บทที่ 12 ใครว่าบ้านเราไม่มีเด็กผู้หญิง? (รีไรต์)
เสียงร้องใของแม่เฒ่าเว่ยที่หน้าประตู ทำเอาซิ่งซิ่งที่กำลังนอนหลับอยู่สะดุ้งตื่น
“ของที่ข้าตากไว้ตรงหน้าต่างไปอยู่ที่ใด?!”
ได้ยินเสียงแม่เฒ่าเว่ยโหวกเหวกโวยวายเข้า ลูกสะใภ้ใหญ่หลี่ชุนฮวา กับลูกสะใภ้รองไป๋เสี่ยวเฟิ่งและพี่หลิ่วกับพี่กุ้ยต่างก็รีบวิ่งออกมาจากห้องของตัวเอง เพื่อดูว่าเกิดเื่สิ่งใดขึ้น
“ท่านแม่ เกิดสิ่งใดขึ้นเ้าคะ?” หลี่ชุนฮวาถามเสียงดัง
แม่เฒ่าเว่ยขมวดคิ้วแน่นจนดูเหมือนจะฆ่าหมูด้วยมือเปล่าได้ นางยืนอยู่หน้าต่างห้องใหญ่ ก้ม ๆ เงย ๆ มองหาของที่พื้นใกล้ขอบหน้าต่าง เมื่อเห็นลูกสะใภ้ทั้งสองออกมาแล้ว ก็ยิ่งขมวดคิ้วแน่น ถามพวกนางว่า “ของที่ข้าตากไว้บนขอบหน้าต่าง พวกเ้าเอาไปที่ใดหรือไม่?”
หลี่ชุนฮวายังคงมึนงงกับสิ่งที่แม่เฒ่าเว่ยพูด แต่ไป๋เสี่ยวเฟิ่งรีบออกตัวก่อน “ท่านแม่ ท่านเคยบอกแล้วว่าห้ามพวกเราไปยุ่งกับของในบ้านหลังใหญ่ ข้าไม่เคยกล้าแตะต้องเลยสักครั้ง”
หลี่ชุนฮวานึกขึ้นได้ จึงรีบพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่ ๆ ๆ ข้าเองก็ไม่กล้ายุ่งเช่นกัน”
ลูกสะใภ้ทั้งสองพูดเป็เสียงเดียวกัน สายตาของแม่เฒ่าเว่ยจึงหันไปที่หลานชายทั้งสอง
หลานชายทั้งสองของหลี่ชุนฮวาเข้าไปในป่า ยังไม่กลับมา เหลือแค่พี่หลิ่วกับพี่กุ้ย ผู้เป็ลูกชายของไป๋เสี่ยวเฟิ่ง
ทันใดนั้นไป๋เสี่ยวเฟิ่งก็พูดขึ้นว่า "ท่านแม่เ้าคะ หลานสองคนเพิ่งกลับมาจากเก็บผัก พอดีข้าเรียกให้พวกเขาเข้ามาช่วยแยกด้ายในบ้าน เพิ่งจะออกมาเองเ้าค่ะ"
อวี้หย่งหลิ่วกับอวี้หย่งกุ้ยพยักหน้าแล้วพูดว่า "ท่านย่าขอรับ พวกข้ามิได้ทำสิ่งใดเลยนะขอรับ" แม่เฒ่าเว่ยขมวดคิ้วแน่น ไม่พูดอะไร
ไป๋เสี่ยวเฟิ่งถามอย่างกระตือรือร้น "ท่านแม่ ของอันใดหรือเ้าคะ? หรือว่าถูกลมพัดปลิวไป พวกเราช่วยตามหาดีหรือไม่?" แม่เฒ่าเว่ยเหลือบมองไป๋เสี่ยวเฟิ่งอย่างไม่สบอารมณ์
สมุนไพรจัวซินต้นนั้น นางแอบเอากระเบื้องทับไว้ตรงโคนต้นแล้ว!
