เกิดใหม่ในยุค 80 ขอเป็นภรรยาตัวน้อยผู้มั่งคั่ง [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 61 เลี้ยงดูปูเสื่อเธออย่างดี

            บ้านของครอบครัวเจ้าเป๋สามขาธรรมดามาก ส่วนใหญ่ในหมู่บ้านเป็นบ้านถ้ำเช่นนี้หมด

            บ้านที่สร้างพิงกับภูเขาแข็งแรงกว่าบ้านอิฐธรรมดา บ้านมีกระเบื้องหลังคาไม่กี่แผ่นมุงแบบพอเป็นพิธี ขอบประตูด้านบนเป็นทรงครึ่งวงกลม หน้าต่างทรงตารางแปะด้วยกระดาษตัด

            เมื่อเดินเข้ามาด้านในแล้วรู้สึกอบอุ่นกว่าด้านนอกไม่มากนัก แต่ฮั่วเสี่ยวเหวินเคยชินแล้ว อุณหภูมิในบ้านถ้ำล้วนต่ำมากทุกหลัง จะรู้สึกถึงความอบอุ่นจริงๆ ได้ก็ต่อเมื่อตอนอยู่บนเตียงอิฐ

            ตะเกียงไฟสีขาวดวงหนึ่งส่องสว่างไปทั่วห้องชั้นนอก ชายท่าทางอายุสี่สิบกำลังนั่งสูบมอระกู่บนเตียงอิฐ มันส่งเสียง ‘ปุดๆ’ สายตาของเขาชำเลืองตามองพวกคนที่ผลักฮั่วเสี่ยวเหวินเข้ามาแวบหนึ่ง

            “อย่าไปทำให้นังหนูกลัว” เขารู้สึกรับไม่ค่อยได้นัก

            หญิงวัยกลางคนขานตอบก่อนจะลากฮั่วเสี่ยวเหวินเข้าไปที่ห้องด้านใน เจ้าเป๋สามขายิ้มหน้าบานเดินตามเข้าไปด้วย

            ชายคนนั้นถอนหายใจ “ชาติก่อนฉันคงทำกรรมเอาไว้ถึงได้มีลูกชายไม่ได้เรื่องแบบนี้” จากนั้นก็สูบมอระกู่ที่ส่งเสียงปุดๆ ต่อ บนผนังบ้านมีของแขวนอยู่เต็มไปหมด แต่เขาขี้เกียจจะมองสิ่งของเหล่านั้นด้วยซ้ำ

            หญิงวัยกลางคนกำชับลูกชายสองสามประโยคแล้วปลีกตัวออกมา โดยถือโอกาสนี้ปิดประตูให้ด้วย

            เจ้าเป๋นั่งลงที่เตียงอิฐ ไม่ปิดบังความอิ่มอกอิ่มใจของตัวเองแม้แต่น้อย เขามองฮั่วเสี่ยวเหวินที่นั่งยองหน้าซีดอยู่บนพื้น

            “อย่าทำหน้าเหมือนไม่เต็มใจสิ แม่ฉันบอกแล้วว่าต่อจากนี้จะเลี้ยงดูปูเสื่อเธออย่างดี ไม่ให้เธอลำบากเด็ดขาด”

            เขาตบเตียงอิฐเมื่อพูดจบ “มานั่งตรงนี้ พวกเราคุยกันหน่อย”

            ฮั่วเสี่ยวเหวินชำเลืองตามองเจ้าเป๋สามขาที่นั่งอยู่บนเตียงอิฐโดยมีสีหน้าไร้กังวล คนอื่นเป็นมีด แต่เธอเป็นปลาบนเขียง[1]

            “เหอะๆ” ฮั่วเสี่ยวเหวินหัวเราะเยาะ คิดว่าจับเธอมาขังไว้แล้วเธอจะยอมให้เขาทำอะไรก็ได้งั้นหรือ?

            เจ้าเป๋สามขาลุกจากเตียงอิฐ เสียงพื้นรองเท้าลากกับพื้นดัง ‘แซ่ดๆ’ ฮั่วเสี่ยวเหวินหันหลังให้เขาอยู่ พอหันมาก็เห็นเขากางแขนกอดเธอแล้ว

            “จะทำอะไรน่ะ ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ” ฮั่วเสี่ยวเหวินร้องเสียงดัง เจ้าเป๋ดูจะกลัวมาก รีบปิดปากเธอด้วยมือข้างหนึ่ง “อย่าร้องสิ”

            ฮั่วเสี่ยวเหวินพยักหน้า จังหวะที่เขาคลายมือออกแบบเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เธอก็ตะโกนขึ้นเสียงดังกว่าเดิม “ช่วยด้วย ช่วย…”

            เจ้าเป๋รีบปิดปากเธออีกครั้ง กลิ่นไม่พึงประสงค์ปะทะจมูกเข้ามาเต็มๆ

            ‘ก๊อกๆๆ’ เสียงเคาะประตูพลันดังระรัวขึ้น ฮั่วเสี่ยวเหวินดีใจ ในที่สุดเสียงตะโกนของตัวเองก็ได้ผล

