“โอ้ว ตอบสนองได้ดีเยี่ยม เอาล่ะสวัสดีนั่งลงก่อนฉันมีอะไรจะพูดกับนาย”
แอชเชอร์นั่งตัวตรงตามคำสั่งของผู้บัญชาการเพื่อรอคำสั่งถัดไป ดูเหมือนว่าการเจอกันของเขาและผู้บัญชาการที่มาเพียงคนเดียวจะมีเื่สำคัญนอกจากการมากล่าวชมเื่ที่เขาสามารถซิงโครไนซ์ระดับ S ได้
“ฉันได้ข่าวว่านายพิเศษกว่าคนอื่นๆจนถูกมองข้ามสินะ”
“ครับ”
“ไม่นึกเลยว่านายจะเคยัักับฟอสเอนเนอร์จี้มาก่อน เอาล่ะก่อนจะเข้าเื่หลักเรามาเข้าเื่รองก่อน บอกฉันหน่อยได้ไหมว่านายไปัักับเอนเนอร์จี้มาได้อย่างไร”
แอชเชอร์เริ่มเล่าเื่เขตที่พักอาศัยของเขาถูกโจมตีจากมอนสเตอร์ โดยไม่ได้บอกว่าเข้าใกล้มอนสเตอร์เลยสักนิด ดูจากท่าทางผู้บัญชาการคงจะตรวจสอบเื่นี้มาก่อนแล้ว เขาจึงบอกตำแหน่งที่ตัวเองรอรับการช่วยเหลือ ส่วนการัักับฟอสเอนเนอร์จี้แอชเชอร์ปล่อยให้ผู้บัญชาการนำไปคิดด้วยตัวเอง ว่าเขาได้มาอย่างไร เนื่องจากตำแหน่งของเขาและมอนสเตอร์อยู่ไกลกันตั้ง 40 กว่าเมตร เขาจึงให้ผู้บัญชาการคิดเองเออเองว่ามันอาจจะลอยมาในอากาศหรือไม่เขาก็ถูกพลังของมอนสเตอร์โจมตีโดยไม่รู้ตัวแต่รอดมาได้อย่างฉิวเฉียด
“เป็อย่างนี้เองสินะ เอาล่ะช่างมันเถอะ แล้วนายอยากรู้ความจริงเกี่ยวกับเขตที่เคยอาศัยอยู่ไหม”
แอชเชอร์ไม่ได้เปลี่ยนสีหน้าใดๆเลย เขาไม่ดีใจ ไม่ใ ไม่แสดงอาการใดๆออกจากใบหน้า เนื่องจากว่าอีกฝ่ายกำลังดูเชิงเขาอยู่ จากประสบการณ์ใช้ชีวิตมาแล้วครั้งหนึ่งทำให้เขาเก็บสีหน้าและอาการต่างๆได้
“อยากครับ”
“มันไม่ได้เป็ฝีมือของมอนสเตอร์ทั้งหมดซะทีเดียวหรอกนะ ต้องบอกว่ามีมนุษย์ช่วยเปิดทางให้พวกมันเข้ามา”
“ใครเหรอครับ”
“ไม่รู้ ทางกองทัพไม่สามารถตรวจสอบได้ ตอนนี้ยังคงเป็ปริศนาอยู่ เอาล่ะเรามาเข้าเื่หลักกัน”
ด้วยคำพูดที่ผู้บัญชาการทิ้งเอาไว้ แอชเชอร์รู้ดีว่ากำลังถูกกระตุ้นด้วยความอยากรู้อยากเห็นและความโกรธ ดูเหมือนว่าข้อมูลพี่สาวของเขาจะถูกสืบค้นมาด้วยเช่นกัน การที่เขารอดมาเพียงแค่หนึ่งคนเท่านั้น ทางกองทัพคงคิดว่าพี่สาวของเขาตกตายไปในเหตุการณ์นี้
“นายอยากจะแข็งแกร่งขึ้นไหม”
“อยากครับ”
“มากแค่ไหน”
“มากจนไม่มีอะไรฆ่าผมได้ครับ”
