“มึง!!! มึงก็แดกแต่เหล้างานการไม่หาใส่หัว!! ชาตินี้มันจะรวยให้มึงไหม!! ดูชาวบ้านชาวช่องเขามั้ง”
“หา!!! แล้วมึงคิดว่าตลอดมาใครช่วยมึงทำมาหาแดกจนป่านนี้ ถ้าไม่ใช่กูแล้วมันใคร!!! ร้อย สองร้อย มึงจะเป็จะกับเหล้ากูนี่ล่ะ เหล้ากูเคยฆ่าพ่อมึงรึไง ต่อให้กูแดกกูก็ช่วยมึงทำงานอยู่ดี!!!”
อา~เป็่เวลาที่ไม่น่าจดจำเอาซะเลย น่าจะเป็ตอนฉัน 3ขวบได้มั้ง พ่อกับแม่ที่ทะเลาะกันแต่เื่เดิมๆ ั้แ่จำความได้ก็เป็ยังงี้มาตลอด คำหยาบคายต่างๆนาๆ ถูกพ่นออกมาไม่มีหยุด แต่น่าแปลกวันเวลาที่ตอนนั้นฉันอายุแค่ 3ขวบ แทนที่จะร้องไห้งอแงเพราะเจอเื่แบบนี้ สิ่งที่ฉันคิดมีเพียง ความรำคาญและหงุดหงิด
วันเด็กที่ไม่อยากจดจำ แต่พอเวลาผ่านไปฉันดันมีบางจังหวะที่คิดอยากกลับไปในวัยเด็กอีกครั้ง
เพราะอะไรกันนะ?
หรือเพราะฉันอยากจะแก้ไข่เวลานั้นงั้นหรอ เด็ก3ขวบจะไผทำอะไรได้
จากนั้นทั้งสองคนก็ทะเลาะวิวาทกัน ถ้าจะถามว่าเมื่อกี้ไม่ใช่การทะเลาะรึ ก็คงใช่แหละ แต่ตอนนี้ทั้งสองคนเริ่มใช้กำลังแทนวาจาแล้ว ถ้าถามว่าผู้หญิงจะสู้ผู้ชายในการต่อสู้ด้วยกำลังยังไง ปกติก็คงไม่ไหวหรอก แต่ถ้าฝ่ายชายอยู่ในสภาพเมาจนคุมตัวเองยังไม่อยู่ แล้วในมือฝ่ายหญิงดันมีขวดน้ำปลาแข็งๆอยู่ มันก็อีกเื่
ใช่แล้ว แม่ฉันใช้ขวดน้ำปลาฟาดไม่ยั้งใส่พ่อฉัน พ่อเองก็ต่อยไม่คิดชีวิตด้วยเหมือนกัน คิดว่าเด็กที่โตมาในสภาพแวดล้อมยังงี้จะเป็ยังไงก็คงจะกลายเป็เด็กอันธพารละมั้ง แต่ฉันนั้นแตกต่างฉันเกลียดอันธพารเพราะพี่ฉันเป็พวกมันไงละ สิ่งมีชีวิตที่ฉันเกลียดที่สุดในโลกคือพี่ชายตัวเอง ฉันเกลียดมันเกลียดมากจนไม่อยากหายใจร่วมกับมันเลยด้วยซ้ำ ทั้งคำพูดด่าทอแถมยังทำร้ายร่างกาย คิดว่าที่ทำสิ่งนี้กับเด็ก3ขวบต้องเป็คนยังไง ตอนฉัน3ขวบมันก็13แล้ว ถ้าไปบอกแม่รึถ้าแม่เห็นแม่ก็ด่าแล้วห้ามให้อยู่ก็เถอะ แต่คิดว่ามันจะทำต่อหน้าแม่รึไง แล้วต่อให้ไปฟ้องคิดว่าแค่คำด่ามันจะเลิกรึไง ฉันเกลียดมันแล้วมันก็เกลียดฉันเหมือนกัน
ฉันไม่รู้หรอกว่ามัน กลียดฉันเื่อะไร แต่มันเกลียดฉันมันเลยทำยังงี้กับฉัน แล้วถ้าให้พ่อจนการละ พ่อหลังจากเลิกงานก็วิ่งเข้าหาร้านเหล้าตลอดแบบนั้นหวังพึ่งอะไรไม่ได้หรอก ฉันเป็ลูกคนที่ 3มีพี่ชาย1พี่สาว1 พี่ชาย13ปี พี่สาว9ปี พี่สาวของฉันฉันก็ไม่ชอบมันเหมือนกัน มันไม่เคยช่วยเหลือฉันสักครั้งทุกครั้งที่มันฉันโดนพี่ชายทำร้าย มันก็จะมองดูแล้วเดินเข้าห้อง ไม่เคยคิดจะห้ามสักครั้ง