            เจ้าเป๋ลุกขึ้น เขาฟาดหลังของฮั่วเสี่ยวเหวินหนึ่งฝ่ามือด้วยความโมโห ฮั่วเสี่ยวเหวินจึงใช้โอกาสนี้ล้มตัวลงพื้น จัดฉากให้ดูเหมือนถูกทุบตี

            ประตูถูกเปิดออก ฮั่วเสี่ยวเหวินเงยหน้ามองแต่ก็ถูกเจ้าเป๋บังประตูมิด คนด้านนอกเลยมองไม่เห็นสถานการณ์ด้านใน

            “พ่ออย่ายุ่งดีกว่า”

            ฮั่วเสี่ยวเหวินผิดหวัง คนที่มาคือพ่อของเขา ความพยายามของเธอสูญเปล่าเสียแล้ว

            แต่แล้วกลับมีเสียงดัง ‘เพี้ยะ’ ขึ้น ใบหน้าเจ้าเป๋แดงเถือกเป็นวงใหญ่ ในหูดังอื้ออึง

            “พ่อตบผมทำไม?” เจ้าเป๋ถามเสียงดัง น้ำเสียงมีความสะอื้นคงจะเพราะไม่ค่อยถูกพ่อตีเลยเสียใจหนัก

            “เดรัจฉาน พวกฉันแต่งภรรยาให้แก ไม่ได้แต่งให้แกใช้ผลิตลูกโดยเฉพาะ” เสียงดุดันน่าเกรงขาม ตะคอกประหนึ่งกำลังกรีดร้อง เจ้าเป๋ตกใจจนหน้าไร้สีเลือด ฮั่วเสี่ยวเหวินเองก็ตกใจเช่นกัน

            บรรยากาศระหว่างสองพ่อลูกตึงเครียด ผ่านไปนานแค่ไหนไม่รู้ เจ้าเป๋ปิดประตูและเดินเสียงดัง ‘แซ่ดๆ’ เข้ามา

            “ก็บอกอยู่ว่าอย่าร้อง เห็นหรือยังว่าฉันเดือดร้อนเพราะเธอ”

            บ่นก็ส่วนบ่น เจ้าเป๋ยังคงพาฮั่วเสี่ยวเหวินขึ้นเตียงอิฐแบบกึ่งลากกึ่งกอดอยู่ดี

            ฮั่วเสี่ยวเหวินขดตัวที่มุมเตียง ร่างกายสั่นเทิ้ม “นายจะทำอะไร”

            นึกไม่ถึงว่าเจ้าเป๋จะร้องไห้อย่างคนไม่เอาไหน “ตั้งแต่เล็กจนโต พ่อไม่เคยตีฉันมาก่อน ฮือฮือฮือ…”

            เขาพิการตั้งแต่เด็ก พ่อเคยโมโหหลายครั้ง แต่เห็นสภาพของเขาแล้วก็ทุบตีไม่ลง

            รู้จักเลี้ยงแต่ไม่อบรมคือความผิดของพ่อแม่ ที่เจ้าเป๋สามขากลายเป็นแบบตอนนี้ต้องโทษที่พ่อแม่ของเขาตามใจเช่นกัน

            ฮั่วเสี่ยวเหวินไม่สนใจเขา เธอชะโงกหน้ามองหาประตูหน้าต่างรอบๆ ห้องแต่ก็ล้มเหลว ไม่มีทางไหนให้หนีออกไปได้เลย

            เจ้าเป๋ร้องไห้ไปด้วย บ่นไปด้วย “คราวก่อนเธอหลอกฉันว่าจะให้นอนด้วย ส่วนคราวนี้เธอทำให้ฉันถูกพ่อตี เธอมันเลว”

            ฮั่วเสี่ยวเหวินหัวเราะร้องไห้ไม่ออก พูดอย่างกับว่ามันเป็นความผิดของเธออย่างไรอย่างนั้น

            หลังจากเหตุการณ์นี้เจ้าเป๋ไม่กล้าใช้กำลังขืนใจอีก ฮั่วเสี่ยวเหวินขดตัวหลับไปที่มุมเตียง

            แม่ของเจ้าเป๋พูดคำไหนคำนั้น ยกเนื้อไร้มันชามหนึ่งเข้ามาให้เธอในวันรุ่งขึ้น ทั้งยังมีเครื่องเคียงอีกสองสามอย่าง ถือว่า ‘เลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดี’ แล้ว

            แต่ต้องมาถูกขังในห้องเหมือนติดคุกแบบนี้ ใครจะไปกินลงกัน ฮั่วเสี่ยวเหวินปัดกับข้าวทิ้งด้วยความโมโห เศษชามกระเบื้องและอาหารกระจัดกระจายบนพื้น

            แม่ของเจ้าเป๋ไม่โมโหแต่อย่างใด หล่อนไปยกกับข้าวชุดใหม่เข้ามา บอกให้ลูกชายมัดมือฮั่วเสี่ยวเหวินแล้วยัดอาหารเข้าปากทีละคำ

