ความเงียบตกลงปกคลุมบรรยากาศในห้องนั้นไว้ก่อนที่ริต้าจะเอ่ยถามต่อ ด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความใ
“อ้าว..ทำไมล่ะ?”
“ก็เพราะว่าหนู้าเงินน่ะสิคะ”
ดอว์นยิ้มน้อยๆพยายามอำพรางความรู้สึกหลากหลายไว้
“นี่หนูพูดอะไรแม่ไม่เข้าใจเลย”
คราวนี้ริต้า เคเนดี้แสดงความสงสัยออกมาอย่างไม่ปิดบังและโดยไม่รอฟังคำตอบของลูกสาวนางก็สรุปเอาตามความเข้าใจของตัวเองว่า..
“หรือว่าซิมป์สันเกิดหมดตัวขึ้นมาเพราะเหตุนี้ใช่ไหมที่ทำให้เขาตายด้วยโรคหัวใจ”
“ไม่ใช่หรอกค่ะแม่”
ดอว์นตอบเรียบๆ
“อาการโรคหัวใจของเขามันน่าจะเกิดขึ้นเพราะเขาออกกำลังบริหารร่างกายหักโหมเกินไปแล้วก็ชอบเล่นเทนนิสกลางแดดมาก แม่ก็รู้ว่า อากาศตอนบ่ายในฮิวสตันน่ะแดดมันแรงขนาดไหน ส่วนเื่ทรัพย์สินของเขาน่ะหนูว่าคงไม่มีมีรู้ตัวเลขที่แน่ชัดหรอกนะคะว่ามันสักเท่าไหร่แต่ก็กว่าสิบล้านนั่นแหละ”
“แม่ยิ่งไม่เข้าใจไปใหญ่เลย”
ริต้เอนหลังลงพิงพนักเก้าอี้จับตามองหน้าลูกสาวอยู่
“ก็ในเมื่อเขารวยขนาดนั้นแล้วทำไมหนูยังต้องหาเงินทางอื่นอีกล่ะ?”
“เื่มันง่ายค่ะ”
ดอว์นจับตาอยู่กับน้ำสีดำในถ้วยตรงหน้า
“เพราะว่าซิมป์สันเขาไม่ได้ยกมรดกให้หนูเลยน่ะสิคะนั้นเป็ความจริงอย่างที่สุด”
“แต่..”
ผู้เป็มารดาถึงกับนิ่งอึ้งไป
“แต่..ว่าหนูเป็เมียเขานะอย่างน้อยหนูก็ควรจะต้องมีส่วนในทรัพย์มรดกของเขาบ้าง”
“อันที่จริงหนูก็น่าจะคัดค้านพินัยกรรมเรียกร้องเงินค่าเลี้ยงดูตลอดชีวิตในฐานะที่เป็เมียเขาได้”
ดอว์นตอบไปตามความจริง
“แต่หนูไม่ทำอย่างนั้นหรอกค่ะแม่ซิมป์สันเขาระบุไว้ในพินัยกรรมแล้วว่าหนูจะได้รับเงินค่าครองชีพปีละหมื่นห้าพันเหรียญจนกว่าแรนดี้จะบรรลุนิติภาวะหรือไม่หนูก็แต่งงานใหม่หนูคิดว่าเขาคงกลัวว่าหนูจะเอาเงินทองไปใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยหรือไม่ก็เอาไปบริจาคการกุศลต่างๆละมังคะ..”
