โดดเดี่ยวใต้ทะเล 1000 เมตร

    ตอนที่ 74 ขัดแย้ง

    เวลาได้ผ่านไปอย่างรวดเร็วจนถึงช่วงเย็น สมาชิกในทีมเดียวกันกับเซนนั้นต่างก็ได้ทำความรู้จักคุ้นเคยกัน มีเพียงเซนเท่านั้นที่ไม่ได้มีความกระตือรือร้นที่จะทำความรู้จักพวกเขา แต่ชายหนุ่มก็เลือกที่จะไม่ทำตัวเสียมารยาทเมื่อมีคนมาถามชื่อเขา เขาก็จะตอบกลับไปอย่างสุภาพ

    ถึงแม้ว่าจะมีหลายคนที่สงสัยในตัวตนของเซนแต่อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ไม่กล้าถามถึงมัน เพราะพวกเขานั้นล้วนแล้วแต่เป็นคนของหน่วยงานภายในประเทศ แต่พวกเขากลับไม่เคยเห็นเซนมาก่อนแม้แต่คนเดียว

    จนสุดท้ายแล้วในช่วงเย็นนี้เป็นเวลาที่ทุกคนจะนั่งรอบกองไฟและพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การเข้าสู่โลกใต้พิภพในครั้งที่แล้วกัน เซนก็ยังคงไม่สนิทสนมกับเพื่อนร่วมทีมของเขา จะมีก็เพียงหญิงสาวที่เป็นจอมเวทเช่นเดียวกันอย่างไอรีนเท่านั้นที่นั่งติดกับเขาตลอดแต่ทั้งสองก็ไม่เคยพูดคุยกัน

    “น่าเบื่อ…”

    เซนที่ได้ฟังเรื่องเล่าที่ราวกับการเติมแต่งทั้งหมดของรอนนี่ เขาก็กล่าวขึ้นมาก่อนที่จะยกมือขึ้นมาปิดปากหาว ทั้งกลุ่มต่างหันกลับมามองเซนด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง ไม่มีใครคาดคิดว่าเซนนั้นจะกล้ากล่าวถึงขนาดนี้โดยเฉพาะการกล่าวโดยที่ไม่ไว้หน้าชนชั้นสูง

    ริชที่เป็นถึงหัวหน้าทีมเองก็ตกตะลึงเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามเขาเลือกที่จะเฝ้ามองดูความขัดแย้งที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้เงียบๆ เพราะเขานั้นสงสัยในตัวตนของเซนว่าเหตุใดชายหนุ่มจึงสามารถเข้าร่วมกับคณะเดินทางนี้ได้ เขาพยายามจะถามข้อมูลจากหัวหน้าของเขาอย่างจอห์นแต่จอห์นกลับไม่ได้บอกสิ่งใดกับเขาเลย เขาเพียงบอกว่าอย่าได้พยายามสืบค้นเบื้องหลังของชายผู้นี้ นั่นทำให่ริชยิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่

    “เจ้ากล่าวว่าอะไรนะ!?”

    รอนนี่ทำหน้าไม่พอใจก่อนที่จะหันมาตะคอกใส่เซน ในตอนนั้นเองเซนก็พึ่งรู้สึกตัว ดูเหมือนเขาชายหนุ่มจะเผลอกล่าวคำพูดที่สร้างความขัดแย้งออกมาโดยไม่รู้ตัวเสียแล้ว อย่างไรก็ตามสิ่งที่เซนกล่าวออกมานั้นเป็นความจริง แม้ว่าคนอื่นๆ ในทีมจะรู้สึกสนุกสนานกับเรื่องเล่าที่ราวกับปาฏิหาริย์ในดินแดนใต้พิภพของรอนนี่ รอนนี่เล่าว่าเขาได้เห็นตัวตนของบอสในห้องโถงและได้ฝากรอยแผลให้กับบอสตัวนั้น นั่นทำให้เซนยิ้มออกมาอย่างดูถูกหลังจากได้ยิน

    “ข้ากล่าวว่าเรื่องเล่าของเจ้ามันน่าเบื่อ มันทำให้ข้าอยากจะอาเจียนออกมาตอนฟังเลยล่ะ”

    เซนยิ้มขึ้นพร้อมกับกล่าว เมื่อเขาเผลอกล่าวบางอย่างที่ผิดใจกับอีกฝ่ายออกมาแล้วดังนั้นในตอนนี้ชายหนุ่มจึงไม่จำเป็นต้องเกรงกลัวใดๆ อีกต่อไป

    “หึๆ คนโง่อย่างเจ้าจะมาเข้าใจอะไร? เจ้าไม่แม้แต่เคยพบกับบอสของชั้นแรกด้วยซ้ำ แต่เจ้ากลับกล่าวว่ามันน่าเบื่อ เจ้าคงจะอิจฉามากกว่าใช่หรือไม่?”

