หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปหลังจากเกิดเหตุการณ์ปะทะกันของนักเรียนห้องสอง เช้าแห่งการโฮมรูม ทุกคนต่างก็ยังพูดกันถึงเื่ของเจ้ฝ้าย
“อาจารย์ค่ะแล้วตอนนี้เจ้ฝ้ายเป็ยังไงบ้างค่ะ”มะลิลุกขึ้นถามอาจารย์บุญศักดิ์
“ตอนนี้อาการของฝ้ายก็เริ่มดีขึ้นนะ แต่ว่าก็ก่อเื่ไว้ไม่เบาเลยผมคงต้องส่งตัวไปให้กับแม่ชีแสงเดือน เพื่อรักษาจิต” สิ้นเสียงอาจารย์ทุกคนต่างพูดกันอื้ออึง
“ส่งให้แม่ชีแสงเดือนเลยเหรอ งี้ก็ไม่ต่างอะไรกับส่งเข้าคุกนะสิอาจจะแย่กว่าก็ได้” แม็กพูดขึ้นมาเบาๆ แต่ก็เอา สามหนุ่มที่เหลือต่างพากันเอามือมาอุดปากแม็กเป็การใหญ่
“เดี๋ยวผมจะไปต้องไปพบกับแม่ชีบ่ายๆจะกลับมาแล้วอย่าก่อเื่ยุ่งอีกละ” พูดจบอาจารย์บุญศักดิ์ก็เดินออกห้องไปแม็กรีบแกะปากเพื่อนๆออก แล้วทำท่าจะวิ่งตาม แต่ก็ถูกเพื่อนๆดึงรั้งไว้
“คุณแม็กจะไปใหนครับ อย่าบอกนะว่าจะตามไปหาเจ้ฝ้าย”เอกทั้งพูดทั้งดึงแม็กไว้ไม่ให้ตามออกไป
“เฮ้ยพวกแกจะบ้าเหรอ กูจะไปฉี่ อั้นมาั้แ่อาจารย์เข้ามาแล้วปล่อยสิโว้ย จะราดอยู่แล้ว” !เพล้ง!ทั้งสามต่างมองหน้ากันแล้วปล่อยตัวแม็ก แม็กจึงรีบวิ่งออกห้องไปปล่อยให้ทั้งสามคนนั่งหน้าแตกอยู่ในห้อง
หลังจากเสร็จกิจ แม็กเดินเช็ดมือออกจากห้องน้ำมาก็ต้องฉะงักเพราะเดินชนใครคนหนึ่ง หญิงแว่นนั่นเอง
“เธออีกแล้วเหรอหญิงแว่นทำไมฉันต้องมาเจอกับเธอนะหรือว่าเธอตามฉันมา”
“จะบ้าเหรอ ฉันจะตามเธอมาทำไม ฉันไม่ได้สนใจเธอสะหน่อย อย่านึกนะว่าแค่หน้าตาคล้ายซออินกุกของฉันแล้วฉันจะชอบเธอ แต่ว่าไหนๆก็ไหนแล้ว ฉันว่านะทรงผมก็ดูดีแล้วถ้าทำไฮไลท์หน่อยกัดสีผมนิด ฉันว่าน่ารักดีนะ” หญิงแว่นทำหน้านิ่งมองแม็กแล้วยิ้มให้ แม็กชี้หน้าหญิงแว่นแล้วค่อยๆพละออกห่าง
“ปากคอเลาะร้ายขึ้นนะ ฉันว่านะเธอห่างๆยัยมะลิบ้างก็ดีนะเดี๋ยวติดเชื้อแม่นั่นขึ้นมาฉันรับไม่ได้”พูดจบแม็กก็เดินหนีไป ปล่อยให้หญิงแว่นยืนลูบผมเปีย เขินอายอยู่
“ที่เธอพูดจริงหรือเปล่าแม็ก”หญิงแว่นะโถามทั้งๆที่รู้ว่ายังไงก็ไม่ได้คำตอบกลับมา
ณ ม้าหินอ่อนใต้ต้นไทรบริเวณลานกว้างหลังอาคารเรียนสี่หนุ่มยังนั่งถกปัญหากันอยู่
“เห็นหน้าหญิงแว่นแล้วเจ็บใจไม่หายภาพตอนวันรับน้องมันลอยมาตรงหน้าตลอดเลย” แม็กเริ่มเื่อีกครั้ง
“เื่ที่คุณแม็กเจอผีแล้วสลบไป ให้คุณหญิงแว่นช่วยนะหรือครับ”โป๊ก มะกอกลูกหนึ่งลงบนหัวเอก
“นี่ไอ้เอ๋อ ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ อย่าทำเป็รู้ดี นี่พวกแกว่าใหมทำไมวันนั้นมีกูใคนเดี๋ยววะ หญิงแว่นแกกลับไม่ใสักนิดทั้งๆที่ลุงผีแกโผล่พรวดพาดขึ้นมา เป็ใครก็ต้องใ” แม็กหันไปมองเพื่อนๆสามหนุ่มต่างมองหน้ากันและเริ่มกังวลว่าจะเกิดเื่ขึ้นอีกแน่ๆ
“คราวก่อนก็เหมือนกัน ตอนที่ยัยนั่นถูกมนต์ดำกูเหวี่ยงไปมากลางอากาศหน้านี่นิ่งสนิดเหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย หรือว่าจะเป็คนตายด้านวะ ฮ่าๆๆๆ”เสียงหัวเราะที่ไม่ดูบรรยากาศรอบข้างของแม็กดังขึ้น โดยที่ทุกคนไม่ได้ตลกตามเมื่อแม็กเห็นพรรคพวกนั่งหน้ามุ่ยกันก็ค่อยๆลดเสียงหัวเราะลง
“หญิงแว่นแกเป็คนทรงคงจะชินกับที่มีผีโผล่พรวดพราดละมั้ง มึงอย่าคิดมากน่า”พลายพยายามพูดให้แม็กไม่คิดมาก
