ในวันตรุษจีนหรือเทศกาลปีใหม่เช่นนี้แม้ว่าจะควรเป็นวันหยุดทำงานแต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะได้หยุดเหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่นเขาเฉียนหลิงและอี้เฟยรวมทั้งยังใครอีกหลายคนเป็นต้นละนะ ซึ่งปีนี้เป็นปีแรกของอี้เฟยในงานวันตรุษจีน และงานของอี้เฟยก็คืองานของเฉียนหลิงด้วยเหมือนกันในฐานะผู้จัดการส่วนตัว โดยวันหยุดวันนี้ก็เริ่มตั้งแต่ช่วงเช้าถึงช่วงเย็นก็มีอวยพรวันตรุษจีนให้แก่แฟนคลับและกิจกรรมงานวันตรุษจีน ไปเปิดงานและเที่ยวชมงานเทศกาลที่จัดใหญ่ของประเทศ เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วช่วงเย็นหน่อยก็เตรียมตัวไปงานเลี้ยงวันตรุษจีนต่อจนถึงสองทุ่มครึ่งกว่าถึงได้ลากลับ
หลังจากนั้นใช้เวลาเดินทางกลับต่ออีกหนึ่งชั่วโมงนิดๆเนื่องจากเป็นวันหยุดจึงทำให้การจราจรค่อนข้างติดขัดมาก และ ณ ขณะนี้พวกเขาก็ถึงบ้านราวๆประมาณสามทุ่มครึ่งเศษๆ
“ถึงบ้านซะที...” เฉียนหลิงกล่าวพร้อมไขกุญแจเปิดประตูบ้านทั้งด้วยสีหน้าอ่อนล้าร่างกายดูอ่อนเพลีย เพราะการพบปะผู้คนมากมายทั้งคนจริงใจมากน้อยและสังคมสวมใส่หน้ากาก สภาพอากาศโดยรวมและการจราจรที่ไม่เอื้ออำนวยเช่นนี้มันช่างเคี่ยวกรำทำให้ผู้อื่นหมดเรี่ยวแรงจริงๆ ฉะนั้นพอเข้าบ้านแล้วเขาก็รีบวางของในมือและเดินเข้าห้องครัวก่อนเลยเป็นอันดับแรก โดยที่ตามหลังเข้าบ้านมานั้นก็คืออี้เฟยนั่นเอง
อี้เฟยเดินไปทิ้งตัวลงกึ่งนั่งกึ่งนอนที่โซฟาตัวนิ่ม เรือนร่างสูงใหญ่สวมใส่อยู่ในชุดสูททักซิโด้สีแดงเลือดหมูเข้มที่ตัดขึ้นมาเฉพาะตัวยิ่งขับเน้นทำให้เขายิ่งหล่อเหลาสง่างามมากขึ้นเป็นเท่าตัว เขาขยับร่างเล็กน้อยเพื่อให้ปลดกระดุมและถอดเสื้อนอกออกง่ายๆก่อนที่จะนอนราบไปกับโซฟาใหม่ ดวงตาคมกริบปิดลงแต่ไม่ได้นอนหลับแต่อย่างใด ใบหน้าของอี้เฟยฉายแววความอ่อนเพลียอยู่บ้างเนื่องจากการทำงานติดต่อกันหลายวัน แต่ทว่าถึงแม้ใบหน้าคมคร้ามนั้นจะแสดงออกว่ารู้สึกเหนื่อยและอ่อนเพลียอย่างไรก็ไม่สามารถลดทอนความหล่อเหลาสง่างามของเขาลงได้เลย
เมื่อนับวันเดือนปีตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วดั่งสายน้ำหลั่งไหลนี่ก็เกือบสองปีแล้ว อี้เฟยจากเด็กหนุ่มผู้หล่อเหลาสง่างามในวันนั้นผ่านพบประสบการณ์เรื่องราวต่างๆในยุคปัจจุบันมาไม่น้อยเติบโตจนถึงวันนี้กลายเป็นชายหนุ่มที่ยิ่งแต่หล่อเหลาองอาจมากยิ่งขึ้น รูปลักษณ์ไม่ธรรมดาเหนือข้อพิพาทเพียงได้ผ่านพบหนึ่งคราก็พาให้ยากจะลืมเลือน คนทั้งหลายเป็นต้องตกบ่วงเขาติดตามเข้ามาเป็นแฟนคลับเสมอ
“ดื่มน้ำผลไม้เย็นๆสักหน่อยจะได้สดชื่น” เฉียนหลิงวางจานขนมและแก้วน้ำผลไม้เย็นๆบนโต๊ะเตี้ยหน้าทีวีพร้อมกับหย่อนตัวนั่งลงที่โซฟาด้านข้างอีกตัวหนึ่ง เหลือบมองใบหน้าเพลียอ่อนๆและท่าทางเกียจคร้านของอี้เฟย เขาพยักหน้ากับตัวเองพลางอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าจุ๊ๆปากเงียบๆคนเดียว ในฐานะที่เป็นแฟนคลับตัวยงของ ‘เซียนเซียน’ บอกเลยว่าขนาดหน้าเหนื่อยๆท่านอนขี้เกียจๆของอี้เฟยยังงานดียังงี้เลยยกนิ้วโป้งรัวๆยังงี้เลย!
