“หวังเฮ่าออกเดินทางตั้งนานแล้วคำสั่งทหารเด็ดขาดดั่งภูเขา หวังเฮ่าต้องรีบกลับไปยังค่ายทหาร มิเช่นนั้นหากชักช้าไม่ทันการก็ต้องถูกนายทหารโบย”
“บ้านของโจวทงถูกเพลิงไหม้หรือ ฮ่าๆสมน้ำหน้านัก! สวรรค์มีตาแล้ว คนที่ก่อกรรมทำเข็ญก็สมควรได้รับผลตอบแทน!”
“ข้าได้ยินมาว่ามารดาของโจวทงเป็นสตรีปากร้ายนางมักจะทะเลาะกับคนในสกุลโจวอยู่บ่อยๆเป็นไปได้หรือไม่ว่าเป็นคนในสกุลโจวเองที่ลอบวางเพลิงบ้านโจวทง?”
“มารดาของโจวทงมิใช่คนดีอันใดโจวทงเองก็ใจดำอำมหิตเหลือเกิน พวกเขาสองแม่ลูกเคยล่วงเกินคนมามากมายย่อมต้องมีคนที่มิอาจให้อภัย ฉวยโอกาสยามที่พวกเขาไม่อยู่วางเพลิงบ้านของพวกเขาเป็นแน่”
วาจาของคนในหมู่บ้านหวังแทบทำให้คนในสกุลโจวโกรธจนกระอักเลือดตายทว่าอย่างไรเสียคำพูดที่พวกเขาเอ่ยออกมาก็เป็นความจริงเช่นกัน
ทั้งโจวทงและไห่ซื่อล้วนมิใช่คนดีอันใดโดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวไห่ซื่อเอง ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับสตรีในสกุลโจวย่ำแย่เกินทน
สตรีในสกุลโจวล้วนรังเกียจไห่ซื่อจนแทบสำรอกตายที่ดินของบ้านโจวทงถูกขายจนหมดเกลี้ยงแล้วมาวันนี้บ้านของโจวทงเองก็ถูกเผาจนไม่เหลือชิ้นดี เป็นเช่นนี้ก็ดีไม่น้อยหากโจวทงกับไห่ซื่อหวนคืนกลับมายังหมู่บ้านก็จะไร้บ้านอาศัยไร้ที่ดินทำกินมิอาจใช้ชีวิตในหมู่บ้านเฟิงได้ เช่นนั้นมิใช่ว่าไห่ซื่อจะต้องหายตัวไปตลอดกาลหรอกหรือ?
ด้วยมิอาจหาตัวโจวทงและไห่ซื่อพบอีกทั้งยังหาหลักฐานใดๆ ไม่ได้เจอ เรื่องนี้จึงได้ปิดฉากลงไปทั้งแบบนี้
หลายวันที่ผ่านมานี้จ้าวซานหยางทานยาถอนพิษจนหมดแล้ว พิษที่เหลืออยู่บนใบหน้าถูกชะล้างจนเกลี้ยงยามนี้เขาจึงเริ่มทาขี้ผึ้งลบรอยแผลเป็นสูตรของราชสำนัก
ยามนี้รอยเขียวคล้ำบนใบหน้าของจ้าวซานหยางเลือนหายไปแล้วเมื่อมองดูก็หาได้น่าเกลียดน่ากลัวเช่นแต่ก่อน อีกทั้งต่อให้เขาจะทานอาหารบำรุงกำลังอันใดก็หาได้หูอื้ออีกแล้ว
เขาเชื่อมั่นในวิชาแพทย์ของหลี่ชิงชิงเต็มหัวใจชายหนุ่มคิดว่าหลังจากที่รอยแผลเป็นบนใบหน้าถูกลบจนสะอาดเกลี้ยงเกลาแล้วเขาก็จะสามารถเข้าร่วมการสอบเคอจวี่ได้อีกครั้ง
ช่วงบ่ายของวันหนึ่งที่อากาศปลอดโปร่งไร้เมฆหมอกจ้าวซานหยางและครอบครัวได้นำของขวัญมามอบให้หลี่ชิงชิงเพื่อแสดงความขอบคุณ
เรื่องที่จ้าวซานหยางเดินทางมาบ้านสกุลหวังเพื่อขอบคุณนั้นเพียงครู่เดียวก็ถูกส่งต่อจนรู้กันไปทั่วหมู่บ้านหวังแล้ว