“ดี” ผู้บัญชาการฉีกยิ้มกับคำตอบของแอชเชอร์ จากท่าทางที่เขาลองเชิงด้วยคำพูด ทำให้เขารู้สึกชอบแอชเชอร์มากยิ่งขึ้นเพราะรู้จักแยกแยะอารมณ์ความรู้สึก หากได้รับภารกิจให้ทำงานเสี่ยงอันตรายโอกาสสำเร็จจะต้องมากอย่างแน่นอน
“เอาล่ะ เมื่อครู่ฉันพึ่งประชุมกับผู้บัญชาการกองทัพอื่นๆ เื่หลักสูตรพิเศษที่จะมีเพียงผู้ที่สามารถซิงโครไนซ์ระดับ A และ S เข้าร่วม หากนายยอมที่จะเข้าร่วมหลักสูตรพิเศษ นายจะถูกส่งไปยังค่ายฝึกพิเศษที่จะมีระดับ A เป็พี่เลี้ยงในการฝึกซ้อมให้กับนาย”
“ผู้บัญชาการหมายความว่า หากผมรับข้อเสนอผมจะถูกแยกออกไปฝึกกับพี่เลี้ยงที่เป็ทหารระดับ A ”
“ใช่ พวกเขาเป็หัวกะทิที่สามารถโค่นล้มมอนสเตอร์ 6 ดาวได้ด้วยตัวคนเดียว หากได้รับการสอนสั่งจะทำให้นายแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ว่ายังไงจะรับข้อเสนอไหม”
แอชเชอร์คิดเล็กน้อย จากท่าทางการพูดของผู้บัญชาการมันแปลกไป เดิมทีหลักสูตรพิเศษที่จัดขึ้นมาสามารถบังคับให้เขาเข้าร่วมได้โดยไม่ต้องให้ข้อเสนอกับเขาแบบนี้ แต่ผู้บัญชาการกลับยอมลงมาพูดกับเขา ดูเหมือนว่าการพูดเพื่อให้เขายอมไปด้วยตัวเอง จะทำให้ผลการฝึกพัฒนาได้ดีกว่าบังคับให้เขาเดินทางไปค่ายฝึกพิเศษ
“แล้วถ้าผมไม่ไปจะมีอะไรเกิดขึ้นอย่างนั้นเหรอครับ”
“ไม่มีอะไรมาก นายก็แค่ฝึกที่นี่ไปจนกว่าจะจบหลักสูตร แต่อย่าลืมว่าเมื่อปิดหลักสูตรจะมีการประกาศสถานที่ที่นายจะไปประจำการ ซึ่งมันใช้คะแนนจากการฝึกเป็ตัวชี้วัด”
แอชเชอร์นั่งคิดผลดีและผลเสีย หากเขารับข้อเสนอ มันจะเป็ผลดีกับเขามากน้อยแค่ไหนถ้าเทียบกับการฝึกภายในค่ายแห่งนี้ ในความทรงจำของแอชเชอร์เดือน 3 และต่อจากนี้ไปจนกว่าจะถึงเดือน 9 ทุกๆการฝึกจะต้องใช้งานมานา ทุกคนจะถูกฝึกให้คุ้นชินกับมานา ไม่ได้มีการฝึกต่อสู้กับมอนสเตอร์เนื่องจากเครื่องจำลองการต่อสู้มีไม่มากและการจับมอนสเตอร์มาใช้งานเสี่ยงอันตราย ทุกคนจะได้ฝึกใหม่ก็ตอนที่พวกเขาไปประจำการสถานที่ต่างๆ จากนั้นก็ใช้ชีวิตของพวกเขาในการฝึกกับการเผชิญหน้ากับมอนสเตอร์
การอยู่ในค่ายฝึกยังมีมานาที่มอบให้นักเรียนอย่างจำกัด หลังจากที่นึกคำตอบได้แอชเชอร์จึงตอบตกลงรับข้อเสนอ แม้จะเสี่ยงไปหน่อยเพราะต้องไปแนวหน้าเพื่อฝึก ถึงอย่างนั้นเขากลับมีรุ่นพี่ที่เป็ระดับ A คอยช่วยเหลือ การได้ออกไปสู้กับมอนสเตอร์ของจริงทำให้เขาเก็บฟอสเอนเนอร์จี้ได้ด้วย
“ผมตกลงที่จะไปค่ายฝึกพิเศษครับ”
“ดี แต่บอกก่อนว่าค่ายฝึกพิเศษมันเป็หลักสูตรที่แยกย่อยออกมาสำหรับระดับ A และ S เมื่อถึงการประเมินหลักสูตรนักเรียนเตรียมทหารปกติในเดือน 9 นายจะถูกส่งตัวกลับ อย่าฝึกจนลืมเวลาล่ะ”
“ครับ”
“เอาล่ะวันนี้พอแค่นี้ก่อน เตรียมตัวให้พร้อมฉันจะส่งคนมารับในอีก 7 วัน ระหว่างนี้พยายามทำตัวให้คุ้นชินกับมานาให้เร็วที่สุด ไม่อย่างนั้นนายจะถูกมองว่าเป็ตัวถ่วงของค่ายพิเศษ”
ผู้บัญชาการเดินจากไป แอชเชอร์ที่ไม่รู้ทางออกจึงนั่งรอกระทั่งมีนักวิจัยเข้ามาพาตัวของเขาออกไปจากสถานที่แห่งนี้ ภายใต้ข้อเสนอของผู้บัญชาการที่ให้มานี้ ดูเหมือนว่ามันจะไปกระตุ้นให้อนาคตที่แอชเชอร์เคยเห็นเปลี่ยนไป ปกติเขาจะต้องฝึกในค่ายของกองทัพที่ 7 จนจบหลักสูตรเขากลับได้ย้ายไปฝึกที่ค่ายพิเศษ ถึงอย่างนั้นหากอนาคตเปลี่ยน เขาก็เพียงแค่พยายามแข็งแกร่งเพื่อรับมือกับอนาคตเ่าั้ก็เพียงพอแล้ว
“นายคิดว่าเขาเป็อย่างไรบ้าง”
ผู้บัญชาการมองผ่านกระจกห้องลงมาดูแอชเชอร์ที่กำลังเดินกลับไปยังห้องพักของเขา รองผู้บัญชาการที่ยืนอยู่ข้างๆจึงมองจ้องแอชเชอร์ด้วยเช่นกันเพื่อดูความเป็ไปได้
“ตอบยากมาก เขาไม่แสดงอารมณ์ใดๆเลย จึงยากที่จะมองเขาออก”
“อืม เป็อย่างที่พูด เขาเดาใจได้ยากมาก ฉันอุส่าลองพูดถึงเขตที่เขาจากมา บนใบหน้าของเขากลับนิ่งเฉย แม้แต่เื่พี่สาวต่างพ่อแม่ก็ไม่ทำให้เขาเปลี่ยนสีหน้าและอารมณ์”
“แล้วทำไมท่านถึงให้เวลาเขามากขนาดนั้นกัน”
รองผู้บัญชาการถามถึงเหตุผลที่ให้เวลาแอชเชอร์ 7 วันทั้งๆที่พวกเขาสามารถส่งแอชเชอร์ไปค่ายฝึกพิเศษได้ในวันนี้
“พรุ่งนี้จะมีกิจกรรมพิเศษแล้ว ปล่อยให้เขาได้แสดงฝีมือสักหน่อย จะได้รู้ว่า 2 เดือนที่ผ่านมาเขาทำอะไรได้บ้าง อีกอย่างให้คนเก็บข้อมูลของเขาเอาไว้ให้ลับที่สุด ต่อจากนี้ไปจะต้องมีคนขุดคุ้ยประวัติของเขาแน่นอน”