คนอะไรมันจะดูดีไปหมดทุกอย่างขนาดนี้! เซียนเซียนเกิดมาเพื่อเป็นศัตรูกับผู้ชายทุกคนบนโลกจริงๆ! อี้เฟยเกิดมาเพื่อชนะทุกคนจริงๆ!
ช่างสมกับที่เป็นชายหนุ่มแห่งชาติ... อี้เฟยผู้นี้มีทั้งใบหน้าและรูปลักษณ์เอกลักษณ์พิเศษเป็นที่หนึ่ง ฐานะหรือตระกูลก็ไม่ใช่ที่สองรองใครแน่นอน กับตระกูลราชนิกุลอี้ถ้าเขาเป็นสองแล้วใครจะกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นที่หนึ่งได้กัน และหากจะกล่าวถึงความสามารถแล้วก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงมีสิ่งใดบ้างที่เขาทำแล้วออกมาไม่ดี เพียบพร้อมไปหมดซะทุกอย่างเสียจนผู้คนไม่กล้าอิจฉาเลย นี่สิถึงจะเรียกได้ว่าเกิดมาเพื่อเป็นผู้ชนะแท้ๆ สวรรค์เบื้องบนช่างรักใคร่เอ็นดูเขายิ่งนัก!
อ้อ สิ่งที่อี้เฟยขาดหรือไม่มีงั้นเหรอ? มีสิมี สำหรับอี้เฟยจะขาดไปก็แต่ ‘คนข้างกาย’ นี่แหละกระมังที่ไม่มีใครเข้าตาท่านอี้ผู้นี้เลยสักคน ท่ามกลางความเพียบพร้อมทุกอย่างแต่กลับไร้บิดามารดาบังเกิดเกล้าไร้พี่น้องคนสนิทไร้คนข้างกายข้างใจอย่างนี้คงจะโดดเดี่ยวแย่สิ... คนภายนอกมักจะคิดเช่นนี้และกล่าวอย่างสงสารเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกริษยาที่มีต่ออี้เฟย
ส่วนสำหรับเฉียนหลิงเขาได้แต่ยิ้มมุมปากมองกลับอย่างเย็นชาละนะ... ที่นี่ที่ไหนกัน? ที่นี่เมืองหลวงปักกิ่งนะ ตระกูลหลักอี้อยู่ที่ปักกิ่งก็จริง แต่เดิมอี้เฟยก็ไม่ได้เป็นคนตระกูลหลักสักหน่อยแล้วจำต้องมีพี่น้องคนสนิทอยู่ที่นี่ทำไม
เหอะๆ ก็เฉียนหลิงยังรักชีวิตอยู่นี่นา ฉะนั้นเรื่องที่ไม่ควรพูดก็คือไม่ควรพูดอยู่ดี
อี้เฟยนอนหลับตาอีกสักพักก่อนจะขยับตัวลุกขึ้นนั่งพนักพิงโซฟาอย่างเกียจคร้าน มือเรียวเอื้อมหยิบแก้วน้ำผลไม้รวมเย็นๆขึ้นมาดื่ม ชำเลืองมองขันทีพ่อบ้านในยุคปัจจุบันของตนเองแล้วเอ่ยถามต่อ “หลิงแล้ววันตรุษจีนนี้นายไม่ไปไหนเหรอ”
