เพียงสายลมแห่งทิศบูรพาพัดผ่าน สองเราไม่มีวันหวนคืน

    สตรีที่อยู่ในใจของลู่หาน ตอนที่ 1

    “ เจ้าไม่เป็นอะไรข้าก็ค่อยเบาใจหน่อย“  น้ำเสียงเจือความเป็นห่วงเป็นใยอยู่หลายส่วนดังขึ้นที่ห้องส่วนกลางของเรือนหลังน้อย

    “ หากเจ้าเกิดบาดเจ็บขึ้นมาจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ข้าคงต้องมาโขกศีรษะให้อาหญิงของเจ้าแล้ว“  หญิงสูงวัยผู้นั้นยังคงเอ่ยต่อไม่หยุดด้วยท่าทางประหนึ่งเป็นญาติผู้ใหญ่ของกู้เซียนเซียนเสียเอง

    เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสองวันก่อนแม้นายหญิงผู้เฒ่าลู่ต้องการจะรีบมาพบกู้เซียนเซียนทันทีเพื่อขอขมาที่ทำให้นางต้องมาเสี่ยงไปด้วยแต่ลู่หานบุตรชายกลับห้ามนางไว้ก่อน

    “ ท่านแม่ ให้นางได้พักผ่อนก่อนเถิดหากจะไปขอขมาช้าไปบ้างวันสองวันนางคงไม่ว่าอะไร “ เพราะลู่หานเอ่ยเช่นนี้นางจึงไม่ได้มาพบกู้เซียนเซียนในวันถัดมาทันที

            แม้ยังไม่ได้ตามไปสืบหาสาเหตุแต่เต็บสิบส่วนลู่หานย่อมต้องโทษตัวเองไว้ก่อน ศัตรูทั้งในที่ลับที่แจ้งของเขาไม่ถึงร้อยก็ต้องมีเก้าสิบเก้า งานที่เขาทำอยู่ล้วนเป็นงานสุ่มเสี่ยงทั้งสิ้น กิจการที่คนปกติทั่วไปทำกันนั้นเขาเพิ่งจะมาเริ่มมันได้ไม่ถึงห้าปี

            ส่วนการจะไปตามสืบเบื้องหลังของคนบงการในเรื่องนี้เขาไม่รีบร้อน สิ่งเหล่านี้เป็นแค่หนึ่งในหลายๆเรื่องที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเขาไม่ต่างอะไรกับงานที่เขารับจ้างมา เขาเพียงหันไปสั่งการลูกน้องเบาๆก่อนชวนมารดาพูดคุยเรื่องอื่นๆแทน

     

            “ยายหนูเพื่อความปลอดภัยของเจ้า ระหว่างที่ยังสืบหาตัวคนร้ายไม่พบมิสู้มาพำนักกับพวกเราเสียก่อนดีกว่า ยายหนูลู่หลินจะได้ไม่ต้องเสี่ยงเดินทางไปมาด้วย”

            ฮูหยินผู้เฒ่ารู้ดีว่าหากแค่พูดเชิญชวนให้พวกเด็กสาวตรงหน้าไปพำนักที่จวนเฉยๆนั้นนางคงไม่ยินยอม จึงได้แต่อ้างหลานสาวพ่วงไปด้วย หวังให้คนในบ้านหลังนี้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

            กู้เซียนเซียนยังไม่ทันได้เอ่ยตอบอะไร  แขกสูงศักดิ์กลับเอ่ยต่อความขึ้นมาอีก

            “กระทั่งบ่าวคนนั้นของเจ้ายังเคยพำนักที่จวนตระกูลลู่ กับเจ้ายิ่งไม่ใช่ใครอื่นตัดสินใจเถอะ ”

            ‘นี่ใช่เรื่องเดียวกันเสียที่ไหนเฝิงหลานพักเพราะนางยังต้องเรียนรู้งานจากนายท่านลู่ แต่กับนางไม่เห็นจะเกี่ยวข้องกันเลยแค่พวกท่านไม่แวะเวียนมาหาข้าให้เจอลูกหลงเช่นเมื่อสองวันก่อนแค่นี้ข้าก็ปลอดภัยแล้ว’  กู้เซียนเซียนปัดความโชคร้ายของนางไปไว้ให้ลู่หานทั้งหมด นางมั่นใจว่านางไม่มีศัตรูกลุ่มใหญ่ขนาดนี้แน่นอน

    กู้เซียนเซียนยิ้มยอบกายขอบคุณสตรีสูงวัยที่นั่งอยู่บนตั้งด้านหน้า

             “ ท่านผู้เฒ่าผู้น้อยยังไม่ต้องรบกวนพวกท่านจะดีกว่า ตอนนี้คิดว่ายังพอดูแลตนเองได้แต่ข้าจะจำไว้ หากมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นอีก ถึงตอนนั้นจะรีบไปขอความช่วยเหลือจากพวกท่านทันทีหวังว่าในเวลานั้นท่านจะไม่ปฏิเสธ “