ผู้บัญชาการยิ้มกว้างเมื่อนึกไปถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในคืนวันพรุ่งนี้ มันเป็สิ่งที่ครูฝึกทำกันเป็รุ่นสู่รุ่นถ่ายทอดสู่ๆกันมา เพื่อประเมินความสามารถของนักเรียกเตรียมทหารที่ได้รับการฝึกตลอด 2 เดือน ซึ่งเขาอยากเห็นการลงมือของแอชเชอร์ ว่าจะแสดงความเป็ผู้นำหรือว่าจะใช้ความเด็ดเดี่ยวของเขาในการทำสิ่งที่น่าตื่นเต้นที่กำลังจะเกิด
“คงไม่มีอะไรอีกแล้วสินะ”
แอชเชอร์กลับถึงเตียงนอนพลางมองไปยังเพื่อนที่กำลังนั่งเล่นโทรศัพท์ หลังจากผ่านความกดดันก่อนที่จะซิงโครไนซ์ครั้งแรกมาได้ครูฝึกจึงส่งคืน เขาจึงเปิดโทรศัพท์เช็คข้อมูลด้านนอกเช่นกัน ก่อนจะพบการโจมตีของมอนสเตอร์มากมาย แต่ที่เขาสนใจมากก็คือข่าวในวันที่เขตของเขาถูกทำลาย แอชเชอร์อยากรู้ว่ามีข่าวอะไรประกาศออกไปบ้าง อย่างไรก็ตามมันกลับเป็ข่าวการบุกจู่โจมของมอนสเตอร์ธรรมดาๆเท่านั้น ไม่ได้มีมนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้องแต่อย่างใด เขาจึงวางโทรศัพท์จากนั้นก็เดินไปอาบน้ำเตรียมที่จะนอน พลางบอกตัวเองให้ระวังตัว
ในชีวิตก่อนพวกที่ใช้สัญลักษณ์ขนนกสีแดงไม่ปรากฎตัวในความทรงจำของเขา ตอนนี้แอชเชอร์กล้ายืนยันแล้วว่าจะต้องมีคนภายในคอยลบข้อมูลของพวกมันจนไม่มีใครรู้ตัวตน เขาจึงต้องระวังให้มากกว่านี้
—-----------------------------
ปี๊ด~!
เสียงนกวีดปลุกนักเรียนทุกคนให้ตื่นนอนในตอนเช้า แอชเชอร์ที่หลับเต็มอิ่มรีบลุกขึ้นมาสวมรองเท้าเพื่อออกไปวิ่งในเช้าของวันนี้
จากประสบการณ์ชีวิตก่อน วันนี้จะเป็อีกหนึ่งวันสำคัญที่ทำให้การฝึกของนักเรียนเปลี่ยนไป หลังจากที่พวกเขาปลุกการซิงโครไนซ์ได้สำเร็จ
“พอ พอ~! แถวตอนเรียง 5 ทั้งหมดจัดแถว~!”
การวิ่งเสร็จสิ้นเหล่านักเรียนต่างตั้งแถวตอนเรียง 5 ระหว่างที่ครูฝึกกำลังเดินไปยังด้านหน้าแถวของนักเรียน ผู้ช่วยครูฝึกต่างก็รีบวิ่งเข้าไปในแถวเพื่อแจกจ่ายแคปซูลอาหารให้นักเรียนได้อิ่มท้องก่อนจะทำการฝึกครั้งต่อไป
“เอาล่ะ อย่างแรกฉันขอแสดงความยินดีกับพวกแกทุกๆคนที่สามารถผ่านการซิงโครไนซ์ครั้งแรกมาได้ ดีใจไหม พวกแกดีใจหรือไหม~!”
