บทที่ 10
พานพบ
การเรียกร้องค่าล่ามเป็จำนวนเงินมหาศาลส่งผลให้ไม่มีชาวบ้านหรือเศรษฐีคนใดในเมืองเซียงโจวเสี่ยงกับการเจรจากับพ่อค้าชาวเซียนลว่อจางฮุ่ยเหมยจึงลอยตัวอยู่เหนือปัญหาอื่นใดเพราะไม่มีใครกล้าเข้ามาวุ่นวายหรือรบกวนนาง
ด้วยกำลังทหารคุ้มกันดูแลรอบบ้านก็บ่งบอกแล้วว่านางมีสถานะไม่ธรรมดาต่อให้มีกำลังทหารจำนวนน้อย ทุกคนกลับแผ่ความกดดันกระจายไปทั่ว ใครต่อใครจึงไม่กล้าเข้าใกล้เรือนน้อยของนางหากทหารหน้ารั้วจับจ้อง พวกเขาแทบแข้งขาสั่นเกือบล้มพับไปเลยก็มี
ฝั่งพ่อค้าคงซึ่งเป็พ่อค้าชาวเซียนลว่อร้านค้าบนเรือสำเภาของเขากลายเป็สถานที่คึกคักมีคนเข้าออกดูสินค้าและซื้อกลับไปจำนวนไม่น้อยแม้ลูกค้าบางรายไม่ได้ซื้อสินค้าเขาก็หาสนใจไม่นอกจากยินดีที่สินค้าถูกจำหน่ายออกไปอย่างรวดเร็วเหนือความคาดหมายไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่านี่คือผลพลอยได้จากการที่ชาวบ้านหมู่บ้านฮัวเป่ยเป็ผู้ผลักภาระจากจางฮุ่ยเหมยมาให้เขา
มีล่ามหลายคนพยายามเจรจากับชาวเซียนลว่อ ด้วยอวดอ้างตัวเองมีความสามารถพูดภาษาของชาวเซียนลว่ออย่างชำนาญกลับมีล่ามส่วนน้อยสามารถพูดคุยเจรจากับพ่อค้าคงสำเร็จมีล่ามไม่กี่คนพอเรียบเรียงประโยคและสื่อสารจนเข้าใจแม้เป็เช่นนั้นก็ไม่ค่อยเป็ที่น่าพอใจสำหรับคนที่้าเพาะปลูกในพื้นที่ของตัวเองเป็ที่รู้โดยทั่วกันว่าภาษาของชาวหงหมาวและชาวเซียนลว่อยากเย็นนักกว่าจะเข้าใจตรงกันก็ใช้เวลาหมดไปเกือบหนึ่งวันเต็ม
นี่คืออุปสรรคครั้งใหญ่ของผู้มีเงิน หลายคนมองเห็นว่าไม่คุ้มค่าและถอนตัวหนีห่างแต่บางคนกลับไม่ยอมแพ้และพยายามเจรจากับพ่อค้าเซียนลว่อให้สำเร็จ
"ความพยายามดีเนอะ แต่ความอดทนต่ำ"จางฮุ่ยเหมยเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ
ลอบมองท่าทีของผู้คนและล่ามมากมายเวียนเข้าเวียนออกเรือสำเภาของพ่อค้าชาวเซียนลว่อไม่รู้จบ
"สงสัยคนที่ถอดใจคงไม่เคยลงแรงมาก่อนของบนโลกใบนี้ไม่มีสิ่งใดได้มาง่ายๆ หรอกนะ"
นางเห็นแล้วว่าล่ามบางคนถูกหมางเมินเพราะทำงานไม่ประสบความสำเร็จตามคำอวดอ้างของตนพานทำให้ชื่อเสียงของล่ามซึ่งมักเย่อหยิ่งทะนงตนว่าเป็ผู้รอบรู้เื่ภาษาถูกลดคุณค่าเหตุอยากได้เงินค่าจ้างราคาสูง ช่างเป็พวกแพ้ภัยคำพูดตัวเอง
"กว่าพวกเขาจะสามารถเพาะปลูกได้คงใช้เวลานานหลายเดือนนะเ้าคะ" เจียวซือลอบยิ้มสะใจคนเ่าั้
"อย่างไรที่ดินของบางหมู่บ้านก็ไม่เหมาะเพาะปลูกบางทีก็ไม่สามารถปรับสภาพดินให้เหมาะสมพอที่จะปลูกพืชผักใดๆ ได้ การเตรียมใจยอมรับความผิดหวังบ้างก็ดีเ้าว่าเช่นนั้นไหม?"
