หลินมู่หยางเดินผ่านรูปปั้นสูงใหญ่ของปรมาจารย์จางเล่ยที่ตั้งโดดเด่นตรงสี่แยกกลางเมือง ผู้คนที่ผ่านไปมาล้วนก้มศีรษะคารวะด้วยความนอบน้อม บริเวณรอบฐานรูปปั้นใหญ่มีรูปปั้นขนาดเท่าคนจริงของนักสำรวจอยู่หลายรูป แต่ละรูปมีอาวุธในมือที่แตกต่างกันและอยู่ในท่วงท่าพร้อมต่อสู้
เขาจ้องมองรูปปั้นด้วยความเคารพยิ่ง หากไม่มีปรมาจารย์ผู้นี้ เขาเองก็ไม่รู้ว่าตอนนี้จะตกอยู่ในสภาพใด ผู้คนในเมืองแห่งนี้จะมีชีวิตอยู่เช่นไร
เมืองหันซุยเคยเป็หมู่บ้านที่สงบเงียบท่ามกลางสายน้ำรายล้อม ผู้คนทำอาชีพประมงและเกษตรกรรมเป็หลัก อีกทั้งยังล่องเรือทำการค้าขายกับชุมชนริมน้ำจนเกิดความมั่งคั่ง ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาจนแทบกลายเป็เมืองเล็กแห่งหนึ่ง ผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างความเจริญและธรรมชาติ ส่งผลให้ผู้คนต่างมีชีวิตอย่างผาสุก
จวบจนกระทั่งลูกไฟร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า ทุกสิ่งทุกอย่างก็แปรเปลี่ยนจากหน้ามือเป็หลังมือ แม้ว่าหมู่บ้านจะรอดพ้นจากลูกไฟทำลายล้าง แต่ก็ได้รับผลกระทบจากผู้อพยพที่หลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย เมื่อประชากรเพิ่มมากขึ้นจนควบคุมไม่ได้ ก็ตามมาด้วยความวุ่นวาย การแย่งชิง การโจรกรรม และเต็มไปด้วยอาชญากรรมในที่สุด ถูกผลัดกันยึดครองโดยหลายกลุ่มอำนาจ
เมื่อปรมาจารย์จางเล่ยได้ขึ้นปกครองเขตบูรพาทมิฬ วิถีชีวิตของผู้คนก็เปลี่ยนไป กลับไปเหมือน่เวลาก่อนที่ลูกไฟจะร่วงหล่นลงมา กอปรด้วยกฎหมาย เ้าหน้าที่ทางการ สถานที่ราชการ และกองกำลังปกป้องประชาชน
ไม่นานก็ได้รับการสถาปนาเป็เมืองหันซุย มีการก่อสร้างจวนเ้าเมือง ศาล ค่ายทหาร สถานที่ราชการ และกำแพงเมืองสูงกว่าสามวา ไม่กี่ปีก็กลายเป็เมืองใหญ่ที่มีคนอยู่อาศัยนับสิบหมื่น
สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามากลับเป็เ้าหน้าที่พิเศษที่เรียกว่า ‘นักสำรวจ’ เนื่องจากแดนโลหิตมีทรัพยากรที่มีค่าอย่างหินิญญาและสมุนไพร ทางการจึงจัดตั้งหน่วยงานสำรวจแดนโลหิต รับสมัครผู้แข็งแกร่งเข้ามาเป็สมาชิกอยู่เรื่อยมา
หลินมู่หยางมองดูป้ายรับสมัครหน้าตึกของหน่วยสำรวจด้วยความมุ่งมั่น แววตาของเขาเยือกเย็นสงบแต่แข็งกร้าว เสริมด้วยใบหน้าคมเข้มกลายเป็บุรุษที่น่ามองผู้หนึ่ง ถึงแม้ว่าสภาพการแต่งกายจะดูมอมแมมไปบ้าง เสื้อเก่าที่สวมใส่ยังมีรอยปะชุนหลายแห่ง ซึ่งเป็เื่ปกติของผู้ยากไร้ในเมืองแห่งนี้อยู่แล้ว
