ตอนที่ 10 — ข่าวลือและสายตา
สัปดาห์ถัดมา เมืองหยุนนานเริ่มพูดถึงตระกูลหลิง
ไม่ใช่เื่ธุรกิจที่ถดถอย ไม่ใช่เื่หนี้สินที่พอกพูน ไม่ใช่เื่ที่พ่อแม่ตายในป่าคริสตัลเงินเมื่อหกปีก่อน เื่เ่าั้เป็ข่าวเก่าที่คนเบื่อแล้ว เื่ใหม่คือทาส
"ตระกูลหลิงมีทาสที่วาดวงจรได้ดีกว่าอาจารย์" เสียงกระซิบในร้านน้ำชาท่าเลทอง ป้าสองคนที่นั่งประจำที่ ถ้วยชาร้อนหมกมุ่นระหว่างฝ่ามือ "ซ่างซีก้มหัวให้"
"ซ่างซีก้มหัวให้ทาส?" ป้าอีกคนยกถ้วยชาขึ้นมาจ่อปากแต่ไม่ดื่ม ตาเบิกกว้าง "บ้าหรือเปล่า"
"ไม่บ้า" ป้าคนแรกเอนตัวมาใกล้ กระซิบเสียงดัง — กระซิบแบบที่ตั้งใจให้คนโต๊ะข้างๆ ได้ยิน "ลูกหลานของอาจารย์หวังที่เรียนอยู่ในสมาคมบอกมา ว่าทาสคนนั้นวาดวงจรบนกระดานดำ แล้วไม่มีใครอ่านออก แม้แต่ซ่างซีเองก็อ่านไม่ออก"
"ถ้าอ่านไม่ออก จะรู้ได้ไงว่ามันดี" ลุงเ้าของร้านเดินมาเติมน้ำชา พูดแทรก น้ำเสียงไม่เชื่อ "อาจจะเป็เื่มั่วๆ ก็ได้"
"ซ่างซีก้มหัวให้คนที่มั่ว?" ป้าคนแรกย้อนถาม ยกคิ้ว ลุงเ้าของร้านหยุดเติมน้ำชา คิดครู่ แล้วยักไหล่ ข่าวลือไม่ได้หยุดที่ร้านน้ำชา มันแพร่ไปตามตลาดเช้า ตามร้านวงจรพลังงาน ตามซอกซอยที่แม่ค้าขายผักสับเปลี่ยนข่าวกันเหมือนแลกเปลี่ยนเหรียญ ผ่านปากคนขับรถม้า ผ่านหูลูกมือในร้านตีเหล็ก ผ่านกระซิบของสาวรับใช้ที่ไปซื้อของตลาด
'ทาสของตระกูลหลิง'
'วิศวกรระดับที่ไม่มีใครเข้าใจ'
'ซ่างซีก้มหัวให้'
และข่าวลือที่อันตรายที่สุด —
'หลิงเซินซื้อมาแค่แปดร้อยห้าสิบเหรียญ'
⬥ ⬥ ⬥
คฤหาสน์ตระกูลหาน ห้องรับแขกชั้นสอง บ่ายวันพุธ หานเจาหลงนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเตี้ย ตรงข้ามกับชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้มะฮอกกานีตัวสูง เก้าอี้ที่ออกแบบมาให้คนนั่งสูงกว่าคนตรงข้ามเสมอ ไม่ว่าใครจะเป็แขก หานจื้อเฟิง หัวหน้าตระกูลหาน
ชายอายุสี่สิบห้า รูปร่างสูงใหญ่แต่ไม่อ้วน กล้ามเนื้อซ่อนอยู่ใต้ชุดไหมสีกรมท่าที่ตัดเย็บอย่างดี ใบหน้าเหลี่ยม คางกว้าง จมูกตรง ดวงตาสีเทาอ่อนที่ดูเหมือนไม่มีก้นบึ้ง — มองอะไรก็ดูเหมือนกลืนเข้าไปแต่ไม่คายออก ผมสีดำหวีเรียบไปข้างหลัง ไม่มีเส้นผมสักเส้นที่หลุดจากที่ ราวกับแม้แต่เส้นผมก็ไม่กล้าขัดคำสั่ง