“ดีใจครับ~!!!” เหล่านักเรียนร้องะโขานรับพร้อมกัน แม้ในน้ำเสียงจะมีหลายคนที่เสียใจกับระดับการซิงโครไนซ์ของตัวเองที่ต่ำ ครูฝึกกลับไม่ได้สนใจ หากเป็ไปได้เขาก็ไม่อยากให้มีเื่แบบนี้เกิดขึ้น เขาอยากให้ทุกคนเป็ระดับ S เลยด้วยซ้ำแต่มันทำไม่ได้ ถึงอย่างนั้นการฝึกยังคงต้องดำเนินต่อไป
“วันนี้ฉันมีข่าวดีจะบอก”
ทุกคนเริ่มกลับมาฟังเสียงร้องะโของครูฝึกหลังจากที่หลายคนลบอาการเสียใจทิ้งไป
“หลังจากนี้ต่อไป หลักสูตรการฝึกจะเข้มข้นกว่าเดิม จะดุเดือดกว่าเดิมเพราะงั้น ฉันจะแจกจ่ายสิ่งนี้ให้กับทุกๆคน หากใครรู้จักก็เงียบ หากใครไม่รู้จักก็เงียบ ฉันจะพูดถึงมันหลังจากที่ได้ครบทุกคนแล้ว”
เหล่ารุ่นพี่ทหารเดินเข้ามาล้อมรุ่นน้องที่ผ่านการซิงโครไนซ์ครั้งแรก ก่อนที่จะนำเสื้อเกราะที่มีเพียงแค่ส่วนหน้าอกออกมามอบให้รุ่นน้อง โดยชุดเกราะที่ทุกคนได้เป็ชุดเกราะฝึกซ้อม มันไม่ได้มีเกราะป้องกันตัวเพราะมีเพียงแค่แหล่งพลังงานกลางหน้าอกและสายสะพายที่เหมือนกับเสื้อกล้ามเท่านั้น กระทั่งนักเรียนได้ชุดเกราะครบครูฝึกก็ได้ร้องะโก้องขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
“สิ่งๆนี้เป็ชุดเกราะฝึกซ้อม พวกแกจะต้องใช้มันจนกว่าหลักสูตร 10 เดือนของพวกแกจะจบลง การทำงานของมันไม่มีอะไรยุ่งยาก พวกแกเพียงแค่นำแกนมานาที่ถืออยู่ใส่ลงไปกลางชุดเกราะที่อยู่บริเวณหน้าอกของพวกแกเท่านั้นก็พอแล้ว ฉันจะให้เวลาพวกแก 5 นาทีในการสวมใส่”
หลังจากครูฝึกพูดจบนักเรียนที่ได้ชุดเกราะต่างช่วยกันสวมจนชุดเกราะรัดแน่นร่างกาย จากนั้นพวกเขาก็นำแกนมานาติดตั้งใส่ลงไปยังกลางชุดเกราะก่อนที่พวกเขาแต่ละคนจะล้มตัวลงไปนอนบนพื้นจากอาการจุกเหมือนกับมีคนใช้กำปั้นชกลิ้นปี่ของพวกเขา แต่อาการจุกกลับอยู่ไม่นาน หลังจากผ่านไป 10 วินาทีพวกเขาก็สามารถลุกขึ้นมายืนได้
“สิบ เก้า”
เสียงนับถอยหลังของเวลาที่กำลังจะหมดเริ่มต้นขึ้น เหล่านักเรียนที่เปิดใช้งานชุดเกราะครบทุกคนแล้วล้วนกลับเข้ามาอยู่ในแถวเช่นเดิม
“เอาล่ะ! หวังว่าจะคุ้นชินกับการสวมใส่ แต่บอกก่อนว่าพวกแกไม่สามารถเปิดใช้งานตอนไหนก็ได้ แกนมานาที่ให้มีจำกัด หากพวกแกใช้งานแค่่ฝึกซ้อมกับฉันมันจะอยู่ได้ถึงการฝึกจบ ถ้าใครนำไปใช้นอกเวลาแล้วมานาหมด พวกแกเตรียมตัวทำงานหนักกันได้เลย”