    รอนนี่ได้กล่าวจบก็ยิ้มออกมาอย่างมั่นใจ อย่างไรก็ตามคำกล่าวของอีกฝ่ายนั้นทำให้คิ้วของเซนกระตุกขึ้นทันที พร้อมกับกล่าวออกมาทันทีว่า

    “หน้าด้านจริงๆ ข้าพอก่อนดีกว่าไม่อยากจะเถียงกับคนชั้นสูงที่มีแต่ยศแต่ไม่มีสมองเช่นเจ้า…”

    เซนลุกยืนขึ้นพร้อมกับก้าวออกมาจากกลุ่มรอบกองไฟของเขาทันที ชายหนุ่มคิดว่าหากตนเองอยู่นานกว่านี้เขาอาจจะระเบิดความไม่พอใจออกมาก็ได้ อย่างไรก็ตามในเวลานั้นไอรีนหญิงสาวที่นั่งข้างๆ เซนก็ได้ดึงมือของเซนเอาไว้พร้อมกับกล่าว

    “ท่านเซน ท่าน…ไม่ควรจะพูดแบบนั้นกับชนชั้นสูงนะ…พวกเขามีอำนาจมาก พวกเขาอาจจะทำให้ครอบครัวของท่านและตัวท่านลำบากได้”

    ดูเหมือนไอรีนนั้นจะเป็นห่วงเขาอยู่ไม่น้อยดูจากสีหน้าท่าทางของอีกฝ่าย นั่นทำให้เซนนึกถึงมาเรียนักบวชสาวที่ตอนนี้ได้จากไปแล้ว สองคนนี้มีสิ่งที่คล้ายคลึงกันอยู่นั่นคือความอ่อนโยนและความไร้เดียงสา

    รอนนี่ที่ไม่พอใจเซนเลยแม้แต่นิดเดียวได้ก้าวเข้ามาปิดทางเซนเอาไว้ อีกฝ่ายนั้นชักดาบด้วยความเร็วออกมาโดยไม่กล่าววาจาใดๆ พร้อมกับฟาดดาบนั้นมาทางศีรษะของเซนอย่างรวดเร็ว โดยไม่ได้ซ่อนเจตนาที่จะฆ่าฟันเลยแม้แต่นิดเดียว ในเวลานั้นเองริชซึ่งเป็นหัวหน้าทีมรู้สึกตกตะลึงอย่างมาก เขาพยายามจะเข้าไปห้ามแต่ตอนนี้ดูเหมือนจะสายเกินไปเสียแล้ว ในขณะเดียวกันสมาชิกทีมคนอื่นๆ เองก็พยายามจะเคลื่อนไหวเช่นกัน อย่างไรก็ตามดาบของรอนนี่นั้นขึ้นชื่อเรื่องความรวดเร็วอยู่แล้วดังนั้นใครกันจะสามารถหยุดมันได้

    “เห้อ…”

    เซนถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย หากรอนนี่ไม่ได้มีเจตนาฆ่าเขาในดาบนี้เขาอาจจะปรานีอีกฝ่าย อย่างไรก็ตามอีกฝ่ายนั้นได้แสดงเจตนาที่จะเป็นศัตรูกับเซนออกมาเช่นนี้ดังนั้นชายหนุ่มจึงต้องทำบางอย่าง

    ดาบที่พุ่งมาด้วยความเร็วนั้นสำหรับเซนมันง่ายที่จะหลบเลี่ยงอย่างมาก อย่างไรก็ตามเบื้องหลังของเขานั้นยังมีไอรีนอยู่หากเขาหลบหญิงสาวต้องรับการโจมตีนี้แทนเขาอย่างแน่นอน

    “ฟึบ!”

    ดาบของรอนนี่นั้นถูกเซนคว้าจับด้วยมือเปล่าอย่างง่ายดาย ราวกับว่าดาบนั้นไม่มีคมเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่มีใครตามเคลื่อนไหวของเซนได้ทัน พวกเขารู้ตัวอีกทีก็เห็นเซนนั้นกำใบดาบของรอนนี่เอาไว้ ในเวลานั้นเองรอนนี่พยายามที่จะเอาดาบออกจากมือของเซนอย่างไรก็ตามเขาไม่สามารถทำได้แม้ว่าจะใช้แรงทั้งหมด

    ภายในแววตาของเซนนั้นเต็มไปด้วยจิตสังหารเช่นเดียวกัน เขาต้องการจะสังหารรอนนี่ที่บังอาจมาโจมตีเขาก่อน อย่างไรก็ตามชายหนุ่มยังไม่ทันได้ลงมือ เสียงของการตวัดดาบก็ได้ดังขึ้น

    “ฟับ!”