อีกอย่าง วันนี้ก็ไม่มีลมแรงเลยสักนิด!
หลี่ชุนฮวาไม่ยอมน้อยหน้า รีบพยักหน้าตาม "ใช่แล้วท่านแม่ ของอะไรหรือ? บอกพวกเรามาสิ จะได้ช่วยกันหาในบ้าน"
แม่เฒ่าเว่ยรู้สึกหงุดหงิด เอาแต่ก้มหน้าก้มตาหา ไม่สนใจลูกสะใภ้ทั้งสองคน
ลานบ้านด้านนอกเสียงดังจอแจ ซูโหรวเอ๋อร์แห่งบ้านสามไม่อยากออกจากห้อง แต่ก็ยืนฟังอยู่ข้างหน้าต่างอยู่พักหนึ่ง
ครั้งก่อนนางทะเลาะกับแม่สามี พอสามีกินข้าวเสร็จก็อดไม่ได้ที่จะว่านางและลูกชาย ทำให้นางรู้สึกหงุดหงิดใจ หลายวันมานี้ นอกจากเวลากินข้าวแล้ว นางก็พยายามหลบหน้าคนอื่น ๆ
ตอนนี้ในลานบ้านเสียงดังวุ่นวาย นางจึงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง คิกว่าควรจะออกไปดูหน่อยดีหรือไม่
แต่พอหันหลังกลับ นางก็เห็นอวี้หย่งจวี๋ที่กำลังนั่งเล่นตุ๊กตาไม้บนเตียง มีสีหน้าเลิ่กลั่ก ดูท่าทางแปลก ๆ
นางรู้สึกใจหายแวบหนึ่ง จึงลองถามลูกชายว่า "จวี๋เอ๋อร์ ลูกรู้เื่นี้หรือไม่?"
เมื่อเด็กชายถูกแม่ถามแบบนี้ จึงพูดอึกอักออกมาว่า "ท่านแม่ วันนี้ข้าเห็นว่าที่หน้าต่างท่านย่ามีต้นหญ้าตากอยู่ ข้าก็เลยเอาไปโยนทิ้งในเล้าไก่ขอรับ"
พอนางได้ยินดังนั้น ก็เบาใจไปครึ่งหนึ่ง นึกว่าเื่อะไร ที่แท้ก็แค่ต้นหญ้า มีอะไรน่าตื่นเต้น ลูกชายจะทิ้งก็ทิ้งไปเถิด
แต่นางก็ครุ่นคิดอีกครา เหตุใดแม่สามีถึงได้ทำเป็เื่ใหญ่โตขนาดนี้ ต่อให้เป็แค่ต้นหญ้า ก็น่าจะมีประโยชน์อะไรสักอย่างมิใช่หรือ?
อวี้หย่งจวี๋เห็นมารดาของตนเงียบไป ความเฉียบแหลมของเด็กทำให้เขารู้สึกว่าเื่นี้น่าจะไม่ใช่เื่เล็ก
เขาจึงพูดอย่างลังเลว่า "ท่านแม่ เช่นนั้นข้าออกไปบอกท่านย่าดีหรือไม่?"
นางรีบดึงลูกชายไว้ "อย่าออกไปเลย แม่จัดการเอง จำไว้นะ ลูกไม่ได้ไปยุ่งของบนหน้าต่างของท่านย่า เข้าใจที่แม่พูดใช่หรือไม่?"
อวี้หย่งจวี๋ยังคงไม่ค่อยเข้าใจ ซูโหรวเอ๋อร์จึงใช้นิ้วจิ้มไปที่หน้าผากเขาเบา ๆ แล้วพูดเร่งว่า "ข้าบอกอะไรก็ฟังแล้วทำตาม! เข้าใจแล้วหรือไม่?"