“ไปไหนล่ะ?” เฉียนหลิงพูดหน้าซื่อๆใสๆ พลางหยิบขนมเปี๊ยะไส้ถั่วแดงเจ้าดังมาละเลียดชิมทีละนิด ใบหน้าของเขาแสดงความไม่เข้าใจในคำถามของอี้เฟย หากกล่าวว่าอี้เฟยไม่มีใครไอ้ตัวเขาก็ไม่ต่างกันหรอกก็ไม่มีใครเหมือนกัน
หลังจากจบเรื่องตระกูลเฉียนเขาคุณชายใหญ่เฉียนกลับคืนสู่ฐานะเดิมและนำสิ่งที่ควรจะได้รับกลับมา คนพวกนั้นได้รับผลของการกระทำของตนเอง บ้านหลังใหญ่ก็ไม่มีใครที่เขารักใคร่สนิทใจอีก ที่นั่นน่ะแค่มีเพียงคนดูแลต่อก็พอแล้วส่วนเขายังไงก็ได้ เฉียนหลิงจึงยักไหล่ตอบอี้เฟยอย่างสบายๆ “ฉันจะไปไหนได้... บ้านฉันไม่มีใครสักหน่อย”
“ไม่มีใคร?” อี้เฟยเลิกคิ้วแล้วยกแขนพาดพิงโซฟาท่าทางเกียจคร้าน เขากระตุกยิ้มมุมปากร้ายๆมองอย่างมีเลศนัยยิ่งส่งเสริมให้เขายิ่งมีเสน่ห์เหลือล้น
“ฮื้ม ฉันหมายถึงว่านายไม่ได้ไปกับเสด็จ....”
“นี่หยุดนะ!” เฉียนหลิงที่กำลังละเลียดชิมขนมอยู่อย่างสบายใจๆได้ยินที่อี้เฟยพูดและแม้ว่าจะยังไม่ทันพูดจบประโยคก็ตาม เขาก็พลันรีบเคี้ยวๆกลืนขนมย่างไม่สนมารยาทพร้อมตะโกนหยุดใส่หน้าหล่อๆนั้นเป็นการตัดบทก่อนทันที ดวงตากลมโตใสแจ๋วนั้นกดมองถลึงตาดุๆข่มขู่
ให้ตายเถอะ! เขาชอบเซียนเซียน เขาชอบเซียนเซียน เป็นสาวกเซียนเซียน แต่เขาไม่ชอบอี้เฟยเลย!
“มาสดงมาเสด็จอะไรแถวนี้ นายคิดว่ากำลังถ่ายละครพีเรียดอยู่หรือไง!”
“จะว่าก็ว่าเถอะ แต่ไม่เห็นต้องหน้าแดงหูแดงขนาดนั้นเลยนี่นา”
“อี้เฟย!”
เฉียนหลิงเรียกเสียงเข้มถลึงตาดุดันใส่อี้เฟยแล้วหยิบหมอนอิงหลังไปโยนใส่อีกฝ่ายแรงๆ แต่ทว่าก็แค่นั้นแหละยังไงก็ทำอะไรเจ้านายคนนี้ไม่ได้หรอก คนร่างสูงมือสวยก็ยื่นมือออกมารับหมอนอิงด้วยมือเดียวได้อย่างเหมาะเจาะจังหวะเป๊ะงดงามจนเขาหมั่นไส้เลยแหละ
ฮึกฮืออออ เฉียนหลิงจะไม่ทนแล้วนะ!
อี้เฟยยักคิ้วหยิบหมอนอิงมาพิงหลังตัวเองพลางยกยิ้มกว้างส่งยิ้มสวยสว่างเจิดจ้าจนเห็นฟันขาวเรียงเป็นระเบียบให้เฉียนหลิง เขาก็ได้แต่ฮึดฮัดทำอะไรไม่ได้... เฉียนหลิงอมลมพองแก้มใส่ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ตรงหน้า เขากวาดมองอี้เฟยใช้สายตามองขึ้นมองลงพลางนึกถึงเมื่อปีก่อนๆนั้นที่อี้เฟยยังเรียกได้ว่าเป็น ‘เด็กหนุ่ม’ แต่ทว่าดูปัจจุบันนี้สิ เขากลายเป็น ‘ชายหนุ่ม’ แล้ว
อี้เฟยยังคงเป็นผู้ชายที่ใช้คำว่า ‘หล่อเหลาสง่างาม’ มาแปะที่หน้าผากของเขาตลอด หากมองดีๆอาจจะมองไม่ออกว่าเขาเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน หล่อเหลาสง่างามก็คือหล่อเหลาสง่างาม แต่สำหรับเฉียนหลิงที่อยู่ใกล้ตัวอี้เฟยเขารู้ดีถึงการเปลี่ยนแปลงจากการเป็น ‘เด็กหนุ่ม’ สู่การเป็น ‘ชายหนุ่ม’ อย่างไรบ้าง
อี้เฟยคือตัวอย่างของเด็กหนุ่มที่เติบโตมาอย่างมีคุณภาพจริงๆนะ ไม่รู้ว่าเมื่อสิบชาติที่แล้วของเขาไปกอบกู้โลกมาหรือไงชาตินี้เขาถึงได้ยอดเยี่ยมไปเสียทุกอย่าง เหตุใดสวรรค์เบื้องบนถึงได้รักใคร่เอ็นดูเขามากกว่าคนอื่นๆขนาดนี้?!
เมื่อปีนั้นอี้เฟยเป็นเด็กหนุ่มมีใบหน้าหล่อเหลาสง่างามและกิริยาท่าทางสูงศักดิ์ไม่ธรรมดา... ในปัจจุบันนี้เขาก็ยังคงความหล่อเหลาสง่างามและสูงศักดิ์อยู่เช่นเดิม แต่ทว่าดูแตกต่างเพราะออร่าที่แผ่กระจายออกมารอบข้างนั้นมีมากขึ้น
ใบหน้าและดวงตาของเขามองดูกลับองอาจเฉียบคมคร้ามมากขึ้น ฉายแววความเป็นผู้ใหญ่และลักษณะของความเป็นผู้นำหรือผู้มีอำนาจ บางครั้งชวนยิ้มโลกทั้งใบสดใส บางครั้งพาชวนให้หลงใหลจนถอนตัวไม่ขึ้น บางครั้งดูเย็นชาเย่อหยิ่งเข้าไม่ถึง บางครั้งก็แฝงไปด้วยอันตรายไม่ควรเข้าใกล้แต่ใครเล่าจะอดใจไหว ช่างอธิบายไม่ถูกจริงๆแต่สรุปก็หลงใหลจนถอนตัวไม่ได้นั่นแหละ
เมื่อปีนั้นอี้เฟยเป็นเด็กหนุ่มเรือนร่างสูงโปร่งสมส่วนสูงหนึ่งร้อยแปดสิบสี่เซนติเมตร แต่ปัจจุบันนี้เขาเป็นชายหนุ่มร่างกายสูงใหญ่ขึ้นเกือบหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตร ลำตัวหนาแน่นด้วยกล้ามเนื้อแข็งแกร่งชัดเจน บวกกับกิริยาลักษณะท่าทางสูงศักดิ์ที่ไม่ธรรมดายิ่งเน้นให้คำว่า... หล่อเหลาสง่างาม หล่อเหลาองอาจ หล่อเหลาเกินบรรยาย หล่อเหลาเหนือข้อพิพาทเป็นจริงมากยิ่งขึ้น