แล้วมันก็เป็คนเดียวที่ได้ตามแม่ไปไหนมาไหนด้วยตลอด พ่อกับแม่ฉันทำธุรกิจขายส่งให้แม่ค้ารายย้อย หรือจะเรียกว่าพ่อค้าคนกลางก็ได้ เวลาอยู่บ้านไม่ค่อยแน่นอนแต่ปกติแล้วจะ ออกจากบ้านั้แ่เที่ยงคืนเพื่อไปส่งของกลับบ้านทีก็10โมงเช้า แล้วพอบ่ายโมงก็จะออกไปรับของจากพวกผู้ผลิต อย่างชาวสวนรึตลาดใหญ่ กว่าจะกลับก็1-2ทุ่ม หยุด2ครั้งต่อสัปดาห์ ยิ่งถ้าเป็เทศกาลฉันก็จะไม่เจอพวกเขาเลย
ตากับยายฉันที่อยู่บ้านข้างกัน ฉันก็ไม่ชอบพวกเขาเหมือนกันพวกเขาไม่เคยห้ามพ่อแม่ฉันเลย ตาก็เป็ขี้เหล้าเหมือนกัน พอเมามาก็หาเื่พูดแซะคนนู้นคนนี้ไปทั่ว ยายฉันก็เป็พวกชอบเปรียบเทียบ ชอบเอาฉันหรือคนในบ้านไปเทียบกับคนนู้นคนนี้ ลูกของคนนู้นน่ารักกว่าฉันมั่งละ หลานของเพื่อนสอนง่ายมั่งละ สามีของใครก็ไม่รู้ที่ยายพูดชื่อออกมาดีกว่าสามีตัวเองมั่งละ ลูกเขยบ้านนู้นบ้านนี้ ดีกว่าพ่อฉันมั่งละ
ไม่ได้อยากรู้ซะหน่อย ไม่ได้้ารู้เลย
จากนั้นพ่อแม่ที่ทะเลาะกันเสร็จก็พากันไปโรงบาล ฝ่ายพ่อเจ็บหนักกว่าเหมือนเคย พอสักพักพี่ชายฉันก็กลับมาบ้านกลิ่นเหล้าเหม็นคลุ้งชวนคลื่นไส้
เหอะ เด็ก13ที่กลับมาบ้านด้วย กลิ่นเหล้าเต็มตัวทำไมที่นี่มันถึงมีแต่พวกไม่ได้ความอยู่กันนะ
“มองอะไรไอ้เด็กเปรต เดียวเถอะมึง เดียวเถอะมึง สักวันกูเอามึงตายแน่”
แค่เกิดก่อนไม่กี่ปีทำตัวยิ่งใหญ่จังเลยนะ สภาพอย่างงี้ไม่ได้แก่ตายหรอก
‘เพี๊ยะ’
“ฉันล่ะเกลียดสายตาแกจริง เป็แค่เด็กเปรตอย่ากล้ามาทำสายตายังงั้นกับฉันนะ”
สายตายังงั้นคือยังไง พูดอะไรเข้าใจยากซะจริง พูดฉันก็ไม่ได้อะไรพูดออกไป แล้วมันก็เดินเข้าห้องไปทั้งอย่างงั้น
“เจ็บ”
หน้าร้อนผ่าวไปด้วยความเ็ปจนอยากจะร้องไห้ออกมา แต่ฉันไม่ร้องหรอก ก็แค่ฝ่ามือของพวกน่าสมเพชแค่นี้ฉันทนได้อยู่แล้ว จากนั้นฉันก็ได้ยินเสียงร้องให้ออกมาจากห้องข้างๆ ที่ไอ้เวรนั้นเดินเข้าไป เป็ห้องของพี่สาวฉันเอง คนที่ควรร้องไห้ที่สุดมันควรเป็ฉันไม่ใช่เรอะ
ถ้าฉันยังอยู่ที่นี่ต่อไปฉันคงต้องกลายเป็พวกไม่ได้ความไปอีกคนแน่ ฉันจะทำยังไงดี ถึงจะเหมือนพูดซ้ำซากก็เถอะแปลกใช่ไหมล่ะที่เด็ก 3ขวบคิดได้ขนาดนี้
อดทนเอาไว้วันของฉันมันต้องมาถึงแน่
ฉันคิดอย่างนั้นพร้อมเดินเข้าห้องใหญ่สุด นี้เป็ห้องพ่อกับแม่ก็จริงแต่พวกเขาไม่ดคยนอนห้องนี้หรอก ปกติแล้วแม่จะนอนอยู่ส่วนโถงกลางบ้าน พ่อที่เวลาเลิกงานก็เมาอยู่ตลอดนั้นก็นอนไม่ค่อยเป็ที่หรอก หน้าห้องน้ำมั่ง โซฟามั่ง บ่างทีก็นอนที่โต๊ะหน้าบ้านก็มี