"เป็อย่างที่นายหญิงกล่าวเ้าค่ะ"
"เราไปตลาดกันเถิดที่นี่คนเยอะเกินไป"
"เ้าค่ะ"
วันนี้จางฮุ่ยเหมยสวมชุดสีน้ำเงินเข้มปักด้วยด้ายสีเงินลายจวี๋ฮวา[1]ให้ความรู้สึกน่าเคารพและสูงส่ง มีหยกพู่สีเหลืองอมทองเป็เครื่องประดับเข้ากับชุดเกล้าผมขึ้นทั้งหมดแสดงให้เห็นว่านางเป็สตรีออกเรือนประดับด้วยปิ่นไม้ลวดลายแปลกตามีระย้าประมาณสี่ห้าเส้นพอเปล่งประกายซึ่งนางหยิบส่งๆ มาจากหีบของขวัญของจางเฟยหรงควบคู่กับต่างหูไข่มุกเม็ดกลมกลึงผิวขาวราวน้ำนมแพะส่องประกายระยิบระยับเล่อค่า
แม้มีเครื่องประดับน้อยชิ้นกลับบ่งบอกสถานะของนางได้อย่างดีว่าไม่ใช่คนธรรมดาตรงกันข้ามกับผู้สวมใส่เครื่องประดับเ่าั้นางเห็นว่าสวยก็หยิบจับของใกล้มือไว้ก่อนใครจะมองอย่างไรหรือตีค่าราคามันอย่างไรไม่ใช่เื่สลักสำคัญจางเฟยหรงส่งมาให้ก็ต้องใช้ จะปล่อยให้มันถูกทอดทิ้งไว้ในหีบได้อย่างไร
ใบหน้าเกลี้ยงเกลาประทินโฉมเพียงเล็กน้อยสามารถขับความงามของจางฮุ่ยเหมยให้โดดเด่นดูน่าค้นหาและน่าทะนุถนอมในคราวเดียวหญิงสาวเพียงเหลือบชายตามองร้านค้า แผงผักมากมายโดยเฉพาะแผงค้าขายผักซึ่งรับมาขายจากต่างเมืองดูเงียบเหงาไม่น้อยตรงกันข้ามกับแผงผักของชาวบ้านหมู่บ้านฮัวเป่ยซึ่งขายได้เรื่อยๆ ในราคาที่ถูกกว่าแม้จะมีขนาดของผักผลไม้เล็กกว่าด้วยสภาพดินซึ่งไม่สมบูรณ์มากพอกลับมีผลลัพธ์น่าพอใจ
ทว่าสายตาของชาวเซียงโจวมากมายไม่อาจละสายตาจากหญิงงามซึ่งพาตัวเองบุตรชายฝาแฝด บ่าวหนึ่งคนและทหารคุ้มกันอีกสองคนติดตามมาด้วย รูปร่างอวบอิ่มกำลังพอดีใครเห็นใครก็อยากสร้างสัมพันธ์ไมตรี เสียตรงที่ว่านางมีลูกแล้วนี่สิคนงามหรือจะสนใจผู้คนและสายตามากมายนางแค่ออกมาประเมินสถานการณ์ค้าขายผักผลไม้ของคนในหมู่บ้านฮัวเป่ยต่างหาก
"ถึงจะขายได้เรื่อยๆนับว่าขายดีและยังหมดอย่างรวดเร็ว ก็...ไม่ได้แย่เท่าไร"จางฮุ่ยเหมยพึมพำ
"เป็ราคาที่เอื้อมถึงเ้าค่ะอย่างไรก็เป็ตัวเลือกที่ดีสำหรับชาวเมืองไม่ใช่หรือเ้าคะ?" เจียวซือส่งเสริม
"ก็จริงของเ้าอย่างไรคนมีเงินย่อม้าของที่ดีกว่า แต่สำหรับชาวบ้านธรรมดามีกำลังเงินเพียงน้อยนิดแต่มีจำนวนมากกว่าพวกเศรษฐี ข้าคิดว่าคุ้มค่าหากเทียบกับส่วนน้อยที่ไม่ได้ซื้อผักผลไม้จากเรา"
"เห็นว่าบรรดาฮูหยินสนใจฮามี่กวาเป็อย่างมากเ้าค่ะ"
