บทที่ 10
ความกลุ้มใจของโนกิ
ฉันเริ่มทำงานวันแรกที่ไร่นาของศาลเ้าอิสึมิ พื้นที่ทำนาของศาลเ้าอยู่หลังูเาซึ่งเป็พื้นที่ราบมีแม่น้ำจากูเาไหลผ่านจึงสามารถปลูกข้าวได้ทั้งปี ก่อนฉันจะมาทำงานนี้ พวกลุงๆ ป้าๆ ชาวนาต่างก็ทำงานกันอยู่ก่อนแล้ว
แน่นอนว่าพวกเขาไม่รีรอที่จะสมัครงานเพื่อรับค่าตอบแทนจากศาลเ้าแม้แต่น้อย
“ยุคนี้ ไม่ใช่ยุคสมัยที่ทุกอย่างสามารถแลกด้วยเงินอีกแล้ว อีกไม่นานจังหวัดนีงาตะจะเริ่มเปลี่ยนระบบเงินตราเพราะเงินไม่มีค่าเท่าอาหารและยาอีกต่อไป”
นั่นคือคำพูดของคุณป้าท่านหนึ่งที่พูดให้ฉันฟังระหว่างเรานั่งพักทานอาหารกลางวัน ฉันเองก็เชื่อในคำพูดนั้น จำนวนประชากรในจังหวัดนีงาตะมีมากกว่าทรัพยากรที่ทางจังหวัดจะผลิตได้ ่แรกๆ สินค้าจะมีราคาแพงขึ้น ไข่ไก่จากราคาฟองละสามสิบเยนจะะโไปฟองละหนึ่งร้อยเยน ไม่ต้องพูดถึงข้าวสารเลย ถึงเวลานั้น หนึ่งกำมืออาจมีค่าสูงถึงห้าพันเยนด้วยซ้ำ
เมื่อราคาสินค้าสูงขึ้นเรื่อยๆ ในไม่ช้าผู้คนจะไม่มีเงินพอซื้อของอีกต่อไป และความหิวหวย การแย่งชิง อาชญากรรมจะเกิดขึ้น ทว่าปัญหานั้นท่านอิสึมิคงหาทางรับมือไว้แล้ว ท่านถึงได้เริ่มเบิกทางด้วยการจัดซุ้มสมัครงานขึ้นมา
ถึงจุดหนึ่งที่เงินไร้ค่า ผู้คนจะเริ่มออกมาสมัครงานเพื่อรับส่วนแบ่งจากศาลเ้า ซึ่งผลตอบแทนนี้ไม่ว่าอย่างไรความเหลื่อมล้ำจะเกิดขึ้น เหล่ามิโกะ ผู้รับใช้ ผู้บริหารระดับสูงจะได้รับผลประโยชน์ที่สูงมาก มีอาหารและทรัพยากรที่ใช้ไม่รู้จักหมด ส่วนชาวบ้านก็มีกินเป็มื้อๆ ไม่มีเก็บ
เหตุการณ์นี้จะต้องเกิดขึ้น ฉันคาดเดาไว้แบบนั้น ซึ่งฉันไม่ชอบเลย เพราะฉันจะเป็ส่วนหนึ่งของคนกลุ่มนั้น คนที่ใช้ทรัพยากรจากหยาดเหงื่อของผู้อื่น ถึงฉันจะปฏิเสธอย่างไร สุดท้ายคำว่า ‘ผู้กล้า’ จะค้ำคอฉัน และต้องยอมรับของบริจาคเ่าั้
ทว่ายูมิกลับคิดต่างจากฉัน
ในเย็นวันนั้นฉันได้คุยเื่นี้กับยูมิระหว่างทางกลับที่พัก ยูมิบอกกับฉันว่า หากเป็โลกในยุคก่อน รูปแบบการปกครองจะเป็อย่างนั้นแน่ แต่ในยุคนี้ที่มีมิโกะและผู้รับใช้เทพเ้าคอยบริหาร ความเหลื่อมล้ำเ่าั้จะลดน้อยลงอย่างมาก
“อย่าลืมสิคะว่ามิโกะเป็สะพานสื่อสารกับเทพเ้า หากวันไหนมิโกะหลงในความโลภและยึดติดกับทางโลกจนเกินไป ความบริสุทธิ์ของพวกเค้าก็จะลดต่ำลง และเมื่อถึงจุดต่ำสุด พวกเค้าจะไม่สามารถติดต่อกับเทพเ้าได้อีก แน่นอนว่ามิโกะคนอื่นๆ ที่ยังติดต่อเทพเ้าได้จะต้องได้รับคำบัญชาให้ปลดมิโกะที่แปดเปื้อนออกแน่นอนค่า”
คำพูดนั้นของยูมิทำให้ฉันเบาใจลงไปได้หลายส่วน ฉันนึกย้อนกลับไปถึงตัวตนของท่านอิสึมิแล้วฉันก็ได้รับรู้ถึงเหตุผลที่ยูมิเชื่อใจในการบริหารของเหล่ามิโกะขึ้นมาบ้าง
ท่านอิสึมิเป็มิโกะที่มีความบริสุทธิ์มากที่สุด และเธอยังเป็มิโกะเพียงองค์เดียวที่สามารถบัญชาภารกิจให้หน่วยงานต่างๆ ทำตามความประสงค์ของเธอได้ ถ้าจะให้เปรียบเธอเป็จักรพรรดินีของโลกในยุคนี้ก็คงไม่ผิด ทว่าจักรพรรดินีผู้นี้ไม่ได้เป็มนุษย์ธรรมดาที่ถูกสรรเสริญ เธอได้รับตำแหน่งนั้นมาจากเทพเ้า และทุกอย่างที่เธอทำล้วนแล้วมาจากคำบัญชาและคำพยากรณ์ของเทพคุ้มครองทั้งนั้น
“ฉันคิดว่าเื่บริหารบ้านเมืองคงต้องยกให้ท่านอิสึมิคอยจัดการแล้วล่ะ”
“ใช่แล้วค่าา คิดไปก็มีแต่ปวดหัว พวกเราเป็เพียงผู้กล้า ถ้าให้เปรียบเทียบหน้าที่ในการบริหารบ้านเมืองก็คงเปรียบเหมือนแม่ทัพใหญ่ที่แข็งแกร่งที่สุดของราชวงศ์เท่านั้นแหละค่า จะให้แม่ทัพไปบริหารบ้านเมืองมีหวังโดนอสุรกายบุกถล่มกำแพงเมืองยับแน่นอนค่าาาา”
“นั่นสินะ พวกเราขาดคำพยากรณ์และวิทยาการของเหล่ามิโกะไม่ได้ด้วย”
“เพราะฉะนั้นเลิกคิดมากเื่นี้แล้วไปหาอะไรกินกันเถอะค่ะ ฉันหิวจะตายแล้วเนี่ย”
“จะกินอะไรดีล่ะ อีกไม่นานของอร่อยๆ ก็จะไม่มีเหลือแล้ว เราต้องตักตวงให้ได้มากที่สุดนะ”
“แหมๆ คุณโนกิคงอยากให้วันขาดแคลนอาหารมาถึงไวๆ สินะคะ พูดเื่กินทีไรก็วกเข้าเื่นี้ตลอด”
“ฉันอดคิดไม่ได้หรอก แค่คิดว่าวันนึงพวกเด็กๆ จะไม่มีแม้แต่ลูกอมให้กินเล่น ฉันก็อยากจะออกไปทำนาทั้งวันทั้งคืนด้วยซ้ำ”
“เอาไว้ถ้าวันนั้นมาถึง ฉันจะช่วยทั้งปลูกข้าว แล้วก็ช่วยทำสวนอ้อยด้วยเลยเป็ไงคะ ทีนี้เด็กๆ ก็มีน้ำตาลเอาไปทำขนมอร่อยๆ ทานกันตลอดปีแล้ว”
“ใช่เลย!!” ฉันดีดนิ้วให้กับความคิดสุดบรรเจิดของยูมิ “ฉันจะไปลงสมัครทำสวนอ้อยด้วย น้ำตาลเป็สิ่งสำคัญรองลงมาจากข้าวเลยนะ ขนมทุกอย่างหากไม่มีน้ำตาลมันก็ไม่อร่อยน่ะสิ”
“นี่คุณโนกิ ฉันขอถามจริงๆ นะคะ ที่คุณกระตือรือร้นเื่ของกินเนี่ย ความจริงแล้วคุณไม่ได้ห่วงเื่ขาดแคลนอาหาร แต่คุณห่วงไม่มีของอร่อยๆ ให้กินมากกว่าใช่ไหมคะ!”
จู่ๆ ยูมิก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ฉันพลางทำเสียงฮึ่มๆ ราวกับจะจับผิดฉันให้ได้ เธอขยับเข้ามาใกล้มากขึ้นๆ จนฉันต้องร่นถอยหนีไปติดกับกำแพงหินเย็บยะเยียบ ฉันตั้งท่าจะขยับหนีไปทางด้านข้าง แต่ก็ถูกยูมิใช้มือทั้งสองข้างยันกำแพงคล่อมร่างฉันเอาไว้ ฉันถูกขังไม่ให้หนีไปไหน ั์ตาสีชมพูอ่อนของยูมิก็จับจ้องฉันอย่างเอาเป็เอาตาย ฉันคงหนีคำถามของยูมิไม่ได้แล้วสินะ
“ฮึๆ ทำสีหน้าแบบนี้จะยอมสารภาพแต่โดยดีแล้วสินะคะ”
“อืม...ฉันแพ้แล้วจะยอมตอบก็ได้”
“ฮึฮื้ม พูดเปรยมาขนาดนี้ถึงคุณโนกิไม่ตอบฉันก็รู้แล้วล่ะค่ะ ว่าคุณโนกิชอบกินของอร่อยๆ ขนาดไหน”
“ฉันไม่ได้หลงใหลในความอร่อยขนาดนั้นสักหน่อย พูดเว่อร์ไปได้”
“ค่าๆ เข้าใจแล้วค่าาา พวกเราไปหาอะไรอร่อยๆ กินกันดีกว่าค่าาา แถวๆ ที่พักของเรามีร้านสะดวกซื้ออยู่ด้วย จะกินอะไรดีคะ ไอศกรีม พุดดิ้ง หรือข้าวหน้าแกงกะหรี่ดีคะ มีทั้งของคาวของหวาน ฉันเลือกไม่ถูกเลยจริงๆ ค่าา”
“นี่เธอเลิกล้อฉันได้แล้วน่าาา”
“ฮ่าๆ ถ้าตามฉันทัน ฉันจะเลี้ยงไอศกรีมคุณสองแท่งเป็ไงคะ”
“ยัยบ้า ยัยขี้โกง จะท้าฉันแล้วทำไมวิ่งนำไปไกลขนาดนั้นเล่าาา!”
“ตามไม่ทัน คุณโนกิต้องเลี้ยงน้ำอัดลมฉันสามกระป๋องนะค้าาา~”
“ยัยขี้โกง ใครจะไปตามทันยะ วิ่งไปไกลซะขนาดนั้น!!”
ยัยยูมิหยุดวิ่งแล้วหันมาโบกมือให้ฉัน จากนั้นก็เอามือป้องปากแล้วะโกลับมา
“ถ้าอย่างนั้นคุณโนกิก็เตรียมเงินเลี้ยงน้ำอัดลมฉันได้เลยนะคะ เพราะฉันไม่รอคุณแน่นอน~”
ว่าจบยัยบ้านั่นก็หันกลับไปแล้วออกตัววิ่งอีกครั้ง เธอเลี้ยวมุมถนนหายวับไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งฉันให้อยู่กับฉากบ้านเรือนกับแสงอาทิตย์อัสดงที่มีสีสันอ่อนนุ่มแฝงไปด้วยความขี้เล่นเหมือนรอยยิ้มของยัยบ้ายูมิไม่ผิดเพี้ยน
“ให้ตายสิ นี่ฉันถูกยัยยูมิหลอกเลี้ยงน้ำอัดลมแล้วสินะ”