หลังจากการทะเลาะครั้งนั่นพ่อก็เหมือนจะรู้สึกผิดแล้วคิดได้เลยไปบวช1พรรษา แล้วทุกอย่างก็เหมือนจะดีขึ้นนิดหน่อย เหล้าที่กินลดลงนิสัยดูเป็ผู้เป็คนมากขึ้น แต่ฉันก็ยังผิดใจกับพี่น้องอยู่ดีวันเวลาผ่านไปสองปี แม่ฉันมีลูกคนที่4 กิจการให้ลูกน้องที่ไว้ใจได้ช่วยดูแลสักพัก นั่นเป็ครั้งแรกที่เห็นพ่อไม่กินเหล้าั้แ่จำความได้
“โอ้เอ้ โอ้เอ้ นี้ใครเอ๋ยนี้พ่อเองไง”
“หน้ายังกับโจรเดี๋ยวเด็กก็กลัวหมด”
“น่ารักจังเลยน่า~ ตัวนิดเดียวเอง”
พ่อฉันเอาอกเอาใจน้องที่พึ่งเกิด แม่ก็ยิ้มออกเป็รอยยิ้มที่หาได้ยาก พักผ่อนอย่างเต็มอิ่มไม่ต้องออกจากบ้านแล้วทำแต่งาน พี่สาวฉันก็เล่นกับน้องอย่างสนิทสนม ส่วนฉันได้แต่มองอยู่ห่างๆ ั้แ่จำความได้ฉันไม่เคยััความรู้สึกแบบตรงหน้าเลย ฉันเกิดมาใน่ที่พ่อกับแม่ ระหองระแหงกัน กับมีพี่ชายเฮงซวยแล้วก็พี่สาวเ็าที่ไม่สนใจฉันเลย ตากับยายที่ไม่ได้ให้ความรู้สึกของเครือญาติอยู่เลย แต่หมอนั่นที่พึ่งเกิดมากับได้ในสิ่งที่ฉันไม่เคยได้
หงุดหงิด หงุดหงิดสุดๆไปเลย
พี่ชายถูกส่งไปเรียนโรงเรียนประจำเพื่อแยกมันจากเพื่อน ส่วนฉันถูกส่งเข้าเรียนโรงเรียนรัฐใกล้บ้าน เพราะจะได้มีเวลาเลี้ยงเด็กมากขึ้นโดยที่ไม่ต้องสนใจฉัน ส่วนพี่สาวตอนนี้ปิดเทอมกว่าจะเปิดก็อีกเดือน เพราะเรียนในโรงเรียนหญิงล้วนเวลาเปิดเลยไม่ตรงกัน
เข้าเรียนประถมทั้งๆ ที่ไม่เคยเข้าอะไรอย่างอนุบาลรึศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเลยสักนิด แถมเข้าไปก็เจอแต่เด็กที่โตกว่า ประถมศึกษา1 เนี่ยปกติก็มีแต่เด็ก6-7ขวบ ฉันที่5ขวบเลยดูแปลกแยกอยู่นิดหน่อย แต่ถ้าเทียบกับบ้านแบบนั้นล่ะก็ที่นี่อาจจะดีกว่าก็ได้ ฉันคิดว่ายังงั้น ที่นี่มีอะไรมากมายให้ฉันทำนอกจากการดูพ่อแม่ทะเลาะกันรึโดนพี่ชายเฮงซวย รังแก ทั้งการเรียน ทั้งกีฬา ทั้งเพื่อนไม่เคยมีมาก่อนในชีวิตฉันสามารถหามันได้จากที่นี่
ไม่ต้องมานั่งหงุดหงิดปวดหัว ใช้เวลาสนุกไปกับสิ่งแปลกใหม่อันนี้
“เก่งจังเลยน้า~ ทั้งๆที่อายุน้อยกว่าเพื่อนแท้ๆ เด็กคนอื่นยังจำไม่ได้เลย”
ครูประจำชั้น กล่าวแบบนั้นกับฉัน คำชม ใช้แล้ว มันคือคำชมสิ่งที่ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อนั้แ่เกิดมา รู้สึกดีฉันคิดว่างั้น
“นี้ทำไมถึงจำวิธีบวกเลขได้เร็วขนาดนี้ล่ะ บอกครูหน่อยสิ”
“เออ~ คงเพราะได้ยินแม่ทำบัญชีอยู่บ่อยๆ มั้งครับ”
“ว้าว~ รู้จักคำยากๆด้วย เก่งจังเลยน้า~ รึว่าเราจะเป็อัจฉริยะกันแน่เอ๋ย~”
“อัจฉริยะ?”