จางฮุ่ยเหมยยินดีอย่างยิ่งหลังเจียวซือสามารถรวบรวมข่าวสารความเป็ไปเมื่อกระแสกลิ่นเงินกำลังไหวเอนพัดมาทางนี้สำหรับฮามี่กวานับว่าเป็ไม้ตายจูงใจลูกค้าทั้งชายและหญิงอยู่หมัดกับสตรีด้วยแล้วพวกนางยิ่งไขว่คว้าอยากได้กันทั้งนั้นอาจส่งผลให้สามีของพวกนางจำยอมออกมาซื้อฮามี่กวาราคาแพงเพื่อตามใจภรรยาและกลุ่มเป้าหมายของฮามี่กวาคงหนีไม่พ้นเศรษฐีและผู้มีกำลังทรัพย์นั่นเอง
จะซื้อหาฮามี่กวาได้ต้องซื้อกับทางหมู่บ้านฮัวเป่ยหรือต่างเมืองที่นิยมปลูกเท่านั้นหากเทียบราคากันแล้ว ฮามี่กวาที่ถูกนำเข้ามาจากต่างเมืองมีราคาสูงกว่าชาวเมืองเซียงโจวผู้มีกำลังทรัพย์คงตัดสินใจซื้อผลผลิตในเมืองมากกว่าต่างเมืองซึ่งมีราคาต่างกันลิบลับ
"นับว่าเป็ข่าวดีเห็นทีต้องให้ชาวบ้านซึ่งเป็ตัวแทนค้าขายเรียนรู้การทำบัญชีเพื่อประโยชน์ต่อตัวพวกเขา"
เมื่อมีเื่เงินๆ ทองๆ เข้ามาเกี่ยวข้องควรระมัดระวังและรอบคอบอย่างมาก อำนาจเงินตราเป็สิ่งหอมหวานและเปลี่ยนแปลงผู้คนราวพลิกฝ่ามือคนดูแลจัดการตรงส่วนนี้ควรมีความละเอียดรอบคอบ น่าเชื่อถือ และซื่อสัตย์จึงจะเหมาะสม
เื่คัดคนเ่าั้ปล่อยให้หัวหน้าหมู่บ้านจัดการดีกว่า่นี้จางฮุ่ยเหมยไม่อยากเสนอความคิดเห็นมากเท่าไรกลัวทำให้ใครต่อใครพากันชังน้ำหน้า อาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตปกติสุขของนางกับลูกๆแค่นี้ผลงานของนางก็ดึงดูดความสนใจของผู้คนเกินควรแล้ว
พลันหัวคิ้วขมวดปมลึกยามเห็นคนของทางการเข้ามาเก็บค่าแผงผักผลไม้ในความจริงการเช่าพื้นที่ตั้งแผงขายของและร้านค้าจางฮุ่ยเหมยรู้อยู่แล้วว่าต้องมีพื้นที่ของขุนนางและคหบดีอยู่กระจัดกระจายเพื่อกระจายอำนาจและแบ่งพื้นที่ให้ชาวบ้านสามารถทำมาหากิน แต่นางยังไม่รู้ว่าเมืองเซียงโจวบริหารจัดการเก็บค่าเช่าอย่างไรจึงหันไปถามเจียวซือซึ่งมักพบปะกับชาวบ้านอยู่บ่อยครั้งแทนนางว่ารู้เื่เก็บค่าเช่าหรือไม่
"เรียนนายหญิงค่าเช่าที่ตกวันละหนึ่งตำลึงเ้าค่ะเฉพาะแผงลอยเท่านั้น"
จางฮุ่ยเหมยแทบสำลักน้ำชาหลังรับรู้ว่าค่าเช่าสูงเกินควรขนาดเมืองหลวงตีราคาพื้นที่แผงลอยวันละสามสิบถึงห้าสิบอีแปะเท่านั้นสูงสุดคือเจ็ดสิบอีแปะในกรณีแผงค้าขายมีขนาดใหญ่หากเป็เรือนค้าขายหรือห้องหับเล็กเริ่มต้นหนึ่งร้อยอีแปะหรือหนึ่งตำลึงเงินตัวเลือกที่ดีที่สุดคือการเช่าแบบรายเดือนหรือรายปีค่าใช้จ่ายจะถูกลงอีกเกือบครึ่ง ซื้อขาดไปเลยยิ่งคุ้มค่า แต่ที่นี่มัน...
