ตอนที่ 63 เต้าฮวยหนึ่งชาม
ความทรงจำของผู้คนมีจำกัดอย่างแท้จริง
บัดนี้เพิ่งจะผ่านไปเพียง 20 วันเท่านั้น ทว่าชาวเมืองเหลียงอี้ก็แทบจะมิเอ่ยถึงเรื่องที่สวีเสี่ยวเสียนสามารถสื่อสารกับวิญญาณได้อีกแล้ว
ทว่าเยี่ยงไรเสียสวีเสี่ยวเสียนก็แทบจะมิออกไปปรากฎตัวเลยด้วยซ้ำ มีบ้างที่ออกไปข้างนอก ทว่าเขาก็มักจะนั่งอยู่ในรถม้า เวลาส่วนใหญ่เขาจะทำตัวเป็นบุรุษติดเรือนและใช้ชีวิตอย่างสงบสุข
มิใช่ว่าเขาอยากจะปลีกตัวออกจากสังคมแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะความคิดของเขายากที่จะรวมเข้ากับยุคสมัยเช่นนี้ได้
แต่ในช่วงหลายวันมานี้ เขาพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดและบอกกับตนเองเสมอว่าถึงเยี่ยงไรก็มิอาจหวนคืนสู่สังคมที่ศิวิไลซ์ได้โดยแท้จริงแล้ว
มิมีคอมพิวเตอร์ มิมีโทรศัพท์ สวีเสี่ยวเสียนมิสามารถปล่อยให้ตนเองว่างจนเกินไปได้ เพราะหลังจากที่ปล่อยให้สมองว่างก็มักจะหวนนึกถึงภรรยาอย่างฉินรั่วซีที่เพิ่งแต่งงานกันได้มินาน
เมื่อนึกถึงฉินรั่วซีก็มักจะนึกถึงเจ้าแซ่หวางที่อยู่ข้างบ้านนั่น ความรู้สึกเช่นนี้เขามิชอบเอาเสียเลย
นี่ก็ผ่านไปสี่ห้าเดือนแล้ว... รั่วซี เจ้าก็ควรจะตามหาความสุขในบั้นปลายชีวิตของเจ้าได้แล้ว
สวีเสี่ยวเสียนเดินออกมาจากห้องพลางเงยหน้ามองท้องนภา สุริยาโผล่พ้นขึ้นมาแล้ว เอ่ยไว้ดิบดีว่าจะออกกำลังกายในยามเช้า บัดนี้คงมิทันเสียแล้ว
หรือว่านี่จะเป็นอาการของโรคผลัดวันประกันพรุ่งกัน ?
เอาเถิด ถึงเยี่ยงไรร่างนี้ก็ต้องได้รับการออกกำลังกายโดยแท้จริง
เขายืดตัวบิดขี้เกียจแล้วเดินไปยังศาลาริมน้ำเซียนหยุน... “อ่า...บทกวีที่ข้าเขียนเมื่อวานนี้เล่า หายไปที่ใดแล้วกัน ? ”
ทว่าบนโต๊ะหินยังคงมีพู่กัน กระดาษ หมึกและที่ทับกระดาษแสนล้ำค่าวางอยู่ แต่สิ่งที่หายไปกลับเป็นเพียงกวีบทนั้น
โดนลมพัดปลิวไปหรือว่าเป็นโจรกัน ?
เจ้าโจรผู้นี้...หรือว่าจะเป็นโจรที่ชื่นชอบวรรณกรรมกัน ?
สวีเสี่ยวเสียนมองไปรอบด้าน เขารู้สึกมิค่อยปลอดภัยเท่าใดนัก ดูเหมือนว่าจำต้องจ้างคนมาคุ้มกันเรือนสักคนสองคนเสียแล้ว
เขาฝนหมึกอีกคราพลางครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ จากนั้นจึงจรดพู่กันลงบนกระดาษ
ผลัดวันประกันพรุ่ง
พรุ่งนี้และพรุ่งนี้ แล้วพรุ่งนี้คือเมื่อไหร่
มัวแต่รอวันพรุ่งนี้ เรื่องนับหมื่นก็เสียเปล่า
......
