เพล้ง!!
ฉันนั่งนิ่งตัวแข็งทื่อจ้องหน้าคุณพ่อตาเขม็งมือยังคงยกค้าง ทั้งๆ ที่แก้วหล่นแตกกระจายลงบนพื้นหินอ่อนเนื้อดีไปแล้ว
ไม่รู้ว่าควรนิยามความรู้สึกและอาการตอนนี้อย่างไรดีร่างกายชาไปหมดทุกส่วน หูเกิดอาการอื้ออึ้งครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ในรอบหนึ่งวันนี้ได้ยินเสียงจังหวะหัวใจตัวเองเต้นดังก้องอยู่ในโสตประสาท มันไม่ได้เร็วกว่าปกติทว่ามันเต้นแรงจนรู้สึกเจ็บบริเวณทรวงอกด้านซ้าย
เท่าที่เข้าใจฉันว่ามันคืออาการของคนใจนขวัญหาย สติสัมปชัญญะทุกอย่างหยุดทำงานกลางอากาศแม้ไม่ได้เป็ลมล้มพับและยังคงนั่งลืมตาเหมือนคนปกติที่รู้สึกตัวทว่าสติสตังหลุดลอยออกไปไกลมากแล้ว
ฉันไม่ได้ช็อกที่คุณพ่อมีภรรยาอยู่ก็แอบคิดไว้บ้างแล้วล่ะว่ามันอาจเป็แบบนั้นส่วนน้อยนักที่คนเราจะใช้ชีวิตอยู่โดยไร้คู่ครองยิ่งคนที่มีพร้อมและสมบูรณ์แบบในทุกด้านอย่างท่านเปอร์เซ็นต์ที่จะมีครอบครัวย่อมสูงกว่า
แต่สิ่งที่ทำให้ฉันใและค่อนไปทางผิดหวัง คือเื่ของเด็กสาวที่เข้าใจว่าเป็เพียงแค่ลูกพี่ลูกน้องกันคำว่า ‘น้องสาว’ ที่พ่อพยายามสื่อคงหมายถึงน้องสาวต่างแม่ที่มีสายเืเดียวกันอยู่ครึ่งหนึ่งซึ่งกำลังนั่งอยู่ทางด้านซ้ายมือของฉันต่างหาก
เอมมี่คงอายุไม่ได้ทิ้งห่างอะไรกับฉันมากนักไม่แน่เธออาจอายุน้อยกว่าเพียงแค่หนึ่งหรือสองปีนั่นเท่ากับว่า่เวลาที่ฉันกำพร้าพ่อ ใช้ชีวิตตกระกำลำบากอยู่กับแม่สองคนจนกระทั่งท่านตาย
พ่อกำลังมีความสุขอยู่กับผู้หญิงสองคนนี้ในบ้านหลังใหญ่ที่เต็มไปด้วยความสะดวกสบายกินอาหารเลิศรสซึ่งถูกปรุงขึ้นมาจากวัตถุดิบชั้นดีเดินทางไปไหนมาไหนโดยมีคนขับรถให้ตลอด ไม่จำเป็ต้องทำอะไรเองเพราะมีแม่บ้านคอยดูแลรับใช้
ขณะที่แม้แต่คอมพิวเตอร์มือสองสักเครื่องเพื่อใช้เป็สื่อในการเรียนรู้ฉันยังไม่มีโอกาสได้แต่พวกเขากลับถือกระเป๋าแบรนด์เนมราคาหลักสิบล้าน เปลี่ยนเสื้อผ้าตามเทรนด์แฟชั่นหรือกระทั่งบินข้ามประเทศเพียงเพื่อไปดูคอนเสิรต์ของศิลปินคนโปรด
ทานอาหารในภัตตาคารหรูจากฝีมือเชฟชั้นนำทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ตัดภาพมาที่ฉันต้องนั่งกินของเหลือหลังจากครอบครัวเ้านายแม่อิ่มกันแล้ว
มันยุติธรรมกับเราสองแม่ลูกแล้วหรือ?
นี่ใช่ไหมคือเหตุผลที่พ่อทิ้งพวกเราไป?
“หนูขอคุยกับคุณพ่อตามลำพัง 2 คนได้ไหมคะ?”