นี่ก็พาให้คนหลงตกกับดักติดบ่วงรัดแน่นจนไปไหนไม่รอดเลย
“อืมๆ อี้เฟยนายหล่อมากเลย อี้เฟยนายหล่อมากจริงๆ นายดีมากจริงๆ... อี้เฟยนายแม่งโคตรสามีเลยว่ะ”
“อะไรของนาย? เขินจนสมองกลับไปแล้วหรือไง” อี้เฟยมองกลับเฉียนหลิงที่มองเขาอย่างพิจารณาๆ มองขึ้นมองลงอยู่อย่างนั้นแหละแล้วยังจะมาพูดชมเขาอย่างแปลกๆอย่างนี้อีก
“ยุ่ง! เงียบเลยนะเรื่องนี้น่ะ...” เฉียนหลิงพูดส่งสายตาข่มขู่ใส่คนตรงหน้า เพราะเขาไม่อยากพูดถึง ‘เรื่องนั้น’ และ ‘คนนั้น’ อี้เฟยก็ถามแต่เขา เขาก็เลยถามกลับคืนบ้าง
“หึ ถามแต่ฉันว่าแต่นายเถอะล่ะ”
“ฮื้มมม?” อี้เฟยเลิกคิ้วครางฮื้มในลำคอพลางละเลียดชิมขนมและเทน้ำผลไม้รวมเย็นๆดื่มๆจิบๆไปพลางๆ ทำตาใสใบหน้าซื่อๆมองเฉียนหลิงแสดงออกความไม่เข้าใจความหมายของคำถามของอีกฝ่าย
ทำเนียนเก่งนักนะ! แต่คิดหรือว่าเฉียนหลิงจะปล่อยไป เขายังเอ่ยถามต่ออีก “ไม่ต้องมาฮื้มเลิกคิ้วทำเนียนไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจเลยนะ... นายไม่ได้กลับไปฉลองวันตรุษจีนที่ ‘บ้านตัวเอง’ หรือไง”
“ไม่”
อี้เฟยยักไหล่ตอบอย่างไม่แยแสแต่มุมปากกลับยักยิ้มร้ายเล่ห์ เฉียนหลิงขมวดคิ้วไม่เข้าใจ... ปกติน่าจะต้องบินกลับบ้านที่นั่นนี่นา พอเขากำลังจะเอ่ยถามแต่ยังไม่ทันได้ถามจบประโยคเขาก็เข้าใจทันที
“ทำมะ— อืม เข้าใจแหละ”
ติ๊งต๊องๆ
“นั่นสินะ นายไม่ไปก็ต้องมีคนมาหาอยู่ดี เดี๋ยวฉันจะกลับแล้วนะ” เฉียนหลิงมองนาฬิกาตอนนี้เป็นเวลาสี่ทุ่มเศษๆสลับกับมองไปทางประตูบ้านก่อนที่จะหันมากล่าวลาอี้เฟยพร้อมเก็บของตัวเองเตรียมตัวกลับ
อี้เฟยมองผ่านประตูแวบหนึ่งไม่ได้กล่าวอะไร เขาแค่ขมวดคิ้วแล้วเคาะนิ้วเรียวลงบนพนักพิงโซฟาคล้ายคนกำลังใช้ความคิด ส่วนเฉียนหลิงก็ไม่ได้ถามว่ามีเรื่องอะไรหรือเปล่า เพราะนี่มันก็ไม่ใช่เรื่องของเขาเช่นกัน
“นี่อี้เฟยทำไมไม่เปิดประตูล่ะ” ปล่อยให้รอแบบนั้นจะดีเหรอ... เฉียนหลิงหันมาถามคนที่กำลังนั่งขมวดคิ้วเคาะนิ้วเล่นอยู่ข้างๆ แต่ดูเหมือนว่าชายหนุ่มร่างสูงใหญ่นี้จะไม่สนใจเลย
ติ๊งต๊องๆ
“นี่อี้เฟย” เฉียนหลิงได้ยินเสียงออดหน้าบ้านก็เรียกอี้เฟยเพราะเขาจะกลับแล้ว และเรียกให้อีกฝ่ายไปรับคนที่มาหาที่หน้าประตูด้วย แต่รอแล้วรออีกสักพักเจ้าคนอายุน้อยกว่าเขาคนนี้ก็ยังเหม่อๆอยู่อีกจนเขาอดไม่ไหวเรียกเสียงดังเสียเลย
“เสี่ยวเฟยฉันจะกลับแล้ว!”