อีกร้อยปีมีพรุ่งนี้อีกเท่าไหร่ ? โปรดท่านช่วยฟังข้าร้องผลัดวันประกันพรุ่ง
เขาวางพู่กันลง
สวีเสี่ยวเสียนแสยะยิ้ม ถือว่าใช้ได้เลยทีเดียว
ดังนั้น...เขาจึงหยิบพู่กันขึ้นมาอีกคราแล้วต่อท้ายบทกวีผัดวันประกันพรุ่งนั้นอีกหนึ่งแถวว่า
ลงนามไว้เป็นพยาน พรุ่งนี้เป็นต้นไป ยามซื่อจำต้องวิ่งห้าลี้ ! สวีเสี่ยวเสียนสาบาน !
เขาใช้ที่ทับกระดาษทับกระดาษแผ่นนั้นเอาไว้ จากนั้นสวีเสี่ยวเสียนก็นั่งลง เขาครุ่นคิดว่าหากจะไปพบจางหวนกงต้องนำสิ่งใดไปบ้าง... หากเป็นชาติที่แล้วเขาคงนำพวกบุหรี่ เหล้า หรือชาเพื่อสุขภาพไปด้วย ทว่าในชาตินี้เขาจะนำสิ่งใดติดมือไปดี ?
มิว่าจะคิดเยี่ยงไรก็มิมีคำตอบ ดังนั้นรออีกสักสองวัน รอทำเครื่องหอมไล่ยุ่งและแปรงฟันเสร็จก่อน ค่อยนำไปมอบให้เขา
นักปราชญ์จะมิแปรงฟัน จะมิกลัวยุงเลยหรือ ?
การสอบในเดือนแปดมีกำหนดการออกมาแล้ว ชื่อเสียงถือเป็นสิ่งสำคัญ มิใช่เพื่อเป็นขุนนาง เพราะการเป็นขุนนางจำต้องเดินไปบนเส้นทางการแนะนำของจางหวนกง
หากมีสถานะจู่เหริน ภายภาคหน้าต่อให้เดินทางไปต่างเมืองก็จะสะดวกสบายมากขึ้น ทั้งยังมิต้องคุกเข่าต่อหน้าขุนนางอาวุโสอีกด้วย
ดังนั้นต่อให้ภายในศีรษะของเขาจะคุ้นเคยกับตำราทั้งสี่และคัมภีร์ทั้งห้าเป็นอย่างดี ทว่าเยี่ยงไรก็ยังต้องเปิดอ่านอยู่ดี
เลิกคิดเรื่องเจี่ยหยวนไปได้เลย เพียงแค่มีรายชื่ออยู่ในประกาศก็ดีมากแล้ว ดังนั้นความกดดันจึงมิได้มีมากเท่าใดนัก
ใช่แล้ว ! เพียงพริบตาเดียวก็ผ่านไป 20 วันแล้ว บาดแผลที่ก้นของโจวเหยียนหวางก็น่าจะหายดีแล้ว ในช่วงหลายวันมานี้เขาใช้ชีวิตอย่างสงบสุข
เรื่องนี้ยังต้องระวังเล็กน้อย หากเจ้าหมอนั่นโผล่มาในที่ลับตาคน...คงมิดีเป็นแน่ ดังนั้นจำต้องไปร้านอาวุธสักหน่อยแล้ว เพื่อดูว่ามีธนูขายหรือไม่ หลายฝูพอจะมีพละกำลังอยู่บ้าง เช่นนั้นก็ให้เขาฝึกวิชาดาบไป
สวีเสี่ยวเสียนกำลังวางแผนระยะสั้นอยู่ที่ศาลาริมน้ำเซียนหยุน จือรุ่ยปรี่เข้ามาราวกับผีเสื้อ
“คุณชาย...” จือรุ่ยอยู่มิเป็นสุข
“ข้า...ดูเหมือนว่าข้าจะทำมันได้มิดีเท่าใดนัก มันมิได้แข็งจนกลายเป็นเต้าหู้ ทว่ามันอ่อนยิ่งนักเจ้าค่ะ”
สวีเสี่ยวเสียนที่ได้เห็นดังนั้นก็พลันรู้สึกดีใจขึ้นมา
“ข้าจะบอกอันใดให้เจ้าฟัง เจ้าสิ่งนี้หากทำจนมันแข็งจะเรียกว่าเต้าหู้ หากอ่อนหน่อยเรียกว่าเต้าฮวย หากทำให้มันเหลวก็จะกลายเป็นน้ำเต้าหู้ และหากทำให้มีกลิ่นเหม็นก็จะกลายเป็นเต้าหู้เหม็น... สรุปแล้วของสิ่งนี้สามารถทำเยี่ยงไรก็ได้”