แม้เธออยากจะให้มันเป็คำพูดแบบติดตลกแต่ริต้าก็ไม่ได้รู้สึกนึกขันตามไปด้วย
ดอว์นรู้อยู่แก่ใจว่าจริงๆแล้วซิมป์สันมีเหตุผลอื่นที่ดีกว่านั้น
“ถึงอย่างนั้นมันก็ยังไม่ยุติธรรมอยู่ดี”
ริต้าค้านอย่างไม่พอใจ
“หนูแต่งงานอยู่กินกับเขาตั้งสิบเอ็ดปีเชียวนะ”
“ใช่ค่ะ แต่เราทั้งสองคนต่างก็รู้อยู่แก่ใจนี่คะว่าที่หนูยอมแต่งงานกับเขาก็เพื่อเงิน ซิมป์สันเองก็รู้เื่นี้เพียงแต่เขามีความคิดว่าตราบใดที่เขายังมีชีวิตอยู่เื่นั้นมันไม่ได้สำคัญอะไรเลย”
เธอยกกาแฟขึ้นจิบ
เธอไม่ได้เสียใจแม้แต่น้อยที่เขาตัดสินใจระบุไว้ในพินัยกรรมเช่นนั้นซิมป์สันมีเหตุผลมาพอที่จะทำอย่างนั้นได้
“ถ้าจะว่าไปแล้วตลอดเวลาที่อยู่กินด้วยกัน เขาก็ให้ความสุขหนูทุกอย่างจนในที่สุดเขาก็ทำให้หนูแคร์เขาได้และถึงขั้นที่จะรักเขาขึ้นมาบ้างบอกตามตรงนะคะแม่ ว่าหนูเองก็พยายามจะเป็เมียที่ดีของเขามาโดยตลอดหนูเป็หนี้บุญคุณเขาไม่น้อยเลย”
“หนูเองก็ยังสาวอยู่มาก”
ผู้เป็มารดามองหน้าเธออย่างรักใคร่เอื้อมมากุมมือบีบแรงๆอย่างให้กำลังใจแม่ทุกคนย่อมมองเห็นลูกสาวของตนดีกว่าคนอื่นเสมอ
“นั่นไม่ใช่ข้ออ้างหรอกค่ะแม่”
ถ้าเธอจะไม่ได้รับความรู้สึกอะไรมาก่อนตลอดเวลาสิบเอ็ดปีที่ผ่านมา มันก็ได้สอนให้เธอได้ตระหนักในสิ่งหนึ่งว่ามนุษย์นั้นมีความเห็นแก่ตัวสูงมากยังมีคนอีกจำนวนมากที่ต้องรับทุกข์เพราะความทะเยอทะยาน ความเห็นแก่ตัวนั่นมาแล้วรวมทั้งตัวเธอเองด้วย
“ตอนนี้หนูก็มีโอกาสเริ่มต้นใหม่แล้ว”
“แล้วหนูคิดจะทำอะไรต่อไปล่ะลูก”
ริต้าถามด้วยความห่วงใยอยากจะช่วยลูกแต่ก็ไม่รู้จะช่วยอย่างไร
“ยังไม่รู้เลยค่ะ”
ดอว์นลุกขึ้นจากโต๊ะยกมือขึ้นกอดอกไว้ราวเกิดความหนาวเยือกเย็นขึ้นในใจเดินช้าๆไปหยุดอยู่ตรงมุ้งลวดอีกครั้งเอี้ยวหน้ามาทางแม่
“ของกำนัลต่างๆที่ซิมป์สันซื้อหาไว้ให้ ไม่ว่าจะเป็เครื่องเพชร เสื้อขนสัตว์ราคาแพงมันเป็สมบัติส่วนตัวที่หนูจะเก็บไว้ได้แต่หนูคิดว่าตัวเองไม่จำเป็ต้องใช้มันอีกต่อไปแล้วก็เลยขายไปหมดได้เงินมากว่าห้าหมื่นเหรียญ อย่างน้อยมันก็มากพอที่จะซื้อบ้านเล็กๆสักหลัง”
“ที่ไหนล่ะ?”
เธอประสานสายตาอยู่กับมารดาเป็ครู่ก่อนจะเมินหลบ
“ตอนแรกหนูก็คิดว่าจะอยู่ในเท๊กซัสต่อไปเพื่อที่แรนดี้จะได้ไม่ต้องย้ายโรงเรียน ไม่ต้องหาเพื่อนใหม่”
สีหน้าของเธอเครียดขรึมกว่าเดิม
“แต่แม่ก็คงจำสุภาษิตเก่าๆได้นะคะว่า..เมื่อคนเราหมดเงินก็หมดเพื่อน ไม่มีใครเขาอยากรู้จักเราหรอก”
เธอเปล่งเสียงหัวเราะเบาๆอย่างชอกช้ำใจ
“พอใครๆ เขารู้ว่าหนูเป็แม่ม่ายที่สิ้นเนื้อประดาตัวแม่คงจะต้องแปลกใจทีเดียวนะคะถ้าหนูจะบอกว่า จู่ๆ เพื่อนที่เคยคบหากันอยู่ก็หายหน้าไปหมดหนูกลายเป็คนไม่มีเพื่อนไปเกือบจะในทันที ไม่ใช่แต่หนูหรอกค่ะ..แรนดี้ก็เหมือนกันเพราะเหตุนี้ไงคะ หนูถึงตัดสินใจทิ้งเท๊กซัสมา..เพราะเห็นแก่แรนดี้นั่นแหละ”
“แล้วแรนดี้ล่ะแกรับสถานการณ์แบบนั้นได้ด้วยหรือ?ไม”
สีหน้าของริต้าบอกความร้อนใจััความชอกช้ำความเ็ปที่เกิดกับลูกสาวได้ ราวกับเป็ความรู้สึกของตัวเอง
“มันก็พูดยากนะคะแม่”
ดอว์นถอนหายใจทอดสายตาเหม่อมองออกไปภายนอก
“แรนดี้เป็เด็กที่ค่อนข้างจะเก็บความรู้สึกเพราะฉะนั้น บางครั้งแม้แต่หนูเองก็ยังไม่รู้เลยว่าแกคิดอะไรตอนที่ซิมป์สันตายใหม่ๆ แกเสียใจมากค่ะที่เพื่อนๆไม่ยอมคบหาด้วยหนูคิดว่าแกคงสับสนแล้วก็สิ้นหวังอยู่ในใจ”
“แล้วซิมป์สันเขาไม่..เอ้อ..”