"ชาวบ้านกล่าวกันว่าเป็ทั้งค่าพื้นที่และค่าคุ้มครองจากทางการเ้าค่ะ"
"ค่าคุ้มครอง? คนของทางการก็ได้เงินจากท้องพระคลังไม่ใช่หรือ?"
"เป็เช่นนี่มาเนิ่นนานแล้วเ้าค่ะตอนข้าได้ยินครั้งแรกข้ายังใ แต่ชาวบ้านเขาเต็มใจจ่ายค่าที่มิเช่นนั้น..."
"..."
เจียวซือเหลือบซ้ายแลขวาก่อนกระซิบเสียงเบา"อาจถูกทางการหมายหัว จนไม่สามารถค้าขายได้เ้าค่ะ"
บัดซบ!!!
คำสบถแรกเกิดขึ้นภายในจิตใจของจางฮุ่ยเหมยจะว่าเมืองเซียงโจวเป็เมืองค้าขายติดชายฝั่งทะเลและติดกับแคว้นเหลียนน่าจะเจริญรุ่งเรืองพอๆกับเมืองหลวง แต่เห็นทีการค้าขายไม่สามารถเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดอาจเพราะเ้าเมืองผู้ละโมบและขุนนางบางคนที่กลายร่างเป็ปลิงสูบเืมากกว่าทำคุณให้แก่ประชาชนขุนนางขี้ฉ้อกินภาษีราษฎรไม่ว่าอยู่เมืองไหนก็มีทั้งนั้น
"แอ้!"
เ้าแฝดเนื้อตัวอวบอ้วนส่งเสียงร้องขึ้นมาทันทีหลังรับรู้ว่ามารดาอารมณ์ไม่ดี รีบตีแขนตีขากันพัลวันด้วยเหตุที่ว่าเ้าก้อนซาลาเปาน่ามันเขี้ยวทั้งสองเริ่มไม่เล็กเหมือนเมื่อก่อนจึงไม่ได้ห่อผ้าเหมือนทุกทีถูกอุ้มออกมาเที่ยวย่านการค้าโดยสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ซึ่งมารดากับเจียวซือช่วยกันเย็บให้ขนาดใหญ่กว่าตัวเล็กน้อยเผื่อทั้งสองจะเติบโตมากขึ้นในอนาคต ทำให้สายตาของผู้ใหญ่เหมือนเห็นตุ๊กตาเนื้อหยกขาวห่อหุ้มด้วยเสื้อผ้าหลวมโพรกไม่ปาน
"มีอะไรหรือลูกรัก พวกเ้าหิวนมกันแล้วรึ?"จางฮุ่ยเหมยสลัดความคิดทิ้งทันที
เฝ้าสำรวจว่ามีส่วนไหนทำให้เด็กน้อยของนางไม่สบายตัวหรือหิวแล้วหรือไม่ปรากฏว่าจางหนิงเทียนโอบซบลงไหล่บางของมารดา พานให้จางหนิงเฉิงอยากกอดมารดาบ้างส่งเสียงร้องฮึดฮัดชูแขนไปหาจางฮุ่ยเหมยทำให้นางต้องอ้าแขนอีกข้างรับเด็กน้อยอีกคนเข้ามา
ฝาแฝดทั้งสองตั้งใจออเซาะใช้แก้มนุ่มนิ่มของตัวเองถูไถ่มารดาไม่ยอมปล่อยใครเห็นภาพลูกแมวน้อยตัวกลมออดอ้อนมารดาเช่นนี้ชวนให้ยิ้มตามอยู่ร่ำไป
"หรือเริ่มเบื่อกันแล้วนะ"จางฮุ่ยเหมยคาดเดาแ่เบา
