ณ ตำหนักจวี๋ฮวา
หลังจากซิงอีออกไปก็มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามา
“เป็เช่นไรบ้าง”
จางเหว่ยเอ่ยถามผู้ช่วยหนิงเกาของตนที่เดินเข้ามา
“เป็อย่างที่ท่านคาดการณ์ขอรับ พวกนั้นแอบสับเปลี่ยนเกลือและข้าวเป็อาวุธทั้งหมด”
หนิงเการีบรายงานทันที
“ดักปล้นให้หมด”
ชายหนุ่มพูดเสียงดังอย่างโมโห
“ขอรับ”
หนิงเการับคำสั่งจากนั้นทำท่าคารวะและเดินออกไป
“เมื่อเ้าอยากรนหาที่ตายข้าจะสนองให้”
จางเหว่ยกล่าวขึ้นเมื่ออยู่คนเดียว เพราะเขามีชื่อเสียงเื่ความโเี้ ไม่ว่าใครที่ขัดขวางเขาย่อมตายทั้งหมด และหากใครกล้ารุกรานเขาก็ฆ่าทิ้งทั้งหมดเช่นกัน ที่เขาต้องดักปล้นเช่นนี้เพราะเกลือและข้าวนั้นจะถูกส่งไปชายแดนเพื่อช่วยประชาชนที่ประสบภัยแล้ง แต่จื่อหยางองค์ชายสามกลับใช้โอกาสนี้ในการส่งอาวุธเพื่อสะสมกำลัง หากเขาดักปล้นเมื่อเื่ตรวจพบย่อมต้องถูกตรวจสอบเป็แน่
“เสด็จพ่อบุตรชายที่ท่านหวงแหน ข้าอยากเห็นสีหน้าท่านนัก ถ้าหากท่านรู้เื่นี้จะทำเช่นไร”
จางเหว่ยเอ่ยขึ้นพลางแสยะยิ้ม และเดินออกไปจากเรือน
.
ด้านซิงอีหลังจากออกมาจากตำหนักจวี๋ฮวาก็ตรงดิ่งไปที่โรงครัวทันที เพราะตอนนี้นางรู้สึกหิวเป็อย่างมาก ไม่ได้ทานอะไรมาั้แ่เมื่อวานนอกจากกลิ่นมะเขือเทศที่ยังติดอยู่ในความทรงจำ ยิ่งชวนให้นางจะคลื่นไส้ แต่เมื่อนางมาถึงกลับไม่มีอาหารอะไรเหลือเลย
“อาหารหมดแล้วหรือเ้าคะ”
ซิงอีเอ่ยถามพ่อครัวที่กำลังเก็บของให้เรียบร้อย
“นี่มันกี่ยามแล้ว เลยเวลาอาหารมามากแล้ว”
ชายวัย 40 กว่าปีที่เป็พ่อครัวนามว่าเลี่ยงรุ่ย เอ่ยตอบหญิงสาว ซิงอีที่ได้ยินเช่นนี้ก็หน้าซีดเล็กน้อย เพราะอีกตั้ง 2 ชั่วยามถึงจะได้ทานมื้อต่อไป หากไม่กินตอนนี้นางไม่มีแรงทำงานเป็แน่หญิงสาวมองไปรอบๆ พบว่ายังพอมีวัตถุดิบเหลือเล็กน้อย เพราะที่นี่ใช้วัตถุดิบทำอาหารสดใหม่ทุกวันจะมีคนออกไปซื้อวัตถุดิบมาไว้ทำ ฉะนั้นวัตถุดิบจะถูกเตรียมให้พอสำหรับทุกๆมื้อ และพอสำหรับทุกคน
“ต้องขออภัยที่ข้ามาช้า ข้าขอทำอาหารสักอย่างได้หรือไม่ ข้าเห็นว่ายังพอมีของเหลืออยู่เล็กน้อย แค่สักครู่เท่านั้นเ้าค่ะ”
ซิงอีเอ่ยอย่างอ้อนวอน
“ได้ เห็นแก่ที่เ้าพึ่งเข้ามาใหม่ แต่ครั้งหน้าไม่ได้เด็ดขาด”
“ขอบคุณเ้าค่ะ”