อวี้หย่งจวี๋เบะปากปัดมือแม่ของเขาออก พูดอย่างเบื่อหน่ายว่า "รู้แล้ว! รู้แล้ว!"
…
แม่เฒ่าเว่ยกำลังหงุดหงิดใจ หลี่ชุนฮวากับไป๋เสี่ยวเฟิ่งที่เป็ลูกสะใภ้ก็ไม่กล้าพูดสิ่งใดมาก อวี้หย่งหลิ่วกับอวี้หย่งกุ้ยยิ่งมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี
ซิ่งซิ่งลงจากเตียงดินแล้วนั่งบนม้านั่งตัวเล็ก สวมรองเท้าผ้าเอง จากนั้นจึงเดินออกจากห้อง เด็กน้อยยังคงงัวเงียอยู่เล็กน้อย
"ท่านย่า เกิดอะไรขึ้นหรือเ้าคะ?" แม่เฒ่าเว่ยถอนหายใจลูบหัวทุยเล็กของซิ่งซิ่งเบา ๆ
"ไม่มีสิ่งใดหรอก แค่ของที่ย่าตากไว้บนขอบหน้าต่างหายไปน่ะ" ซูโหรวเอ๋อร์เปิดม่านขึ้นแสร้งทำเป็เพิ่งได้ยินเสียง เดินมาที่ลานบ้านด้วยท่าทางเป็ห่วงเป็ใย
"ท่านแม่ ข้าได้ยินมาว่าข้างนั้นของหาย เป็อย่างไรบ้างเ้าคะ หาเจอแล้วหรือ?"
แม่เฒ่าเว่ยเหลือบมองซูโหรวเอ๋อร์อย่างเฉยเมย "ก็ไม่มีอะไร ยังหาไม่เจอ"
ซูโหรวเอ๋อร์เดินไปที่ขอบหน้าต่าง ร้อง "อ๊ะ" เหมือนนึกอะไรบางอย่างออก จึงหันไปมองซิ่งซิ่ง "หรือว่าตอนที่ซิ่งซิ่งอยู่ในห้องเผลอเปิดหน้าต่างจนทำของหล่นออกไปรึ?"
นี่ก็เป็การคาดเดาที่มีเหตุผล หลี่ชุนฮวากับไป๋เสี่ยวเฟิ่งอดไม่ได้ที่จะแอบมองสีหน้าแม่เฒ่าเว่ย
แม่เฒ่าเว่ยขมวดคิ้วแน่น
ซิ่งซิ่งดูจะงุนงง นางเกาหัวแก้ตัวเสียงเบา "แต่ข้ามิได้เปิดหน้าต่างนะเ้าคะ"
ซูโหรวเอ๋อร์รีบพูดขึ้นทันที "ซิ่งซิ่ง หากว่าอยากเด็กดีเ้าต้องห้ามโกหกนะ ดูสิ ทำท่านย่าใจเสียหมดแล้ว ท่านย่ารักเ้ามาก เ้าจะพูดโกหกท่านมิได้นะ หน้าต่างมันเปิดก็คือเปิด จะบอกว่าเ้าไม่ได้ตั้งใจก็มิได้"
ซิ่งซิ่งได้ยินดังนั้นก็ยิ่งร้อนรน "ข้ามิได้โกหกนะเ้าคะ ข้ากับท่านพี่สามและท่านพี่สี่ขุดผักกลับมาแล้วก็เข้านอนเลย ไม่ได้เปิดหน้าต่างจริง ๆ เ้าค่ะ!"