มือซ้ายวางบนที่พักแขนของเก้าอี้ นิ้วเรียวยาวตีจังหวะเบาๆ — ตึ๊ก ตึ๊ก ตึ๊ก — จังหวะสม่ำเสมอเหมือนนาฬิกา แต่ช้ากว่าเล็กน้อย ช้าพอให้คนที่นั่งฟังรู้สึกว่าเวลาเดินช้ากว่าปกติ
หานเจาหลงนั่งตัวตรงบนเก้าอี้เตี้ย ท่าทางที่เคยมั่นใจเมื่อตอนอยู่ในห้องผู้ช่วยอาจารย์ ตอนนี้เปลี่ยนไป ไหล่ตึง คอเกร็ง มือวางบนเข่าแน่นจนข้อนิ้วขาว ดวงตาสีน้ำตาลเข้มที่เคยจ้องคนอื่นอย่างมั่นใจ ตอนนี้ไม่กล้าจ้องชายที่นั่งอยู่ตรงข้ามนานเกินสามวินาที
"ข้าบอกให้เ้าจัดการตระกูลหลิง" หานจื้อเฟิงพูด เสียงทุ้มราวกับกลองที่ตีเบาๆ ไม่มีน้ำเสียงตำหนิ ไม่มีน้ำเสียงโกรธ มีแต่ข้อเท็จจริงที่ทิ้งน้ำหนักลงมาเหมือนก้อนหิน "ไล่นักเรียนคนหนึ่งออก กดธุรกิจให้ถดถอย ทำลายจากข้างใน ช้าๆ"
เขาหยุดตีนิ้ว
"แต่ตอนนี้" ดวงตาสีเทาเลื่อนมาจับที่หานเจาหลง "ซ่างซีก้มหัวให้ทาสของตระกูลหลิง ทั้งเมืองพูดถึง และหลิงเซินกลับมาเรียนโดยที่เ้าห้ามไม่ได้" หานเจาหลงกลืนน้ำลาย ลูกกระเดือกขยับ "ลุง ข้า—"
"ข้าไม่ได้ถามว่าเ้าจะแก้ตัวว่าอย่างไร" หานจื้อเฟิงยกมือขึ้น ฝ่ามือหงาย ท่าทางเดียวกับที่หานเจาหลงทำกับหลิงเซิน แต่เมื่อหานจื้อเฟิงทำ มันดูเหมือนคำพิพากษา "ข้าถามว่าทาสคนนั้นเป็ใคร"
"เซียนหยู" หานเจาหลงตอบ พยายามควบคุมเสียงให้สม่ำเสมอ "บุตรตระกูลเซียน ตระกูลที่ล่มสลายเมื่อสองปีก่อน พลังงานในร่างกายสูญหายจากอุบัติเหตุ"
"พลังงานสูญหาย" หานจื้อเฟิงทวน เสียงเปลี่ยนไปเล็กน้อย มุมปากยกขึ้นข้างเดียว ไม่ถึงกับยิ้ม แต่ใกล้เคียง "แต่วาดวงจรได้ในระดับที่ซ่างซีอ่านไม่ออก"
"ใช่"
"น่าสนใจ" หานจื้อเฟิงพูดคำเดียวกับที่หานเจาหลงพูดเมื่อเห็นวงจรด้านหลังม้วนคัมภีร์ สายเืเดียวกัน คำพูดเดียวกัน แต่เมื่อหานจื้อเฟิงพูด มันฟังดูเหมือนเสือที่เห็นเหยื่อ ไม่ใช่คนที่เห็นของน่าสนใจ
"ข้า้ารู้จักเขา" หานจื้อเฟิงพูดต่อ "แต่ไม่ใช่ตอนนี้ ตอนนี้ให้เขาเติบโต ให้เขาแสดงฝีมือ ให้เขารู้สึกปลอดภัย"
"แล้วตอนไหน" หานเจาหลงถาม