            ฮูหยินผู้เฒ่าได้แต่ส่ายหน้า เห็นว่าเกลี้ยกล่อมนางต่อไปก็คงจะไม่สำเร็จแน่แล้วหลังพูดคุยกันได้อีกพักหนึ่งจึงได้ขอตัวจากมา

            แม้จะต้องระมัดระวังตัวมากยิ่งขึ้นแต่ชีวิตประจำวันของกู้เซียนเซียนกลับไม่ค่อยต่างจากเดิมมากนักนางยังคงไปไหนมาไหนตามปกติ เพียงแต่ต้องบอกกล่าวแก่คนสนิทของนายท่านลู่ไว้ก่อนหรือก็คือวางแผนการเดินทางล่วงหน้าสักหน่อยเท่านั้น ย่อมไม่ใช่ปัญหาใหญ่เพียงแต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้เคยมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นอีก

     

            ก่อนเข้าวสันตฤดูไม่กี่วันโรงเตี้ยมของกู้เซียนเซียนและหุ้นส่วนใหญ่เช่นลู่หานก็ถึงกำหนดเปิดทำการแม้งานเปิดตัวจะตั้งใจจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย เพียงให้มีงานพอเหมาะสมแก่ฤกษ์ยาม รวมถึงจัดโต๊ะอาหารเลี้ยงรับรองแขกเพียงสิบโต๊ะสำหรับสหายสนิทเพียงไม่กี่คนของลู่หานและสำหรับแขกทั่วไปที่เข้าพักในวันแรกแต่เพราะงานเลี้ยงตลอดทั้งวันเช้าจรดเย็น และความยิ่งใหญ่ของขบวนแห่สิงโตก็ทำให้แขกขาจรทั้งหลายพากันมาจับจองห้องกันจนเต็มตั้งแต่วันแรกที่ทำการเปิดตัว  และนี่นับเป็นครั้งแรกที่กู้เซียนเซียนได้พบกับพ่อค้าวาณิชอื่นๆโดยอาศัยเส้นสายของลู่หานแนะนำนางให้รู้จักในฐานะบุตรสาวของหุ้นส่วนอีกทีเพราะนางไม่ได้ออกหน้าสำหรับการบริหารโรงเตี้ยมแห่งนี้ส่วนหนึ่งเพราะนางเป็นสตรีที่ยังอ่อนวัยเกินกว่าจะสร้างความน่าเชื่อถือและสองคือนางตั้งใจให้เฝิงหลานเป็นคนออกหน้าทำให้อยู่แล้ว

            ตอนที่เสียงจุดปะทัดดังขึ้นอย่างต่อเนื่องที่ด้านหน้าของโรงเตี้ยมแม้จะจุดต่อเนื่องเป็นร้อยนัดจนดังสนั่นหวันไหว กระทั่งแขกบางคนยังต้องวิ่งมาหลบด้านในแต่กู้เซียนเซียนกลับรู้สึกว่าเสียงในใจของนางเต้นตึกตักดังยิ่งกว่ามากความภูมิใจท้วมท้นสะท้อนออกมาทางสีหน้าและแววตาอย่างชัดเจนตลอดทั้งวัน

            เฝิงหลานวันนี้ก็มีรอยยิ้มกว้างไม่ต่างกัน สู้มานะเรียนรู้มาตลอดหลายเดือนก็เพื่อแบ่งเบางานของคุณหนูในวันนี้นี่เองนางจัดการงานต่างๆได้อย่างดีตั้งแต่เริ่มเปิดงานมาจนถึงตอนนี้ เฝิงหลานตระหนักดีว่าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปงานของนางจะไม่มีวันหยุดอีกแล้ว กิจการอื่นๆอาจมีวันพักผ่อนได้ แต่งานบริการตลอดปีเช่นการเปิดโรงเตี้ยมอย่างไรก็ไม่สามารถหยุดได้ถึงแม้จะสูญเสียเวลาส่วนตัวทั้งหมดไป แต่เพื่อคุณหนูจะได้ลงหลักปักฐานอย่างมั่นคงไม่ต้องเร่ร่อนไปที่ไหนๆอีกนางก็พร้อมจะทุ่มเทช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง

             

            “คุณหนูไป๋” เสียงทักทายของบุรุษดังขึ้นมาจากด้านหลังกู้เซียนเซียนจึงรีบหันกลับไปตามเสียงนั้นก่อนยิ้มทักทายกลับไป