เจียวซืออดขำกับความคิดของนายหญิงไม่ไหวคุณชายน้อยทั้งสองของนางทำหน้าเบื่อเสียทีไหนนอกจากจะแย่งความสนใจจากมารดาเท่านั้น
จางฮุ่ยเหมยยามนี้ไม่สามารถอุ้มก้อนซาลาเปาสองลูกได้พร้อมกันเหมือนเมื่อก่อนด้วยขนาดตัวที่ใหญ่ขึ้นเพราะนางบำรุงพวกเขาทุกครั้งยามหิว จึงต้องให้เจียวซือคอยระมัดระวังเวลาตัวเองต้องกอดเ้าก้อนแป้งถึงสองลูกใหญ่เอาไว้กลัวว่าจะทำบุตรชายหล่นเสียมากกว่า
เวลานั้นเองเกิดเงาดำพาดผ่านทับร่างของจางฮุ่ยเหมยในระหว่างวุ่นวายกับเ้าสองแฝดซึ่งอยู่ไม่นิ่งบรรยากาศรอบตัวลดฮวบอย่างรวดเร็วเรียกให้ั์ตาคมสวยเงยหน้ามองผู้มาเยือนคนใหม่ด้วยความสงสัยเหตุใดต้องยืนแผ่รังสีทะมึนตรงหน้านางแบบนี้ด้วยเล่า
"ขออภัยที่รบกวน ท่านใช่แม่นาง 'จางฮุ่ยเหมย' ที่เพิ่งย้ายมาที่เมืองเซียงโจวเมื่อหลายเดือนก่อนหรือไม่ขอรับ?"
คนถูกถามชะงักค้างนิ่งพิจารณาั้แ่หัวจรดเท้าคล้ายระแวดระวัง บุรุษตรงหน้าสวมใส่อาภรณ์รัดกุมสวมเกราะหนัก แล้วยังมีดาบคาดอยู่ที่เอว มีสัญลักษณ์ของสัตว์ป่าเป็เอกลักษณ์คล้ายกับตราประจำกองทัพซึ่งนางเคยเห็นตราลักษณะคล้ายกันแบบนี้เช่นเดียวกับทหารของจางเฟยหรงคนคนนี้รูปร่างสูงใหญ่ ผิวเข้มคล้ำแดด ใบหน้าคมสันฉาบความกดดันเยี่ยงนักรบหาญกล้า
ความรู้สึกและการแต่งกายทั้งหมดนี้...
ทหารประจำชายแดนเซียงโจว!
นี่จางฮุ่ยเหมยเผลอไปเหยียบหางใครในกองทัพหรือไม่เหตุใดทหารนายผู้นี้ถึงทำทีคล้ายรู้จักนางอย่างไรอย่างนั้นขืนปฏิเสธทั้งที่เขาเอ่ยชื่อนางชัดถ้อยชัดคำคงไม่เหมาะสมเท่าไร
"เ้าค่ะ ข้าเองเ้าค่ะ"จางฮุ่ยเหมยจำต้องยอมรับไปตามความจริง
รีบส่งตัวจางหนิงเฉิงให้เจียวซือช่วยอุ้มไปก่อน ขืนสนทนาทั้งๆที่มีบุตรชายของนางอยู่ในสถานการณ์สุ่มเสี่ยงเช่นนี้ อันตรายเกินไป
"ข้ามีนามว่า 'รุ่ยถัง'เป็รองแม่ทัพปราบทักษิณประจำชายแดนแห่งนี้ท่านแม่ทัพมีความสนใจใคร่สนทนาแลกเปลี่ยนความรู้กับท่านไม่ทราบว่าแม่นางจางพอจะพูดคุยกับท่านแม่ทัพได้หรือไม่?"
