทางภาคภูมิใจสุดๆแต่เวลามีไม่มาก เยี่ยเอ๋อร์จัดแจงช่วยอาหลิวใส่ชุดเครื่องแบบของขันทีปิดท้ายด้วยหมวกทรงสูงที่ตำแหน่งพอดิบพอดีกับมวยผมที่เกล้าไว้พออาหลิวเห็นตัวเองในกระจกแบบเต็มตัวก็รู้สึกว่าดูดีไม่น้อย กลายเป็สาวเท่ไปเสียแล้ว
-โปรดติดตามตอนต่อไป -
#เกิดใหม่อีกทีดันเป็ขันทีของสนมไม่เอาไหน