Battling Records of the Chosen One บันทึกศึกผู้กล้าท้าสวรรค์

    ตอนที่ 3 รอยสลักเวทรวมแสง

    BRCO - บันทึกศึกผู้กล้าท้าสวรรค์ โดย MingGuang
    ตอนที่ 3 รอยสลักเวทรวมแสง
    ทักษะการวาดรอยสลักวิญญาณเป็นความสามารถพิเศษที่มีเพียงนักสลักวิญญาณเท่านั้นที่ครอบครองได้!ชายชราผู้มีนามว่าเซี่ยวเทียนเริ่นรู้ข้อนี้ดีแต่เขาก็ไม่ได้เห็นหรือพบเจอกับนักสลักวิญญาณที่ไหนเลยมาหลายปีแล้ว เขาจึงเหมือนตกอยู่ในภวังค์วูบหนึ่งเมื่อเห็นสิ่งที่หลินสวินลงมือทำตอนแรก ตอนนั้นเขายังไม่แน่ใจนักรอยสลักวิญญาณ...พ่อหนุ่มคนนี้ดูอ่อนแอและผอมซูบเหลือเกิน เขาจะใช่นักสลักวิญญาณจริงหรือไม่น่าเชื่อถือเอาเสียเลย!นักสลักวิญญาณที่แท้จริงทรงเกียรติและได้รับการเชิดชูให้อยู่ในสถานะที่เหนือกว่าแม้แต่ในเมืองใหญ่พ่อหนุ่มคนนี้ อายุเพียงสิบสองสิบสามปี แต่งตัวก็บ้านๆ บ้านจนค่อนไปทางโกโรโกโส ดูไม่มีแววว่าจะเป็นนักสลักวิญญาณได้เลยสักนิดเซี่ยวเทียนเริ่นสูดหายใจลึกเพื่อสงบจิตสงบใจ แล้วจับจ้องเหตุการณ์ต่อไปยามเขามองเห็นหลินสวินที่เปี่ยมไปด้วยสมาธิแต่ผ่อนคลาย และท่วงท่าอันลื่นไหลนั้นแล้ว เซี่ยวเทียนเริ่นก็อดไม่ได้ที่จะสงสัย หนุ่มน้อยแปลกหน้าคนนี้มาจากส่วนไหนของโลกกันนะ เขาจะคลี่คลายวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นกับผืนนาข้าวศักดิ์สิทธิ์ได้จริงหรือบนผืนนาข้าวนั้นเอง หลินสวินค้อมตัวลงแล้ววาดลวดลายที่สลับซับซ้อนและลื่นไหลลงบนดินที่ชุ่มฉ่ำและอุดมสมบูรณ์ด้วยปลายนิ้วของเขา ขณะที่ทั้งโลกตกอยู่ในความเงียบสงัดการเคลื่อนไหวของเขาชดช้อยประดุจระบำของอสรพิษ ดุดันและเป็นอิสระประดุจอาชาสวรรค์เหินข้ามเวหาหาวชาวบ้านต่างตะลึงงัน ความกังขามลายหายไปและแทนที่ด้วยความคาดหวังที่ยากจะพรรณนายามพลบค่ำเปลี่ยนผันสู่ความมืดสนิทโดยไม่ทันรู้ตัว ดวงจันทร์ลอยนวลอยู่กลางฟากฟ้าราวกับจานสีเงิน ส่องแสงเรืองรองฉายลงมาโดยมีหมู่ดาวขนาดใหญ่กะพริบเป็นประกายห้อมล้อมอยู่รอบๆยามนั้นเองที่หลินสวินหยุดมือลงทันควัน และปัดปลายนิ้วอย่างนุ่มนวลเป็นการปิดท้ายภาพวาดปริศนาตู้ม!ภาพวาดที่ร่างขึ้นจากผงสีทองอ่อนเหมือนจะมีชีวิตขึ้นมา จู่ๆ ก็ทอประกายและระเบิดลำแสงสีทองพุ่งสูงขึ้นไปบนฟ้า!ชาวบ้านล้วนเบิกตาโพลงด้วยความตื่นตะลึง ต่างจดจ้องไปยังลำแสงสีทองนั่นและมองตามขึ้นไปบนท้องฟ้าราวต้องมนตร์สะกดรัศมีของจันทร์ฉายเริ่มจับตัวกันที่สุดปลายของลำแสงสีทองนั้นราวกับได้รับการอัญเชิญแสงจันทร์สุกใสสว่างราวน้ำจากบาดาล สั่งสมตัวกันมากขึ้นและมากขึ้น เกิดเป็นภาพตระการตาที่ทั้งศักดิ์สิทธิ์และแสนบริสุทธิ์ชาวบ้านทั้งหลายที่อยู่อาศัยแต่ในหมู่บ้านเฟยอวิ๋นมาทั้งชีวิต ไม่เคยเห็นสิ่งใดที่อัศจรรย์เช่นนี้มาก่อนเปรียบได้กับสัญญาณแห่งทวยเทพก็มิปาน!ตู้ม!แสงจันทร์ทอประกายวิบวับพรั่งพรูลงมาสู่ผืนนาข้าวศักดิ์สิทธิ์ราวห่าฝน ทำให้ทั้งแผ่นดินปกคลุมไปด้วยแสงสีเงินดุจภาพฝันในบัดดล ช่างอลังการและสง่างามเหลือเกินในความมืดนั่น!หลินสวินกำลังยืนอยู่บนผืนนาข้าวศักดิ์สิทธิ์ กระแสแสงแห่งดวงจันทร์เพิ่มรัศมีความน่าค้นหาและน่าเกรงขามให้แก่เขาร่างของชาวบ้านทุกคนอาบแสงและท่วมท้นไปด้วยความรู้สึกยำเกรงไม่มีข้อยกเว้น แม้แต่หัวหน้าหมู่บ้านอย่างเซี่ยวเทียนเริ่นก็ตกตะลึงไม่แพ้กันตรงกันข้าม หลินสวินเองไม่มีเวลามามัวประหลาดใจ จนถึงตอนนี้เองเขาถึงเพิ่งได้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขาปาดเหงื่อออกจากหน้าผากและค่อยๆ ถอยออกมาจากผืนนาข้าวศักดิ์สิทธิ์อย่างระมัดระวังไม่ต้องทำอะไรอีกแล้วนอกจากรอเวลา“พ่อหนุ่ม เจ้าช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก”หัวหน้าหมู่บ้านเซี่ยวเทียนเริ่นเดินเข้าหาหลินสวิน ดวงตาเปี่ยมไปด้วยนัยยะหลินสวินหัวเราะและกล่าวตอบ “ขอบคุณสำหรับคำชมขอรับ ข้าเพียงแค่ใช้เศษกระดูกของหนูกินทองสลักรอยเวทรวมแสงขั้นพื้นฐานเท่านั้น ไม่คู่ควรแก่การกล่าวถึงเสียด้วยซ้ำ”เซี่ยวเทียนเริ่นประหลาดใจเล็กน้อยกับคำตอบที่แสนถ่อมตนนั้น ประกายความชื่นชมปรากฏในดวงตาของเขา เขาพยักหน้าให้หลินสวิน “ไปกันเถิด”“ไปไหนหรือท่าน” หลินสวินงุนงงเซี่ยวเทียนเริ่นหัวเราะ “ไปหาที่พักให้เจ้าอย่างไรล่ะ หมู่บ้านเฟยอวิ๋นจะเป็นบ้านของเจ้านับแต่นี้ไป เจ้าจะอยู่อาศัยนานเท่าใดก็ได้ตามที่เจ้าปรารถนา”เขาหันขวับโดยมีสองมือไพล่หลัง ไม่ใส่ใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับผืนนาข้าวศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไปไม่จำเป็นจะต้องรอให้บังเกิดผลจริงก่อนที่เขาจะตัดสินใจรับหลินสวินเข้ามาในหมู่บ้านด้วยซ้ำท่าทีชัดเจนนี้ทำให้หลินสวินประหลาดใจ เขายิ้มเงียบๆ แล้วตามเซี่ยวเทียนเริ่นไปโดยไม่ลังเลหมู่บ้านเฟยอวิ๋นพำนักอยู่ริมเนินเขา สงบเงียบและผาสุกท่ามกลางแสงจันทร์ส่องเซี่ยวเทียนเริ่นนำหลินสวินไปจนถึงท้ายหมู่บ้าน ที่ที่กระท่อมมุงจากสภาพทรุดโทรมตั้งอยู่กระท่อมหลังนั้นประกอบไปด้วยห้องสามห้องและสนามหญ้า กลางสนามมีต้นหลิวต้นหนึ่ง แปลงผักที่ขนาบสองข้างตอนนี้ปกคลุมไปด้วยวัชพืชรกรุงรังตัวกระท่อมมีหยากไย่ ฝุ่นและขี้เถ้าเกาะอยู่ทุกหนแห่ง เห็นชัดว่าที่แห่งนี้ถูกทิ้งร้างมาหลายปีเซี่ยวเทียนเริ่นผลักประตูเข้าไปเกิดเสียงดังครืด เขาจุดตะเกียงน้ำมันให้แสงสีส้มส่องสว่างไปทั่วห้อง“โปรดพำนักอยู่ที่นี่ไปก่อน ไม่มีใครอาศัยอยู่ที่นี่มาหลายปีแล้ว เดี๋ยวข้าจะส่งชาวบ้านมาช่วยกวาดสนามหญ้าพรุ่งนี้เช้า”หลินสวินมองไปรอบๆ พึงพอใจเมื่อเห็นว่าที่นี่มีทุกอย่างที่เขาคิดไว้ นอกจากเตียงหนึ่งหลัง โต๊ะกินข้าวหนึ่งตัวและเก้าอี้หลายตัว ยังมีโต๊ะทำงานที่ตั้งอยู่ติดหน้าต่าง