             วันนี้เป็นวันแรกที่ลู่หานได้เห็นนางแต่งกายเป็นสตรีนางสวมชุดที่ตัดด้วยผ้าไหมที่เขาเตรียมไว้ให้ เสื้อสีชมพูขลิบด้วยขอบสีขาวเสริมให้ผิวของนางเปล่งประกายราวกับจะสะท้อนแสงได้เครื่องหน้าอิ่มรับกลับดวงตากลมโต ประกอบลักยิ้มเล็กๆประดับที่มุมปากให้ความรู้สึกซุกซนแต่ก็ไม่ขาดความอ่อนหวานนางเหมือนดอกไม้ที่กำลังรอแบ่งบาน ยิ่งได้เห็นแบบนี้เขายิ่งตกตะลึงในความคล้ายกันระหว่างนางและอดีตฮูหยินผู้ล่วงลับของเขาหากนางยังเยาว์วัยรูปลักษณ์ของนางก็คงไม่ต่างกัน ลู่หานเหม่อมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยอารมณ์ที่หม่นหมอง

     

    สิบปีก่อน

            ตอนที่เขารู้จักนางเป็นครั้งแรก ตอนนั้นเขาเป็นเช่นเด็กหนุ่มที่คึกคะนองออกผจญภัยโลดโผนทิ้งครอบครัวไว้เบื้องหลังตั้งแต่วัยเยาว์สำมะเลเทเมาอยู่ด้านนอก คบหามิตรสหายไปทั่วยุทธภพ ด้วยความลำพองในเชิงยุทธจึงท้าต่อยตีกับชาวบ้านสลับกันไปชนะบ้างแพ้บ้าง สะสมชื่อเสียงด้านความบ้าระห่ำจนกระทั่งวันหนึ่งถึงได้บทเรียน เขาพ่ายแพ้ให้แก่ชาวยุทธกลุ่มหนึ่งต้องใช้คำว่าเป็นการรวมกลุ่มของคนที่เคยพ่ายแพ้แก่เขามาก่อนในตอนนั้นแม้เขาจะหนีตายเอาชีวิตรอดมาได้ด้วยการหลบหนีซ่อนตัวอย่างทุลักทุเลอยู่หลายวันจนกระทั่งถูกตามตัวพบในที่สุด การต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดแบบหลังชนฝา วิ่งฝ่าตะลุยความหนาวเหน็บของอากาศปลายเหมันตฤดูทั้งฆ่าศัตรูและถูกศัตรูไล่ล่าอยู่สามวัน ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลหลายแห่ง โดยเฉพาะขาซ้ายที่ชาจนไร้ความรู้สึกสุดท้ายเขาก็ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะไปต่อ ได้แต่หลบไปนอนกลางหิมะหนาจ้องมองเมฆสีขาวบนท้องฟ้าสีครามอย่างไม่คิดจะหลบหนีต่อ

            ในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายนั้น เขากลับได้รับความช่วยเหลือจากคนคนหนึ่งนึกไม่ถึงเลยว่าสถานที่ห่างไกลตัวเมืองในช่วงที่หิมะตกหนักเขาที่ควรจะตายอยู่ภายใต้กองพายุหิมะทับถม แต่กลับรอดมาได้ อาจเพราะคนอย่างเขาแม้แต่นรกยังไม่ต้องการตัวตอนที่ตื่นขึ้นมาพริบตาแรกเขาคิดว่าตัวเองจะต้องอยู่ในคุกใต้ดินหรือสถานที่จองจำที่ไหนซักแห่ง

            แต่คาดไม่ถึงว่าหลังลืมตาตื่นขึ้นมา กลับมองเห็นเสาเตียงนอนกับผ้าฝ้ายสีขาวพลิ้วไหวเป็นอย่างแรกเครื่องนอนรอบตัวเต็มไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆของแสงแดด  ภายใต้สายตาเป็นห่วงเป็นใยของเด็กสาวไร้เดียงสาผู้หนึ่งที่คอยดูแลเขาตลอดระยะเวลาที่เขาไม่รู้สึกตัวสองอาทิตย์ที่มีไข้สูงๆต่ำๆสลับกัน สามเดือนที่เขาคลุ้มคลั่งอาละวาดหลังจากรู้ว่าขาข้างซ้ายของเขาจะไม่สามารถกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีกมีเพียงนางที่อยู่เป็นเพื่อนเขาเงียบๆ ไม่มีคำปลอบโยน ไร้เสียงบ่นตำหนิ มีแต่ความสงบเยือกเย็นดุจสายน้ำใสแผ่ออกมาจากร่างของนางเพื่อปลอบประโลมเขาเท่านั้น

            ตอนที่เขามีอาการดีขึ้นจนสามารถเดินเหินเองได้  พวกเขาจะเดินออกมานั่งที่หน้าบ้านเล่นกับสุนัขที่นางเลี้ยงไว้สองตัวแท้จริงแล้วอาจถือว่าเขาติดหนี้เจ้าสองตัวนี้มากที่สุด เพราะพวกมันเป็นคนค้นพบร่างที่จมอยู่ภายใต้กองพายุหิมะบนภูเขาเป็นคนแรกและยังเป็นพวกมันที่ลากร่างของเขาลงเขามาอีกด้วย

            แม้หลังจากนั้นเขาจะรักษาตัวจนเกือบจะหายดีแล้ว จึงอำลานางเพื่อเตรียมตัวลงเขาจากไปนางเพียงยืนยิ้มเจือแววตาแสนเศร้าส่งเขาออกจากบ้านที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวเพียงหลังเดียวในละแวกนั้น

             เพราะใช้เวลาอยู่ด้วยกันกับหญิงนางนั้นมาช่วงหนึ่งกอรปกับบุญคุณช่วยชีวิตหนักแน่นดุจขุนเขา ทุกๆครั้งที่เขาจากไป เขาก็จะต้องแวะกลับมาหานางตลอดจนเป็นนิสัยระหว่างพวกเขาจึงดำเนินไปอย่างนี้เรื่อยมา จนกระทั่งจากคนคุ้นเคยกลายเป็นสหายรู้ใจในที่สุดเขาตอบตัวเองได้ว่าเหตุใดเขาถึงวนไปวนมาไม่จากไปไหน เป็นเพราะเขาต้องการทดแทนบุญคุณที่นางช่วยชีวิตไม่ใช่เพราะสายตาของนางที่มองส่งเขาเดินจากไปอย่างแน่นอน

            นางไม่เคยถามถึงที่มาที่ไปของเขาเพียงใช้ชีวิตในแต่ละวันอยู่กับเขาเงียบๆ

            ส่วนเขาที่ไปๆมาๆ ก็ไม่เคยใส่ใจว่านางจะอยู่ในตำแหน่งไหนเขารู้เพียงว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เขาต้องการสหายรู้ใจ พูดคุยกันได้ทุกเรื่อง ร่ำสุราเป็นเพื่อนเขาได้กระทั่งเวลาต้องการพื้นที่สงบเพื่อพักผ่อน เขาจะกลับมาหานาง

            แต่เพราะในใจเขาเหมือนมีเรื่องติดค้างกับสตรีนางนั้นอยู่ตลอดคงเพราะความรู้สึกผิดชอบที่ยังมีหลงเหลือเพียงน้อยนิด ทุกๆครั้งที่กลับมายังบ้านไม้ชั้นเดียวที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะหนาตลอดปีเขาจึงเริ่มให้เงินนางใช้ตามสมควร เงินที่เขาหามาจากการเป็นนักฆ่ารับจ้างบ้าง รับคุ้มกันบ้างเขาคิดว่านางสมควรได้รับสิ่งเหล่านี้ตอบแทน ขาของเขาตอนนั้นแม้จะบาดเจ็บ แต่หลังได้รับการรักษาถือว่าไม่สาหัสยังพอเดินลากไปทำเรื่องชั่วช้าได้อย่างไม่ลำบาก

            วันหนึ่งในฤดูหนาว คืนนั้นมีหิมะตกหนักเขากลับมาที่บ้านหลังนี้อีกครั้งหลังไม่ได้แวะกลับมาเยี่ยมนางเกือบปี

            นางยังคงรอเปิดประตูรั้วบ้านต้อนรับเขาอยู่เช่นเดิมไม่เคยเปลี่ยนตอนที่เขาเห็นสตรีสวมผ้าคลุมหนาออกมายืนรอที่หน้าประตูบ้าน นางสูงขึ้นอีกนิดหน่อยโครงหน้าอ่อนหวานมากขึ้นแต่ริมฝีปากกลับซีดเซียวเพราะความหนาวนางเอ่ยทักทายเขาเบาๆ กอบกุมมือจูงเขาเข้าไปในบ้าน มือของนางเย็นเยียบไม่รู้ว่ามายืนรอเขาแบบนี้ทุกวันหรือไม่ แต่เขามั่นใจว่านางต้องมา เพราะนางทำเช่นนี้ทุกครั้งจนเขาเห็นเป็นเรื่องปกติในเวลานั้นเขาถึงไม่ได้ให้ค่าใดๆกับสิ่งที่เขาได้รับมาจนชาชิน

            จนกระทั่งเขาจากไปอีกครั้ง และกลับมาอีกทีในฤดูร้อนปีถัดไป

            ครั้งนี้กลับไม่มีคนมารอเปิดประตูรั้วบ้านให้เขาเหมือนเช่นทุกครั้งในหัวเขาคิดอยู่แค่คำเดียว ‘ เป็นไปไม่ได้ ‘  คนอย่างนางแม้จะต้องคลานมาเขามั่นใจว่านางต้องมา เขาเปิดประตูเข้าไปในบ้าน มันเงียบเหงาวังเวงผิดกับตอนที่มีนางอยู่

            บ้านยังคงเป็นหลังเดิม สิ่งของยังตั้งวางอยู่ที่เดิมกระทั่งเสื้อผ้าของเขาที่นางตัดเย็บไว้ให้ยังพับไว้อย่างเรียบร้อยและมีกลิ่นหอมของการบูรโชยออกมาอ่อนๆเป็นกลิ่นที่นางใช้อบเสื้อผ้าสำหรับเขาโดยเฉพาะ เพียงเพราะเขาเคยบอกนางว่าเขาติดกลิ่นนี้เพราะมันช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้นนางรู้ว่าเขาชอบกินผักดองรสเปรี้ยว สุรารสเข้ม ในห้องเก็บฟืนจึงเต็มไปด้วยโถดองผักและโหลสุราตั้งวางเรียงรายกันอยู่ทุกอย่างที่เขามองเห็นรายละเอียดเล็กๆน้อยๆภายในบ้าน นางล้วนคิดเพื่อเขาเสมอแต่เขากลับมองข้ามไปทั้งหมดจนไม่รู้ด้วยซ้ำว่านางชอบอะไรบ้าง และในบ้านของนางหลังนี้มีอะไรที่นางทำไว้เพื่อตนเองบ้าง

            เขาอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก รอนางอยู่เกือบสามเดือน กระทั่งจะออกไปตามหาเขาก็ยังไม่รู้ว่าจะไปตามหานางได้จากที่ไหน เพียงรู้จักแต่ชื่อเสมือนแค่คนผ่านทาง แต่ไม่เคยรู้เลยว่านางมีที่มาที่ไปอย่างไรครอบครัวอยู่ไหน ทำไมนางมาอยู่ที่รกร้างว่างเปล่าแห่งนี้คนเดียว ไร้เพื่อนบ้าน ไร้ญาติสนิทมีเพียงสุนัขสองตัว นางรอคอยใครอยู่กันแน่

            การได้อยู่คนเดียวในพื้นที่ที่มีแต่ความทรงจำทำให้เขาได้ทบทวนทุกอย่างที่ผ่านมาราวกับฝันตื่นหนึ่ง   เวลานั้นเขาถึงถวิลหาความอบอุ่นจากกองไฟเล็กๆท่ามกลางหิมะเย็บเยียบบาดผิวคนที่มุ่งแต่เสาะแสวงหาความสุขจอมปลอมภายนอกกลับมองข้ามแสงสว่างจากตะเกียงเล็กๆที่อยู่ไกล้ตัวที่สุดประหนึ่งว่ามันไม่มีความหมาย ไร้ค่าจนน่าละอาย จนกระทั่งในความมืดมิด เขาถึงตระหนักว่าประกายไฟที่เล็กที่สุดหากอยู่ถูกที่ถูกเวลามันมีค่ามากมายเพียงใด

    เช่นเขานับว่าสูญเสียโอกาสไปหลายปี

            ตอนนั้นเขาตั้งใจไว้แล้ว หากชาตินี้นางไม่กลับมาเขาก็จะอยู่รอคอยนางที่เรือนหลังนี้ไปตลอด มันไม่ใช่การรอคอยคนรักแต่เป็นการรอคอยสหายรู้ใจ เขาตอบตัวเองเช่นนี้

            จนกระทั่งต้นฤดูเหมันต์นางก็กลับมาตอนนั้นเขาไม่อยู่ในบ้าน ขึ้นเขาไปล่าสัตว์มาเป็นเสบียงตอนที่เขาออกไปเป็นช่วงเช้า ขากลับลงเขามาม่านราตรีก็แผ่ไปทั่วบริเวณแล้ว แต่ในบ้านกลับมีแสงจากตะเกียงเล็ดลอดออกมาแม้ไม่ชัดเจนแต่เขารู้สึกอบอุ่นจนร้อนขึ้นมาทันที ทิ้งสิ่งของทุกอย่างในมือเพื่อที่จะวิ่งเข้าไปให้เร็วที่สุด

            นางกลับมาแล้วจริงๆ สหายรู้ใจ แสงสว่างดวงน้อยๆของเขา ตอนที่เขารีบผลักประตูเข้าไปเขาก็เห็นนางยืนอยู่ก่อนแล้ว ‘ กลับมาแล้วหรือ’  นางเอ่ยเสียงเบาเหมือนเช่นที่เคยทำมาเขารอคอยประโยคนี้มานานแสนนานมันมีค่ามากจริงๆสำหรับคนไม่เคยต้องรอคอยใครมาก่อนเช่นเขาเฉกเช่นฝนที่ตกลงบนดินแห้งแล้ง นับวันที่นางหายไปได้แปดสิบเอ็ดวันเต็มๆ ตอนนั้นเพราะความดีใจเขาจึงไม่ได้สั่งเกตว่าเสียงที่เปล่งออกมาของนางนั้นสั่นเครือ

            นางผ่ายผอมลงมาก ทำให้กรอบหน้าด้านข้างชัดขึ้นกว่าแต่ก่อนแม้จะมองไม่เห็นหน้า เพราะนางปิดบังไว้ด้วยผ้าคลุมหน้าสีดำยาว แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนเลยคือแววตาสีนิลที่มองดูเขามันเอ่อล้นไปด้วยความอาทรและความอ่อนโยนอบอุ่น

            ตอนที่เขากำลังจะดึงผ้าปิดหน้าของนางออก นางกลับถอยหลังห่างไปเขาไม่ฝืนใจนาง

            คืนนั้นนางทำอาหารที่เขาชอบ รินสุรารสแรงที่หมักไว้แกล้มกับผักดองและเนื้อกระต่ายย่างที่เขาล่ามาได้ ช่วงเวลาที่เขาจินตนาการไว้ตลอดระยะเวลาที่นางไม่อยู่สมควรเป็นเช่นนี้

            เพียงแต่นางทานอาหารได้น้อยมาก ดูเหม่อลอยและพูดน้อยลงกระทั่งผ้าปิดหน้านางก็ไม่เปิดออก ผิดปกติมากเกินไปแล้วจริงๆ  เขาเพียงสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่แต่นางไม่เล่า เขาจึงไม่เอ่ยปากถาม ทุกอย่างดำเนินไปตามครรลองอย่างที่ควรจะเป็น

            รอบนี้เขาอยู่กับนางหลายวัน ตักตวงช่วงเวลาที่เคยสูญเสียไปอย่างคุ้มค่าตอนเช้าเขาออกไปล่าสัตว์เก็บเสบียงไว้ให้นางในฤดูหนาว นางอยู่บ้านปักเสื้อเย็บผ้าให้เขาทำอาหารที่เขาชอบและรอเขากลับมาทาน วนเวียนอยู่เช่นนี้แต่เขากลับไม่รู้สีกเบื่อทั้งๆที่ไม่ใช่นิสัยดั้งเดิมของเขา

            จนคืนหนึ่ง เขาเอ่ยปากกับนาง ระหว่างที่นางเย็บเสื้อตัวใหม่ให้เขาเงียบๆ

            “หากได้อยู่เช่นนี้ตลอดไปก็คงดี “

            เขาเห็นสตรีรูปร่างบอบบางชะงักเล็กน้อย เข็มที่ปักผ้าสะกิดไปที่นิ้วชี้จนเลือดออกนางหลุบตาหลบสายตาของเขา กำนิ้วที่มีเลือดออกไว้แน่น จนเขาต้องเดินเข้าไปดูไกล้ๆ

            “ เกิดอะไรขึ้นกันแน่ “ เขาไม่เคยถามนางว่าเจ็บไหมเหนื่อยหรือไม่ เขาถามนางเฉพาะเรื่องที่เขาอยากรู้เท่านั้น

    ‘ ไม่มีอะไร ’ คือคำตอบของนาง  ตอนนั้นเขาทำตัวยังไง ใช่ เขาโมโหมากเพียงเพราะไม่ได้คำตอบที่ต้องการ แม้ปกตินางจะพูดน้อย แต่ไม่เคยเย็นชา เพราะนางเป็นเช่นนี้เขาถึงชอบอยู่ไกล้ๆ

    คงเพราะเห็นว่าเขาอารมณ์ไม่ดีนางจึงส่งสายตาประดับรอยยิ้มไว้จางๆ ให้เขา แต่รอยยิ้มจากแววตานั่นต่อให้คนที่โง่งมที่สุดก็รู้ว่านางแสแสร้ง

    นางเอ่ยบอกกับเขาเสียงแผ่วราวสายลมในฤดูหนาวบอกเขาว่านางจะต้องไปแล้ว  ไม่ต้องทำอะไรเพื่อนางอีกแล้ว

    ตอนที่เขาได้ยินประโยคนี้ไม่น่าเชื่อว่าหูของเขาเหมือนจะอื้ออึง ไม่ได้ยินอะไรอีก สมองสับสน ร่างกายโงนเงนจนต้องจับขอบโต๊ะไว้สตรีอ่อนโยนกลับกลายเป็นสุนัขจิ้งจอกเจ้าเลห์ นางจะไปจากเขาในตอนที่เขาต้องการนางจะทิ้งเขาไปง่ายๆด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียว เขาไม่มีทางยอมรับ

    “ เพราะอะไร “ เขาจ้องมองนางเขม็ง สายตาแดงก่ำราวกับว่าหากนางตอบผิดแม้เพียงนิดเดียวเขาจะตรงเข้าไปบีบคอนางให้ตายทันที