หญิงสาวพูดพลางโค้งตัวเล็กน้อย จากนั้นเดินเข้าไปสำรวจว่าเหลืออะไรบ้างที่นางสามารถนำมาทำเป็อาหารได้ แต่สายตาก็ไปสะดุดเข้ากับเต้าหู้ที่เหลืออยู่ จึงคิดว่าจะผัดเต้าหู้ทรงเครื่องกินก็น่าจะพอได้ แต่เสียดายที่ไม่มีเนื้อหมู แต่เท่านี้ก็ถือว่าดีมากแค่ไหนแล้ว
ซิงอีเริ่มจากการทำน้ำซอสสำหรับผัดก่อน หญิงสาวใส่ของที่พอมีอยู่และน้ำเปล่าลงไป ถึงจะไม่ครบตามที่นางเคยทำเพราะยุคโบราณเช่นนี้มีครบก็แปลก และก็มีเครื่องปรุงบางอย่างที่ลักษณะและรสชาติคล้ายๆกันสามารถนำมาแทนกันได้ เพราะมันอาจจะเป็จุดเริ่มต้นของการเป็เครื่องปรุงที่นางรู้จักดีในอนาคตเป็แน่ เมื่อเห็นว่าซอสเข้ากันได้ที่แล้วจึงตักน้ำซอสที่ผัดมาพักไว้
“แค่ผัดเครื่อง เหตุใดถึงได้หอมขนาดนี้เชียว” พ่อครัวที่อยู่ข้างๆเอ่ยถามด้วยความสงสัย และเดินมาดูหญิงสาว
“แน่นอนเ้าค่ะ สูตรนี้หากมีเนื้อหมูสักเล็กน้อยยิ่งทำให้อร่อยกว่านี้อีกเ้าค่ะ”
ซิงอีเอ่ยอย่างมั่นใจ เมนูนี้ในโลกใบเก่านางทำกินบ่อยมากๆ
“เช่นนั้น เอาเนื้อหมูนี่ไป”
พ่อครัวหยิบเนื้อหมูสับให้หญิงสาวเล็กน้อย เขาเป็พ่อครัวมานานยังไม่เคยเห็นการทำอาหารเช่นนี้ อาหารที่เขาทำก็นับว่าอร่อยแต่ไม่หอมอย่างที่นางทำ จึงทำให้อยากรู้อยากเห็นเป็อย่างมาก
“ขอบคุณเ้าค่ะ”
หญิงสาวเอ่ยขอบคุณ
จากนั้นใส่น้ำมันลงกระทะใส่กระเทียม ขิงสับลงผัดจนหอม แล้วจึงใส่หมูสับลงไปผัดจนสุก จากนั้นเทน้ำซอสที่เตรียมไว้แล้วลงไปต้มต่อจนน้ำซอสเดือด เติมแป้งมันที่ละลายน้ำแล้วลงในกระทะ คนเร็วๆให้แป้งมันสุกและไม่จับกันเป็ก้อน น้ำซอสจะเหนียวข้นขึ้น ใส่ต้นหอมซอยครึ่งหนึ่งลงไป ตามด้วยเต้าหู้อ่อน และน้ำมันงา ผัดคลุกเคล้าเบาๆพอให้เข้ากัน ก็เป็อันเสร็จ ซิงอีตักใส่จานแบ่งเป็ 2 จาน หนึ่งจานสำหรับทานเองอีกจานสำหรับพ่อครัวที่อุตส่าห์แบ่งหมูมาให้นาง
“นี่ของท่าน ท่านลองชิมดูเ้าค่ะ”
หญิงสาวพูดพลางยื่นให้พ่อครัว เลี่ยงรุ่ยรับมาจากนั้นใช้ตะเกียบคีบไปที่ก้อนเต้าหู้ตอนนี้มันชุ่มไปด้วยเครื่องปรุงที่นางผัด กลิ่นหอมจนทำให้เขาอยากลิ้มลองเป็อย่างมาก ทันทีที่คีบเข้าปาก ชายหนุ่มถึงกับต้องหลับตาเคลิบเคลิ้มกับรสชาติ “อร่อยยิ่งนัก” เลี่ยงรุ่ยกล่าวกับตนเองในใจ
“อร่อยใช่หรือไม่เ้าคะ”
“อร่อยมาก เ้าบอกสูตรนี้แก่ข้าได้หรือไม่”