ฉันไม่เข้าใจหรอกว่าพูดถึงอะไรแต่ฉันรู้ว่ากำลังชมฉันอยู่ ฉันชอบแบบนี้้ามากกว่านี้
“ใช้แล้วอัจฉริยะ อัจฉริยะคือคนที่เก่งมากๆ เก่งกว่าทุกคนในเื่เดียวกัน”
เธอยิ้มออกมาพร้อมกับพูดแบบนั้น ฉันชอบรอยยิ้มนั้น เพราะรอยยิ้มนั้นมันส่งให้ฉัน ไม่ใช่คนอื่น นั้นคงจะเป็รักแรกล่ะมั้ง ฉันจะทำทุกอย่างเพื่อให้คุณครูชมฉัน คุณครูชมฉันเพราะฉันเป็ อัจฉริยะเพราะงั้นฉันก็จะต้องเป็มันไปให้นานที่สุด
“นี้ตรงนี้บวกผิดนะ วิธีบวกง่ายๆเลยก็คือ เติม0ทุกครั้งหลังผ่านมาหนึ่งหน่วย ”
“ขอโทษครับ”
“ไม่ใช่ขอโทษแต่ต้องเป็ขอบคุณสิ”
รอยยิ้มนั้นมันช่างสวยงาม
“นี้เธอชื่ออะไรหรอ แนะนำตัวกับครูหน่อยสิ”
“ผมชื่อ*****ครับ”
“งั้นหรอจากนี้ก็ฝากตัวด้วยนะ***** หนึ่งปีต่อจากนี้ครูจะเป็คนดูแลเธอเอง”
ทำไมฉันถึงจะชื่อของตัวเองไม่ได้กันนะ ทั้งที่นี่น่าจะเป็ 1ในความทรงจำที่สำคัญแล้วยากจะลืมแท้ๆ แต่ก็ไม่เป็ไรชื่อเก่าๆ มันได้สำคัญหรอก
สิ่งที่สำคัญก็คือทำยังถึงจะเป็อัจฉริยะให้ได้ตั้งหาก ครูเรียกฉันว่าอัจฉริยะเพราะมีความรู้มากกว่าคนรุ่นเดียวกัน เพราะงั้นสิ่งที่สำคัญก็คงจะเป็ความรู้สินะ
หลังจากเลิกเรียนฉันก็เดินกลับบ้านทันที่หลังมาถึงก็ตรงเข้าห้องเพื่อไปอ่านหนังสือสำหรับเด็กที่โรงเรียนให้มา ครูสอนหารอ่านกับตัวอักษรต่างๆให้แล้วด้วย ความรู้ที่ฉันสามารถหาได้ก็คงมีแค่ตากเ้านี้เท่านั้นฉันอ่านไปเรื่อยๆ ถึงจะมีคำที่อ่านไม่ออกอยู่เยอะก็ไม่เป็ไร เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยไปถามครูเอาก็ได้ พอฟ้าเริ่มมืดฉันก็เริ่มหิวตอนที่ออกมาหาอะไรกินก็เจอ ภาพครอบครัวสุขสันต์พ่อแม่พี่สาย รึแม้แต่ตายายก็กำลังเล่นกับน้องชายของฉันโดนที่ไม่มีใครสนใจฉันเลย หงุดหงิดนิดหน่อยแต่แค่นี้ยังทนได้อยู่ เดินไปที่ครัวแล้วเปิดพาข้าวในนั้นว่างเปล่า
“เออ คือว่ามีอะไรกินบ้างไหม”
“จิ!! ก็เห็นอยู่ว่าไม่มีถามแล้วมันจะงอกขึ้นมามั้ง”
ยายจิปากแถมตะคอกใส่ฉัน ทำไมต้องพูดยังงั้นด้วย แถมที่ฉันมองเห็นยังมีขนมมากมายแล้วก็ของสำหรับเด็กเล็กที่พึ่งซื้อมาวางอยู่ข้างๆพวกเข้า
ไม่คิดจะเรียกฉันเข้าไปกินด้วยหน่อยหรอ
“ปลากระป๋องอยู่ในตู้เย็นไปหาเปิดกินเอาเอง”
อะไรกันยายคนนี้ทำไมถึงต้องพูดแบบนี้กับฉันด้วยฉันเคยทำอะไรให้รึไง พวกน่าขยะแขยง พวกผู้ใหญ่ไม่ได้ความ
“ฉันละเกลียดสายตาของแกจริงๆ มองฉันแบบนั้นได้ยังไงฉันเป็ยายของแกน่ะ!!”