ปีนี้ชายหนุ่มมีอายุสิบหกปี สามารถสมัครเป็นักสำรวจได้ โดยปกติแล้วหน่วยสำรวจรับสมัครชายหนุ่มที่มีอายุั้แ่สิบห้าปีขึ้นไป แต่เนื่องจากหน่วยสำรวจจะเปิดรับสมัครสามปีต่อหนึ่งครั้ง ปีที่แล้วไม่มีการรับสมัคร เขาจึงต้องรอจนเสียเวลาไปหนึ่งปีเต็ม
บททดสอบในการรับสมัครนั้นยากเย็นแสนเข็ญ อย่างแรกคือต้องสำเร็จการฝึกกายาขั้นที่หนึ่งที่เรียกว่าผลัดผิวหลอมหนัง ผ่านบททดสอบพละกำลังและทักษะการต่อสู้ จากนั้นต้องสามารถเอาชนะมุสิกสายฟ้าในสนามประลอง จึงจะได้รับตำแหน่งนักสำรวจผู้ทรงเกียรติ
‘ข้าฝึกฝนอย่างหนักมาสามปีเพื่อวันนี้ ไม่ว่าอย่างไรต้องผ่านการทดสอบให้ได้ เพื่ออนาคตของมู่เจินกับมู่อิง พี่ใหญ่อย่างข้าไม่มีสิทธิ์พลาด’
หลินมู่หยางพบเจอความทุกข์ยากมาแต่เด็ก เมื่อบิดามารดาล้มตายจากอัคคีภัยครั้งใหญ่ เขาต้องเลี้ยงดูน้องร่วมอุทรสองคนอย่างยากลำบาก ยอมอดมื้อกินมื้อเพื่อให้พวกเขาอิ่มท้อง จึงตั้งปณิธานว่าต้องเป็นักสำรวจให้จงได้ จากนั้นก็มุ่งมั่นฝึกฝนตนเองอย่างหนัก เพื่อที่จะได้หาเงินทองเลี้ยงตนเองและครอบครัว
นักสำรวจเป็อาชีพหนึ่งที่ทำรายได้สูงยิ่ง หินิญญาสีเขียวก้อนหนึ่งสามารถแลกเงินได้หนึ่งพันเหรียญ สมุนไพรชั้นดีในแดนโลหิตมีราคาั้แ่หลักสิบถึงหลักหลายร้อยเหรียญเช่นกัน ถึงงานจะเสี่ยงอันตรายมากแต่ผลตอบแทนกลับคุ้มค่า นักสู้เดนตายจากทุกหนแห่งจึงแห่กันมาสมัครครั้งละหลายพันคน
จากการที่นักสำรวจเปิดรับสมัครสามปีต่อหนึ่งครั้ง ซึ่งวันนี้เป็วันรับสมัครพอดี เมืองหันซุยจึงคึกคักเป็พิเศษ ผู้ฝึกตนจากหลากหลายพื้นที่ต่างพากันมาเสี่ยงดวง
“จุดรับสมัครและตรวจสอบคุณสมบัติอยู่ทางทิศตะวันตก ลานทดสอบอยู่ทางทิศเหนือ และลานประลองอยู่ทางทิศตะวันออก...”
เ้าหน้าที่สวมเครื่องแบบนักสำรวจระดับสี่ผู้หนึ่งะโอยู่บนแท่น เมื่อได้ยินเช่นนี้ผู้สมัครต่างเฮโลกันไปทางทิศตะวันตกอย่างรวดเร็ว
จุดรับสมัครและตรวจสอบคุณสมบัติมีอยู่เก้าจุด ใช้เวลาเกือบสองชั่วยามจึงกระทำการตรวจสอบจนหมดสิ้น มีผู้ฝึกตนเกือบครึ่งขาดคุณสมบัติ ต้องเดินคอตกจากไปด้วยความเศร้าใจ บางคนยอมรับความจริงไม่ได้ก็โวยวายก่อความวุ่นวาย แต่เพียงชั่วพริบตาก็ถูกจัดการจนต้องคืบคลานออกไป
หลินมู่หยางเป็คนในเมืองนี้อยู่แล้วจึงไม่ประสบปัญหาเื่คุณสมบัติ เมื่อได้รับป้ายเหล็กก็ไปยังลานทดสอบที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือ นั่งรออยู่ราวครึ่งชั่วยามการทดสอบความสามารถก็เริ่มต้น
ชายหนุ่มไม่รีบร้อนเข้าทดสอบเหมือนคนอื่น แต่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์มองดูผู้อื่นทำการทดสอบ แม้ว่าเขาจะมีอายุน้อยกว่าผู้สมัครส่วนใหญ่ แต่ต้องแบกรับความรับผิดชอบในการเลี้ยงดูน้องสองคนมาหลายปี คนจึงกลับกลายเป็สุขุมและรอบคอบกว่าคนทั่วไปหลายขุม