“ห้ะ ฮื้มม อืม ไปสิ” อี้เฟยหันกลับมาตอบอย่างล่กๆ เจ้าตัวกะพริบตาปริบๆปรับสายตาก่อนที่จะพยักหน้ายกยิ้มอย่างที่เฉียนหลิงไม่เข้าใจ บางทีเขาก็ไม่เข้าใจ ‘เจ้าคนพวกนี้’ จริงๆนั่นแหละ
ชายหนุ่มเจ้าของเรือนร่างสูงใหญ่เกือบหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตรพลันยืดตัวลุกขึ้นเร็ว เพราะเขาถอดเสื้อสูทและเสื้อกั๊กออกแล้วจึงเหลือเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดที่ยับๆเพราะเพิ่งลุกจากการท่านอน มือเรียวยกขึ้นเสยผมที่เซตนั้นให้ยุ่งๆฟูๆเล็กน้อย เลื่อนมือมาปลดกระดุมสามเม็ดบนแล้วปัดปกเสื้อออกนิดๆโชว์แผงอกแกร่งอยู่ร่ำไร เขายืดแขนบิดขี้เกียจพลางส่ายศีรษะสะบัดไปมาผนวกกับท่าทางเกียจคร้านหน่อยๆ ปลดปล่อยฟีโรโมนชายหนุ่มกลิ่นหอมพร่า ทำไมพอมองแล้ว... ช่างดูมีเสน่ห์อย่างล้นเหลือและเซ็กซี่ในแบบคูลกายแบดกายกู๊ดกายอะไรอย่างนี้ล่ะ!
คิดจะติดกับดักวางหลุมพรางให้ใครตกบ่วงอีกละนั่น? เฉียนหลิงก็แค่คิดเท่านั้น ไม่อยากยุ่งเรื่องของเจ้าพวกนี้หรอก... กลัวจะตายแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวตายแบบไม่รู้เรื่องก่อนจะมีเมียมีลูก
และไม่ต้องให้มีการกดออดครั้งที่สามเฉียนหลิงก็เดินไปเปิดประตูโดยที่มีอี้เฟยเดินตามหลังมา บานประตูบ้านค่อยๆเคลื่อนแง้มเปิดออกพร้อมกับการค่อยๆปรากฏตัวของผู้มาเป็นแขกเวลาสี่ทุ่มกว่าในวันนี้
“.....”
เงียบ เงียบกริบ... เมื่อบานประตูเปิดแล้วทุกคนกลับเงียบกริบกันหมด ก็เขามันคนนอกอ่ะนะก็เข้าใจ เขาก็ไม่คิดที่จะอยู่หรอกจะบอกให้!
เฉียนหลิงกลืนน้ำลายลงยากทำตัวสงบเสงี่ยม ชำเลืองมองคนตรงหน้า... ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าหล่อเหลาสง่างามทว่าติดจะเรียบนิ่งและเย็นชา เครื่ององค์ทรงหน้าบอกเลยว่าไม่ธรรมดาช่างเหนือบรรยาย กับเรือนร่างสูงโปร่งสมส่วน น่าจะสูงราวๆหนึ่งร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตร กิริยาท่าทางสูงศักดิ์ทรงสง่ารอบกายแผ่กระจายอำนาจลึกลับชวนให้รู้สึกกริ่งเกรง คำกล่าวชมที่ว่า... ‘รูปลักษณ์เหนือธรรมดายากจะลืมเลือน’ นอกจากอี้เฟยเป็นที่หนึ่งแล้วอี้ชิงเป็นรองนอกนั้นเขาก็ไม่นึกถึงใครอีกเลยจวบจนมาพบกับคนคนนี้!
อะเอื้ออกกก! เฉียนหลิงรู้สึกโดนแทงหัวใจ... มิทราบว่าพระบิดาพระมารดาพวกท่านให้เสวยอะไรกันแน่ถึงได้ถ่ายทอดกันมาอย่างมีคุณภาพชั้นเซียนชั้นฟ้าขนาดนี้ ดีเอ็นเอยีนดีกันทั้งตระกูลทั้งราชวงศ์เลยหรือไง?!
นี่ไม่ใช่อิจฉานะแค่สงสัย แค่สงสัย แค่สงสัยไม่ได้อิจฉา ไม่อิจฉาเลยจริงๆ จริ๊งงง!