ชายชาติทหารไม่รอช้า เอ่ยจุดประสงค์ในการเข้าหาสตรีแม่ลูกอ่อนอย่างชัดเจนแล้วยังทำความเคารพนางอย่างนอบน้อมทำให้ผู้คนพากันจับจ้องด้วยสายตาหลากหลายความสงสัย
ขณะเดียวกันคนของทางการเจอสตรีที่ท่านเ้าเมืองอยากพบครันจะเข้าไปทักจางฮุ่ยเหมยมีอันต้องหยุดฝีเท้าของตัวเองไว้เพียงแค่นั้นเกรงว่ามีทหารเข้ามาเกี่ยวข้องเช่นนี้จะกลายเป็เื่ลำบากยุ่งยากจึงรีบถอยกลับไปรายงานท่านเ้าเมืองอย่างรวดเร็ว
ส่วนสตรีผู้ถูกเชิญให้เป็คู่สนทนากับท่านแม่ทัพปราบทักษิณลอบกลอกตาไปมาคล้ายใช้ความคิดเื่คนใหญ่คนโตของเมืองเซียงโจว แน่นอนว่าจางฮุ่ยเหมยให้ฉือิไปสืบเบื้องต้นบ้างแล้วทว่าแม่ทัพปราบทักษิณผู้นี้เป็บุรุษลึกลับ ไม่เปิดเผยใบหน้าให้ใครพบเห็นชอบสวมใส่หน้ากากทองคำปีศาจอำพรางใบหน้า
เป็บุคคลเพียงคนเดียวที่มีความคลุมเครือฉือิกล่าวว่าเขาเป็คนรู้จักกับจางเฟยหรง ที่ไม่เปิดเผยตัวตนเพราะสืบราชการลับให้กับฝ่าาอยู่หากรู้จักกับพี่ชายของนางแสดงว่าเขาเป็คนดีหญิงสาวประมวลความคิดทุกอย่างเสร็จสรรพจึงตอบตกลงไปตามคำเชิญ
รุ่ยถังนำทางไปยังจวนแม่ทัพซึ่งตั้งอยู่ห่างไปทางเขตนอกเมืองไกลพอสมควรเขาได้เตรียมรถม้าและทหารคุ้มกันความปลอดภัยอีกจำนวนหนึ่งราวกับรู้ว่าจางฮุ่ยเหมยต้องไม่คิดปฏิเสธคำเชิญ ก่อนเคลื่อนขบวนรถม้าตราแม่ทัพปราบทักษิณออกจากเขตย่านการค้า
ทิ้งไว้เพียงเสียงพูดคุยและบทสนทนาต่างๆมากมายเกี่ยวกับตัวตนของจางฮุ่ยเหมย อีกไม่นานชื่อของนางคงลอยเข้าหูเ้าเมืองและเหล่าขุนนางของเมืองเซียงโจวเช่นกัน
เมื่อมาถึงจวนแม่ทัพ รุ่ยถังทำหน้าที่นำทางไปยังห้องรับรองของแม่ทัพปราบทักษิณตลอดทางเดินเต็มไปด้วยต้นไม้สีเขียวและบุปผาสีสันหลากหลายตกแต่งเรียบง่ายอย่างลงตัวกลิ่นหอมเย็นสดชื่นชวนให้จางฮุ่ยเหมยคิดถึงใครบางคนขึ้นมา
ใครบางคนที่นางไม่สามารถจินตนาการได้ว่าเขาเป็ใครมีใบหน้าหรือน้ำเสียงอย่างไรเป็ความคิดถึงชวนถวิลหาคละเคล้าเ็ปในคราวเดียวกัน
กระทั่งมาถึงเรือนหลังใหญ่เรือนหนึ่งของจวนรุ่ยถังให้ทหารผู้เฝ้าคุ้มกันความปลอดภัยเปิดประตู หันไปค้อมศีรษะเชิญจางฮุ่ยเหมยเข้าด้านในนางยอมก้าวเข้าไปภายในห้องโดยดีมีเจียวซือและฉือิติดตามพร้อมกับคุณชายน้อยทั้งสอง