    คำตอบของนางทำให้เขาแทบเป็นบ้า เพียงเพราะสติสุดท้ายทำให้เขายับยั้งชั่งใจไม่บีบคอบอบบางที่กำได้รอบด้วยมือข้างเดียว

            นางกำลังจะแต่งงานและเดินทางไปอยู่ที่อื่น 

    เวลานั้นหลังจากตั้งสติได้เขาแค่คิดว่า บุรุษคนไหนจะเป็นคนโชคร้าย แต่งให้นางที่อยู่ร่วมบ้านกับบุรุษอีกคนมานานหลายปี

    แม้ระหว่างพวกเขาจะไม่เคยมีอะไรเกินเลยแต่ต่อให้นางกระโดดลงแม่น้ำเหลืองป่าวประกาศว่านางไม่เคยมีอะไรกับเขาก็คงไม่มีใครเชื่อ

    เขาเยาะเย้ยนางสตรีที่เขานับเป็นสหายสนิทอาจมีนางเพียงคนเดียว แต่เขาไม่คิดว่าเขาจะลืมนางไม่ได้ แค่คนที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

            ตอนเช้า เขาคิดว่าเขาควรจะจากไปได้แล้ว เพียงแต่จิตใต้สำนึกบอกแก่ตนเองว่าขาคู่นี้ไม่ควรจะก้าวข้ามธรณีประตูออกไป เขาลังเลสับสนอยู่ตลอดทั้งคืนมาแล้วขอเพียงเขาจากไปและไม่หวนกลับมาอีกในวันหน้า มีหรือที่เขาจะลืมสหายผู้หนึ่งไม่ได้

            นางยืนมองส่งเขาจากไปด้วยรอยยิ้มเหมือนเช่นทุกครั้งแต่รอบนี้นางกลับไม่ถามเขาว่าจะกลับมาอีกครั้งเมื่อใด

            เขาเร่งก้าวขาออกมาจากบ้านในความทรงจำหลังนั้นตอนที่ออกมาพ้นรั้วบ้านเขาก็เปลี่ยนเป็นวิ่งทันที เพราะอยากจะรีบจากไปให้ไวที่สุด ยิ่งห่างไปได้ไวเท่าไหร่ยิ่งดี

            วิ่งจนเหน็ดเหนื่อย หิมะแรกของเหมันต์ก็เริ่มตกลงมามันเย็บเยียบกว่าทุกๆปี แม้เขาจะสวมเสื้อคลุมขนสัตว์ที่นางเย็บให้เขาไว้กับตัวแต่ไม่รู้เพราะอะไรกลับไม่สามารถสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นใดๆ เขาเงยหน้าขึ้นมองละอองหิมะไม่รู้ว่าเพราะหิมะแรกหรือเพราะหยาดฝนละเอียดเม็ดเล็กๆที่กระทบลงบนใบหน้าของเขา ตอนที่มันไหลลงมาที่มุมปากกลับรู้สึกว่าเกล็ดอุ่นๆนั่นช่างเค็มฝาดเฝื่อนเหลือเกิน

             เขาก้าวเดินต่อไปช้าๆเพียงแต่ไม่รู้ว่าใจลอยไปไกลแค่ไหน จนขาทั้งคู่กลับมาหยุดนิ่งที่หน้าบ้านหลังเดิมในความทรงจำทว่าตอนนี้มันกลับดูว่างเปล่า เงียบเหงาอย่างที่ไม่ควรจะเป็น

    เขารีบวิ่งกลับเข้าไปคราวนี้เขาจะถามนางให้รู้เรื่อง ‘ เป็นเขาได้หรือไม่ ‘ หากต้องอยู่โดยปราศจากสหายรู้ใจเช่นนาง เขาอาจต้องทำใจอยู่นานจริงๆ มิสู้เก็บนางไว้ข้างกายตลอดไปเสียดีกว่า  แต่ในบ้านกลับไม่มีเงาร่างของนางอยู่ ในใจยังคิดว่านางน่าจะอยู่ในสวนผักด้านหลังหรืออย่างน้อยอาจเป็นห้องเก็บสุรา แต่เขากลับหานางไม่พบ

            ตอนที่เขาเดินกลับเข้าไปในห้องนอนของนางล้มตัวนอนลงบนเตียงนุ่มที่ถูกจัดวางไว้อย่างเรียบร้อยตามนิสัยของนาง จมูกยังได้กลิ่นหอมจางๆจากกลิ่นกายนางไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เขารู้สึกว่าเขาชอบกลิ่นนี้มากกว่ากลิ่นการบูรไปเสียแล้ว