“สวัสดีครับท่านใหญ่อี้” เฉียนหลิงยิ้มและกล่าวทักทายไม่ให้เสียมารยาท ได้พบกับคนใหญ่คนโตที่คนอื่นมิอาจเอื้อมทั้งทีแม้ว่าจะรู้สึกเกร็งๆบ้างแต่จะเสียมารยาทไม่ได้เด็ดขาด
ผู้ที่ถูกเรียกว่า ‘ท่านใหญ่อี้’ กวาดสายตามองเลื่อนผ่านร่างของเฉียนหลิงไปมองใครอีกคน เด็กหนุ่มที่เติบโตกลายเป็นชายหนุ่มแสนหล่อเหลาอย่างร้ายกาจเจ้าของเรือนร่างสูงใหญ่เกือบหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตร ริมฝีปากของเขาเม้มน้อยๆ รู้สึกหัวใจเต้นแรงและประหม่าอย่างไม่แสดงออก... เวลาเพียงเกือบสองปีน้องชายของเขาเติบโตขึ้นมากขนาดนี้เลยหรือ
เขามองแล้วคล้ายเห็นภาพของอี้อ๋องในชุดพิธีการเต็มพระยศชินอ๋องช่างหล่อเหลาสง่างามนัก เห็นภาพอี้อ๋องชินอ๋องแห่งแคว้นในชุดแม่ทัพใหญ่ช่างองอาจเกรียงไกรซ้อนทับตรงหน้ากับเรือนร่างสูงใหญ่ของน้องชายในยุคปัจจุบัน ยิ่งผนวกกับสายตาที่ทอดมองตราตรึงเขายังคงเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลงก็ยิ่งพาให้คิดถึงเป็นที่สุด เขาพยายามกดสีหน้าให้ไร้ความรู้สึกที่สุดก่อน...
“อืม สวัสดี”
น้ำเสียงนุ่มละมุนแต่ติดจะเย็นชาไร้ความรู้สึกถูกเปล่งออกมาทักทายกลับ เฉียนหลิงเบิกตาโต เขามองชายหนุ่มตรงหน้าแล้วได้แต่ยิ้มโง่งมเอ๋อๆไปเล็กน้อยก่อนที่จะยิ้มกว้างแต่ไม่เกินควร... นะนี่ นี่ท่านใหญ่อี้ผู้นั้นทักทายเขากลับด้วยเหรอ?!
เฉียนหลิงกำลังจะกล่าวอะไรต่อ แต่ทว่า... ก็มีน้ำเสียงแข็งกระด้างของใครบางคนพูดขึ้นขัดตัดบทไปซะก่อน
“ยิ้มจนเป็นตัวโง่งมไปแล้วหรือไง”
อี้เฟยพูดพลางพิงกรอบประตูหรี่ตามองคนที่บอกว่ากำลังจะกลับแต่ไม่กลับไปซะที มัวแต่มายืนมองยืนยิ้มโง่ๆใส่ ‘คนของเขา’ อยู่นี่แหละ ดวงตาคมกริบตวัดมองขุ่นๆจนคนสะดุ้ง...
“เมื่อไหร่จะกลับ?”
Talk
ที่ท่านอ๋องถามว่า เมื่อไหร่จะกลับ = รีบกลับๆไปเถอะ กลับไปตอนนี้เดี๋ยวนี้เลยนะ รีบไล่คนไปอ่ะ [ก็หวงแหละ ดูออก...]
ท่านอ๋องโตแล้ว... ท่านอ๋องโตแล้ว นี่คือช่วงที่ท่านอ๋องโตแล้วนะแบบเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น จาก ‘เด็กหนุ่ม’ สู่การเป็น ‘ชายหนุ่ม’ แล้ว อี้เฟยคือบุคคลตัวอย่างที่เติบโตมาอย่างมีคุณภาพจริงๆ ไม่รู้ว่าสิบชาติที่แล้วไปกอบกู้โลกมาหรือไงชาตินี้ถึงยอดเยี่ยมขนาดนี้ – น้องหลิงได้กล่าวไว้ (555)
สำหรับตอนพิเศษนี้ไรท์กะว่าจะแต่งตั้งนานแล้วเป็นตอนพิเศษวันปีใหม่แต่แต่งไม่ทัน ก็เลยเปลี่ยนมาแต่งวันตรุษจีนมาให้แทนวันปีใหม่ อันนี้ก็ถือว่าปีใหม่เนอะเอาปีใหม่จีนแทนละกัน
Talk2 (ยาวมากๆแต่อยากให้อ่านให้จบค่ะ)
สรุปเรื่องโพสิชั่น... ไม่ต้องลุ้นแล้วนะ คิดว่าเมื่อทุกคนได้อ่านตอนพิเศษนี้แล้วทุกคนน่าจะเดาได้
มาที่เรื่องตัวไรท์คิดก่อนเลย เอาละหลังจากที่ไรท์ลังเลอยู่นานแสนนานแสนน๊านนน นานมากๆว่าจะแปะโพสิชั่นของท่านอ๋องอย่างเป็นทางการอย่างไรดี โดยไรท์ขอบอกตรงๆเลยนะว่าในตอนแรกเลยที่ไรท์คิดวางไว้ตั้งเปิดเรื่องอ่ะคือ ท่านอ๋องเป็นรุกนะ (ซึ่งปัจจุบันท่านอ๋องยังไม่โตเลยยังเป็นเด็กหนุ่มอยู่) แม้ฉากหน้าจะดูเหมือนน้องๆน่ารักแต่พออยู่บนเตียงคือลีลาเด็ดเว่อร์กดพลิกคนพี่อ่ะ ตอนมาแรกๆที่วางให้ท่านอ๋องดูน้องดูน่ารักน่าเอ็นดูคือเพราะว่าจะพลิกให้น้องโตมาเพื่อเป็นผัวอ่ะ (***ในตอนปัจจุบันท่านอ๋องเพิ่งอายุ 18 ปีเองยังไม่โตเท่าไหร่เลย มันยังมีจุดพีคที่ทำให้ท่านอ๋องเร่งให้ตัวเองดูโตกว่านี้เป็นผู้ใหญ่กว่านี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรี่ยวแรงของท่านอ๋องที่เป็นถึงชินอ๋องแม่ทัพใหญ่ ส่วนคนพี่คือคนฉลาดที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ไม่ค่อยได้ฝึกปรือฝีมือกำลังภายในอย่างท่านอ๋องที่ออกรบตลอด แบบนี้จะสู้น้องได้ไงเนอะๆ)
ท่านอ๋องรุกอันนี้ความคิดไรท์ในตอนแรกนะ พอหลังจากนั้นถามทุกคนดูทุกคนดันพลิกโพท่านอ๋องของไรท์เป็นเคะควีนกันหลายคนมาก OMG! ไรท์นี่ไขว้เขวเลย คิดอยู่นานจะอย่างไรดี ก็ไม่อยากให้นักอ่านผิดหวังนะ จริงๆไรท์เลยลังเลมากๆๆที่ยังไม่ตัดสินใจจริงๆอ่ะ คือลังเลไขว้เขวสุดๆเพราะแบบทุกคน(ส่วนใหญ่)ดูชอบแบบนี้อ่ะ
แต่ว่าไรท์มานั่งคิดอยู่นานเรียบเรียงความคิดของตัวเองให้ชัดเจน คือไรท์วางท่านอ๋องเป็นผัวอ่ะ มันคือปณิธานอันแรกกล้ามากมิอาจเปลี่ยนแปลงได้ เลยตัดสินใจแล้วตั้งใจมาชี้แจงตั้งแต่วันนี้และตอนนี้เลยจะได้รู้กัน ต้องขออภัยด้วยนะคะหากทำให้ใครผิดหวังกับการตัดสินใจนี้ของไรท์
สรุปเรื่องโพสิชั่น... ท่านอ๋องรุกท่านพี่รับจ้า
(ปล.1 ขออภัยถ้าทำให้ผิดหวังนะคะ แต่สำหรับใครที่ผิดหวังก็ไม่เป็นไรเนอะ เดี๋ยวถ้าเรื่องท่านอ๋องไปได้เกินครึ่งทางก็คิดอยากเปิดเรื่องใหม่อยู่เหมือนกัน ถ้าเปิดเรื่องใหม่เคะควีนตัวแม่แซ่บๆมาแน่นอน ไม่เป็นไรนะๆ รักทุกคนนะ
ปล.2 ถ้ามีบางส่วนเนื้อหาที่ไม่เข้ากันไม่สอดคล้องหรือไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่ เดี๋ยวไรท์จะกลับไปอ่านใหม่และรีไรท์ให้นะคะ แต่ขอเวลาหน่อยนะ(อาจนานนิดนึง)ยังไม่ค่อยว่างเลยค่ะ)
ต้องมี ปล.3 อ่ะ สปอยล์ตอนพิเศษหน้าจบมันก็จะซี๊ดซ้าดนิดหน่อยๆแหละ แล้วพบกันใหม่นะ :)
“เสด็จพี่ที่มาหามิใช่ว่ามาให้ข้ากินหรอกหรือ... ฉะนั้นอย่าอายเลยนะ”