นานมากกว่าฉันจะยอมปริปากพูดอะไรและในระหว่างนั้นก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยอะไรออกมาสักคำ คุณพ่อยืนมองฉันด้วยแววตาสำนึกผิดขณะที่สองแม่ลูกนั่งสงบเสงี่ยมผิดจาก่เวลาก่อนหน้านั้นอย่างลิบลับ
บรรยากาศเต็มไปด้วยความอึดอัดจนฉันอยากจะลุกเดินหนีออกไปจากตรงนี้แต่ฉันไม่รู้ว่าตัวเองควรไปที่ไหนดี เอมมี่กับแม่ของเธอมองหน้าฉันสลับกับคุณพ่อและเมื่อได้รับสัญญาณเป็การพยักหน้าเบาๆ พวกเธอจึงลุกเดินออกจากห้องนี้ไป
ภายในห้องโถงขนาดใหญ่เหลือเพียงเราสองคนพ่อลูกแต่แทนที่ฉันจะเริ่มบทสนทนาตามที่ตั้งใจไว้ กลับเอาแต่นั่งอมน้ำลายไม่กล้าปริปาก
อยู่ๆ ก็รู้สึกกลัวคำตอบที่ต้องหลุดออกจากปากคุณพ่อหลังจากฉันเอ่ยถามไม่พร้อมจะรับฟังขึ้นมาเสียดื้อๆ ทั้งๆ ที่ตอนแรก้าคำอธิบายและเหมือนคุณพ่อจะคาดเดาได้ว่าฉัน้าถามอะไรเมื่อท่านเริ่มเกริ่นออกมาเป็ประโยคสั้นๆ
“วันที่พวกเราตัดสินใจแยกทาง พ่อไม่รู้จริงๆ ว่าแม่กำลังตั้งท้องลูกอยู่”
ฉันเงยหน้าขึ้นสบตาคุณพ่อหลังก้มหน้ามองมือตัวเองมาได้ระยะหนึ่ง ร่างสูงสง่าขยับกายเดินเข้ามาทรุดนั่งลงข้างๆพร้อมหันหน้าเข้าหา แววตาของพ่อเต็มไปด้วยความเศร้าและรู้สึกผิดฉันนั่งเงียบฟังท่านเล่าต่ออย่างตั้งใจ
ย้อนกลับไปเมื่อยี่สิบปีที่แล้วพ่อได้พบรักกับผู้หญิงคนหนึ่งในบาร์เธอเป็เพียงพนักงานเสิร์ฟธรรมดาอยู่ที่นั่น ขณะพ่อเป็ถึงลูกค้าระดับวีวีไอพี
ผู้หญิงคนนี้ประจำอยู่ชั้นหนึ่งซึ่งเป็ส่วนให้บริการของลูกค้าทั่วไปแต่วันนั้นเพื่อนร่วมงานซึ่งประจำอยู่ชั้นสองป่วยกะทันหัน เธอจึงมีโอกาสได้ขึ้นไปทำงานชั้นบนแทน
เรียกได้ว่าเป็รักแรกพบแค่เพียงบานประตูห้องส่วนตัวถูกเปิดออก สายตาของคนสองคนสบกันโดยไม่ได้นัดหมายพลันจังหวะหัวใจของคุณพ่อกระหน่ำเต้นอย่างรุนแรง
กลุ่มเพื่อนในห้องร่วมสิบคนราวกับไร้ตัวตนพ่อไม่อาจละสายตาไปจากเธอคนนั้นได้ ทุกท่วงท่า ทุกการก้าวเดินและเคลื่อนขยับร่างกาย ดึงดูดความสนใจไปจากพ่อทั้งหมดหลังจากนั้นห้องส่วนตัวที่มักใช้บริการก็ไม่ได้มีโอกาสได้แอ้มเงินพ่ออีกเลย
กลายเป็ว่าตอนนี้ลูกค้าวีวีไอพีที่ควรอยู่ชั้นสองมานั่งประจำเคาน์เตอร์บาร์ชั้นหนึ่งรวมกับกลุ่มขาจรทั่วไปชั้นล่างแทน เพื่อเฝ้ามองผู้หญิงที่เขาตกหลุมรักวันแล้ววันเล่า
ผ่านไปหลายเดือนกว่าพ่อจะรวบรวมความกล้าเข้าไปกล่าวทักทายเธอได้ครั้งแรกของการพูดคุยระหว่างทั้งคู่มีเพียงแค่คำว่า ‘สวัสดี’ เท่านั้น
พ่อไม่รู้จะหาเหตุผลอะไรชวนผู้หญิงคนนั้นคุยต่อทั้งๆ ที่ตัวเองเป็คนเฟรนลี่และคุยสนุก แต่กับเธอคนนี้พ่อกลายเป็คนขี้อายและมักเสียอาการเสมอ