“มา ๆ ๆ เจ้านำสิ่งนี้ไปต้มจนกว่ามันจะกลายเป็นเต้าฮวย”
เขตเหลียงอี้มีทั้งเต้าหู้มีทั้งเต้าฮวยทั้งยังมีน้ำเต้าหู้ จึงมิได้แปลกใหม่อันใด เพียงแต่มิมีเต้าหู้เหม็นดั่งที่คุณชายกล่าว
ในช่วงหลายวันมานี้เหมือนว่าจือรุ่ยจะคุ้นชินกับการกระทำของคุณชายแล้ว นางจึงมิได้เอ่ยถามคุณชายว่าทำเต้าหู้เป็นตั้งแต่เมื่อใด ?
บัดนี้เขากำลังจะนำเต้าฮวยไปต้ม
จือรุ่ยกำลังครุ่นคิดว่าเต้าฮวยที่คุณชายทำนั้นจะมีรสชาติเยี่ยงไร ?
ในช่วงหลายเดือนมานี้ คุณชายแทบจะทำอาหารเองทั้งหมด ฝีมือของคุณชายนั้นดีเลิศไร้ข้อกังขา หญิงสาวเคยสับสนและเคยสงสัยในตนเอง ทว่าตอนนี้...ทว่าตอนนี้ดูเหมือนว่านางจะชินชาและรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว
ในช่วงหลายวันมานี้เกิดเรื่องราวมากมาย อย่างเช่น จัดการพ่อบ้านจาง การไต่สวนศพเพื่อไขคดี การประพันธ์บทกวี การขายสูตรอาหารให้กับหลงจู๊เถา และการที่คุณชายหมักเต้าหู้เมื่อวานนี้
ทั้งหมดทั้งมวลนี้ มิเหมือนกับคุณชายในอดีตเลยสักนิด
จือรุ่ยทำได้เพียงคิดว่าหลังจากที่คุณชายป่วย สมองจึงเริ่มมีความคิดความอ่าน หรือบางทีคุณชายอาจจะได้รับพรจากเทพเซียนจริง ๆ ก็เป็นได้
มิเช่นนั้นแล้วจะคิดเยี่ยงไรได้อีกกัน ?
เมื่อคิดมิออกก็สู้มิคิดจะดีกว่า
เพียงคุณชายมิมีอาการป่วย เพียงคุณชายทำอาหารอร่อย ๆ ให้นางทานทุกวัน แค่นั้นก็พอแล้ว
สองนายบ่าวเดินไปยังโรงครัว
“คุณชายเจ้าคะ” จือรุ่ยจุดไฟพลางหันไปมองทางสวีเสี่ยวเสียน “มิใช่ท่านบอกว่าวันนี้จะเชิญหลงจู๊เถามาที่จวนหรอกหรือเจ้าคะ ? ”
“วันนี้มิว่าง เปลี่ยนวันเถิด”
“คุณชายยังต้องอ่านตำรานะเจ้าคะ มิใช่ว่าข้าอยากจะจุกจิกอันใด และมิใช่ว่าข้าอยากให้ท่านเป็นขุนนางด้วย แต่เยี่ยงไรคุณชายก็ตรากตรำอ่านตำรามาตั้งหลายปี...” จือรุ่ยโยนฟืนเข้าไปในเตาแล้วเอ่ยต่อว่า “มันก็เหมือนกับการปลูกพืช ไถหน้าดินอย่างลำบากจนเกิดเป็นที่นา ปลูกเมล็ดพันธ์หว่านปุ๋ยอย่างลำบากลำบน จนได้เวลาเก็บเกี่ยวแต่กลับมิคว้ามันเอาไว้... เยี่ยงไรข้าก็รู้สึกเสียดายเป็นอย่างยิ่ง”
สวีเสี่ยวเสียนหันไปมองจือรุ่ย หญิงสาวผู้นี้มิเลวเลยทีเดียว สามารถยกตัวอย่างให้เห็นภาพได้อีกด้วย
เขายิ้มร่าพลางตอบนางว่า “มิใช่ว่าสอบในเดือนแปดหรอกหรือ ? ยังพอมีเวลา เมื่อใกล้ถึงเวลาค่อยอ่านก็ยังมิสาย”
ยังพอมีเวลาเยี่ยงนั้นหรือ ?