ถึงกระนั้นบนใบหน้าของชายหนุ่มยังเป็กังวลอยู่บ้าง ถึงอย่างไรเขาก็มีอายุเพียงสิบหกปีเท่านั้น มิได้ผ่านร้อนผ่านหนาวอย่างโชกโชนมาก่อน จึงมีอาการประหม่าอยู่บ้าง
ลานทดสอบแห่งนี้แบ่งการทดสอบออกเป็สามรอบ หากสามารถผ่านการทดสอบสองในสามจะได้เข้าสนามประลองต่อไป
รอบแรกเป็การทดสอบพละกำลัง ตรงกลางลานจะมีแท่งหินใหญ่ทรงสี่เหลี่ยม น้ำหนักของมันคือหนึ่งพันห้าร้อยชั่ง ผู้เข้าทดสอบจะต้องผลักแท่งหินให้ได้ระยะทางยี่สิบก้าว จึงจะผ่านบททดสอบ
โดยปกติแล้วมนุษย์ปุถุชนทั่วไปที่แข็งแรงที่สุดสามารถผลักแท่งหินได้ไม่เกินหนึ่งร้อยชั่ง แต่ผู้ที่ฝึกฝนบรรลุขั้นผลัดผิวหลอมหนังจะมีพละกำลังมากกว่าเดิมสิบถึงยี่สิบเท่า ดังนั้นการอยู่ในระดับนี้ยังคงไม่สามารถการันตีได้ว่าสามารถผลักแท่งหินไปได้ถึงปลายทาง
ผู้เข้าทดสอบมากกว่าครึ่งล้วนไม่ผ่านบททดสอบนี้ ชายหนุ่มเคราครึ้มผู้หนึ่งมีรูปร่างสูงใหญ่ยิ่ง มันถอดเสื้อผ้าท่อนบนออก เผยให้เห็นกล้ามเนื้อเป็มัดทั่วร่าง เรียกเสียงฮือฮาจากคนรอบข้างได้มากมาย แต่กลับไม่สามารถผลักแท่งหินไปถึงจุดหมาย
เมื่อเห็นผู้เข้าทดสอบจำนวนมากไม่ผ่านการทดสอบ หลินมู่หยางเริ่มใจสั่นด้วยความกังวล เกิดอาการตีตนไปก่อนไข้ เกรงว่าตนเองจะไม่มีพละกำลังเพียงพอ มือไม้เริ่มสั่นเทาเล็กน้อย
พอพบว่าตนเองเกิดอาการปอดแหก เขาตบหน้าตนเองฉาบหนึ่ง บังคับจิตใจให้คิดถึงแต่น้องทั้งสองคน ทำให้ความมุ่งมั่นที่กำลังมอดดับกลับมาลุกโชนอีกครา
หลินมู่หยางเข้าสู่ลานทดสอบด้วยความมุ่งมั่น เขาออกแรงสุดชีวิตจนกล้ามเนื้อลั่นเกรียวกราวจึงผลักแท่งหินไปถึงจุดหมาย จากนั้นทิ้งตัวลงไปนอนราบกับพื้นด้วยความเหน็ดเหนื่อย เ้าหน้าที่คุมสอบลอบผงกศีรษะชื่นชมในความใจสู้ของชายหนุ่ม ในบรรดาเด็กหนุ่มอายุต่ำกว่าสิบแปดปี เขาเป็คนแรกที่ผ่านบททดสอบ
บททดสอบที่สองเป็การขึ้นประลองเพลงหมัดมวยบนเวทีสี่เหลี่ยม ผู้ทดสอบต้องรับมือกับครูฝึกสายโหดให้ได้เป็เวลาหนึ่งเค่อ หากตกจากเวทีจะถือว่าไม่ผ่านการทดสอบ
หลินมู่หยางสูดลมหายใจเข้าไปอย่างหนาวเหน็บ ครูฝึกของหน่วยสำรวจแต่ละคนอยู่ในระดับการฝึกกายาขั้นที่สองหรือชำระเนื้อเปลี่ยนเส้นเอ็นสำเร็จแล้ว การต่อสู้กับคนเหล่านี้มีแต่พ่ายแพ้สถานเดียว
‘หากต้องรับมือกับครูฝึกเหล่านี้เป็เวลาหนึ่งเค่อ คงทำได้เพียงหลบหลีกและผ่อนหนักเป็เบาเท่านั้น ได้แต่หวังว่าพวกเขาจะไม่ลงมือสุดกำลัง’
เขาใช้วิธีการเดิมคือมองดูคนอื่นทดสอบก่อน จับจังหวะการต่อสู้ของครูฝึกอย่างพินิจพิเคราะห์ พอมั่นใจว่าตนเองจับทางได้ก็ขึ้นเวทีประลองทันที