“งั้นเหรอ มันจะมีวิธีอะไรที่ทำให้ยัยนั่นใกลัวได้บ้างวะ”แม็กพูดจบ ทั้งสามต่างเอามือกุมหน้าผาก พูดเป็เสียงเดี๋ยวกัน
“อีกแล้ว”
“กูว่ากูช่วยมึงได้นะ”เสียงปริศนาดังขึ้น ทั้งสี่ต่างหันมองหาเสียงปริศนาว่าดังมาจากทิศทางใดก็พบว่าม้าหินอ่อนข้างๆ มีเด็กหนุ่มคนหนึ่ง หน้าคมเข้มแบบไทยผสมแขก ตัวพอๆกับแม็กแต่จะดูหนากว่านิดหนึ่ง กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่หันขึ้นมามองพวกเขาอยู่”
“ไอ้เทพ” ทั้งสี่ต่างะโออกมาพร้อมกันเมื่อเห็นใบหน้าของเด็กหนุ่มเ้าของเสียงปริศนานั้นเด็กหนุ่มปริศนาลุกขึ้นเดินมาหาพวกเขาพร้อมกับหนังสือเล่มหนาที่อ่านอยู่
“มึงจะช่วยยังไงวะไอ้เทพ” แม็กที่ดูสนใจในแผนการของเทพรีบดึงเทพเข้ามานั่งร่วมวง โดยที่พลาย วุธและเอกต่างก็วิตกกังวลว่างานจะเข้าตัวพวกเขาเอง
“พวกมึงดูนี่” เทพเปิดหนังสือเล่มหนาเตอะเล่มหนึ่งโดยหน้าที่เทพเปิด เป็ภาพแผนที่เก่าแก่ สมัยโบราณกาลมาก
“นี่คือแผนผังของผืนดินแห่งนี้ก่อนจะมีโรงเรียนมัจจุราชวิทยาลัย”ทุกคนต่างจ้องมองแผนที่ด้วยความประหลาดใจ และไม่อยากเชื่อ เพราะแผนที่นั้นเป็สภาพพืนดินที่แห้งแล้งขนาดใหญ่ แต่รอบๆพื้นที่แห้งแล้งกลับมีป่าใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์ตั้งอยู่
“นี่คือสภาพของที่นี่ก่อนสมัยพุทธกาลทุกคนต่างเรียกขานที่แห่งนี้ว่า แดนต้องสาป สิ่งมีชีวิตใดที่ย่างกายเข้ามาที่แห่งนี้จะมีอันเป็ไปแม้แต่ต้นไม้ใบหญ้า ก็ไม่อาจงอกเงยขึ้นในพื้นดินแห่งนี้”
“เดี๋ยวนะไอ้เทพแล้วนี่มันเกี่ยวอะไรกับการทำให้หญิงแว่นใวะ” ไม่ทันที่เทพจะอธิบายอะไรต่อแม็กก็เริ่มขัดขึ้นมาเพราะรู้สึกว่ามันจะยืดเยื้อและไม่เกี่ยวอะไรกับแผนการณ์ในครั้งนี้
“ก็นี่ไงกูกำลังจะเกริ่นก่อนไงว่าต้องทำอะไรไง”
“กูขอสั้นๆ เข้าใจง่ายๆไอ้เื่ประวัติ ไว้ไปเรียนในห้องเรียน โอเค้”แม็กพูดพลางปิดหนังสือเล่มหนาของเทพลง หนังสือที่หน้าปกเขียนไว้ชัดเจน ว่า “นครพันตา”เทพรีบหยิบหนังสือขึ้นมากอดแน่นด้วยความใทันทีที่แม็ก ปิดหนังสือโดยที่เทพไม่ทันตั้งตัว
“เอ่อ ก็ได้ ป่าช้าพันตา เรียกได้ว่าเป็ดินแดนแห่งผีสางรวบรวมผีจอมหลอกหลอนไว้มากมาย ความหลอนระดับ 6 กะโหลก แต่ถ้าวันพระจันทร์แดงความน่ากลัวจะยกระดับไปถึง 9 กะโหลก อีกสองวันพวกรุ่นพี่จะมีจัดกิจกรรม ขอขมาผีป่าช้า นักเรียนใหม่ทุกคนจะต้องเข้าร่วมเขาว่ากันว่าพิธีขอขมาก็เหมือนเอาเด็กใหม่ไปให้ผีป่าช้าแกล้ง เพื่อเอาคืนที่เราได้ลบหลู่ไปในวันสอบเข้าโดยทุกคนจะถูกจำกัดการใช้อาคม และผนึกขวัญไว้ถ้าพวกมึงสามารถทำให้พระจันทร์แดงได้ในวันนั้น ต่อให้คนจิตแข็งแค่ไหนก็ขวัญผวาเยี่ยวแตกขี้แตกได้แน่ๆ”
เทพอธิบายทำเอาแม็กคล้อยตามและสนใจในแผนการณ์นี้แม่แต่วุธและเอกก็เริ่มสนใจนิดๆ จะมีแต่พลายคนเดียวที่ยังเป็กังวลและจ้องมองหนังสือที่เทพกอดไว้แน่นนั้นอยู่
“เอ่อใช่ กูลืมไปเลยว่าจะมีพิธีขอขมาผีป่าช้าเมื่อวานพี่มาร์คเรียกไปคุยถึงเื่กิจกรรมนี้อยู่”วุธนึกขึ้นได้หลังจากที่เทพอธิบายแผนการณ์
“แต่ปัญหาคือจะทำยังไงให้พระจันทร์แดงวะ”แม็กมองมาที่วุธและเอกเพื่อว่าจะมีใครให้ไอเดียได้ แต่ก็ไม่มีใครสามารถตอบได้แม็กจึงหันไปหาพลายผู้ซึ่งน่าจะเป็ที่พึ่งพาได้ในตอนนี้