ฉันเดินออกมาโดยไม่สนใจคำพูดนั้นไปหยิบปลากระป๋องพร้อมตักข้าวมาด้วยแล้วเดินเข้าห้อง พอเข้ามาในห้องนั่งลงบนเตียง น้ำตามันก็เริ่มไหลออกมา ทั้งๆที่ไม่ได้อยากร้องไห้เลยแท้ๆ ทำไมกัน
น้ำตาไหลไม่หยุดแต่ไม่มีเสียงสะอื้นออกมาจากปากฉันพอรู้ตัวก็คือมือฉันอุดปากตัวเองเอาไว้ ทำไมฉันถึงไม่อยากให้คนพวกนั้นได้ยินเสียงร้องไห้ของฉันกันนะ ฉันไม่รู้เลยว่าเพราะอะไร ไม่อยากให้พวกนั้นเป็ห่วงหรอ? คงไม่ใช่ ไม่อยากให้พวกนั้นคิดมากเื่ฉันหรอ ก็ไม่ใช่อีกเหมือนกัน ทำไมกันนะ
ข้าวที่ตักมาก็เย็นชื่นไปหมดก็เลยไม่กินปลากระป๋องก็ยังไม่ได้เปิดปล่อยเอาไว้ยังงี้ล่ะ พอจะอ่านหนังสือต่อก็อ่านไม่ไปหัวตื้อตันไปหมด คิดอะไรไม่ออก
“ทำไมกัน เพราะอะไรกัน ฉันไม่ใช่ครอบครัวของพวกแกรึยังไง ไม่ใช่ลูกใช่หลานของพวกแกหรอทำไม ทำกับฉันยังงี้”ฉันพึมพำออกมาทั้งยังงั้น
ล้มตัวนอนลงกับเตียงไม่อยากทำอะไรทั้งนั้นแล้วภาพต่างๆก็ค่อยๆมืดไป
ฉันตอนขึ้นมาในห้องโถงของช้้น2 ที่เคยสู้กับพวกหมา
“อ่า~เป็ฝันที่แย่จริงๆ”
ตื่นมาฉันก็เห็นว่าเกราะถังถอดออกแล้วมีผ้าพันแผลพันอยู่หลายจุดบนตัวฉัน
“ตื่นแล้วหรอค่ะ”
“อ่า~ตื่นแล้ว”
“เห็นร้องไห้ออกมาด้วย ฝันร้ายงั้นหรอค่ะ”
“ก็นิดหน่อย แต่จำไม่ค่อยได้แล้วล่ะว่าฝันว่าไงมั่ง”
เธอพูดกับฉันด้วยความเป็ห่วง อยู่ดีๆก็นึกถึงหน้าครูสมัยประถมขึ้นมา ทำไมกันนะ พอมองอาคาริดีๆ ทั้งตัวของเธอเต็มไปด้วยผ้าพันแผลยิ่งกว่าฉันซะอีก ก็คงเพราะไม่ได้สวมเกราะเหล็กเหมือนฉันล่ะนะ
“เป็ห่วงนิดหน่อยเลยนะคะ งั้นก็ถึงตาฉันพักผ่อนมั่งล่ะค่ะ”
“แล้วแผลไม่เป็อะไรแล้วหรอ จุดที่ทำแผลยากๆ อย่างตรงหลังอะไรงี้”
“ไม่เป็อะไรแล้วค่ะ พอ[HP]เต็มแผลก็ปิดสนิทหมดแล้ว จนรู้สึกเสียดายอุปกรณ์ทำแผลเลยค่ะ”
“งั้นหรอ งั้นก็พักผ่อนเถอะ”
“ค่ะ”
เธอใช้เกราะหนังแทนหมอนใช้กระเป๋าใบยักนั่นแทนหมอนข้างแล้วก็หลับตาลง