พ่อครัวเอ่ยอย่างมีความหวัง หากนางบอกสูตรแก่เขาและทำให้คุณชายทาน คงต้องถูกตบรางวัลเป็แน่ และอีกอย่างอาหารอร่อยเช่นนี้หากเขารู้สูตรก็นับว่าดีกับตัวเขาเป็อย่างมาก ซิงอีที่ได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย และก็รีบตีหน้าเศร้าหันหลังให้เลี่ยงรุ่ย
“ข้าก็อยากบอกท่านนะเ้าคะ แต่นี้คือสูตรอาหารของบ้านข้า จะให้บอกท่านก็เกรงว่าท่านพ่อท่านแม่ที่อยู่บน์ต้องโกรธข้าเป็แน่”
หญิงสาวทำหน้าเศร้าพลางหันมาทางพ่อครัว
“มันก็จริงของเ้า ข้าลืมคิดไป”
เลี่ยงรุ่ยพูดอย่างนึกได้
“แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีวิธี ทางพ่อท่านแม่คิดค้นสูตรมาอย่างยากลำบากแต่ก็มีจิตใจเมตตา เผื่อแผ่ผู้อื่น เพียงแต่…. สูตรอาหารนี้หากข้านำไปขายให้โรงเตี๊ยมสักแห่งก็คงขายดีมากเป็แน่ท่านว่าหรือไม่”
พ่อครัวหลังจากได้ยินคำพูดหญิงสาวก็เข้าใจความหมายของนางทันที
“งั้นข้าขอซื้อสูตรนี้ 30 เหรียญทองแดงพอหรือไม่” พ่อครัวเอ่ยอย่างหมายมั่น เขาต้องได้สูตรนี้มาให้ได้ หากข้างนอกได้สูตรนี้ไปคงไม่ได้แน่
“แต่โรงเตี๊ยมข้างนอกให้ข้าตั้ง 50 เหรียญทองแดงข้าก็ยังไม่ขาย ข้าเห็นที่ท่านเป็คนกันเองและยังเป็พ่อครัวที่ทำอาหารอร่อยที่สุดเท่าที่ข้าเคยทานมาข้าจะขายให้ท่าน 40 เหรียญทองแดงท่านยังสนใจหรือไม่”
หญิงสาวต่อรองราคาพร้อมทั้งยกยอพ่อครัว เลี่ยงรุ่ยคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงพยักหน้า
“ก็ได้”
พ่อครัวเอ่ยตอบ เงิน40 เหรียญทองแดงแทบจะเป็เงินครึ่งเดือนที่เขาทำงานเลยก็ว่าได้ แต่เมื่อนึกรางวัลที่จะได้และสูตรอาหารที่อร่อยเช่นนี้ย่อมคุ้มเป็แน่
“เช่นนั้นพรุ่งนี้ข้าจะเขียนสูตรที่ครบกว่านี้ให้ท่านอย่างละเอียดนะเ้าคะ ส่วนเื่เงินท่านค่อยให้ข้าพรุ่งนี้ก็ได้เ้าค่ะ”
“ทำการค้าเก่งนะเ้าเนี่ย”
พ่อครัวเอ่ยชมหญิงสาว จากนั้นถือจานออกไปให้คนอื่นๆชิมด้วย
ด้านหน้าประตูครัวมีชายหนุ่มคนหนึ่งยืนฟังทั้งคู่คุยกันนานแล้ว ผู่เย่วเพียงมาจากเรือนสมุนไพรเพราะเขาสนใจเื่นี้จึงได้สร้างเอาไว้ ซึ่งอยู่ติดกับโรงครัวแต่ขณะที่กำลังผ่านเส้นทางนี้กลับได้กลิ่นหอมของอาหาร ทำให้เขาสนใจ แต่เมื่อเดินมาถึงหน้าประตูก็ได้ยินทั้งคู่คุยกันเสียก่อน จึงหยุดฟังคำพูดของหญิงสาวทำให้เขาต้องยิ้มออกมาเพราะความเ้าเล่ห์ของนาง จากนั้นจึงเดินออกไป