"ตอนที่เขามีค่ามากพอ" หานจื้อเฟิงตอบ นิ้วเริ่มตีจังหวะอีกครั้ง ตึ๊ก ตึ๊ก ตึ๊ก "คนที่มีค่ามากจะมีจุดอ่อนมาก เพราะยิ่งมีของมีค่า ยิ่งกลัวเสีย" เขาเอนหลังบนเก้าอี้ ดวงตาสีเทามองเพดานไม้แกะสลัก
"และเจาหลง" เขาพูดเบาๆ
"ครับ"
"อย่าทำอะไรโง่อีก"
น้ำเสียงเรียบ ไม่มีการขู่ ไม่มีการเน้น แต่หานเจาหลงรู้สึกเหมือนมีมีดวางอยู่ที่คอ
"เข้าใจครับ" เขาพูด เสียงแห้ง
⬥ ⬥ ⬥
วันต่อมา สมาคมวิศวกรวงจร
หลิงเซินรู้สึกได้ว่ามีสายตามองมาที่เธอมากขึ้นกว่าเดิม
ไม่ใช่สายตาแบบเดียวกับเมื่อก่อน — เมื่อก่อนคนมองเธอด้วยสายตาที่บอกว่า 'สาวน้อยตระกูลหลิงที่กำลังจะล่มสลาย' มองด้วยความสงสาร ความเฉยเมย หรือความเหยียดหยาม
ตอนนี้สายตาเปลี่ยน
บางคนมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น — สาวน้อยตระกูลหลิงที่มีทาสอัจฉริยะ บางคนมองด้วยความอิจฉา — ทำไมเธอถึงโชคดี
บางคนมองด้วยความระแวง — เธอรู้อะไรเกี่ยวกับทาสคนนั้น
และบางคนมองด้วยสายตาที่ทำให้หลิงเซินหนาวสะท้าน — สายตาที่คำนวณ ประเมิน วางแผน สายตาของหานเจาหลงจากระเบียงชั้นสอง เขาไม่ได้ยิ้มเยาะเหมือนเมื่อก่อน ไม่ได้แสดงท่าทางข่มขู่ เพียงแค่ยืนมอง แขนกอดอก เอนหลังพิงเสา ดวงตาสีน้ำตาลเข้มจับอยู่ที่หลิงเซินอย่างนิ่ง นั่นน่ากลัวกว่าการข่มขู่
เพราะคนที่ขู่ยังแสดงอารมณ์ แต่คนที่เฝ้ามองอย่างเงียบๆ กำลังรอ
"อย่าสนใจ" เสียงเซียนหยูดังขึ้นข้างๆ เบาพอที่จะมีแค่สองคนได้ยิน
หลิงเซินสะดุ้ง หันมามอง เขาเดินอยู่ข้างๆ — ไม่ใช่ข้างหลังสามก้าวเหมือนก่อน แต่ข้างๆ ห่างแค่ศอกเดียว — ดวงตาสีดำมองตรงไปข้างหน้า ไม่ได้มองหานเจาหลง แต่หลิงเซินรู้ว่าเขาเห็น
"เขาเฝ้ามอง" นางกระซิบ
"ข้ารู้" เซียนหยูตอบ "ให้เขามอง มองเท่าไหร่ก็ไม่เปลี่ยนอะไร"
"เ้าไม่กลัว?"
เขาหันมามองเธอ มุมปากยกขึ้นนิดเดียว — ยิ้มที่แทบมองไม่เห็น แต่หลิงเซินเห็น เพราะตอนนี้เธอเริ่มอ่านใบหน้าของเขาได้ เหมือนเริ่มอ่านภาษาใหม่ที่ตัวอักษรเป็การขยับของคิ้ว มุมปาก และแสงในดวงตา
"ข้ากลัวหลายอย่าง" เขาพูดเบาๆ "แต่สายตาของคนไม่ได้อยู่ในรายการ"
"รายการ? มีรายการด้วย?"