    พร้อมกับศีรษะของรอนนี่ค่อยๆ หลุดออกจากบ่านั้นทำให้บรรยากาศรอบกองไฟของทุกกลุ่มนั้นกลับมาเงียบอีกครั้ง พวกเขาต่างหันกลับไปมองกลุ่มที่ 4 ทั้งหมด

    “รอนนี่…ตะ…ตายแล้ว!”

    หนึ่งในสมาชิกของทีมที่สี่ได้กล่าวขึ้นในขณะเดียวกันเบื้องหลังของร่างกายรอนนี่นั้นก็ได้ปรากฏร่างของคนคนหนึ่งขึ้น ซึ่งคนนั้นก็คือจอห์นหรือองครักษ์ประจำตัวของราชาเอวินซ์นั้นเอง จอห์นที่ได้สังหารชนชั้นสูงไปนั้นมีสายตาที่เย็นชาอย่างมากก่อนที่สายตาของเขาจะกลับมาเป็นปกติพร้อมกับพยักหน้าให้กับเซนก่อนที่จะหันไปรอบๆ พร้อมกับกล่าวบางอย่างให้กับผู้คนในค่ายทั้งหมดได้ฟัง

    “จำเอาไว้ว่าหากมีผู้ใดพยายามสร้างความขัดแย้งและทำอะไรไม่คิดซึ่งผลกระทบนั้นหากมันนำพาให้สมาชิกทีมคนอื่นเดือดร้อนโดยไม่จำเป็นเหมือนกับขุนนางคนนี้ ข้าผู้นี้จะเป็นคนสังหารมันเอง!”

    คำกล่าวของจอห์นนั้นทำให้ชนชั้นสูงหรือผู้ที่มีเรื่องบาดหมางกับคนในกลุ่มต่างหดคอกลับไปในทันที ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่กล้าจะกล่าวแย้งคำพูดของจอห์น และการตายของรอนนี่เองก็ได้ทำให้ผู้คนตระหนักได้อย่างหนึ่งว่า ในสนามรบที่เต็มไปด้วยอันตรายนั้นไม่ว่าจะเป็นยศหรืออำนาจใดๆ หากไม่ใช่ความแข็งแกร่งล้วนแล้วแต่ไร้ประโยชน์

    ดังนั้นการจะเป็นทีมที่ดีได้จำเป็นต้องตัดคนพวกที่หลงในอำนาจหรืออีโก้ออกไป เพราะพวกนี้จะทำให้ทีมนั้นเสีย เหมือนกับทีมของเซนเป็นตัวอย่าง ทั้งๆ ที่ริชเป็นหัวหน้าทีมแต่สมาชิกส่วนใหญ่กลับเลือกที่จะเชื่อฟังรอนนี่

    ‘ชายคนนี้ไม่เลว สมแล้วที่เป็นคนที่ราชาเอวินซ์ไว้วางใจ’

    เซนกล่าวชมขึ้นมาในใจ หลังจากเหตุการณ์การตายของรอนนี่เกิดขึ้น หัวหน้าสมาชิกทีมอื่นๆ จึงตัดสินใจพูดเรื่องนี้ในการสนทนารอบกองไฟของกลุ่มตนเอง ในคณะเดินทางครั้งนี้ต้องอาศัยความเป็นทีมและความสามัคคี และหัวหน้ากลุ่มทุกกลุ่มล้วนแล้วแต่ได้รับคำสั่งจากเบื้องบนมาว่า หากใครก็ตามที่ทำให้ทีมนั้นเสียหายหรือเป็นภัยต่อทีม ให้หัวหน้าทีมนั้นตัดสินใจสังหารได้ทันที

    แม้ว่ามันจะดูเหมือนเผด็จการแต่คณะเดินทางนี้นั้นผู้คนที่เข้าร่วมไม่ได้ถูกบังคับมาแต่อย่างใด แต่พวกเขาล้วนแล้วแต่สมัครใจและถูกรางวัลที่ทางประเทศมอบให้ดึงดูดมา

    คล้ายกับเรื่องโดดเดี่ยวใต้ทะเล 1000 เมตร ที่คุณอ่าน