“ไม่มีทาง พระจันทร์แดง จะส่งผลอย่างมากกับิญญาคนตายโดยเฉพราะิญญาร้าย การทำให้พระจันทร์แดงผิดธรรมชาติยิ่งจะส่งผลเสียมากกว่าเดิมงานนี้กูไม่เล่นด้วย แถมกูจะขัดขวางอีกด้วย” พลายตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ดุดันทำเอาวุธและเอกที่เห็นดีด้วยตอนแรก หันกลับมาทางพลายทำเอาแม็กถึงกลับกลัวสายตาตอนนี้ของพลายขึ้นมา เริ่มที่จะถอดใจขึ้นมา
“ไม่เห็นเป็ไรเลยแค่เราทำให้พระจันทร์แดงแค่บริเวณป่าช้าพันตาก็ได้แล้วนิ” เทพเสนอความคิดต่อทำเอาแม็กมีความหวังอีกครั้ง และเริ่มอยากรู้อยากเห็นวิธีของเทพขึ้นมาอีกหน
“พอเลยไอ้เทพ ไม่ว่าวิธีไหนก็ห้ามทำพระจันทร์แดงเด็ดขาดพวกมึงไม่รู้หรอกว่ามันเลวร้ายแค่ไหนในคืนพระจันทร์แดง ถ้ามึงทำมึงเจอกูแน่ไอ้แม็กก็เหมือนกัน เื่แกล้งหญิงแว่นกูไม่ว่านะ แต่ถ้ามึงทำเื่นี้มึงกับกูก็ไม่ต้องมาเป็เพื่อนกันอีก” พลายเริ่มโมโห ทำเอาทุกคนกลัวไปตามๆกัน พูดจบพลายก็เดินออกจากกลุ่มไปทุกคนมีสีหน้าเป็กังวลอย่างมาก
“คุณแม็กแหละ ทำคุณพลายโมโหไม่คุยด้วยแล้ว คุณวุธไปกันเถอะ”เอกรีบฉุดแขนวุธเดินออกจากกลุ่มไปทำเอาแม็กไปต่อไม่ถูก รีบลุกขึ้นตามไป
“เดี๋ยวสิมึง แล้ว...”
“เอ่อ ไม่ต้องแล้วละไอ้เทพไม่เอาพระจงพระจันแดงก็ได้ แค่วันขอขมาธรรมดาๆ ก็พอ เดี๋ยวกูจัดการเอง ไปนะขอบใจสำหรับคำแนะนำ” แม็กรีบวิ่งตามหลังเอกและวุธไปโดยทิ้งให้เทพนั่งมองด้วยสายตาที่เกี้ยวกราด
ค่ำคืนอันแสนมืดมิด วันแห่งพิธีขอขมา เหล่าเด็กใหม่ทั้ง39 คน ต่างยืนจับกลุ่มคุยกันอย่างอื้ออึง หน้าประตูพันตา ประตูที่พาออกไปสู่ป่าช้าพันตาที่ร่ำลือกันว่าเป็ป่าช้าที่เฮี้ยนและผีดุที่สุด
“มะลิเธอพอจะรู้เื่ราวของป่าช้าพันตาบ้างไหม ทำไมถึงมีทางเข้าออกและคนจากข้างนอกเข้ามาทางนี้ได้ ไหนบอกกันว่าป่าช้านี้เฮียนสุดๆ นี่น่า”พลายเดินเข้ามาหามะลิที่กำลัยยืนคุยกับหญิงแว่นอยู่แม็กและเอกได้ยินก็รีบเข้ามาตามเผือกด้วยเช่นกัน มะลิมองหน้าทั้งสามราวกับไม่อยากเสวนาด้วยแต่หญิงแว่นก็สะกิดแขนมะลิเหมือนจะอยากรู้ด้วย
“ก็เท่าที่รู้ เมื่อก่อนป่าช้าพันตาเป็อาณาจักรเล็กๆ เรียกกันว่า นครพันตา อาณาจักรนี้ รุ่งเรืองกันอยู่่หนึ่งต่อมาก็เกิดเหตุเภทภัยทางธรรมชาติมากมายกระหน่ำ ไม่ว่าจะเป็พายุถล่ม ภัยแล้ง ลาวาใต้ดินปะทุแม้แต่โรคระบาดร้ายแรง จนผู้คนในอาณาจักรล้มตายกันหมด ก็เลยกลายเป็อาณาจักรร้างและขึ้นชื่อเื่ความเฮี้ยนทำให้ผู้ก่อตั้งเล็งเห็นว่าการก่อตั้งโรงเรียนสอนปราบผีในที่แห่งนี้น่าจะเหมาะสมก็เลยกลายมาเป็แบบทุกวันนีแหละ
“เอาละน้องๆ ครับ เงียบกันหน่อย” เสียงพี่มาร์คดังขึ้นพร้อมกับเหล่ารุ่นพี่คณะกรรมการนักเรียน และวุธประธานรุ่นปีหนึ่งพากันเดินออกมาด้านหน้าประตู
“พิธีขอขมาในคืนนี้จะเริ่มขึ้นในตอนเที่ยงคืน สถานที่จัดพิธีคือหอธรรมกลางป่าช้า”
“หอธรรมกลางป่าช้ากลางป่าช้ามีหอธรรมด้วยเหรอ” แม็กกระซิบถามพลายเมื่อได้ยินพี่มาร์เอ่ยถึงหอธรรม
“หอธรรมเก่าของนครพันตาเป็ที่ประกอบพิธีทางศาสนาของผู้ครองนคร และเป็ที่รวมรวมบรรดาความรู้ต่างๆจากทั่วทุกมุมโลกเก็บไว้ในหอธรรมนี้”เสียงของมะลิดังขึ้นเพื่อคลายความสงสัยของแม็ก และทุกคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ตัวมะลิ