"มี" เขาพูด "สั้นมาก"
"มีอะไรบ้าง"
เขาเดินต่อ ไม่ตอบ
หลิงเซินเดินตาม — ตอนนี้เธอเดินข้างๆ เขาเป็ธรรมชาติแล้ว ไม่ต้องคิดว่าจะเดินนำหรือเดินตาม ร่างกายทำไปเอง
"สักวันข้าจะบอก" เขาพูดขึ้นมาดื้อๆ หลังจากเดินผ่านไปหลายก้าว ราวกับคิดคำตอบอยู่นานก่อนจะพูดออกมา
"เมื่อไหร่"
"เมื่อข้ารู้จักเ้ามากพอ"
"เ้ารู้จักข้าพอแล้วไม่ใช่เหรอ ข้าเป็เ้าของเ้า เรียนด้วยกันทุกวัน กินข้าวด้วยกันทุกมื้อ"
"นั่นคือการอยู่ด้วยกัน" เซียนหยูพูด "ไม่ใช่การรู้จักกัน"
หลิงเซินคิดอยู่ครู่ "ต่างกันยังไง"
"การอยู่ด้วยกัน" เขาอธิบาย "คือรู้ว่าเ้าชอบกินผักบุ้ง ไม่ชอบพริก กัดริมฝีปากเมื่อจดจ่อ ใบหูแดงเมื่อเขิน และนอนตะแคงซ้ายเสมอ"
หลิงเซินถึงกับหยุดเดิน "เ้ารู้ว่าข้านอนตะแคง—"
"ผนังบาง" เขาพูดเฉยๆ ไม่หันมา "เ้าพลิกตัวดังมาก"
หน้าของหลิงเซินร้อนจนรู้สึกว่าจะเป็ไข้
"ส่วนการรู้จักกัน" เซียนหยูพูดต่อ ราวกับไม่สังเกตว่าคนข้างๆ หน้าแดงจนเหมือนมะเขือเทศ "คือรู้ว่าเ้าฝันถึงอะไรตอนกลางคืน กลัวอะไรที่สุด หวังอะไรมากที่สุด และเมื่อมีคนถามว่า 'เ้าเป็ใคร' เ้าจะตอบว่าอย่างไร"
ลมบ่ายพัดผ่าน พาใบไม้แห้งหมุนผ่านไป
"ข้ายังไม่รู้คำตอบข้อสุดท้าย" หลิงเซินพูดเบาๆ
"ข้าก็ไม่" เซียนหยูตอบ
ทั้งสองคนเดินต่อ เงียบ แต่เป็เงียบที่สบาย
⬥ ⬥ ⬥
คืนนั้น ห้องทำงานตระกูลหลิง
หลิงเฉิงอู่นั่งอยู่หลังโต๊ะ แสงเทียนคริสตัลส่องลงบนกระดาษที่เขียนเต็มไปด้วยตัวเลข — บัญชีรายรับรายจ่ายของตระกูล
ตัวเลขไม่สวย
รายจ่ายมากกว่ารายรับทุกเดือนมาสองปีแล้ว เงินเก็บที่พ่อแม่ทิ้งไว้ใกล้จะหมด ร้านวงจรพลังงานของตระกูลมีลูกค้าน้อยลงทุกสัปดาห์ — ไม่ใช่เพราะสินค้าไม่ดี แต่เพราะมีคนกดดันผู้จัดหาวัตถุดิบไม่ให้ส่งของ มีคนแย่งลูกค้าด้วยราคาที่ต่ำจนขาดทุน มีคนกระซิบกับพ่อค้าว่า 'อย่าทำธุรกิจกับตระกูลหลิง'
หลิงเฉิงอู่วางปากกาลง ถอนหายใจ หลับตา กดสันจมูก — ท่าทางที่เธอทำเมื่อปวดหัว ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้เป็ทุกวัน
ประตูห้องเปิด
เซียนหยูเดินเข้ามา ถือถ้วยชาสมุนไพรร้อน วางลงบนโต๊ะข้างกระดาษบัญชี ไม่พูดอะไร แล้วก็นั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้าม
หลิงเฉิงอู่เปิดตา มองเขา มองถ้วยชา มองเขาอีกครั้ง
"ชาสมุนไพรบำรุงสมอง" เขาพูดสั้นๆ "ป้าขายยาข้างตลาดบอกว่าดี"
"เ้าไปซื้อยาเมื่อไหร่" หลิงเฉิงอู่ถาม เลิกคิ้ว
"ตอนเย็น ตอนกลับจากสมาคม" เขาตอบ "ข้าเห็นว่าเ้ากดสันจมูกบ่อย คนที่กดสันจมูกบ่อยมักจะปวดหัวจากการคิดมาก"
หลิงเฉิงอู่มองเขาอยู่ครู่ จากนั้นหยิบถ้วยชาขึ้นจิบ ไม่ขอบคุณเป็คำพูด แต่การดื่มก็เป็คำขอบคุณในตัว
"เ้ามานั่งทำไม" เธอถาม "ดึกแล้ว"
"ข้าเห็นตัวเลขบนโต๊ะเ้า" เซียนหยูพูดตรง ไม่อ้อมค้อม — ท่าทางเดียวกับที่เขาพูดกับทุกคน ไม่ว่าจะเป็ทาส ปรมาจารย์ หรือหัวหน้าตระกูล "ตระกูลหลิงกำลังจะหมดเงินใน..."