ภาพแรกปรากฏแก่สายตาของจางฮุ่ยเหมยคือบุรุษผู้สวมหน้ากากปีศาจสีทองมัดผมเพียงครึ่งศีรษะและสวมกว้านสีเงินสลักลายเมฆาอันโดดเด่นประดับด้วยอัญมณีสีมรกตสุกสว่าง ร่างกายองอาจภูมิฐานแม้นั่งอยู่ก็ยังััถึงความน่าเกรงขามและความสง่างามในคราวเดียวสวมใส่อาภรณ์ด้านในสีดำคลุมทับด้วยชุดอีกชั้นเป็ผ้าเนื้อหนาสีเขียวเข้มเกือบดำสนิทปักด้ายเงินสลับทองลายพยัคฆ์เหยียบเมฆเมื่อเขายืนขึ้นเต็มความสูง ทำให้จางฮุ่ยเหมยเพิ่งรู้ว่าเขาสูงใหญ่สมเป็ทหารกล้าอย่างแท้จริงจนสะดุดเข้ากับเสียงทักทาย
"คารวะคุณหนูจาง"
น้ำเสียงนุ่มนวลแฝงความแข็งแกร่งราวกับต้องมนตร์สะกดชวนให้คุ้นเคยน้ำเสียงยิ่งนัก
เขาเป็ใคร?
"คุณหนูจาง?"
"ท่านเคยรู้จักข้ามาก่อนหรือไม่?"ไวกว่าความคิดคือคำพูดของจางฮุ่ยเหมยพอรู้สึกตัวนางรีบแก้ไขวาจาพลั้งปากของตัวเองทันที "ขออภัยด้วยเ้าค่ะ คารวะท่านแม่ทัพเ้าค่ะ"
คนร่างสูงแข็งค้างกับคำถามก่อนหน้านี้ไม่อาจหยุดอาการสั่นไหวของหัวใจซึ่งเต้นเร้าผิดจังหวะอย่างรุนแรงน้ำเสียงอ่อนหวานเมื่อครู่เต็มไปด้วยความอาทรที่เขาเฝ้าคิดถึงมาเนิ่นนานหนึ่งปีต้องสะกดกลั้นข่มอารมณ์ไม่ให้ตัวเองเผลอพุ่งเข้าไปกอดผู้เป็ที่รักในยามนี้
"มิได้เป็ข้าเองที่เสียมารยาทเชิญคุณหนูจางมาเป็สหายสนทนา"
"ขอบคุณที่ท่านให้เกียรติข้าเ้าค่ะ"
จางฮุ่ยเหมยรู้สึกโล่งอกที่ไม่ถูกเขาติเตือนความไร้มารยาทของนางั้แ่แรกพบผิดกับดวงตาคมกล้าซุกซ่อนภายใต้หน้ากากแสนน่ากลัวฉายแววความรักใคร่ไม่คิดปิดบังในห้วงอารมณ์รุนแรงแสนบ้าคลั่ง มุมปากยกยิ้มด้วยความปีติยินดีราวกับว่าโลกใบนี้ไร้ซึ่งความมืดมิดพลันมีแสงสว่างส่องประกายให้หัวใจของเขากลับมาอบอุ่นอีกครั้ง
หลังต้องทนหนาวเหน็บ หวาดกลัว อดทนและเผชิญกับความตายที่ไล่ล่าเขาราวกับเป็เงามืดตามตัว่เวลาเ่าั้ทำให้เขาเ็ปยิ่งนัก แค่คิดว่าตัวเองต้องหมดลมหายใจจากคนรักกระดูกสันหลังของเขาพลันชาวาบและหนาวสะท้านไม่อาจข่มกลั้นทานทนไหว
[1] จวี๋ฮวา (菊花) หมายถึง ดอกเบญจมาศ