“เอ้า ตรงนั้นนะคุยอะไรกัน”เสียงของพี่มาร์คะโมาทำเอาแม็ก รีบหลบหลังพลาย พลางโบ้ยปากไปทางมะลิมะลิเห็นก็ได้แต่ถอนหายใจ
“ครั้งนี้ทุกคนจะต้องไปรับของที่จะทำแพขมาในสถานที่ที่ทางรุ่นพี่จัดเตรียมไว้ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 5 จุด แต่ละจุดจะมีของที่ใช้ทำแพขมานำของทั้งห้าจุดมาประกอบทำแพขมาแล้วไปพร้อมกันที่หอธรรม”ไม่ทันที่พี่มาร์คจะอธิบายจบ เสียงอื้ออึงของเด็กใหม่ก็ดังเซ็งแซ่ขึ้น
“จะไปทำพิธีขอขมาแต่ให้ไปหาของทำแพขมาเองกูว่ามันต้องมีอะไรมากกว่าพิธีขอขมาแล้วละวะ” แม็กพยายามดึงตัวพลายและเอกให้หันมาคุยกับตนเองพลายและเอกก็พยายามสะบัดเพื่อหันมาฟังพี่มาร์คพูดต่อ
“เราจะปล่อยไปทีละคนและแจกแผนที่ให้คนละผืน พิธีจะเริ่มในเวลาเที่ยงคืนตรงเพราะฉะนั้นทุกคนต้องพร้อมกันตอนห้าทุ่ม ใครมาหลังห้าทุ่ม จะต้องโดนซ่อม เข้าใจนะเอาละ เข้าแถวเรียงหนึ่ง” สิ้นเสียงพี่มาร์คเด็กใหม่ต่างกรูกันเข้าแถวเรียงหนึ่ง
“ให้ไปถึงก่อนห้าทุ่มกูว่าพวกรุ่นพี่ต้องแกล้งอะไรแน่ๆ พวกมึงดูไอ้วุธนู้นใส่ปอกแขนยืนอยู่ในกลุ่มกรรมการนักเรียน แล้วทำไมมันได้ไปคนเดียววะพวกเราก็เป็คณะทำงานของมันไม่ใช่ ทำไมต้องมาวิ่งหาแพขมาอีกวะ” แม็กบ่นไม่หยุดแม้จะถูกคนนั้นดันทีคนนี้ดันทีจนหลุดมาอยู่หางแถว
“อ้าว ไหงพวกเรามาอยู่ท้ายแถวได้วะ”แม็กมองหน้าทุกคน แต่ดูสีหน้าแต่ละคนเหมือนจะโกรธแม็กอยู่ด้วย
“ก็คุณแม็กชวนคุยนี่ครับเนี้ยโดนดันมาอยู่ท้ายแถวเลย” เอกพยายามพูดให้แม็กรู้สึกผิด แต่ไม่เลย มะกอกจากแม็กกลับลงหัวเอกแทน
เมื่อประตูพันตาถูกเปิดเหล่ารุ่นพี่ต่างปล่อยเด็กใหม่ออกไปที่ละคนเมื่อแจกแผนที่แล้วก็พลักเหล่าเด็กใหม่ไปทางซ้าย ขวา และด้านหน้า สลับกันไปทำเอาเหล่าเด็กใหม่ถึงกลับหน้าถอดสีกันทีเดียว
“วุธ ดูไว้นะนี่คือการปล่อยตัวของพิธีขอขมา งานนี้นอกจากจะจำกัดการใช้อาคมแล้วยังถูกลบขวัญด้วย ถ้าจิตไม่แกร่งพอ นี่มีช็อกตายได้นะ คราวนี้ไม่มีคู่ไปด้วยแถมงานนี้อาจมีตีกันเองอีก” พี่มาร์คตบไหล่วุธเบาๆพร้อมกับอธิบายรูปแบบของการปล่อยตัวในพิธีขอขมา
“อ้าว แล้วแบบนี้ไม่อันตรายเหรอพี่เกิดตายจริงไม่แย่เหรอ” วุธรู้สึกวิตกกังวลจากคำพูดของพี่มาร์คจนเริ่มเป็ห่วงเพื่อนๆ ที่วิ่งกันออกไป
“ไม่หรอก เรามีมาตรการรักษาความปลอดภัยอยู่มาทางนี้เดี๋ยวไปรับบรีฟงานที่นายต้องทำ แล้วจะอธิบายให้ฟัง” พี่มาร์คพูดพลางกอดคอวุธเดินไปยังเต้นท์คณะกรรมการนักเรียนที่ตั้งอยู่ข้างๆ ประตูพันตา
“มะลิ มะลิ ยืนอยู่นิ่งๆ เดี๋ยวเราไปหา”เสียงของพลายดังก้องเข้ามาในหัวของมะลิที่กำลังยืนดูแผนที่ท่ามกลางหมอกที่ลงจัดแทบไม่เห็นทางสักพักพลายก็เดินเข้ามาสะกิดที่ด้านหลังของมะลิ มะลิรีบหันมาพร้อมกับมีดสั้นที่ยังไม่ถูกชักออกจากฝักจิ้มไปที่คอของพลาย
“เดี๋ยวก่อนมะลิ นี่เราเองก็บอกแล้วไงว่าเราจะเขามาหา” พลายยกมือสองข้างขึ้นเป็สัญญานว่าไม่คิดต่อสู้
“อื้ม รู้อยู่แล้วละ ก็แค่ปลอดภัยไว้ก่อนนะ”มะลิยิ้มแล้วดึงมีดกลับ ดูท่าจะแค่แกล้งพลายเล่นๆ ไม่ได้จะป้องกันตัวอะไรหรอก
“แล้วนายมีอะไรทำไมต้องสื่อจิตหากันด้วย หรือว่ากลัว ไปไม่ถูก หรือว่าคิด..”
“พอเลยถ้าไม่จำเป็เราก็ไม่อยากจะขอความช่วยเหลือจากความรอบรู้ของเธอหรอก”พลายพูดแทรกมะลิทันทีที่เห็นว่ากำลังถูกกระแนะกระแหนด้วยความสนุกปากของมะลิ
“เหรอ ไม่จำเป็งั้นเหรองันฉันก็ไม่จำเป็อะไรที่ต้องช่วยนาย” มะลิมองหน้าพลายก่อนที่จะเดินหนีไป
“แน่ใจนะดูเหมือนหญิงสาวผู้รอบรู้จะหัวปั่นกับนครพันตานี่ไม่น้อยเลยนี่” มะลิถึงกับหยุดเดินกับคำพูดของพลายใช่แล้วเธอก็กำลังวิตกกังวลกับสภาพแวดล้อมในนครพันตานี้อยู่ เพราะที่นี่มันมีอะไรมากกว่าที่เธอรู้มา
“นายรู้ได้ไง”มะลิหันมาถามด้วยความแก้เก้อ ยังไม่ยอมรับว่าตัวเองนั้นจนปัญญากับสถานที่แห่งนี้พลายมองหน้ามะลิแล้วก็ยิ้มออกมาพร้อมกับล้วงบางอย่างจากในกระเป๋าเป้สะพายข้างที่หิ้วมาด้วย พลายกำมือแน่นบริกรรมคาถา และเป่าสิ่งที่อยู่ในมือไปรอบๆ ทิศทางฝุ่นผงจากในมือพลายฟุ้งกระจายไปทั่ว และยังปลิวเข้าตามะลิทำเอามะลิปวดแสบตาขึ้นมา่จังหวะหนึ่ง
ทันทีที่มะลิลืมตาขึ้น หมอกก็เริ่มจางลงให้เห็นทิวทัศน์บริเวณนั้นชัดเจนขึ้นมะลิและพลายทั้งสองยืนอยู่กลางถนนคอนกรีตขนาดสี่เลนด้านข้างเป็ฟุตบาตรสำหรับคนเดิน และด้านหลังของพวกเขาเป็สี่แยกที่มีสัญญานไฟจราจรสีแดงกระพริบอยู่ รอบๆ ตัวพวกเขาเต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่อง ร้านค้า ร้านอาหาร แม้กระทั่งร้านสะดวกซื้อแต่ไร้ซึ่งผู้คน ราวกับผู้คนได้หายไปจากเมืองนี้จนหมด
“ไหนละ ป่าช้า นครร้าง เมืองต้องสาปดินแดนแห่งผีสาง ที่เธอพูดถึง นี่ถ้าเรารู้จักสถานที่แห่งนี้มาก่อนตอนนั้นเราก็คงไม่ต้องเอาชีวิตมาเดิมพันแข่งกับเธอแล้วละ”มะลิที่ตอนนี้ได้แต่ก้มหน้า ไม่กล้ามองขึ้นมาดูรอบๆ เหมือนจะรู้อยู่แล้วว่ารอบๆนี้เต็มไปด้วยอะไร พลายพยายามก้มมองหน้าของมะลิเพื่อจะดูว่าสีหน้าตอนนี้ของมะลิเป็ยังไงมะลิที่เห็นใบหน้าของพลายจ้องมาก็รีบหลบหน้า และหันไปมองทางอื่น
“ก็ที่ฉันรู้มามันเป็แบบนั้นนิตอนแรกฉันก็คิดว่าเื่ของผู้อำนวยการจะเป็สิ่งเดียวที่ฉันไม่รู้ในโรงเรียนนี้แต่นี่ไม่ใช่ฉันไม่รู้ แต่เป็ข้อมูลที่ผิดพลาดต่างหาก”พลายพยายามจะเชื่อที่มะลิพูดแต่ก็อดอมยิ้มไม่ได้
“เอาละ ข้อมูลผิด ก็ข้อมูลผิดเข้าเื่เลยแล้วกันนะ นอกจากไอ้เมืองแปลกๆนี่ แล้ว เื่แผนที่เธอก็ไม่รู้สินะ”พลายหยิบแผนที่กางให้มะลิดู มะลิได้แต่พยักหน้า
“ใช่ ถ้าเป็นครร้างแบบที่ฉันศึกษามาฉันก็พอจะรู้เส้นทางบ้าง แต่นี่ฉันแทบไม่รู้จักอะไรเลย แถมไอ้รุ่นพี่บ้านั่นก็เอาแผนที่อะไรมาให้ก็ไม่รู้”มะลิหยิบแผนที่ของตัวเองออกมากางให้พลายดู
“แผนที่บอกจุดที่ตั้งของแพขมาแค่จุดเดียว แถมดันไม่มีเส้นทางไป มีแต่เส้นทางไปไหนไม่รู้ ขาดๆ หายๆ เป็่ๆใครจะ..ไป...ถูก...ละ...” เสียงมะลิเริ่มอ่อนลงเมื่อหันมามองที่แผนที่ของพลายแบบเต็มๆตา พร้อมกับกระฉากแผนที่จากมือพลาย แล้วเอามาเทียบกับแผนที่ของตนเอง
“ไอ้พวกรุ่นพี่บ้าสรรหาที่จะแกล้งรุ่นน้องเหลือเกินนะ” มะลินำแผนที่สองอันมาซ้อนทับกันทำให้เห็นว่าเส้นทางขาดๆ หายๆ ของแผนที่ตัวเองนั้น ต่อเนื่องกับเส้นทางขาดๆ หายๆ ของแผนที่ของพลายและสามารถบอกเส้นทางไปยังจุดหมายในแผนที่ของพลายได้
“แผนที่ห้าแผ่นต้องรวมกันถึงจะเป็แผนที่ฉบับสมบูรณ์ได้”มะลิดีใจที่ไขปริศนานี้ออกเผลอะโกอดพลายยกใหญ่เอาเอาพลายยิ้มแกล้มปริเลยที่เดียว พอมะลิตั้งสติได้เห็นว่าตนเองกำลังกอดพลายอยู่ก็รีบผละออกมา ใบหน้าแดงก่ำพยายามตั้งสติก่อนที่จะอธิบายต่อ
“ตอนนี้แผนที่ของนายกับของฉันทำให้รู้ทางไปในตำแหน่งหนึ่งได้ เรารีบไปกันเถอะ”
“เดี๋ยวสิตอนนี้เราอยู่ส่วนไหนของแผนที่ก็ไม่รู้ แล้วไอ้แผนที่นี่ก็มีแต่เส้นทางกับจุดหมายไม่มีจุดสังเกตอะไรเขียนไว้ด้วย แล้วเราจะไปถูกได้ไง”มะลิที่กำลังหันหลังกลับเพื่อที่จะออกนำทางไปยังจุดหมายในแผนที่แต่ก็ถูกพลายขัดไว้
“นายไม่รู้ ไม่ได้แปลว่าฉันไม่รู้นิพวกนายเรียกฉันว่าอะไรละ” พูดจบมะลิก็ฉุดมือพลายเดินตรงเข้าไปในหมอกที่หนาทึบอีกครั้ง
“สาวผู้รอบรู้” พลายเอ่ยเบาๆพร้อมกับมองมือที่มะลิจับดึงมือของเขาไป และก็ได้แต่เดินไปยิ้มไป
ทางด้านเอก ที่วิ่งไปวนไปมาเข้าซอยนั้นออกซอยนี้ จนเริ่มวิตกกังวลว่าตัวเองจะหลงจนหาทางออกไม่ได้ ระหว่างวิ่งไปเอกเหมือนจะทำอะไรสักอย่าง มือข้างหนึ่งกุมหน้าอกไว้ ปากบริกรรมคาถาร่างของเอกเริ่มเลือนหายไป
“ก็แค่เมืองร้างพังนิดพังหน่อยคงไม่มีใครว่าอะไรนะ อะสะ....” ไม่ทันที่เอกจะท่องคาถาจบเอกก็วิ่งชนใครบ้างคนล้มลม ร่างของเอกก็ปรากฏชัดขึ้น ทั้งคู่ต่างล้มกลิ้ง
“คุณพจมาน”
“คุณเอก”
ทั้งสองต่างะโเรียกกันหลังจากที่มองเห็นอีกฝ่าย
“คุณเอกโผล่มากจากไหนคะเนี้ยพจว่าพจไม่เห็นคุณเอกนะ” พจมาน หญิงสาวจากห้องหนึ่งเมื่อตอนสอบเข้าพจมานและเอกเป็คู่แรกในการเดินทางเข้าสู่การทดสอบรอบสอบเข้า
“เอ่อ คือสงสัยหมอกมันหนานะครับคุณพจเลยไม่ทันสังเกตผม คุณพจเจ็บตรงไหมหรือเปล่าครับ”เอกพยายามหาข้อแก้ตัวเื่หายตัวและรีบเข้าไปพยุงพจมานลุกขึ้น
“ไม่เป็ไรค่ะ คุณเอกละคะเป็อะไรมากไหม” พจมานยังงงๆ กับเหตุการณ์ เพราะคิดว่าตัวเองนั้นมองทางดีแล้วแต่ก็ได้แต่เออออไปตามน้ำ
“ผมก็ไม่เป็ไรครับ”
[[[ เอก แม็ก ตอนนี้ กูอยู่กับมะลินะตอนนี้อย่าพึ่งตื่นตะลึกกับอะไรที่อยู่รอบข้าง ให้สนใจที่แผนที่ก่อนแผนที่ที่พวกมึงถืออยู่เป็แค่ 1 ใน 5ให้ตามหาใครสักคนที่มีแผนที่ไม่เหมือนกันห้าแผ่นแล้วเอามาซ้อนทับกันก็จะได้แผนที่ฉบับสมบูนณ์ รีบๆ ละเหลือเวลาไม่มากนักเจอกันพวกมึง ]]]
“คุณพลาย”เอกรำพึงออกมาเมื่อได้ยินเสียงในหัวดังก้องขึ้นมา ทำเอาพจมานถึงกับงงว่าเอกนั้นเรียกหาใคร
“มีอะไรเหรอคุณเอก”พจมานพยายามเรียกสติของเอก เมื่อเห็นเอกนิ่งเงียบไป
“คุณพจครับขอดูแผนที่หน่อย”เอกหันมาถามหาแผนที่ทันที่ทีตั้งสติได้ ทำเอาพจมานถึงกับกอดแผนที่แน่นแล้วเดินห่างออกมาจากเอก
“ทำไมเหรอคุณเอก คุณจะเอาแผนที่ของพจทำไมคุณเอกรู้อะไรมา” พจมานกอดแผ่นที่ไว้แน่น พร้อมที่จะวิ่งหนีได้ตลอดเวลา
“คุณพจใจเย็นๆ นะครับ คืองี้นะครับแผนที่เราได้มาเป็เป็แค่ส่วนเดียว เราต้องใช้แผนที่ทั้งหมดห้าแผ่นถึงจะได้แผนที่ฉบับสมบูรณ์ครับ ถ้าของคุณพจกับของผมไม่ใช่แผ่นเดียวกันมันอาจจะพาเราไปยังสถานที่จุดหมายสักแห่งได้นะครับ”เอกพยายามอธิบายให้พจมานโดยค่อยๆเดินเข้าหาพจมานอย่าช้าๆ เพื่อไม่ให้พจมานกังวลใจแล้ววิ่งหนีเขาไป
“คุณเอกจะแย่งแผนที่ของพจไปงั้นเหรอ พจไม่ยอมนะพจสู้นะจะบอกให้”พจมานรีบหยิบกระจกแปดทิศออกมาถือในมือเตรียมพร้องที่จะเข้าห้ำหั่นกับเอกได้ทุกขณะ
“คุณพจครับ นี่เราไม่ได้สอบแข่งขันใครแพ้ตกรอบกันซะที่ไหนละครับ ผมแค่จะขอดูแผนที่ เอามาประกอบกันแล้วเราก็ไปด้วยกันไงครับ” เอกถึงกับถอนหายใจยาวๆเมื่อเห็นทีท่าของพจมานที่ดูไม่ค่อยไว้ใจในตัวเขา
“เอ่อ จริงด้วย พจลืมไป สงสัยพจดูหนังมากไปนะนึกว่าจะเหมือนในหนังที่เป็เกมส์ที่ให้เพื่อนฆ่ากันเพื่อเป็ผู้ชนะนะ”พจมานเก็บกระจกแปดทิศกลับเข้ากระเป๋าพร้อมกับยื่นแผนที่ให้เอกเอกรับแผนที่มาประกบกันทำให้เอกและพจมานได้จุดหมายปลายทางแรกี่พวกเขาต้องไปกันแล้ว
“คุณพจพอจะคำนวณทิศทางได้ใช่ไหมครับว่าตอนนี้เราอยู่จุดไหนของแผนที่แล้วเราจะต้องไปทางไหน”
“อืม สบายมากคุณเอก เื่ทิศทางการไหลเวียนพจถนัด” พจมานหยิบเข็มทิศจีนออกมาแล้วทำการคำนวนหาทิศทางเปรียบเทียบกันกับในแผนที่
“ทางนี้คุณเอก ไปกันเถอะ” พจมานออกเดินนำเอกออกไปหลังจากที่คำนวณหาทิศทางได้แล้ว เอกที่ตอนนี้ก็ได้แต่เดินตามพจมานไปเท่านั้นเอง
“ถามจริงนะคุณพจ นี่คุณพจคิดจะใช้กระจกแปดทิศสู้กับผมจริงๆ เหรอ”
“คุณเอก” พจมานจ้องเขมงไปที่เอกด้วยความเขินอาย จนใบหน้าแดงกำ ทำเอาเอกหลุดขำ พร้อมกับดันตัวพจมาณให้เดินไป
“โอ๋ๆ นะคุณพจ ผมไม่แซวแล้วรีบไปกันเถอะ” เอกดันพจมานที่หน้านิ่วคิ้วขมวดแต่ก็แอบอมยิ้มอยู่เดินเข้าไปท่ามกลางหมอกที่ลงหนาจัด
ณ บริเวณตึกหลังใหญ่แห่งหนึ่งแม็กและเทพ ยืนมองป้ายขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่หน้าตึกทั้งคู่พากันกลืนน้ำลายอึกใหญ่เมื่อมองเห็นข้อความบนป้าย ที่เขียนอย่างเด่นชัดว่าโรงพยาบาลนครพันตา ทั้งสองหันมามองหน้ากันพร้อมกับกลืนน้ำลายอึกใหญ่อีกครั้ง
“มึงแน่ใจนะไอ้เทพ ว่าเป็ที่นี่”
“เอ่อ สิ ก็แผนที่มันบอกที่นี่ก็ที่นี่สิ”
“โรงพยาบาลนะมึง”
“แล้วทำไมวะ”
“ทำไม ถามมาได้ กู ถนัดใช้ มนต์ดำ แถมโดนไอ้สายข้อมือจำกัดเวทนี่อีกแล้วมึงก็เป็ร่างทรง โรงพยาบาลนะมึง ผีเยอะสัดอ่ะ เ้ามึงอ่ะ ปราบผีได้มะ”แม็กและเทพยืนเถียงกันอยู่หน้าโรงพยาบาล แต่ไม่ทันที่ทั้งคู่จะพูดคุยอะไรกันต่อก็มีเสียงฝีเท้าเดินเข้าใกล้พวกเขา เทพรีบเอามือปิดปากแม็ก แล้วดึงตัวแม็กเข้าไปหลบที่พุ่มไม้หลังกำแพงโรงพยาบาล
“ใครมาวะ” แม็กพยายามแกะมือเทพออกจากปากและลุกขึ้นมองดู แต่ก็ถูกเทพฉุดตัวลงนั่งพร้อมกับเอานิ้วชี้แตะปากเป็สัญญานไม่ให้ส่งเสียงดัง
แม็กและเทพ พยายามมองลอดผ่านช่องว่างของพุ่มไม้เพื่อมองดูว่าเป็ใครที่เดินเข้ามาทั้งสองต่างจ้องไม่กระพริบตา เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาจนมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูรั้วโรงพยาบาลทั้งสองพยายามมองลอดพุ่มไม้ขึ้นไปเพื่อให้เห็นหน้าได้ชัดๆแม้หมอกจะลงจัดและพุ่มไม้ก็มีช่องเล็ก แต่ก็ไม่เป็อุปสรรคทั้งสองจ้องมองจนเห็นได้ว่า คนที่เดินมาหยุดอยู่ที่หน้าโรงพยาบาลนั้นคือ หญิงแว่นทั้งสองต่างถอนหายใจ แม็กที่กำลังจะลุกขึ้นไปหาหญิงแว่นก็ถูกเทพฉุดลงนั่งอีกครั้ง
“อะไรของมึงอีกไอ้เทพ นั่นหญิงแว่นเอง”แม็กทำท่าไม่ค่อยพอใจเท่าไรที่ถูกเทพฉุดลงแล้วฉุดลงอีก
“เอ่อ หญิงแว่นไงนี่เป็โอกาสแก้แค้นของมึงแล้วนะ”
“ยังไงวะ” แม็กเริ่มงงกับคำพูดของเทพ
“ไอ้ซื่อบื้อเอ้ย เห็นหญิงแว่นไหม”