“เปล่าเลยค่ะเมื่อสองปีก่อนซิมป์สันเขาฝากเงินไว้ในธนาคารจำนวนหนึ่งเพื่อการศึกษาของแรนดี้แต่นอกจากนั้นแล้ว เขาก็ไม่ได้ให้อะไรแกเลย”
ดอว์นรู้สึกเจ็บร้าวอยู่ในลำคอพยายามต่อสู้กล้ำกลืนความรู้สึกหลากหลายที่พรั่งพรูขึ้นมาพร้อมกันลงไว้ซุกมือลงในกระเป๋ากางเกงยีน
“ที่จริงหนูก็ดีใจอยู่เหมือนกันนะคะแม่ที่ซิมป์สันมายืนยันให้หนูบอกความจริงกับลูกั้แ่แกยังเล็กถ้าหนูไม่ทำตามที่เขาแนะนำ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าแรนดี้จะยอมรับได้เวลานี้หนูสบายใจค่ะแม่ที่แรนดี้รู้เื่ส่วนตัวของแกมานานแล้วรู้ว่าตัวเองไม่ใช่ลูกแท้ๆของซิมป์สัน”
ดอว์นสำนึกในบุญคุณของอดีตสามีผู้ล่วงลับไม่น้อยที่เขาดีต่อลูกชายของเธอเหลือเกิน แม้ว่าเขาจะไม่ได้รักแรนดี้อย่างพ่อที่รักลูกแต่กระนั้นเขาก็ให้ความเมตตาแก่แรนดี้มาโดยตลอด ความรักในสายเือันรุนแรงทำให้ซิมป์สันไม่เต็มใจที่จะรับแรนดี้เป็บุตรบุญธรรมขาได้ตั้งใจอย่างแน่วแน่แล้วว่า จะต้องเป็เืเนื้อเชื้อไขของตนเองเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์เป็ทายาทในกองมรดกได้
“แล้วแรนดี้รู้หรือเปล่าว่าพ่อแท้ๆของแกเป็ใคร..?”
ริต้าเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเกรงใจ
ดอว์นหันหลังจากประตูช้าๆเดินกลับมาที่โต๊ะทิ้งตัวลงนั่งในเก้าอี้
“รู้ค่ะ แกเอ่ยปากถามหนูเองหนูก็เลยเล่าให้ฟัง เพราะคิดว่าแกมีสิทธิ์ที่จะรู้จักชื่อพ่อที่แท้จริง”
น้ำเสียงที่เล่าราบเรียบไม่บอกความรู้สึกใดๆเลย
“นั่นสินะ”
แม้ริต้าจะคล้อยตามแต่ความรู้สึกกังวลใจก็ยังรบกวนอยู่
“จริงๆ แล้วแรนดี้ก็ไม่ได้พูดเอ่ยถามออกมาตรงๆหรอกค่ะแต่หนูรู้ว่าแกอยากให้เราย้ายมาอยู่คีย์ เวสท์นี่ แกอยากรู้เื่พ่อเพราะอย่างนั้นไงคะที่ทำให้แกอยากจะออกไปเดินเล่นกับพ่อ แกคิดเอาเองว่าสักวันหนึ่งแกอาจบังเอิญได้พบกับสเลเตอร์หรือไม่ก็อาจจะได้เห็นเขาบ้างแรนดี้อยากมีพ่อมาก ตอนที่ซิมป์สันยังมีชีวิตอยู่มันก็ไม่สู้กระไรหรอกเพราะแรนดี้แกล้งยอมรับว่าเขาเป็พ่อได้ แต่เมื่อมาถึงตอนนี้..”