ซิ่วไฉสกุลจ้าวผู้นี้ถือว่าเป็นบุคคลที่ทุกคนในหมู่บ้านหวังเคารพยกย่อง
หัวหน้าหมู่บ้านหวังและผู้นำตระกูลหวังหวังชี อาศัยบารมีของหลี่ชิงชิงมาเยือนบ้านสกุลหวังและร่วมทานข้าวเป็นเพื่อนจ้าวซานหยางด้วย
สองสามีภรรยาผู้เฒ่าสกุลหวังปลื้มปีติจนหุบยิ้มแทบไม่ลง
ภรรยาของจ้าวซานหยางโจวซื่อเองก็ได้รับพริกสับดองจากหลี่ชิงชิงอีกครั้งนางเอ่ยปากชื่นชมทันที “พริกสับดองที่เจ้าทำรสชาติเลิศล้ำยิ่งนัก เพียงนำไปผัดกับอาหารก็นำขึ้นโต๊ะได้แล้ว”
จ้าวซานหยางพิถีพิถันกับอาหารการกินเป็นอย่างยิ่งโจวซื่ออยากให้จ้าวซานหยางมีความสุข นางจึงมักจะปรุงอาหารรสเลิศด้วยวิธีการต่างๆมากมายเสมอ ครานี้ได้พริกสับดองมาก็ยิ่งมีอาหารมากมายขึ้นโต๊ะให้ได้ทานสองสามีภรรยาย่อมเบิกบานใจถึงที่สุด
หลี่ชิงชิงยังตั้งใจขอให้จ้าวซานหยางช่วยตั้งชื่อให้เด็กในท้องของจางซื่อด้วย
ช่วงกลางวันของวันหนึ่งในปลายสารทฤดู คนสกุลหวังขายซาลาเปาเสร็จก็เดินทางกลับมาทานข้าวกลางวันที่บ้านจู่ๆ ท้องของจางซื่อก็ปวดหนักจนแทบระเบิด...
“พี่สะใภ้ใหญ่กำลังจะคลอดแล้ว”หวังเลี่ยงรีบไปตามตัวหวังจื้อที่เรือนด้านหลัง “พี่ใหญ่ท่านรีบไปเชิญหมอตำแยมาเร็วเข้า”
หลิวซื่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงสูงปรี๊ด“ชิงชิงเคยบอกไว้ตั้งนานแล้วว่านางจะทำคลอดให้จางซื่อเองพี่ใหญ่ของเจ้าไม่จำเป็นต้องไปเชิญหมอตำแยหรอก”
ผู้เฒ่าหวังเอ่ยเสริมว่า “เชื่อคำชิงชิงเถิด เดือนที่แล้วสะใภ้บ้านนั้นที่คลอดยากพอเชิญหมอตำแยมาก็ดันช่วยอันใดไม่ได้ยังเป็นชิงชิงของพวกเราที่ช่วยทั้งแม่และเด็กของบ้านนั้นจนรอดมาได้วิชาแพทย์ของชิงชิงสูงกว่าหมอตำแยพวกนั้นมากแล้ว”
หลี่ชิงชิงเตรียมคลอดให้จางซื่อมาตั้งนานแล้วก่อนหน้านี้นางก็เคยทำคลอดให้กับสตรีผู้หนึ่งในหมู่บ้านใกล้เคียงทารกในครรภ์ของสตรีผู้นั้นถูกสายสะดือพันคออยู่สองอาทิตย์ ทำให้การคลอดเป็นไปอย่างยากลำบากหมอตำแยที่รับดูแลครรภ์ถึงขนาดทิ้งเงินแล้วหนีไปเลยทีเดียว บ้านนั้นทำอะไรไม่ได้ได้แต่วิ่งมาขอความช่วยเหลือจากหลี่ชิงชิง และหลี่ชิงชิงก็ทุ่มเทอย่างสุดกำลังที่จะช่วยชีวิตเด็กทารกในครรภ์คนนั้นให้กลับมาจากประตูนรก
จางซื่อเชื่อมั่นในวิชาแพทย์ของหลี่ชิงชิงสุดหัวใจถึงขนาดเอ่ยปากย้ำๆ ขอร้องซ้ำๆ ให้หลี่ชิงชิงช่วยทำคลอด
หลิวซื่อกับผู้เฒ่าหวังยิ่งเชื่อมั่นในตัวหลี่ชิงชิง
ตามปกติแล้วหวังเลี่ยงเองก็เชื่อในตัวหลี่ชิงชิงเช่นกันทว่าครานี้เพราะความร้อนรนทำให้สมองคิดถึงเพียงหมอตำแย มิได้นึกถึงหลี่ชิงชิงเลย