“อื้อ”
“มาคนเดียว”
“อื้อ”
“แล้วก็โดนจำกัดอาคมกับผนึกขวัญใช่มะ”
“อื้ม โอ้ย มึงก็เล่ามาสักที่สิวะ”แม็กเผลอทำเสียงดัง จนเทพต้องเอามือปิดปากแม็กอีกรอบ พยายามจับตัวแม็กไว้ให้นึ่งๆ หญิงแว่นที่ได้ยินเสียงแว่วก็มองหาดูรอบๆเมื่อไม่เห็นอะไรก็ไม่เอะใจอะไร เดินต่อเข้าไปในโรงพยาบาลทันที
“มึงเนี้ยนะไอ้แม็กเกือบเสียแผนแล้วไหมละ”
“มึงก็รีบๆเล่ามาสักที่ว่าจะให้ทำอะไรยังไง”แม็กดึงมือเทพออกแล้วก็สูดหายใจฟอดใหญ่เพราะโดนปิดปากปิดจมูกแทบหายใจไม่ออก
“ตอนนี้หญิงแว่นอยู่คนเดียว เราก็หลอกผีแกล้งให้ใให้ขวัญผวาไปเลย โรงพยาบาลนะเว้ย เื่ผีๆ สางๆ เื่หลอนๆไว้ใจที่นี่ได้เลย” แม็กได้ฟังแผนการณ์ร้ายของเทพ ก็ถึงกับยิ้มมุมปากออกมา
“มึงพอทำอะไรได้บ้างละ”เทพถามกลับแม็กดูว่าแม็กยังพอจะทำอะไรได้บ้างในเวลาแบบนี้
“กูมีหุ่นพยนต์”แม็กหยิบหุ่นพยนต์ออกมาสามสี่ตัวให้เทพดู เทพมองหุ่นพยนต์ทั้งสองต่างมองหน้ากันก่อนที่จะพยักหน้ารับกัน แล้วรีบย่องตามหลังหญิงแว่นไป
ถัดออกไปสามถึงสี่่ตึกเป็ที่ตั้งของธนาคารนครพันตา ที่นี่มีเชอร์รี่ มะนาวและเมล่อน สามสาวจากห้องสองเดินเข้าไปในตัวตึกและยังมีสองฝาแฝดหนุ่มหล่อจากห้องหนึ่งที่เมื่อตอนสอบเข้าทั้งสองได้ติดสอยห้อยตามเชอร์รี่จากถ้ำสมบัติของปู่โสมจนผ่านการคัดเลือกเข้ามาเรียนในโรงเรียนแห่งนี้
“คุณเชอร์รี่นี่เก่งจริงๆ นะครับที่รู้ว่าเราต้องใช้แผนที่ห้าแผ่นมาประกอบกันถึงจะได้แผนที่ฉบับสมบูรณ์”
“ใช่ครับ แถมยังหาพวกเราจนเจออีกพวกผมสองคนนี่โชคดีจริงๆเลยนะครับเนี้ยที่ได้คุณเชอร์รี่ช่วยไว้อีกแล้ว”สองหนุ่มฝาแฝดเป็สองหนุ่มที่ช่างจ้อ ทั้งสองต่างผลัดกันพูดบางครั้งก็ประสานเสียงกันทำเอาให้รู้สึกเหมือนมีคน พูดไม่หยุดเดินมาด้วยกันเลย ทำเอาเมล่อนกับมะนาวปวดเศียร์เวียนเกล้ากันทีเดียว
“นี่พวกเธอหยุดพูดกันสักชั่วโมงได้ไหมพวกฉันหูจะชาแล้วเนี้ย แล้วที่ไขปริศนากับหาพวกนายเจอเนี้ย ฝีมือเมล่อนเลยนะอยากรู้อะไรลองไปถามเธอสิ” มะนาวรีบตัดบทก่อนที่สองหนุ่มจะจ้อไปมากกว่านี้แต่ก็เหมือนกับโยนภาระไปให้ทางเมล่อนมากกว่า เพราะทันทีที่มะนาวพูดจบสองหนุ่มก็หันไปสนใจเมล่อนแล้วก็ถามไม่หยุดเลยทีเดียวเมื่อได้โอกาสชิ่งมะนาวรีบวิ่งตามเชอร์รี่ไปทันที
“จะว่าไปก็ต้องขอบใจยัยมะลิมันนะที่ไขปริศนานี้ออก” มะนาวเดินไปพูดไปกับเชอร์รี่จนทั้งสองเดินเข้ามาถึงในตัวอาคารของธนาคารแต่ทั้งสองก็ต้องหยุดชะงักเมือเห็นสภาพห้องที่อยู่ตรงหน้า
แม้แต่สองหนุ่มฝาแฝดที่จ้อมาตลอดทาง พอเดินตามมาทันเชอร์รี่ก็กลับอ้าปากค้างและหยุดพูดทันทีเมื่อเห็นสภาพห้อง ที่เป็โถงขนาดใหญ่มีเก้าอี้สำหรับลูกค้าไว้นั่งรอทำธุรกรรมอยู่ตรงกลางห้อง ด้านหน้าเป็เคาน์เตอร์สำหรับทำธุรกรรมมีกรงเหล็กขนาใหญ่กั้นช่องว่าง้าไว้ ด้านหลังเคาเตอร์เป็ห้องนิรภัยขนาดใหญ่ซึ่งประตูเซฟขนาดใหญ่ถูกเปิดอ้าไว้ ด้านในเต็มไปด้วยเงินสดจำนวนมหาศาลและทองคำแท่งอีกมากมาย
“เอาอีกแล้วเหรอ บรรยากาศคุ้นๆนะ”เชอร์รี่ถึงกับรำพึงออกมาเมื่อเห็นสภาพด้านหน้าของเธอตอนนี้
มะลิพาพลายเดินไปจนถึงจุดหมายในแผนที่ทั้งคู่ต่างจ้องมองจุดหมายของพวกเขา ก่อนที่จะหันมามองหน้ากันและเอ่ยออกมาอย่างพร้อมกัน
“อีกแล้วเหรอ”