นี่เหลือเวลาอีกแค่ 4 เดือนเท่านั้น !
จือรุ่ยเบะปาก นางมิได้เกลี้ยกล่อมอันใดอีก บัดนี้คุณชายอยู่อย่างสงบและมิได้มีอาการกำเริบ นี่ถือเป็นบุญใหญ่คับฟ้าแล้ว
“เจ้าทานเต้าฮวยหวานหรือเค็ม ? ”
จือรุ่ยชะงัก เต้าฮวยที่ร้านเต้าฮวยตระกูลจางในเมืองเหลียงอี้ก็เป็นรสเค็มมิใช่หรือ ? สามารถทานหวานได้ด้วยหรือ ?
นางมิทันได้ตอบก็ได้ยินสวีเสี่ยวเสียนเอ่ยขึ้นมาอีกประโยคว่า “อือ...เช่นนั้นเอาเป็นรสเค็มก็แล้วกัน”
จือรุ่ยมิเข้าใจ สวีเสี่ยวเสียนก็มิได้อธิบายอันใดเพิ่มเติม โลกนี้มิมีน้ำตาลทรายขาว มีเพียงน้ำผึ้งและน้ำตาลมอลต์ น้ำตาลมอลต์เป็นน้ำตาลจากข้าวสาลี สองสิ่งนี้ต่างเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ปัจจุบันต้าเฉินขาดแคลนน้ำตาลเป็นอย่างยิ่ง เรือนของคนทั่วไปย่อมมิมีน้ำตาล ในเรือนของตนก็มิมีเช่นกัน
การเลี้ยงผึ้ง...เขามิเข้าใจขั้นตอนการเลี้ยงผึ้งของโลกใบนี้มากนัก จำต้องศึกษาให้ถี่ถ้วนเสียก่อน
การทำน้ำตาลข้าวสาลีถือเป็นเรื่องง่ายดายยิ่งนัก ต้นทุนก็มิสูง สวีเสี่ยวเสียนตัดสินใจแล้วว่าหลังจากมีเวลาว่างจะทำน้ำตาลข้าวสาลีออกมาจำนวนหนึ่งเพื่อให้หญิงสาวผู้นี้ใช้แก้อาการกระหาย ทั้งยังทำขายได้อีกด้วย
เต้าฮวยร้อน ๆ สามถ้วย เมื่อจือรุ่ยเห็นดังนั้นก็น้ำลายสอทันใด
เต้าฮวยสีขาวราวกับหิมะ ด้านบนมีเนื้อแดงและต้นหอมสับละเอียดโรยอยู่ด้านบน กลิ่นหอมโชยไปตามสายลมยามเช้า
สวีเสี่ยวเสียนค่อนข้างเสียใจ เต้าฮวยที่มิมีน้ำมันพริกช่างไร้จิตวิญญาณเสียจริง
นายและบ่าวลิ้มรสเต้าฮวยอย่างมีความสุข จี้ซิงเอ๋อที่อยู่เรือนข้าง ๆ สูดดมกลิ่นหอมของเต้าฮวยจนแทบทนมิไหว “ท่านพี่...ได้กลิ่นหรือไม่ ช่างหอมยิ่งนัก ! ”
จี้เยวี่ยเอ๋อลอบกลืนน้ำลายอยู่เงียบ ๆ พลางจ้องมองไปยังกำแพงของจวนข้าง ๆ