หลี่ชิงชิงเพิ่งจะประคองจางซื่อเข้ามาในห้องนอนสำเร็จยังไม่ทันให้นางได้ทอดกายลงบนเตียงก็เห็นหวังจื้อที่เดินกะโผลกกะเผลกพุ่งเข้ามาพร้อมสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลนางจึงรีบเอ่ยว่า “พี่สะใภ้ใหญ่มิได้คลอดลูกเป็นครั้งแรกอีกทั้งตำแหน่งของทารกในครรภ์ก็ถูกต้อง พี่ใหญ่ ท่านอย่าเพิ่งกระวนกระวายไปเลยเจ้าค่ะ”
ผู้ใดจะรู้หวังจื้อกลับจ้องไปที่ท้องของจางซื่อแล้วเอ่ยว่า “ครานี้ต้องเป็นบุตรชายแน่”
จางซื่อใช้มือหนึ่งกุมท้องส่วนอีกมือค้ำยันกับเตียง นางพยายามกดข่มความเจ็บปวดพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเทาว่า“ข้าเองก็เฝ้ารอว่าเด็กในท้องจะเป็นบุตรชายเช่นกัน ข้ายินยอมมีชีวิตสั้นลงอีกสิบปีแค่ได้ให้กำเนิดบุตรชายเท่านั้นก็พอ”
“เฮ้อ หลายวันที่หวังเฮ่ากลับมาเขาเอาแต่โน้มน้าวท่านจนปากเปียกปากแฉะทว่าเหตุใดท่านยังให้ความสำคัญกับบุตรชายมากกว่าบุตรสาวอีกเล่า?” หลี่ชิงชิงเคยตรวจชีพจรให้กับจางซื่อนางรู้มาตั้งนานแล้วว่าเด็กในท้องของจางซื่อเป็นเพศใดทว่าไม่กล้าบอกหวังจื้อกับจางซื่อ ครานี้เด็กในครรภ์กำลังจะออกมาลืมตาดูโลกแล้วคงมิอาจปกปิดเพศของเด็กน้อยได้อีก ไม่รู้ว่าหวังจื้อกับจางซื่อจะผิดหวังมากเพียงใดนางยังเอ่ยเสริมอีกว่า “พี่สะใภ้เพิ่งมีอาการเจ็บครรภ์ยังเหลือเวลาที่เด็กจะคลอดออกมาจริงๆ อีกชั่วครู่ ท่านควรออกไปรอด้านนอกก่อนเถิดเจ้าค่ะ”
หลิวซื่อเองก็เข้ามาในห้องเช่นกันนางเอ่ยกับหวังจื้อว่า “ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ของบุรุษ เจ้าไปรอด้านนอกก่อนเถิดข้ากับชิงชิงจะช่วยอยู่เป็นเพื่อนภรรยาของเจ้าเอง!”
หลังจากที่หวังจื้อออกไปได้ไม่นาน ก็ได้ยินเสียงของหลี่ชิงชิงแว่วมาจากในห้องนอนว่า“เริ่มเห็นเลือดของพี่สะใภ้แล้ว ปากมดลูกเปิดออกสามนิ้ว เลือดไหลแสดงว่าจะคลอดได้เร็วกว่าน้ำคร่ำแตก”
ผู้เฒ่าหวังประสานสองมือไว้ด้านหน้า สายตาจับจ้องไปทางหวังจื้อก่อนเอ่ยว่า“เจ้าจะยืนโง่อยู่ตรงนี้ทำไมอีก รีบไปต้มน้ำร้อนและต้มไข่มาเร็วเข้า รอกระทั่งภรรยาของเจ้าให้กำเนิดลูกของเจ้าเสร็จแล้วจะได้ใช้น้ำร้อนล้างตัวทารก ใช้ไข่บำรุงกำลังให้ภรรยาของเจ้า”
หวังจื้อมุ่งหน้าไปยังห้องครัวอย่างเชื่อฟัง
“ท่านแม่กำลังจะให้กำเนิดน้องชายแล้ว”
“ไอหยา ข้ากำลังจะมีน้องชายแล้ว”
“วันนี้ท่านแม่จะให้กำเนิดน้องชายได้สำเร็จใช่หรือไม่?”