“แล้วหนูคิดจะย้ายมาอยู่ที่นี่จริงๆหรือเปล่า?”
ริต้าไม่กล้าพอที่จะหวังว่าดอว์นลูกสาวคนเดียวจะตัดสินใจกลับมาอยู่ที่นี่ จะได้เห็นหน้ากันตลอดไปอย่างที่นางอยากให้เป็มานานแล้ว
“มันก็ต้องขึ้นอยู่กับ..”
“กับอะไร..?”
“สเลเตอร์ค่ะ”
ดอว์นตอบสั้นๆยกมือเรียวงามขึ้นเสยพวงผมสีแดงแกมทองอย่างจะอำพรางความรู้สึกหวั่นไหวที่กำลังเกิดขึ้นอยู่
“หนูจะเล่าเื่แรนดี้ให้เขาฟังอย่างนั้นหรือ?”
หลังจากดอว์นปิดปากเื่นี้อย่างสนิทมาเป็เวลาหลายปีริต้าก็อดแปลกใจในความเปลี่ยนแปลงทางความคิดของลูกสาวไม่ได้
“เขาเองก็มีสิทธิ์จะรู้เหมือนกันนะคะแม่”
น้ำเสียงนั้นราวจะแก้ตัว
“อันที่จริงหนูน่าจะบอกเขาก่อนหน้านี้นะ”
ผู้เป็มารดาพูดอย่างไม่เห็นด้วย
“ไม่ได้ค่ะ”
ดอว์นตอบปฏิเสธออกไปทันทีแต่แล้วเมื่อคิดได้ว่า สิ่งที่มารดาพูดนั้นมันเป็ความหวังดีใบหน้าที่เชิดอยู่ลดต่ำลง
“ค่ะแม่..ที่จริงหนูน่าจะบอกให้เขารู้เสียั้แ่ตอนนั้นแต่หนูโง่ที่คิดว่าตัวเองจะแก้ไขสถานการณ์ได้”
“คนวัยรุ่นก็ต้องคิดอะไรแบบนั้นด้วยกันทั้งนั้นละลูก”
ริต้าพูดเสียงเบาอย่างเห็นใจ
“หนูจำเป็จะต้องบอกให้สเลเตอร์รู้ส่วนการที่เขาจะต้องรับเื่นี้ยังไง จะเป็สิ่งตัดสินว่าเราจะอยู่ที่นี่ต่อไปหรือว่าควรจะย้ายไปอยู่ที่อื่นซึ่งหนูไม่อยากให้แรนดี้รู้เื่นี้ ถ้าสเลเตอร์ปฏิเสธที่จะยอมรับแกแม้แต่เพียงความรู้สึกส่วนตัวซึ่งหนูก็จะไม่ตำหนิเขาเลยแต่หนูก็ยังไม่อยากให้แรนดี้รู้อยู่ดี ไม่อยากให้แกต้องเสียใจเพราะความโง่ของหนูเอง”
เธอหยิบถ้วยกาแฟขึ้นมาถือแต่กาแฟก็เย็นเยือกไปหมดแล้ว
“แล้วหนูคิดจะไปพูดเื่นี้กับเขาเมื่อไหร่ล่ะ?”
ริต้าเห็นใจลูกสาวอย่างที่สุดเพราะรู้อยู่ว่าสถานการณ์อย่างนั้นมันจะสร้างความอึดอัดขัดเขินให้เกิดขึ้นมากแค่ไหน
“ก็คงอีกสักสองสามวันละมังคะ อยากจะใช้เวลาใน่แรกๆนี่อยู่กับพ่อแม่ให้มากที่สุด”
ดอว์นจำเป็ต้องเผื่อไว้เพราะถ้าเธอพูดกับสเลเตอร์แล้วแต่ไม่เป็ที่ตกลงกันได้เธอก็อาจจะอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้อีกแล้วดอว์นรู้ว่าตอนที่เธอทอดทิ้งเขาไปนั้น สเลเตอร์เจ็บช้ำมากแค่ไหนนอกจากเจ็บช้ำแล้วเขาก็ยังโกรธแค้นมากอย่างไม่อาจให้อภัยเธอได้ดอว์นไม่อยากเดาด้วยซ้ำว่าเขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไร ถ้าได้รู้ว่าจริงๆ แล้วแรนดี้เป็ลูกของเขา