            ฮั่วเสี่ยวเหวินสำลักทั้งน้ำตา “ขอร้องล่ะค่ะ ปล่อยฉันไปเถอะ ฉันจะขอให้คุณลุงคืนเงินให้พวกคุณ”

            แม่ของเจ้าเป๋หัวเราะ “นังหนู เธอต้องคิดให้ดีนะ บนใบหลักฐานเขียนไว้ชัดเจน ฝ่ายใดผิดสัญญาต้องชดเชยหนึ่งพันห้าร้อยหยวน”

            “หนึ่งพันห้าร้อยหยวน?” ฮั่วเสี่ยวเหวินพยายามดิ้นรน ด่าเสียงดังว่า “ไม่ปล้นกันเลยล่ะ?”

            “ไม่ว่ากับใครก็แบบนี้ทั้งนั้น เธอเลิกคิดเพ้อเจ้อได้แล้ว เป็นลูกสะใภ้ฉันแต่โดยดีเถอะ”

            ประโยคนี้ใช้ได้ผลมาก นับจากนั้นมาฮั่วเสี่ยวเหวินก็ยอมกินอาหารแต่โดยดี ตอนกลางคืนเจ้าเป๋เงียบผิดปกติ ไม่ได้ลวนลามเธอเช่นกัน

            เป็นเช่นนี้อยู่หลายวันพ่อแม่ของเจ้าเป๋สามขาจึงเบาใจลง ส่วนเจ้าเป๋ก็ยังคงเดินเตร่ไปทั่วเหมือนเดิม

            แต่แน่นอนว่าเขาไม่ได้เดินเตร่อย่างเดียว อุตส่าห์มีภรรยาทั้งทีต้องเล่าให้ทุกคนที่ได้พบเห็นฟังอยู่แล้ว

            คราวนี้ในหมู่บ้านมีเรื่องน่าขันเรื่องใหม่มาให้คุย “ฮั่วเสี่ยวเหวินคนนี้สุดยอดมากจริงๆ เอาทั้งแก่ทั้งเด็ก”

            “ก็ใช่น่ะสิ วันก่อนฉันเห็นหล่อนโค้งตัวอ้วกในลานบ้าน คงตั้งท้องลูกแล้ว”

            ข่าวลือแพร่กระจายเร็วมาก กลุ่มแรกที่ได้ยินข่าวคือครอบครัวของหัวหน้าหมู่บ้าน ‘หลี่อวิ๋น’ ผู้เป็นลูกชายของหัวหน้าหมู่บ้านโมโหมาก “ยายแก่ฮั่วจะทำเกินไปแล้ว ถึงกับขายหลานสาวให้คนพิการเพียงเพื่อเงินไม่กี่หยวน นี่ต่างอะไรกับทำชีวิตหล่อนพังไปตลอดชีวิต?”

            จางอิ่นเซิงได้ยินเรื่องนี้จากบทสนทนาของเด็กๆ เขาตรงไปที่บ้านของเจ้าเป๋สามขาในเวลาบ่ายสามโมงวันนั้น

            นึกไม่ถึงว่าที่นี่จะมีคนมุงเยอะมาก เขาเบียดตัวเข้าไป เห็นหลี่อวิ๋นถือไม้ตะบองด่าเสียงดังอยู่หน้าบ้าน แต่ประตูยังคงไม่เปิด

            มีเสียงของผู้หญิงดังมาจากด้านใน “นี่เป็นเรื่องระหว่างบ้านพวกเรากับบ้านฮั่ว เกี่ยวอะไรกับพวกคุณกัน?”

            จางอิ่นเซิงเตรียมจะโต้แย้ง ทว่าในฝูงชนกลับเกิดความวุ่นวายอย่างฉับพลัน เสียงก่นด่าดังกลบเสียงของหญิงวัยกลางคน “นี่มันลูกบ้านไหนกัน จะรีบไปเกิดใหม่หรือไร?” “คนตาบอดที่ไหนมันเหยียบเท้าฉัน?”

            จากนั้นเด็กหนุ่มอายุสิบกว่าคนหนึ่งก็พุ่งตัวออกมา แผลเป็นบนใบหน้าทอดยาวน่ากลัว โดยเฉพาะเมื่ออยู่คู่กับน้ำตาที่ไหลเป็นสายๆ

            มีคนตะโกนว่า “จางเจียหมิง นายจะรีบไปเกิดใหม่หรือ อยู่ดีๆ มาชนฉันทำไม?”



            เชิงอรรถ

            [1] คนอื่นเป็นมีด แต่ตัวเองเป็นปลาบนเขียง(人为刀狙,我为鱼肉) อุปมาถึงคนอื่นที่มีอำนาจในการตัดสินชะตาชีวิตของผู้อื่น แต่ตัวเองเป็นแค่เหยื่อในกำมือ

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ในยุค 80 ขอเป็นภรรยาตัวน้อยผู้มั่งคั่ง [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน