เมื่อเห็นว่าหญิงสาวหลับสนิทชายหนุ่มจึงยืนนิ่งไม่ปลุกปล่อยให้เธอได้หลับอยู่บนหลังของเขาต่ออีกสักพักเธอคงเหนื่อยมากจริง ๆ ขนาดเขาที่เป็ผู้ชายทั้งแท่งยังเหนื่อยขนาดนี้ เวลาผ่านไปไม่นานชายหนุ่มเห็นว่าหญิงสาวหลับไปนานเขาจึงตัดสินใจปลุกให้เธอตื่นไม่เช่นนั้นเขาเองก็คงจะไปพรีเซนต์งานไม่ทันเป็แน่
“คุณ คุณครับ”
นคินทร์พยายามเรียกปลุกหญิงสาวที่หลับอยู่อย่างนุ่มนวลที่สุดหากไม่ติดว่ามีธุระเขาจะปล่อยให้เธอได้หลับยาว ๆ ไปเลย เพราะดูท่าแล้วเธอกำลังหลับสบายเชียว
“อื้อ. .”
คนหลับที่ถูกกวนใจทำเสียงอื้ออึงอยู่ชั่วครู่ก่อนจะสะดุ้งตัวขึ้นมาเมื่อได้สติว่าตอนนี้ตนเองอยู่ที่ไหนเวลานี้
“เอ๊ะ ขอโทษค่ะ ขอโทษค่ะ ปล่อยฉันลงที”
เธอบอกด้วยท่าทางร้อนรนเมื่อลงจากแผ่นหลังแข็งแรงได้มือเรียวรีบควานหาโทรศัพท์มือถือออกมาดูเวลาท่าทีร้อนรนราวกับกำลังรีบไม่ต่างจากชายหนุ่มอีกคนที่ยืนมองคนเบื้องหน้าอย่างพินิจพิจารณา การกระทำของเธอตอนนี้ผิดจากก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิงไม่กี่นาทีที่แล้วหญิงสาวยังดูชิลๆ อยู่เลย
“คุณอยากทานอะไรเดี๋ยวผมเลี้ยงถือเป็การตอบแทนที่คุณช่วยผมในวันนี้”
“ไม่เป็ไรค่ะฉันต้องไปแล้ว”
“เมื่อกี้คุณบอกว่าหิวนิ”
“หิวค่ะแต่ฉันต้องไปแล้ว” แพรไหมย้ำคำเดิมอย่างหนักแน่น
“หาอะไรง่ายๆ แถวนี้ทานก่อนดีมั้ยครับผมเลี้ยงเอง”
นคินทร์ยังคงตื๊อหญิงสาวแปลกหน้าอีกครั้งเพราะเขาอยากขอบคุณเธอจริง ๆ
“ไม่เป็อะไรจริง ๆ ค่ะตอนนี้ฉันสายมากแล้ว”
เธอปฏิเสธเสียงแข็งขณะที่สายตาเอาแต่จ้องมองรถบัสโดยสารที่กำลังจอดเทียบท่าอย่างใจจดจ่อ
“มีเื่ด่วนหรือครับถ้าอย่างนั้นผมขอเบอร์ไว้ติดต่อเลี้ยงข้าวคุณเป็การขอบคุณวันหลัง”
“ไม่เป็ไรค่ะครั้งหน้ามีโอกาสได้เจอกันอีก คุณค่อยเลี้ยงฉันตอนนั้นก็แล้วกัน วันนี้ฉันไม่สะดวกจริงๆ ไปก่อนนะคะ”
เสียงหวานร้อนรนปฏิเสธอีกครั้งอย่างไม่คิดอะไรขณะที่สายตายังคงจับจ้องไปยังรถบัสคันเดิมที่กำลังจอดเทียบท่า ด้วยความที่รีบแพรไหมบอกปัดส่งๆไม่ให้เขารบเร้าถามเธอต่ออีก ก่อนจะก้าวเท้าเดินตรงขึ้นรถบัสคันดังกล่าวด้วยความรวดเร็ว
“บายครับ”
นคินทร์ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเขาทำได้เพียงแต่มองตามหลังคนตัวเล็กที่ไม่รู้จักแม้แต่ชื่อและเบอร์โทรติดต่อก่อนโบกมือลาด้วยความรู้สึกติดค้าง
“บายค่ะ”
แพรไหมตอนนี้เข้าไปนั่งประจำที่ในรถบัสเรียบร้อยแล้วจึงหันไปส่งยิ้มหวานให้ ผ่านกระจกใสของหน้าต่างรถ พร้อมกับโบกมือลาเขากลับเช่นกันแล้วรถก็แล่นออกจากท่ารถไปโดยที่ทั้งสองยังไม่รู้จักชื่อของกันและกันด้วยซ้ำนคินทร์ยืนนิ่งมองตามรถบัสที่กำลังเคลื่อนออกไปอย่างช้า ๆ
ไม่นานหญิงสาวก็เดินทางมาถึงโรงพยาบาลที่บิดารักษาตัวอยู่เดิมทีบิดาและเธอตั้งใจจะเดินทางมาเยี่ยมครอบครัวของพี่ชายบิดาที่ย้ายมาปักหลักอาศัยอยู่ที่เมืองนี้แต่บิดาของเธอกลับมาล้มป่วยหนักเอาเสียก่อน จึงต้องอยู่พักรักษาตัวที่นี่ยาวเลยเพราะหลานชายของท่านเป็หมอรักษาคนไข้อยู่ที่โรงพยาบาลแห่งนี้
จึงเป็การง่ายต่อการรักษาและการดูแลของญาติๆ เพราะที่ไทยเธอและบิดาไม่มีญาติที่ไหนแล้ว บวกกับคุณหมอแจ้งว่าบิดาของเธอยังไม่สามารถเดินทางไกลได้ใน่นี้
“ขอโทษที่มาสายค่ะ พอดีมีเื่เกิดขึ้นนิดหน่อย”
ทันทีที่มาถึงหญิงสาวก็กล่าวขอโทษพยาบาลพิเศษและคุณหมอที่ดูแลบิดาของเธออย่างรู้สึกผิดแพรไหมจะต้องรีบมาฟังผลตรวจอาการของบิดาและต้องมาเปลี่ยนเวรกับพยาบาลพิเศษที่จ้างมาดูแลบิดาอีกด้วย
“ไม่เป็ไรครับผมขอคุยด้วยหน่อยครับ”
คุณหมอหนุ่มผายมือเชิญให้หญิงสาวออกไปคุยกันด้านนอกแพรไหมหันไปมองร่างบิดาที่นอนหลับสนิทอยู่บนเตียง แล้วจึงหันไปสบตากับพยาบาลพิเศษสาวด้วยความรู้สึกผิด
“ซาร่าคุณกลับก่อนได้เลยนะฉันคุยกับคุณหมอเสร็จ ฉันจะกลับมาดูแลคุณพ่อต่อเอง” แพรไหมบอกเป็ภาษาอังกฤษ
“ไม่เป็ไรเชิญคุณตามสบายฉันจะรอจนคุณกลับมาก่อนแล้วฉันถึงจะไป”
ซาร่าพยาบาลสาวรับรู้เื่ที่เธอบอกแต่ก็ไม่อยากปล่อยให้คนป่วยที่เธอดูแลต้องอยู่คนเดียวภายในห้องได้ยินเช่นนั้นแพรไหมจึงส่งยิ้มหวานให้พยาบาลพิเศษสาวด้วยความรู้สึกขอบคุณก่อนจะเดินตามคุณหมอหนุ่มออกไปคุยด้านนอก
“มีอะไรหรือเปล่าคะพอล”
แพรไหมเป็ฝ่ายเริ่มถามเมื่อดูจากสีหน้าไม่สู้ดีนักของพอลหมอหนุ่มลูกครึ่งเชื้อสายไทย-อังกฤษซึ่งเป็ลูกพี่ลูกน้องของเธอเอาแต่จ้องมองหน้าแต่ไม่ยอมเอ่ยอะไรอยู่ครู่หนึ่ง
“อาการของคุณอานะคือว่า…”
หมอหนุ่มอ้ำอึ้งลังเลไม่กล้าบอกหญิงสาวออกไปตามตรงถึงอาการของบิดาของเธอเขารู้สึกเป็ห่วงความรู้สึกของผู้หญิงตรงหน้าเกรงว่าหากบอกเธอออกไปตรง ๆเธอจะรับไม่ได้ั้แ่เล็กจนโตน้องสาวของเขาก็มีเพียงบิดาอยู่คนเดียวเหตุการณ์ครั้งนี้อาจทำให้เธอไม่เหลือใครในชีวิตอีกเลยก็ได้ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เขาอึดอัดใจที่จะต้องพูดออกไปตรงๆ
“พอลพูดมาเถอะแพรทำใจไว้บ้างแล้ว คุณพ่อเหลือเวลาอีกไม่มากแล้วใช่มั้ย”
แพรไหมตัดสินใจถามตรง ๆ อาการของบิดาในตอนนี้เธอพอจะเดาได้ว่าระยะเวลาที่บิดาจะอยู่กับเธอนั้นเหลือไม่มากแล้วหมอหนุ่มเพียงแต่พยักหน้ารับพร้อมกับส่งสายตาเป็ห่วงเป็ใยให้หญิงสาวตรงหน้าเขาสงสารจับใจแม้ภายนอกผู้หญิงคนนี้จะดูเข้มแข็งแต่เขารู้ว่าภายในใจของเธอนั้นอ่อนไหวเพียงใดเธอมักจะแอบหนีไปร้องไห้อยู่คนเดียวบ่อย ๆ หลายครั้งที่เขาแอบเห็น
“นานแค่ไหนคะ” แพรไหมถามด้วยน้ำเสียงหม่นลง
“อาจจะหนึ่งวันหนึ่งสัปดาห์ หรือหนึ่งเดือน พี่ตอบแพรแน่นอนไม่ได้หรอกท่านพร้อมจะจากเราไปได้ทุกเวลาพี่คิดว่าแพรควรใช้เวลาที่เหลืออยู่กับท่านให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้นะ”
คุณหมอหนุ่มบอกด้วยน้ำเสียงหม่นไม่ต่างกันคำพูดของหมอหนุ่มทำให้แพรไหมรู้สึกเจ็บจี๊ดที่หน้าอกข้างซ้ายทั้งที่คิดว่าตัวเองเข้มแข็งมากพอคิดว่าจะไม่เป็อะไรหากวันนั้นมาถึงเพราะคิดว่าทำใจกับเื่นี้ไว้บ้างแล้ว
แต่เมื่อถึงเวลานี้จริง ๆ เธอกลับทำใจไม่ได้อย่างที่คิดไว้ขาเรียวเล็กเดินถอยหลังทีละก้าวราวกับมันอ่อนแรงลง พร้อมกับร่างบางที่ทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ที่มีไว้สำหรับให้ญาติผู้ป่วยนั่งรอ