"สี่เดือน" หลิงเฉิงอู่ตัดบท ไม่อยากให้ใครพูดตัวเลขนั้นออกมา
"สามเดือนครึ่ง" เซียนหยูแก้ "ถ้าราคาวัตถุดิบขึ้นอีกสิบเปอร์เซ็นต์ตามแนวโน้มที่ถูกกดดัน"
หลิงเฉิงอู่วางถ้วยชาลง เสียงถ้วยกระทบโต๊ะดังแก๊กเบาๆ
"เ้ามีความคิดอะไร" เธอถาม ไม่ใช่เพราะคาดหวัง แต่เพราะเธอเป็คนที่ฟังทุกความคิดก่อนตัดสินใจ
"มี" เซียนหยูพูด "แต่ต้องใช้เวลา ต้องใช้ทรัพยากร และต้องใช้ความกล้า"
"บอกมา"
"เปิดร้านวงจรพลังงานแห่งใหม่" เขาพูด "ร้านที่ไม่ขายวงจรเหมือนคนอื่น"
"ขายอะไร"
"ขายวงจรที่ไม่มีใครทำได้" เขามองหลิงเฉิงอู่ตรงๆ "วงจรที่ข้าออกแบบ"
หลิงเฉิงอู่มองเขา ดวงตาสีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำวิเคราะห์ทุกรายละเอียดบนใบหน้าของเขา หาจุดอ่อน หาเจตนาซ่อนเร้น หาสิ่งที่ไม่ได้พูด
ไม่พบ
"ข้าจะคิดดู" เธอพูด ไม่ปฏิเสธ ไม่ตกลง — ท่าทางของคนที่ไม่เคยตัดสินใจเร็ว แต่เมื่อตัดสินใจแล้วไม่เคยเปลี่ยน
⬥ ⬥ ⬥
คืนนั้น สวนหลังบ้าน
หลิงเซินนั่งอยู่บนม้านั่งหิน เท้าแช่อยู่ในบ่อน้ำ แสงคริสตัลสีน้ำเงินจากใต้น้ำทำให้เท้าของเธอดูเหมือนเรืองแสง เสียงฝีเท้าจากโรงเก็บของ เซียนหยูเดินมา ถือแก้วน้ำสองใบ ยื่นให้เธอใบหนึ่ง แล้วนั่งลงบนม้านั่งตัวเดียวกัน ห่างจากเธอหนึ่งศอก
"คุยกับพี่สาวข้าเื่อะไร" นางถาม ทำเป็ไม่สนใจ แต่ตาชำเลืองมอง
"เื่อนาคต" เขาตอบ
"อนาคตของใคร"
"ของตระกูลหลิง"
หลิงเซินหันมามองเขา เท้ายังแช่อยู่ในน้ำ แสงสีน้ำเงินกระเพื่อมตามคลื่นเล็กๆ ที่เท้าของเธอสร้าง
"ทำไมเ้าถึงสนใจอนาคตของตระกูลข้า" นางถาม เสียงไม่ได้ตั้งคำถามจริงๆ แต่เป็เสียงของคนที่อยากได้ยินคำตอบ เซียนหยูดื่มน้ำ ช้าๆ วางแก้วลง
"เพราะตอนนี้" เขาพูด มองบ่อน้ำ แสงคริสตัลสะท้อนในดวงตาสีดำลึกเหมือนดาวใต้น้ำ "ตระกูลของเ้าเป็บ้านเดียวที่ข้ามี"
ลมกลางคืนพัดผ่าน เย็นสบาย หลิงเซินไม่ตอบ แต่เท้าของเธอในบ่อน้ำหยุดขยับ และถ้าเซียนหยูหันมามอง — ซึ่งเขาไม่ได้ทำ เพราะเขากำลังมองดาว — เขาจะเห็นว่าใบหูของเธอแดงก่ำ
ในความเงียบของสวนหลังบ้าน ใต้แสงดาวและแสงคริสตัลสีน้ำเงิน สองคนนั่งอยู่บนม้านั่งหินตัวเดียวกัน ระยะห่างหนึ่งศอก
ใกล้กว่าเมื่อวาน ไกลกว่าพรุ่งนี้
— จบอาร์ค 1: รุ่งอรุณของทาส —
— จบตอนที่ 10 —
แดนนิยาย ดินแดนที่ทุกเื่ราวเริ่มต้น
www.danniyay.com