หลินมู่หยางรับมือกับครูฝึกของหน่วยสำรวจอย่างยากลำบาก แม้ว่าเพลงหมัดมวยของเขาจะเยี่ยมยอดกว่าคนในวัยเดียวกัน แต่ประสบการณ์การต่อสู้กลับมีไม่มากนัก พอประมือกับคนที่ผ่านศึกมานับร้อยจึงตกเป็รองั้แ่เริ่ม อยู่ในสภาพทุลักทุเลยิ่ง กลยุทธ์หลบหนีที่เตรียมไว้อันตรธานหายไปสิ้น
หมัดของครูฝึกหนักกว่าหมัดของอันธพาลที่เคยวิวาทด้วยหลายสิบเท่า เขาถูกต่อยจนน้ำมูกน้ำลายไหลออกมาเป็โลหิต ทำได้เพียงปัดป้องและหลบหนี
เสียงหมัดกระทบกับิัดังสะท้านแก้วหู กระแทกจนอวัยวะภายในของชายหนุ่มกระทบกระเทือน สร้างความเ็ปรวดร้าวไปทั่วทุกอณูรูขุนขน คล้ายกระดูกกำลังถูกบดจนใกล้แตกสลาย
แม้จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่เป็รองแบบสุดกู่เช่นนี้ หลินมู่หยางกลับฮึดสู้สุดความสามารถด้วยพละกำลังทั้งหมด เขาตั้งรับอย่างแข็งแกร่งแม้จะทรงตัวแทบไม่อยู่ ถูกเตะต่อยก็กระเด็นกระดอนไปมาคล้ายกระสอบทรายลูกหนึ่ง โลหิตสาดกระเซ็นไปทั่วเวทีประลอง เพียงแต่ไม่ว่าจะถูกซัดกระหน่ำเพียงใดก็ไม่ยอมตกจากเวที
บรรดาผู้ชมจากที่สงสารก็กลับกลายเป็เอาใจช่วยให้เขาผ่านการทดสอบ พวกมันรู้สึกชื่นชมในความเด็ดเดี่ยวของชายหนุ่ม หากเป็ผู้อื่นคงรีบคลานลงจากเวทีไปเองแล้ว
ในที่สุดก็ครบกำหนดเวลาหนึ่งเค่อ หลินมู่หยางผ่านการทดสอบก็จริงแต่สภาพดูเละเทะมาก คนต้องคืบคลานลงจากเวทีด้วยความยากลำบาก ครูฝึกสายโหดผู้นั้นรีบช่วยหิ้วปีกพาไปยังสถานที่พักผ่อน
“เ้าหนุ่ม มีแววรุ่งโรจน์ไม่น้อยเลยนะ หากฝึกฝนอย่างถูกวิธีอีกสามปี สมควรซัดกับเราได้อย่างสูสีครึ่งเค่อ สนามถัดไปอย่าได้พ่ายแพ้ให้กับมุสิกสายฟ้าเสียล่ะ”
หลินมู่หยางกล่าวคำขอบคุณคราหนึ่ง พอครูฝึกจากไปเขาก็หยิบโอสถฟื้นฟูเข้าปาก เอนกายพักผ่อนอย่างเงียบเชียบคนเดียว
การทดสอบรอบนี้ทำเขาเจ็บหนักที่สุดในชีวิต ต้องใช้โอสถที่ใช้เงินเก็บครึ่งปีซื้อมาไปครึ่งหนึ่ง แต่ตอนนี้เขาสบายใจยิ่ง เพราะผ่านการทดสอบสองในสามแล้ว การทดสอบครั้งที่สามนี้ ไม่ว่าเขาจะผ่านหรือไม่ผ่านก็ไม่มีผลกระทบอันใด
ครึ่งชั่วยามต่อมาเขาก็พาร่างสะบักสะบอมของตนเองไปยังลานทดสอบที่สาม โอสถวิเศษสมกับเป็ของดีราคาแพง บัดนี้อาการาเ็ของเขาทุเลาไปกว่าครึ่ง สามารถเหาะเหินได้ตามปกติ เว้นเพียงการต่อสู้เท่านั้นที่ไม่ควรกระทำ
ผู้เข้าทดสอบต่างได้รับธนูยาวหนึ่งคัน ลูกธนูสามสิบดอก อาวุธลับประเภทมีดสั้นคนละสิบเล่ม และมีดยาวหนึ่งคืบคนละหนึ่งเล่ม ทุกคนจะต้องใช้อาวุธที่ได้มากำจัดวิหควายุให้ได้อย่างน้อยคนละสามตัว
วิหควายุเป็สัตว์ปีกสายพันธุ์หนึ่งที่สามารถหลบรอดจากภัยพิบัติลูกไฟร่วงหล่น ไม่ตกอยู่ในการควบคุมของหมอกสีเื อาศัยปีกที่แข็งแกร่งโบยบินหลบหนีออกจากอาณาเขตแดนโลหิตได้ แต่ก็ได้สูดดมหมอกสีเืเข้าไปบ้าง จึงเกิดการวิวัฒนาการทางกายภาพ มีทั้งความเร็วและความแข็งแกร่ง สามารถเรียกได้ว่าเป็สัตว์กึ่งกลายพันธุ์
วิหควายุถูกขังอยู่ในม่านพลังงานขนาดใหญ่ของค่ายกลที่ขับเคลื่อนด้วยหินิญญา ทำให้ไม่สามารถหลบหนีออกนอกพื้นที่ได้ แม้ว่าพวกมันจะบินได้ว่องไวและเคลื่อนย้ายตัวรวดเร็วราวกับลมหอบหนึ่งก็ตาม
เมื่อการทดสอบเริ่มขึ้น ผู้เข้าทดสอบต่างแข่งกันลงมือสุดความสามารถ จากนั้นก็พบว่าการสังหารวิหควายุนั้นไม่ง่ายดายอย่างที่คิด หลายคนใช้อาวุธจนหมดสิ้นก็ยังสังหารไม่ได้แม้แต่ตัวเดียว เหลือเพียงมีดสั้นในมือก็ไม่อาจทำอันตรายเป้าหมายที่อยู่สูงเกินไปได้
หลินมู่หยางลองยิงธนูออกไปห้าดอก ผลปรากฏว่าพลาดเป้าทั้งหมด วิหควายุไม่เพียงแต่เคลื่อนไหวว่องไว ยังมีประสาทััยอดเยี่ยมยิ่ง สามารถเบี่ยงตัวหลบเลี่ยงลูกธนูที่มาประชิดตัวได้อย่างง่ายดาย
เขาเปลี่ยนเป็ใจเย็นและรอให้คนอื่นลงมือยิงธนูออกไปก่อน จับตาและเฝ้ามองดูอย่างใจจดใจจ่อ ไม่นานก็สามารถจับแนวทางการเคลื่อนไหวของวิหควายุได้บ้าง
ชายหนุ่มคำนวณทิศทางหลบหนีของเป้าหมาย จึงลงมือยิงธนูดักหน้าพวกมันไปสองดอก แต่ล้วนพลาดเป้าในวินาทีสุดท้าย การล่าวิหควายุมิได้ง่ายดายดังใจนึก พวกมันคล้ายมีสัญชาตญาณในการเอาตัวรอดมากกว่าสัตว์ชนิดอื่น ยังอาศัยช่องว่างของพื้นที่หลบหนีได้ตลอด
“เ้าสองคนยิงธนูออกไปดักซ้ายขวาของมัน ที่เหลือข้าจะจัดการเอง”
หลินมู่หยางหันไปกล่าวกับผู้เข้าทดสอบสองคนที่กำลังเดือดดาลเพราะยิงไม่เข้าเป้า บัดนี้ลูกธนูของพวกมันเหลือไม่ถึงสิบดอก พอได้ยินคำของชายหนุ่มก็พากันรู้สึกขุ่นเคืองไม่น้อย แต่พอเห็นท่วงท่าที่กอปรด้วยความมั่นใจของอีกฝ่ายก็ผงกศีรษะตอบตกลงแบบขอไปที
“ข้าฉินมู่เฉินจากหมู่บ้านซานซี จะช่วยยิงดักทางขวาเอง”
บุรุษหนุ่มร่างสูงใหญ่กล่าวพร้อมกับง้างธนู คนผู้นี้สูงกว่าหลินมู่หยางราวครึ่งคืบ ใบหน้าเหลี่ยมคางแหลม ผิวหยาบกร้านเกินวัย แต่ใจนักเลงห้าวหาญ
“ข้าไป๋หลิงซวงจากหมู่บ้านอู๋ถง ของเสี่ยงดวงกับสหายน้อยสักครา”
หญิงสาวร่างผอมสูง ใบหน้าคมเข้ม แววตาเด็ดเดี่ยวแฝงความหยิ่งยโสเล็กน้อย ตอนแรกไม่คิดจะฟังคำของชายหนุ่มที่มีอายุน้อยกว่าตนเอง แต่พอพบว่าลูกธนูตนเองเหลือเพียงสิบเอ็ดดอก มีโอกาสที่จะไม่ผ่านการทดสอบ จึงขยับร่างมาอยู่ใกล้กับฉินมู่เฉิน
หลินมู่หยางเห็นดังนั้นก็เล็งธนูไปยังวิหควายุตัวหนึ่ง เขายิงธนูออกไปในจังหวะที่มันกำลังผ่อนความเร็ว คำนวณจุดปะทะได้อย่างแม่นยำ
“ปล่อยธนู...”
ลูกธนูสองดอกจากทั้งสองคนก็หลุดจากแหล่ง พุ่งไปดักทางซ้ายขวาของวิหควายุอย่างรวดเร็ว หลินมู่หยางเองก็ไม่รอช้า ยิงธนูออกไปอีกดอกอย่างมั่นใจ
วิหควายุตื่นตัวอย่างรวดเร็ว รีบพุ่งไปทางซ้ายเพื่อหลบลูกธนูดอกแรก พลันพบว่ามีลูกธนูอีกดอกพุ่งมาเช่นกัน จึงเปลี่ยนทิศทางไปทางขวาด้วยความจำใจ กลับรู้สึกถึงแรงกดดันจากลูกธนูอีกดอก มันจึงทำได้เพียงพุ่งขึ้นกลับไป้า
ลูกธนูดอกที่สองของหลินมู่หยางแทงทะลุกลางอกของวิหควายุ ทำให้มันร่วงหล่นลงมาทันที ในที่สุดการล่าก็ประสบผลสำเร็จ
ทั้งสามหันมามองหน้ากันด้วยความปลาบปลื้ม หลังจากเก็บซากศพวิหควายุตัวแรกได้ พวกเขาก็ลงมือประสานงานกันต่อ ช่วยกันล่าอย่างสุดความสามารถ
หลินมู่หยางแบ่งลูกธนูและมีดสั้นให้เพื่อนร่วมกลุ่มเท่าๆ กัน ผลัดกันเป็มือชงและมือสังหาร ใช้เวลาไม่นานก็เข้าขาจนคล้ายร่วมงานกันมาเนิ่นนาน
พวกเขายิ่งล่ายิ่งคึกคัก สามารถล่าวิหควายุได้ถึงสิบห้าตัว ทำให้ผู้คัดเลือกคนอื่นที่ยังล่าได้ไม่ครบ พากันจับกลุ่มกันกลุ่มละสามคนเหมือนพวกเขา ส่งผลให้การล่ามีประสิทธิผลมากกว่าเดิม
เมื่อหมดเวลาทุกคนก็นำวิหควายุที่ล่าได้ไปลงทะเบียน หลายคนหัวเราะร่าพร้อมกับคุยโวถึงผลงานของตนเอง หลายคนกลับเดินคอตกจากไปเพราะล่าได้ต่ำกว่าเกณฑ์ ถึงกระนั้นผู้ผ่านด่านล่าวิหควายุปีนี้มีมากกว่ารอบที่แล้วเกือบสองเท่า
“ฉลาดไม่เบานี่สหายหลิน หากไม่ได้เ้า ป่านนี้ข้าคงเดินคอตกกลับบ้านไปแล้ว”
ฉินมู่เฉินเดินออกจากลานทดสอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม รอบก่อนหน้าเขาผ่านด่านทดสอบพละกำลัง แต่ไม่ผ่านด่านประลองเพลงหมัดมวย ทำให้ต้องผ่านด่านสุดท้ายเท่านั้นจึงจะได้เข้าสนามประลองในวันพรุ่งนี้
“เ้าเองก็มีฝีมือไม่น้อย หากไม่มีพวกเ้าสองคน ข้าเองก็ไม่แน่ใจว่าจะผ่านการทดสอบในด่านนี้”
หลินมู่หยางหันกลับตอบด้วยน้ำเสียงถ่อมตน แท้จริงแล้วเขามั่นใจว่าตนเองสามารถล่าวิหควายุด้วยตัวคนเดียว อาวุธชิ้นแรกที่เขาใช้ล่าสัตว์คือธนู บางครั้งต้องนอนค้างคืนในป่าที่แสนอันตรายเพื่อหาเนื้อมาให้น้องทั้งสอง การลงมือแต่ละครั้งต้องเด็ดขาดและมุ่งไปที่จุดชีวิต หากพลาดพลั้งก็หมายถึงการอดอาหารในมื้อถัดไป
“พวกเ้าชมกันไปชมกันมา ไม่รู้สึกว่ามันน่าอายบ้างเหรอ ดูสารรูปของตนเองสิ ถูกครูฝึกต่อยมาจนใบหน้าแทบจะเปลี่ยนทรง ยังมีหน้ามาหัวเราะร่าอยู่อีก ข้าล่ะอยากแทรกแผ่นดินหนีไปให้ไกลเลย บุรุษล้วนแล้วแต่เ้าน้ำลายโอ้อวดกันหมด ชิ...”
แม้คำพูดของไป๋หลิงซวงจะดูรุนแรงและหักหาญน้ำใจไปบ้าง แต่น้ำเสียงและใบหน้าของนางกลับตรงข้าม คล้ายสัพยอกสหายสนิทสองคนเสียมากกว่า พวกเขาไม่จำเป็ต้องรู้จักกันเป็เวลาสามปีหกปี เพียงร่วมมือกันในลานทดสอบคราเดียวก็ตัดสินใจคบหากันด้วยความจริงใจ
“พรุ่งนี้ถึงจะเป็ของจริง มุสิกสายฟ้าเป็สิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ที่ว่องไวดุร้ายยิ่ง แม้ว่าบรรดานักสำรวจจะบอกว่ามันอ่อนแอที่สุดในแดนโลหิต แต่สำหรับพวกเราแล้วกลับเป็กำแพงที่ต้องก้าวข้ามไปให้ได้ หากล้มเหลวอาจทิ้งชีวิตไว้ในสนามประลอง หรือไม่ก็ต้องรอไปอีกสามปีค่อยมาทดสอบใหม่”
หลินมู่หยางเอ่ยวาจายืดยาวออกมาเป็ครั้งแรกในรอบหลายปี เขาไม่มีสหายมานานแล้ว ั้แ่แบกรับภาระดูแลน้องทั้งสองคน เขาก็ไม่มีเวลาว่างให้กับเพื่อนฝูงในวัยเดียวกันอีก
ทั้งสามร่ำลากันเมื่อถึงทางแยก ฉินมู่เฉินไปยังโรงเตี๊ยมที่จองเอาไว้ ไป๋หลิงซวงไปยังจวนของญาติที่อยู่ในเมืองแห่งนี้
หลินมู่หยางมองดูเงาร่างของสหายใหม่ทั้งสองด้วยความชื่นชม ฉินมู่เฉินแลดูห้าวหาญแต่สัตย์ซื่อ ส่วนไปหลิงซวงเ็ากลับจริงใจ ได้คบหาทั้งสองคนนับเป็วาสนาของตนเองแล้ว
เขาไม่ได้ตรงกลับบ้านในทันที เดินแวะตลาดซื้อไก่ย่างครึ่งตัว เขาตัดใจซื้อมันมาเพื่อฉลองความสำเร็จของวันนี้ หากพรุ่งนี้เขายังทำได้ดี สามารถก้าวไปเป็นักสำรวจได้ ความเป็อยู่ของเขาและน้องทั้งสองคนจะดีขึ้นอย่างแน่นอน
บ้านของเขามิได้อยู่ในย่านที่เจริญรุ่งเรือง กลับอยู่ในย่านแออัดทางทิศตะวันตก สิ่งก่อสร้างที่นี่ล้วนแล้วแต่เก่าทรุดโทรม ผ่านการเผาไหม้จากอัคคีไฟครั้นกระโน้น แม้จะถูกดัดแปลงแต่งเติมไปไม่น้อย แต่ร่องรอยในอดีตยังคงมีอยู่
“พี่ใหญ่ ท่านไปต่อยตีกับอันธพาลที่ไหนมาอีก ด้วยฝีมือเหนือเทพาของท่าน ไฉนวันนี้ถึงาเ็มากกว่าคราวก่อนเสียอีก”
หลินมู่อิงในวัยแปดขวบวิ่งเข้ามากอดขาพี่ใหญ่ด้วยความเป็ห่วง แต่พอได้กลิ่นไก่ย่างก็รีบแย่งไปจากมือพี่ชายทันที วิ่งหายเข้าไปในบ้านที่แทบจะไม่เหลือความเป็บ้าน เสียงหัวร่ออย่างมีความสุขของนางดังสดใสออกมาจากด้านใน
หลินมู่หยางมากไปด้วยภาระ จึงไม่มีเวลาบูรณะบ้านเก่าของตนเองมากนัก อีกทั้งยังนำเงินที่หามาได้ไปใช้ในการซื้ออาหารเครื่องนุ่งห่ม มากกว่าที่จะเอาไปซ่อมแซมที่พักอาศัย เขาซ่อมเพียงหลังคาและอุดรูแตกหักเท่านั้น เพียงหวังกันไม่ให้น้ำฝนหยดใส่คนลมหนาวไม่พัดผ่านก็เพียงพอ
“พี่ใหญ่ วันนี้ข้าไปแอบดูท่านที่ลานทดสอบด้วย แต่...แต่...ดูไม่นานก็กลับมาดูแลมู่อิง...”
เขาใช้มือลูบศีรษะน้องคนรองด้วยความเอ็นดู เห็นว่ามันดวงตาแดงก่ำ คล้ายร้องไห้มารอบหนึ่ง คงไปที่ลานทดสอบมาดังว่า แต่ไม่สามารถทนเห็นตนเองถูกครูฝึกอัดจนเละเทะ จึงวิ่งกลับมาบ้านพร้อมน้ำตา
“ปีนี้เ้าอายุสิบสองปีแล้วนะมู่เจิน อีกสามปีข้างหน้าก็เข้าร่วมการทดสอบได้ หากไม่ตั้งใจฝึกฝนเหมือนข้า ระวังจะไม่ผ่านการทดสอบเอานะ”
หลินมู่หยางรู้ว่าน้องชายคนนี้ตั้งเป้าหมายเช่นเดียวกับเขา ปีนี้มันอายุสิบสองปี เริ่มมีจุดมุ่งหมายเป็ของตนเอง ความฝันของหลินมู่เจินก็เหมือนกับเด็กหนุ่มทุกคนในเมือง ต่าง้าเป็นักสำรวจผู้สูงส่ง หากเป็นักสำรวจก็จะหลุดพ้นจากความยากจน
สามพี่น้องนั่งลงบนโต๊ะเก่าที่เอียงเล็กน้อย ไก่ย่างกับเนื้อแห้งวางตรงกลางโต๊ะ หลินมู่อิงจ้องน่องไก่ตาเป็ประกาย เพียงรอฟังคำสั่งจากพี่ชายเท่านั้น
นี่เป็กฎของบ้าน หากพี่ใหญ่ไม่สั่ง ทุกคนยังกินไม่ได้
“วันนี้เป็วันดี เป็วันที่...มอบอนาคตให้กับพวกเรา เริ่มกินได้”
สิ้นเสียงหลินมู่หยาง น่องไก่ทั้งสองข้างก็ถูกน้องสาวตัวเล็กตะครุบไปเรียบร้อย ทั้งสามไม่ได้ยื้อแย่งหรือเอาเปรียบกัน กลับแบ่งปันให้กันอย่างเท่าเทียม ถึงกระนั้นน้องสาวคนเล็กย่อมได้รับการเอาใจเป็อันดับหนึ่ง
ยามนี้มืดแล้ว เสียงหัวเราะอันสดใสดังมาจากในบ้านที่แทบจะไม่เหลือความเป็บ้าน แม้บ้านหลังนี้จะอนาถา แต่คนในบ้านกลับมีความสุขอย่างแท้จริง
.
.
.
หลินมู่หยางนั่งบนท่อนไม้หน้าบ้าน จ้องมองหมู่ดาวบนฟากฟ้าด้วยความหนักใจ ยามนี้น้องทั้งสองหลับสนิทแล้ว เขาหยิบป้ายเหล็กสำหรับเข้าสนามประลองขึ้นมาดู นี่เป็สิ่งที่เขาปรารถนามาตลอด แต่ก็เป็สิ่งที่เขาหวาดกลัวที่สุดเช่นกัน
เขาละสายตาจากดวงดาวแล้วหันมองบ้านของตนเอง จ้องไปยังประตูห้องนอนของน้องทั้งสอง พึมพำกับตนเองว่า
‘พรุ่งนี้...หากพี่ใหญ่กลับมาไม่ได้ ทั้งสองคนต้องดูแลกันเองแล้ว แต่ไม่ต้องห่วงไป ที่ผ่านมาพี่ใหญ่ได้สะสมเงินไว้จำนวนหนึ่ง อย่างน้อยก็ให้พวกเ้ามีชีวิตรอดได้สักสองปีสามปี...’
หลินมู่หยาง (Lín Mùyáng / 林沐阳)
แซ่หลิน (林) : ผืนป่า
ชื่อมู่หยาง (沐阳) : อาบแสงตะวัน สื่อถึงการยืนหยัดผ่านความมืดมิดเพื่อรอวันเติบโต
หลินมู่เจิน (林沐臻 / Lín Mùzhēn) ความหมาย: "ผู้รับพลังเพื่อบรรลุความสำเร็จ" สื่อถึงความเพียรพยายาม มุ่งมั่นจนถึงจุดสูงสุด ไม่ยอมแพ้กลางคัน
หลินมู่อิง (林沐英 / Lín Mùyīng) ความหมาย: "กลีบดอกไม้ผู้กล้าหาญ" สื่อถึงความงดงามที่มาพร้อมกับความเก่งกาจ ความเป็ผู้นำ และไม่ยอมก้มหัวให้อุปสรรค
ไป๋หลิงซวง (白凌霜) — เยือกเย็น เด็ดเดี่ยว
ฉินมู่เฉิน (陈暮尘 | Chén Mùchén) – ฝุ่นธุลียามอาทิตย์อัสดง