    ตอนที่เขากึ่งหลับกึ่งตื่นมือกลับสัมผัสเข้าไปที่ใต้หมอน สมุดเล่มเล็กๆที่ไม่รู้ว่านางจดอะไรไว้ภายใน

            เขานึกสนใจจึงค่อยๆเปิดอ่านไปทีละหน้าทีละหน้า

            ทุกๆเรื่องราวที่ถ่ายทอดออกมาผ่านปลายภู่กันอย่างอ่อนช้อยความรู้สึกต่างๆของหญิงสาวที่ภายนอกแสดงออกว่าเข้มแข็งแต่ภายในกลับอ่อนแอบอบบางเสียขนาดนั้นเขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า นางมีความคิดเช่นนี้ต่อเขา กระทั่งยกเลิกการหมั้นหมายตัดขาดจากทางบ้าน ถูกตราหน้าว่าเป็นบุตรอกตัญญู ทำเรื่องบ้าบิ่นอย่างเช่นการกรีดทำลายโฉมหน้าของตนเองนางก็ยังทำได้ลงคอ

            มือของเขาสั่นระริก น้ำตาพาลไหลออกมาไม่รู้ตัวหากเขารู้เร็วกว่านี้สักนิด เขาจะไม่ให้นางต้องเผชิญกับเรื่องพวกนี้เพียงลำพังแค่เพราะเขาไม่เคยถาม นางก็ไม่เคยระบายให้เขาฟัง เขาต้องเลวร้ายแค่ไหนที่มองข้ามทุกความรู้สึกของสตรีที่เห็นเขาเป็นเช่นท้องฟ้ามาตลอดเช่นนี้ไปได้ตลอดเวลาเขาสนใจแต่ความรู้สึกของตนเอง เขาต้องการเพียงสหาย นางก็พร้อมเป็นเพียงสหายให้แก่เขาไม่เคยเรียกร้องอะไรเกินตัว

            เขารีบวิ่งออกไปหานางรอบๆบ้าน วิ่งออกไปหานางทุกๆที่ที่คิดว่านางจะไปนางไม่มีทางเดินออกไปตามหาเขา ทุกๆถ้อยคำที่นางเขียนไว้ไม่มีคำไหนที่บอกว่าจะติดตามเขาไป เพราะนางเป็นสตรีอัปลักษณ์ไปแล้ว จะไม่ทำให้เขาเสียเกียรติเพราะความไม่เหมาะสมคนผู้นี้โง่งมจนไม่รู้จะเอาอะไรมาเปรียบได้อีกแล้ว

    และคนโง่มักคิดได้ไม่กี่อย่าง

    เขาวิ่งตามหานางไปทั่วหุบเขาจนกระทั่งแอะใจว่ามีที่ที่หนึ่งที่เขายังไม่ได้ไปดู

    เขาจำสถานที่นั้นไม่ได้ชัดเจนเพียงใช้สัญชาติญาณไปตามที่จำได้เท่านั้น

    ก่อนจะไปถึงจุดนั้นก็ได้ยินเสียงสุนัขสองตัวที่นางเลี้ยงไว้เห่าเสียงดังล่วงหน้ามาแต่ไกล

    พอพวกมันเห็นเขาก็รีบวิ่งนำหน้าไปทันที  ตอนนั้นเขามั่นใจแล้วว่าพวกมันต้องรู้แน่ว่านางอยู่ไหน

            หิมะทับถมบนร่างบางจนเกือบมิด ผิวของนางเย็นเยียบซีดขาว ร่างกายแข็งเย็นเขายื่นมือสั่นเทาตะกุยกองหิมะออกจากร่างนางถึงเห็นว่านางนอนกอดเสื้อเก่าขาดของเขาอยู่เป็นเสื้อที่เขาเคยใส่ครั้งแรกตอนที่นางพบเขาในกองหิมะเช่นนี้เป็นสตรีที่โง่งมและไร้เดียงสาที่สุดที่เขาเคยพบเจอมาทั้งชีวิต

            เขาไม่รู้ว่าตัวเองสูญเสียพลังวัตรไปเท่าไหร่เพื่อที่จะดึงนางกลับมาจากยมโลกสามวันสามคืนที่เขาใช้ความพยายามทุกวิถีทางจนสูญเสียพลังยุทธไปเกินครึ่งอาการบาดเจ็บของเขายิ่งซ้ำเติมทรุดลงไปอีก แต่ขอเพียงนางฟื้นขึ้นมาต่อให้เขาต้องสูญเสียทุกอย่างเขาก็พร้อมแลก

            ในคืนวันที่สี่นางถึงเริ่มรู้สึกตัว

            ผู้หญิงที่เขารัก นางกลับมาหาเขาแล้ว

    คล้ายกับเรื่องเพียงสายลมแห่งทิศบูรพาพัดผ่าน สองเราไม่มีวันหวนคืน ที่คุณอ่าน