บนโต๊ะมีม้วนจารึกฝุ่นเขรอะวางระเกะระกะอยู่ด้วย“ขอบคุณมากขอรับ บ้านหลังนี้น่าอยู่เสียจริง”หลินสวินพนมมือเข้าหากันแล้วกล่าว“ไม่จำเป็นต้องขอบคุณข้าหรอก”เซี่ยวเทียนเริ่นจ้องหลินสวินแล้วพูดต่อ “พ่อหนุ่ม ข้าไม่สนหรอกนะว่าเจ้าจะเป็นใคร มาจากไหน หรือมาทำอะไรที่หมู่บ้านเฟยอวิ๋นแห่งนี้ เมื่อเจ้าได้รับอนุญาตให้อยู่ที่นี่ ก็นับว่าเจ้าเป็นหนึ่งในพวกเราแล้ว ข้าได้แต่หวังว่าเจ้าจะไม่ทำการอันใดที่จะเป็นการทำร้ายหรือทำให้เราเสื่อมเสียชีวิตในภายภาคหน้านะ”หลินสวินน้อมรับด้วยรอยยิ้ม “โปรดมั่นใจในข้อนั้นได้ ท่านผู้เฒ่า”เซี่ยวเทียนเริ่นตบบ่าเขาก่อนจากไปหลินสวินบรรจงวางหีบโบราณที่แบกไว้บนหลังตลอดทาง ลงบนพื้นใกล้กับเตียงนอน จนเขาแน่ใจแล้วว่าเซี่ยวเทียนเริ่นลับตาไปไกลแล้ว จึงค่อยเปิดหน้าต่างและจ้องออกไปยังท้องฟ้ากว้างด้วยความพิศวงหลังจดจ้องอยู่นานสองนาน เขาก็ยืดเส้นยืดสาย พลางพึมพำกับตัวเองว่า “รอนแรมมาตั้งสามเดือน ในที่สุดข้าก็มาถึงที่ชายแดนจักรวรรดิจื่อเย่าแห่งนี้เสียที... ท่านลู่ หากท่านจับตาดูเหตุการณ์ทั้งหมดนี้อยู่ โปรดพักผ่อนให้สบายเถิด ข้าจะใช้ชีวิตให้ดีอย่างที่ท่านวาดหวังไว้...”เขาอายุเพียงสิบสามสิบสี่ขวบ สวมชุดผ้ากระสอบธรรมดาๆ และรวบผมไว้ข้างหลังอย่างง่ายๆ เขาเอนกายพิงหน้าต่าง ปล่อยให้แสงจันทร์อ่อนทาบทอทั่วร่างผอมแห้งของเขา บนดวงหน้าขาวซีดนั่น ประกายความเศร้าหมองฉายมาแวบเดียวแล้วหายไปเสียงโห่ร้องประสานกันด้วยความประหลาดใจดังมาจากนอกหมู่บ้านเฟยอวิ๋นหลินสวินเงี่ยหูฟังอยู่เพียงครู่ รอยยิ้มก็ผุดพรายขึ้นบนใบหน้าของเขาไม่ต้องรอเวลา เขารีบปิดหน้าต่าง เดินไปที่เตียง และเปิดฝาหีบโบราณที่ติดตัวเขามากว่าทศวรรษใต้แสงสลัวนั้นขณะเดียวกัน เถี่ยซานก็กำลังท่วมท้นไปด้วยความเปรมปรีดิ์ เขาตื่นเต้นเสียจนปากคอสั่นเครือ เขาย่อตัวลงนั่งกับผืนนาข้าวศักดิ์สิทธิ์ของเขา แล้วพึมพำว่า “ปาฏิหาริย์! ปาฏิหาริย์ชัดๆ! ไอ้หนอนวัชพืชพวกนี้ตายไปได้สักที ทวยเทพต้องรับฟังคำขอของเราเป็นแน่แท้!”“เถี่ยซาน คราวนี้ไม่ใช่ทวยเทพหรอกที่เราควรต้องขอบคุณ ต้องพ่อหนุ่มผู้นั้นต่างหาก!” ใครบางคนเตือนสติเขาไว้“จริงด้วย!”เถี่ยซานตบเข่าฉาดแล้วประกาศก้อง “ข้าบอกพวกเจ้าแล้วปะไร ข้ารู้ว่าเขาไม่ได้หลอกลวงเรา แต่พวกเจ้าก็ยังสงสัยในตัวเขา ช่างดวงตามืดบอดและขลาดเขลาเสียนี่กระไร!”ได้ยินดังนั้น ชาวบ้านทุกคนที่ห้อมล้อมเขาอยู่ก็พลันรู้สึกกระดากและละอายแก่ใจขึ้นมาพวกเขาจะไปรู้ได้อย่างไรเล่าว่าเด็กหนุ่มวัยเพียงสิบสามสิบสี่ที่ทั้งอ่อนแอและผอมซูบคนนั้น จะสามารถอัญเชิญแสงจันทร์มากำจัดศัตรูพืชที่รังควาญผืนนาข้าวศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขาได้
    TBC
    เข้าไปพูดคุยกับผมได้ที่ FB Group : Battling Records of the Chosen One แปลไทย by Ming Guang