ซิงอีนั่งทานข้าวต่อ ตอนนี้นางมีเงินแล้ว 40 เหรียญทองแดงขาดอีกแค่ 10 เหรียญทองแดงก็ครบเงินที่นางนำมาจากจางเหว่ย แต่การจะออกไปใช้ชีวิตข้างนอกก็ต้องมีเงินเก็บอีกสักหน่อย มีพอมากแล้วค่อยออกไปจากที่นี่ เ้าของจวนโหดร้ายและอารมณ์ร้อนเช่นนี้นางไม่อยากอยู่ไปตลอดชีวิตเป็แน่ “ข้าต้องเก็บเงินให้เยอะมากกว่านี้ แล้วออกไปจากที่นี่” หญิงสาวกล่าวกับตนเองอย่างหมายมั่นในใจและทานอาหารต่อ
หลังจากทานอาหารเสร็จ ซิงอีก็ไปทำงานต่อ เพราะนางได้เลื่อนจากปิ่นไม่ธรรมดามาเป็ปิ่นเหล็กในชั่วข้ามคืนแล้วฉะนั้นหน้าที่หลักๆ คือค่อยยกชาและขนมไปให้คุณชายต่างๆ หรือค่อยรับใช้หน้าเรือนวันนี้นางได้มายืนเฝ้าที่หน้าเรือนรุ่ยเซียงเช่นเคย ตอนนี้นางได้แต่ภาวนาว่าจะไม่มีใครเ้ามาใช้งาน เพราะนางอยากยืนอยู่เฉยๆเป็ต้นไม้แบบนี้มากกว่า แต่ไม่ทันไรกลับมองไปเห็นร่างคุ้นตาเดินมาพอดี “ชีวิตอันสงบสุขของข้า” หญิงสาวกล่าวกับตนเองในใจ
“คารวะคุณชายจางเหว่ยเ้าค่ะ”
ซิงอีเอ่ยขึ้นพร้อมทำท่าคารวะ ชายหนุ่มเพียงเหลือบตามองเล็กน้อย และเดินเข้าไปด้านในหญิงสาวจึงรีบเดินไปเอาชามาให้ชายหนุ่มด้วยความรวดเร็ว หากช้านางกลัวเขาจะฆ่านางทิ้งเสียก่อน
“ขออนุญาตนำชาเข้าไปเ้าค่ะ”
ซิงอีะโพูดอยู่หน้าห้องเพื่อขออนุญาต หลังจากวิ่งไปเอาชาที่โรงครัวมา
“เข้ามา”
เสียงจากในเรือนดังออกมา หญิงสาวจึงเปิดประตูเข้าไปและรินชาให้ชายหนุ่ม จากนั้นเตรียมตัวที่จะเดินออกไปทันที
“เดี๋ยวก่อน”
ชายหนุ่มพูดขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อยด้วยความใ
“มีอันใดหรือเ้าคะ”
หญิงสาวเอ่ยถามและก้มหน้าไปกับพื้น “นี่ข้าทำอันใดผิดไปงั้นหรือ หรือว่าชาร้อนเกินไปหรือว่าเย็นเกินไป ข้าจะถูกไล่ออกเหมือนบ่าวรับใช้คนเมื่อเช้าไหมเนี่ย” หญิงสาวกล่าวกับตนเองในใจ และคิดไปต่างๆนานา
“มาฝนหมึกให้ข้า”
จางเหว่ยเอ่ยเสียงเรียบ ซิงอีที่ได้ยินเช่นนั้นจึงถอนหายใจออกด้วยความโล่งอกและเดินไปนั่งฝนหมึกใกล้ๆ ชายหนุ่ม จางเหว่ยวุ่นวายกับการศึกษาเื่การค้าขายเกลือจนเวลาผ่านไปเกือบ 2 ชั่วยาม
“เ้าลุกไปหยิบหนังสือการค้าเมื่อปีที่แล้วให้ข้าที่บนชั้นที”