หลังจากนั้นไม่กี่วันบังเอิญมีเื่ให้ทั้งคู่ได้พูดคุยอย่างเลี่ยงไม่ได้พ่อขับรถเฉี่ยวเธอโดยไม่ตั้งใจ หลังส่งโรงพยาบาลตรวจร่างกายพบว่าข้อเท้าเธอหัก ต้องหยุดงานรักษาตัวร่วมสองอาทิตย์อีกทั้งการใช้ชีวิตประจำวันค่อนข้างลำบาก ลูกผู้ชายอกสามศอกอย่างพ่อจึงเสนอตัวรับผิดชอบคอยดูแล
อุบัติเหตุที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นดันเป็สิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ของคนสองคนได้พัฒนา
แม้ผู้หญิงคนนั้นจะกลับมาเป็ปกติสามารถทำอะไรได้ด้วยตัวเองเช่นเดิม แต่พ่อยังคงเทียวส่งอาหารทุกมื้อไม่ขาดตกบกพร่องและคอยรับเธอไปส่งที่ทำงานทุกวัน นั่งเฝ้าเธอทำหน้าที่ยันบาร์ปิดและพาเธอกลับบ้านหลังเลิกงานทุกคืน
ทั้งคู่ตัดสินใจคบหากันโดยที่ผู้หญิงคนนั้นไม่รู้อะไรเกี่ยวกับคนรักของเธอมากนัก พ่อไม่พูดเธอก็ไม่ถามจนเวลาล่วงเลยผ่านไปหลายปีที่ทั้งคู่รักกันดี อยู่ๆท่าทีของเธอกลับเปลี่ยนไป
เธอนิ่ง ซึม ไม่สดใสร่าเริงเหมือนแต่ก่อนเงียบขรึมและมักเก็บตัวอยู่คนเดียวในห้อง การสนทนาระหว่างกันเริ่มน้อยลงและหนึ่งอาทิตย์ให้หลังเธอได้หายตัวไป พร้อมทิ้งจดหมายน้อยๆ ไว้ให้หนึ่งฉบับเนื้อหาด้านในมีเพียงข้อความสั้นๆ ระบุว่า...
‘ฉันไม่ได้รักคุณแล้ว’
ไม่มีเหตุผล ไม่มีคำอธิบายถึงสาเหตุของการจากลาทว่าประโยคนี้ก็เพียงพอให้พ่อตัดสินใจ ที่จะไม่ออกตามหาเพื่อเหนี่ยวรั้งเธอเอาไว้
แม้พ่อจะยังรักเธออยู่เหมือนวันแรกแต่จำต้องตัดใจปล่อยเธอไปตามทาง เพราะคนที่ความรู้สึกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้วยื้อเอาไว้ต่อไปมันไม่เกิดประโยชน์อะไร
จนเวลาล่วงเลยผ่านไปถึงสิบหกปีเต็ม ผู้หญิงคนนั้นติดต่อกลับมาอีกครั้งผ่านเบอร์โทรศัพท์ที่คุณพ่อเคยให้ไว้และปัจจุบันนี้ยังคงใช้งานอยู่
เล่าถึงสาเหตุการบอกลาว่าถูกแม่ของคุณพ่อกีดกันและดูถูกด้วยการเอาเงินฟาดหัวเพื่อให้เลิกยุ่งกับลูกชายของท่าน ทั้งที่รักมากแต่ไตร่ตรองแล้วว่าเธอไม่คู่ควร ไม่มีอะไรเหมาะสมให้ยืนเคียงข้างจึงตัดสินใจจากมาเงียบๆ
เธอขอโทษและขออโหสิกรรมทุกอย่างรู้ว่าตอนนี้คุณพ่อมีครอบครัวใหม่และมีความสุขกันดี ไม่ได้เรียกร้องจะกลับไปเป็ส่วนหนึ่งในชีวิตแต่มีสิ่งหนึ่งที่เธออยากขอให้คุณพ่อช่วยเหลือนั่นคือดูแลลูกสาวเพียงคนเดียวต่อจากเธอให้ที
คุณพ่อไม่เข้าใจว่านั่นคือคำสั่งเสียสุดท้ายเมื่อมาตามที่อยู่ที่ได้รับถึงได้รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นเสียชีวิตแล้ว จากการฆ่าตัวตายได้เพียงหนึ่งวันและเมื่อพบหน้าเด็กซึ่งอยู่ในคำสั่งเสีย ไม่จำเป็ต้องตรวจสอบอะไรก็รู้ได้ในทันทีว่านี่คือลูกสาวของตัวเอง
และใช่...ผู้หญิงคนนั้นที่กำลังถูกพูดถึงคือคุณแม่ของฉันเอง