สามพี่น้องหวังพั่นตี้ยืนอยู่ในเรือนดวงตาสามคู่จับจ้องไปยังประตูห้องนอน ในนั้นมีมารดาของพวกนางที่กำลังให้กำเนิดทารกในครรภ์อยู่
แม้ว่าท่านแม่จะดุด่าพวกนางว่าเป็นสินค้าขาดทุนทว่าพวกนางกลับไม่เคยเกลียดท่านแม่เลยอีกทั้งยังไม่นึกอิจฉาน้องที่กำลังจะเกิดมาเช่นกัน
ผู้เฒ่าหวังทอดสายตามองหลานสาวทั้งสามที่ยืนกันเป็นระเบียบเรียบร้อยในใจก็ลอบถอนหายใจเบาๆ ที่บ้านกำลังจะมีอีกหนึ่งชีวิตเพิ่มขึ้นมาแล้ว
ในช่วงเวลาหลายวันที่หวังเฮ่ากลับมาเยี่ยมบ้านผู้เฒ่าหวังตั้งใจพบหวังเฮ่าเพื่อปรึกษาเรื่องการแยกบ้านโดยเฉพาะ
“ท่านพ่อ เกือบทั้งปีที่ข้าอาศัยอยู่ในค่ายทหารและไม่ได้กลับบ้านบุรุษโตเต็มวัยในบ้านจึงเหลือเพียงท่านกับพี่ชายใหญ่ข้าไม่เห็นด้วยที่จะแยกบ้านในตอนนี้ อีกอย่างชิงชิงเองก็บอกว่าทั้งพี่ใหญ่และพี่สะใภ้ใหญ่ล้วนขยันขันแข็งและทำงานหนักการค้าภายในบ้านมิใช่ว่ามอบหมายให้ผู้ใดมาทำก็ได้ทว่าหากมอบหมายให้พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ใหญ่ ข้าก็ยังวางใจและเชื่อใจได้มากกว่าไม่ต้องกลัวว่าจะถูกเล่นแง่หรือโดนขโมย”
คำพูดของหวังเฮ่าดังสะท้อนซ้ำไปซ้ำมาในสายธารความคิดของผู้เฒ่าหวัง
ผู้เฒ่าหวังลอบคิดในใจว่า นิสัยของบุตรชายแท้ๆของข้าช่างมีเมตตา และใจดีเหมือนกับตนนัก
หลังจากหวังเยวี่ยเก็บกวาดห้องครัวเสร็จแล้ว นางก็เข้ามาในห้องโถงเพื่ออยู่เป็นเพื่อนจางซื่อที่คลอดบุตร
ช่วงเวลาที่หวังเยวี่ยยังไม่ได้หย่าขาดนั้น นางรู้สึกอิจฉาสตรีที่ตั้งครรภ์เป็นพิเศษนางรู้ดีว่าช่วงเวลาที่สตรีคลอดบุตรนั้นคือช่วงเวลาที่อันตรายที่สุดราวกับขาข้างหนึ่งก้าวข้ามไปยังประตูนรกแล้ว ทว่านางไม่กลัว เพราะความฝันของนางคือการได้คลอดบุตรสักคน
โชคดีที่ความจริงปรากฏ นางมิได้มีบุตรกับโจวทงและปัญหาก็อยู่ที่ร่างกายของโจวทง
หลังจากกลับมายังบ้านเดิมและได้เรียนรู้วิธีทำซาลาเปาเพื่อหาเงินจากหลี่ชิงชิงหญิงสาวก็ไม่คิดจะแต่งงานอีก ทว่าวันนี้ได้เห็นจางซื่อให้กำเนิดบุตร นางก็หวนคิดถึงความปรารถนาในใจที่อยากจะตั้งครรภ์และมีบุตรสักครั้ง
ทว่านางไม่มีสามีแล้วนางจะให้กำเนิดบุตรได้อย่างไร?
หลิวซื่อมีสติ สงบนิ่งเป็นอย่างยิ่งนางชี้นิ้วสั่งการหวังเยวี่ยทันที “รีบไปยกถังน้ำร้อนเข้ามาเร็วเข้าแล้วก็นำเครื่องชั่งเข้ามาด้วย ยังยืนเซ่ออันใดอยู่อีก รีบไปเร็วเข้า!”
นี่เป็นครรภ์ที่สี่ของจางซื่อแล้วการคลอดย่อมง่ายกว่าครั้งแรก อีกทั้งนางยังสาวและยังแข็งแรง พื้นฐานร่างกายไม่เลวโภชนาการระหว่างตั้งครรภ์ก็ดี มีการออกกำลังกายในปริมาณที่เหมาะสม
หนึ่งชั่วยามต่อมา จางซื่อก็ให้กำเนิดทารกที่สมบูรณ์แข็งแรง
นางแผ่กายทิ้งตัวอยู่บนเตียงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนแรงว่า “เป็นบุตรชายใช่หรือไม่?”