ซูโหรวเอ๋อร์หัวเราะในลำคอ "เมื่อครู่นี้ป้าได้ยินสะใภ้รองพูดว่า พี่หลิ่วกับพี่กุ้ยถูกเรียกตัวไปแบ่งเส้นด้ายในห้องทันทีที่กลับมา ก็เหลือแค่เ้าที่อยู่ในห้องโถง ไม่ใช่เ้าแล้วจะเป็ใครล่ะ เ้าเด็กดื้อ"
ซิ่งซิ่งร้อนใจจนทำอะไรไม่ถูก น้ำตาไหลพราก "ข้า ข้ามิได้ทำจริง ๆ" นางมองท่านย่าด้วยสายตาพร่าเลือน "ท่านย่าเ้าขา ข้าไม่ใช่เด็กดื้อนะเ้าคะ"
แม่เฒ่าเว่ยสงสารหลานสาวจับใจ โอบกอดซิ่งซิ่ง ก่อนจะปลอบโยน "ย่าเชื่อว่าเ้าไม่ได้ทำ ไม่ร้องนะคนดี"
นางกลับหันไปต่อว่าซูโหรวเอ๋อร์ "แบบนี้จะเรียกว่าเป็ป้าคนได้อย่างไร เื่อะไรยังไม่รู้ได้ ปากก็รีบหาว่าเด็กผิดแล้วรึ? ทั้งยังมาตราหน้านางอีก"
ซูโหรวเอ๋อร์เบะปาก "ก็มีแค่นางที่อยู่ในห้องโถงนี่เ้าคะ"
แม่เฒ่าเว่ยรำคาญใจเต็มที ตวาดกร้าวว่า "หุบปาก เ้าจงเร่งไปให้พ้นหน้าข้าได้แล้ว!"
ซูโหรวเอ๋อร์พยักหน้ารับคำ แล้วไม่พูดอะไรต่อ
ทันใดนั้นเอง หน้าบ้านตระกูลอวี้ก็พลุกพล่านขึ้นมา เสียงใครบางคนะโดังลั่น "ลุงอวี้ ป้าเว่ย อยู่บ้านหรือไม่?"
แม่เฒ่าเว่ยร้องตอบ "อยู่ ประตูมิได้ลงกลอน เข้ามาได้เลย"
ไม่นานนัก พ่อหลัวก็เดินถือไก่เข้ามาในบ้าน
ชาวบ้านที่มามุงดูเหตุการณ์ต่างพากันเดินตามหลังพ่อหลัวเข้ามาพลางส่งเสียงแซว "อยู่ดี ๆ น้องหลัวเอาของมีค่าขนาดนี้มาให้ถึงบ้าน ถ้าพวกเราไม่ได้รู้อยู่แล้วว่าบ้านนี้มีแต่ลูกชาย พวกเราคงคิดว่าเ้าพาลูกชายมาสู่ขอเด็กสาวบ้านนี้แล้วกระมัง! "
แม่เฒ่าเว่ยเถียงกลับอย่างลืมตัว "ใครบอกว่าบ้านข้าไม่มีเด็ก" นางโอบกอดซิ่งซิ่งที่อยู่ในอ้อมแขนเอาไว้แน่น "นี่ไง นางเป็หลานสาวของบ้านข้า!"
ซิ่งซิ่งอายุยังไม่ถึงสี่ขวบ แน่นอนว่าพ่อหลัวคงไม่ใช่พาลูกชายมาสู่ขอ แต่แม่เฒ่าเว่ยก็ไม่อยากให้คนอื่นมาพูดต่อหน้าซิ่งซิ่งว่าบ้านตระกูลอวี้ไม่มีลูกสาว เพราะบ้านตระกูลอวี้มีลูกสาวที่น่ารักที่สุดในโลก!
เื่ที่ตระกูลอวี้รับเด็กหญิงกำพร้ามาเลี้ยงดูในปีที่แห้งแล้งเช่นนี้ แพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านหนานถัวั้แ่สองวันก่อน
แม้หลายคนไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่ลับหลังต่างก็หัวเราะเยาะเย้ยว่าตระกูลอวี้คงเป็บ้าไปแล้วกระมัง ขนาดคนในบ้านตัวเองยังจะเลี้ยงไม่รอด ยังจะเอาเด็กน้อยเข้าบ้านอีกหรือ!