บทที่ 5 ผลักให้ห่างออกไป (1)
รสามองออกไปยังท้องฟ้ากว้างอย่างครุ่นคิด เธอแค่พยายามที่จะมีชีวิตอยู่ต่อ มันคงเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ในการเอาตัวรอด รสาแค่รู้สึกว่าความวุ่นวายที่เธอพยายามหนีมันมาตลอด ทุกอย่างค่อย ๆ เริ่มคืบคลานเข้ามาอย่างช้า ๆ จนเธอไม่ทันได้ตั้งตัวถ้ารสาไม่มีระบบประสาททางการได้ยินดีเกินมนุษย์ขนาดนี้ หญิงสาวอาจจะไม่ต้องอยู่กับสิ่งที่ตัวเองเกลียดมาทั้งชีวิต เพื่อที่เธอจะได้มีชีวิตต่อไป แต่เวลานี้ทุกอย่างมันก็ดูยากเหลือเกิน เพราะเป้าหมายที่เคยมีในชีวิตเหมือนจะหลุดลอยห่างไกลออกไป“รสาขอหมอกลับบ้านอีกแล้วเหรอ” เสียงของผู้ที่เธอเห็นมาตั้งแต่เกิดดังขึ้น“เบื่อ ฉันไม่ได้เป็นอะไรแล้ว” รสาพูดขึ้นอย่างนั้นก่อนจะถอนหายใจออกมา “ฉันอยากกลับบ้าน”“แต่...”“อยู่ที่นี่ไปก็เท่านั้น ป้าก็เห็นนี่ว่าที่นี่เสียงดังแค่ไหน ฉันจะเป็นบ้าวันละหลายครั้งเพราะเสียงพวกนี้” รสาหันไปบอกด้วยใบหน้าเรียบเฉยแต่สายตาที่แสดงออกมากลับฉายชัดถึงความหงุดหงิด“น้าคงจะว่าอะไรไม่ได้ ถ้าหมออนุญาตให้ออกได้ ก็ตามใจรสาเถอะนะ” จินดาได้แต่มองคนที่อยู่บนเตียงผู้ป่วยหัวเราะด้วยน้ำเสียงฝืดฝืนออกมาก่อนที่จะหายไป ถึงแม้จะไม่เข้าใจแต่เธอก็ได้แต่ปล่อยให้มันผ่านไป“ป้ากลับไปดูแลเด็ก ๆ เถอะ ฉันอยู่คนเดียวได้” รสามองจินดาที่อยู่ข้างเตียงนิ่งเมื่อจินดายังคงอยู่อยู่ข้างเตียงเฉย ๆ“ถ้าอย่างนั้นน้าวางอาหารไว้บนชั้นวางนะ ถ้าหิวก็เอาออกมากินได้เลย” รสาพยักหน้ารับก่อนจะค่อย ๆ หลับตาลง เสียงฝีเท้าที่อยู่ข้างเตียงห่างออกไปเรื่อย ๆ ถึงแม้จินดาจะรู้ว่าเธอมีประสาทการได้ยินดี แต่ก็ไม่รู้ว่าดีขนาดไหน จินดาเฝ้าคอยวนเวียนอยู่ข้างตัวเธอมาตลอด แต่ก็ไม่ช่วยให้รสาวางใจลงได้เลย เหมือนมีอะไรบางอย่างมากางกั้นความรู้สึกอยู่รสานอนหลบตานิ่ง ๆ พร้อมกับฟังเสียงที่ดังขึ้น เธอไม่ชอบอยู่ที่นี่ มันเสียงดังเกินไป เสียงฝีเท้าที่คุ้นหู จังหวะการก้าวเท้าที่เธอจำได้ขึ้นใจค่อย ๆ ดังขึ้นใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ เสียงรองเท้าที่กระทบพื้นหยุดลงอยู่ข้างเตียงก่อนจะตามด้วยเสียงเลื่อนเก้าอี้ออกเบา ๆ“มาทำไม” รสาถามขึ้นก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมองด้วยใบหน้าที่เรียบเฉยเหมือนที่ผ่านมา ตลอดชีวิตที่ผ่านเธอเรียนรู้ว่า ถ้ายังอยากอยู่รอด เธอต้องซ่อนความรู้สึกทั้งหมดลงไปภายในใจ อย่าได้แสดงออกมาให้ใครได้เห็นความรู้สึกที่แท้จริง“ผมมีเรื่องอยากจะถามเธอ รสา” เสียงทุ้มพูดขึ้นอย่างนั้น รสาก็มองใบหน้าคนถามนิ่งราวกับรอฟังคำถามของอีกฝ่ายที่มาหาเธอถึงที่นี่“เมื่อวันก่อนที่เธอพูด