ชายหนุ่มพูดขึ้นทั้งๆ ที่หน้ากำลังจดจ่อที่ตำราตรงหน้าอยู่หญิงสาวลุกไปที่ชั้นตามที่ชายหนุ่มบอก แต่เพราะบนชั้นมีหนังสือและตำรามาก ทำให้นางใช้เวลาในการหา ผ่านไปเกือบครึ่งเค่อหญิงสาวจึงเหลือบไปเห็นหนังสือที่หน้าปกเขียนว่าการค้าไว้ จึงรีบหยิบขึ้นมาทันที และนำไปให้ชายหนุ่ม
“นี่เ้าค่ะ”
ซิงอียื่นให้ชายหนุ่ม จางเหว่ยรับมาจากนั้นเปิดอ่าน แต่แล้วเขาก็พึ่งรู้สึกตัว เมื่อสักครู่เขาคิดว่าคนที่อยู่ข้างกายเขาคือหนิงเกาจึงได้ใช้ให้ไปหยิบหนังสือมาให้เพราะอ่านหนังสือได้ ชายหนุ่มพลิกหนังสือดูด้านหน้า พบว่าเป็หนังสือการค้าจริงๆ นางนำมาให้เขาถูกได้อย่างไร
“เ้ารู้หนังสืองั้นหรือ”
“เ้าค่ะ”
ซิงอีพูดด้วยความเหม่อลอยเล็กน้อย เพราะนั่งฝนหมึกเฉยๆ ทำให้นางรู้สึกง่วงเป็อย่างมาก จางเหว่ยหันมาทางหญิงสาว ซิงอีจึงสะดุ้งนั่งตัวตรง “เมื่อสักครู่เขาถามอะไรข้าไปเนี่ย” หญิงสาวคิดในใจนางอยากจะเขกหัวตัวเองกนักตอนนี้
“ท่านถามข้าว่าเช่นไรนะคะ”
หญิงสาวเอ่ยถามด้วยความระแวงเล็กน้อย
“ข้าถามว่าเ้ารู้หนังสืองั้นหรือ”
จางเหว่ยถอนหายใจด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย ก่อนจะถามหญิงสาวอีกครั้ง
“รู้เ้าค่ะ เอ้ยไม่รู้เ้าค่ะ”
ซิงอีตอบอย่างตะกุกตะกัก ชาวบ้านยากจนที่นี้ น้อยมากๆที่จะรู้หนังสือ นางที่เป็แค่ขอทานหากบอกว่ารู้หนังสือ ต้องถูกเขาคาดคั้นหาคำตอบเป็แน่
“ตกลงรู้หรือไม่รู้”
ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเข้มด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย
——-
เค่อ 1 เค่อ คือ15 นาที
1 ชั่วยาม เท่ากับ 2 ชั่วโมง
1 ชั่วยามมี 8 เค่อ
1วันมี 100 เค่อ
ยามจื่อ คือ 23.00 - 24.59 น.
ยามโฉ่ว คือ 01.00 - 02.59 น.
ยามอิ๋น คือ 03.00 - 04.59 น.
ยามเหม่า คือ 05.00 - 06.59 น.
ยามเฉิน คือ 07.00 - 08.59 น.
ยามซื่อ คือ 09.00 - 10.59 น.
——————————
ยายน้องก็คือหายใจออกเป็เงิน หายใจเข้าก็เงินเชี่ยวนะ อยากออกจากจวน อีพี่ตะให้ออกไหมก่อน
ไรท์ขอโทษรี๊ดทุกคนด้วยน๊าาาที่ไม่ได้มาลงหลายวันเลย ไรท์ยุ่งๆ นิดหน่อย แต่ต่อไปนี้ไรท์จะกลับมาลงทุกวันเหมือนเดิมแล้วน๊าาา ขอให้รี๊ดมีความสุขกับการอ่านน๊าาา
ไรท์จะพยายามลงทุกวันน๊าาาทุกคนฝากทุกคนกดหัวใจที่หน้าปก ติดตาม คอมเม้นเป็กำลังใจให้ไรท์ด้วยน๊าาา????