คนนั้นหมายถึงผมใช่ไหม” รสาได้ยินคำถามจากชายหนุ่มที่พูดออกมาเสียงราบเรียบ“ถ้าฉันบอกว่าใช่ นายจะเชื่อฉันอย่างนั้นเหรอ ลม” รสาถามภาวินกลับด้วยคำถาม แต่อีกฝ่ายกลับแน่นิ่งไปก่อนที่แววตาสับสนจะฉายชัดขึ้นมา“นายคงได้ยินมาว่าบางครั้งฉันก็มักจะสับสนความจริงกับความฝัน นายไม่จำเป็นต้องเชื่อคำพูดของฉัน เพราะมันไม่ได้ทำให้ชีวิตของนายดีขึ้นหรอกนะ ลม” รสาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง“ถ้าอย่างนั้นเธอก็ไม่ได้จะรักษาจริง ๆ อย่างนั้นเหรอ” ภาวินถามขึ้นพร้อมกับคิ้วที่ขมวดขึ้นเล็กน้อย“ไม่มีใครช่วยฉันได้ทั้งนั้น” รสาพูดออกมาพร้อมกับยกยิ้ม แต่มันกลับเป็นยิ้มที่ดูจะไร้อารมณ์ด้วยซ้ำในสายตาคนมอง “นายไปใช้ชีวิตของนายให้ดีเถอะ ไม่ต้องมายุ่งวุ่นวายกับฉัน”ภาวินมองคนที่มองตัวเองด้วยสายตาเรียบนิ่ง เขาไม่รู้ว่าคนที่กำลังนอนอยู่บนเตียงกำลังคิดอะไร เขารู้แค่ว่าถึงแม้เขาจะพยายามมองหญิงสาวที่ชอบทำหน้าไร้ความรู้ในแง่ดีแค่ไหน แต่พอเขายิ่งเข้าใกล้ เขากลับยิ่งพบแต่ความว่างเปล่า“รู้ไหมว่าผมเกลียดสายตาของรสา สายตาที่มองว่าผมเป็นแค่สิ่งของไร้ค่า” ภาวินพูดออกมาพร้อมกับมองเข้าไปในดวงตาที่ว่างเปล่าของคนที่นอนอยู่“ถ้าพูดจบแล้วก็ไปซะ แล้วไม่ต้องมาอีก” รสาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ มือของภาวินจับขาตัวเองแน่นขึ้นอย่างพยายามข่มอารมณ์“เธออยากไล่จริง ๆ ใช่ไหม รสา” ภาวินถามอย่างนั้น แต่รสากลับมองหน้าคนถามนิ่ง ภาวินเห็นอย่างนั้นก็พยักหน้าก่อนจะลุกขึ้นยืนขึ้น “ผมเคยหวังว่าถ้าผมประสบความสำเร็จ รสาจะมองผมเหมือนมนุษย์คนหนึ่งไม่ใช่ของไร้ค่าที่เตยเขี่ยให้พ้นทางอย่างในอดีต แต่ผมรู้แล้วว่าผมควรเลิกหวัง เพราะรสาไม่เคยจะรู้สึกอะไรเลย”“ต่อให้นายจะเป็นยังไง ฉันจะไม่เปลี่ยนไป นายกลับไปได้แล้วลม ฉันไม่อยากฟัง” รสาพูดออกไปอย่างนั้น ภาวินก็ยกยิ้มอย่างต้องการจะเยาะเย้ยขึ้นมาก่อนจะเดินออกจากห้องไป รสาได้แต่มองตามแผ่นหลังที่เลือนรางห่างไกลออกไป แต่เสียงฝีเท้าของเขากลับยังคงดังอยู่ราวกับเขาอยู่ไม่ห่าง“ทำไมต้องไปไล่เขาอย่างนั้นด้วย น่าสงสารออกนะ รสา” เสียงของคนป่วยที่อยู่เตียงข้าง ๆ ดังขึ้น แต่รสากลับไม่โต้ตอบอะไรออกไปก่อนที่ตัวเองจะหลับตาลง ภาวินรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังโดนปั่นหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากผู้หญิงคนนั้น เขาตั้งใจว่าจะลืมเรื่องที่ทำให้เขาวุ่นวายใจมาหลายวันทิ้งไปให้หมด ภาวินเดินออกจากลิฟต์แล้วเดินไปยังที่จอดรถ แต่เมื่อเขากำลังจะเดินผ่านสวนหย่อมที่ห่างออกมาก็เห็นจินดากำลังนั่งไหล่ลู่อยู่คนเดียว หญิงวัยกลางคนค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นก่อนจะยิ้มออกมาให้“สวัสดีครับ น้าจินดา” ภาวินทักขึ้นจินดาเลยตบที่เก้าอี้ข้าง ๆ“นั่งก่อนสิลม”“ครับ” ภาวินนั่งลง จินดาเลยถอนหายใจออกมา“มาเยี่ยมรสาเหรอ อาของรสาคงสั่งลมมาสินะ ลำบากใจแย่เลยใช่ไหม” จินดาพูดก่อนจะยิ้มออกมาบาง ๆ “รสาขอหมอจะออกจากโรงพยาบาลทุกวัน หมอเห็นว่าอาการดีขึ้นแล้ว อีกสองสามวันก็ได้กลับบ้านแล้วล่ะ”“ท่านปกรณ์ทราบเรื่องแล้วหรือยังครับ” ภาวินถามขึ้น แต่จินดาก็ส่ายหน้าน้อย ๆ“ยังจ้ะ รสาไม่อยากให้บอก น้าเริ่มกังวลขึ้นมาเหมือนกัน ไม่รู้ว่ารสาคิดจะทำอะไรอยู่ ยังไงเราก็เป็นคนนอก ต่อให้น้าเหมือนจะรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับรสา แต่บางครั้งน้าก็รู้สึกว่าสิ่งที่น้ารู้ก็เป็นเพียงแค่สิ่งที่เธออยากให้รู้เท่านั้น”“หมายความว่ายังไงครับ” ภาวินถามอย่างไม่เข้าใจ“น้าเหนื่อยแล้วลม” จินดาพูดอย่างนั้นก่อนจะยกมือขึ้นปิดหน้าตัวเองก่อนที่ไหล่เล็กจะสั่น ภาวินยกมือขึ้นตบไหล่ของจินดาเบา ๆ ถึงแม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมจินดาถึงร้องไห้ออกมาราวกับสั่งน้ำตาได้อย่างนี้“ใจเย็น ๆ นะครับน้าจินดา รสาทำอะไรน้าเหรอครับ”“ไม่มีอะไรหรอกลม น้าอาจเป็นเหมือนรสาไปแล้วก็ได้”“ครับ?”“น้าไม่อยากให้รสาดูไม่ดี แต่พอเวลายิ่งผ่านไปเรื่อย ๆ น้ากลับเริ่มที่จะหลงลืมว่าอะไรคือเรื่องจริง อะไรคือสิ่งที่น้าโกหกตามรสาก็เท่านั้น” ภาวินได้ยินอย่างนั้นก็มองคนพูดนิ่ง“น้ากำลังจะบอกว่าเรื่องที่น้าเล่าเมื่อวันก่อน เป็นเรื่องโกหกอย่างนั้นเหรอครับ” ภาวินถามขึ้นเสียงแผ่ว“น้าขอโทษ” จินดาพูดก่อนที่จะสะอื้นหนักขึ้น ภาวินอดที่จะถอนหายใจออกมาไม่ได้ แล้วยื่มือไปลูบไหล่ของคนที่กำลังร้องไห้อยู่เบา ๆ“ผมไม่โกรธน้าจินดาหรอกครับ น้าคอยช่วยเหลือผมมาตลอด ถ้าไม่มีน้า ผมคงจะแย่เหมือนกัน”“ลมต้องช่วยน้านะ”“ช่วยอะไรครับ” ภาวินมองคนที่บีบมือตัวเองแน่นอย่างไม่เข้าใจ“ช่วยทำให้รสารู้ตัวว่าสิ่งที่เขาคิดเป็นเพียงสิ่งที่เขาจินตนาการเท่านั้น ถึงน้าจะสับสนไปบ้าง แต่ตอนนี้น้าได้สติแล้ว น้าไม่อยากให้รสาทำอะไรร้ายแรงกับครอบครัวตัวเอง” จินดาบอกพร้อมกับใบหน้าราวกำลังจะอ้อนวอน“รสาจะทำอะไรครับ”“น้าไม่รู้หรอกลม ถ้ารสาไม่อยากบอกเธอก็ไม่ยอมบอก ไม่อย่างนั้นน้าคงไม่มากังวลอย่างนี้” จินดาบอกก่อนจะเม้มปากแล้วหลุบตาลงราวกับจะซ่อนความรู้สึกตรงหน้า “บ้านที่รสาอยู่ตอนนี้มันมีแต่ความเจ็บปวด น้าอยากให้รสาหลุดพ้นซะที”-------------------------------------