ยามรุ่งเรื่อเริ่มไล้ปลายยอดไม้เป็สีเงิน แขวนไอเย็นไว้ตามรากไม้และหินเปียก ซือถูดับถ่านที่อุ่นค้างในกองไฟด้วยปลายเท้า ก่อนหันมามองหลี่เฟิงซึ่งกำลังขยับเอวอย่างระวัง ตรวจดูผ้าพันแผลที่เปลี่ยนเมื่อคืน
“วันนี้ลมหายใจเ้าเรียบกว่าแผล” ซือถูว่า “ดีพอให้เดินไกล—แต่ยังไม่ดีพอให้ต่อสู้ยืดเยื้อ เ้ามีธุระหนึ่งที่ยังผูกใจอยู่กับูเาลูกนี้ใช่ไหม”
หลี่เฟิงเงียบไปครึ่งลมหายใจ เขาไม่ต้องถามว่าซือถูหมายถึงอะไร ภาพเถ้าถ่านในหมู่บ้านกับร่างที่ไถลจากมือเขาย้อนกลับมาเองโดยไม่ต้องเรียก “ข้าอยาก…กลับไปที่หมู่บ้าน” เสียงเขาต่ำ “อย่างน้อย—ต้องฝังแม่”
ซือถูมองสายควันไกล ๆ เหนือแนวไม้ “งานเช่นนั้น—ให้คนสองคนทำก็ลำบาก ให้คนคนเดียวทำก็โหดร้าย แต่ถ้าเ้าจะไป—ก็ไปในเงา ไม่ใช่ในไฟ”
หลี่เฟิงค้อมศีรษะ “ข้าจะไปในเงา”
ทั้งสองออกจากโพรงก่อนตะวันชูยอดเขา ย่ำไปตามแนวหินกับพุ่มไม้เตี้ย เลียบลำธารที่แตกสาขาเหมือนเส้นเื ซือถูให้เฟิงนำบาง่เพื่อฝึก “ฟังพื้น” เด็กหนุ่มแนบหูลงกับดินหิน—เสียงม้าห่างไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ จังหวะไม่สม่ำเสมอเหมือนกลุ่มย่อยที่ลาดตระเวนมากกว่ากองกลาง
“พวกมันยังค้น” เขาพึมพำ
“ใช่” ซือถูตอบเบา “ความเงียบของพวกมันไม่ได้แปลว่าถอนกำลัง—แปลว่าคุ้นพื้นที่ขึ้น” แล้วเขาก็ยิ้มบาง ๆ “คนคุ้นพื้นที่—ย่ามใจ คนย่ามใจ—ทิ้งช่อง”
ูเาเปิดทางให้คนสองคนลื่นไถลลงสู่ตลิ่งด้านล่าง จุดที่ลำธารเดิมรวมเป็แม่น้ำตื้น มีกอไผ่ขึ้นแซมปราการหิน ภายใต้เงาไผ่ สายน้ำสะท้อนท้องฟ้าสีเงินคล้ำคล้ายคมดาบ
หมู่บ้านหลี่ปรากฏขึ้นหลังแนวไม้เตี้ย คล้ายรูปจำจากฝัน—แต่รอยจริงนั้นรุนแรงกว่าฝัน หลังคาไหม้โหว่อยู่หลายหลัง ควันบางยังกรุ่นจากกองขี้เถ้าที่กลบลานกลาง ซากคอกสัตว์ล้มทับ สุนัขสองตัวนอนนิ่งราวรูปปั้นดิน
“หยุดหนึ่งลมหายใจก่อนเข้าเงา” ซือถูแตะบ่า
หลี่เฟิงปิดตาสั้น ๆ เข้า—สี่…ออก—หก แล้วจึงก้าว “เงาไหล” เข้าไปในแนวรั้วพัง เสียงขี้เถ้าลื่นใต้ฝ่าเท้าฟังคล้ายลมหายใจคนแก่ เขาไม่อนุญาตให้เท้าตนทำเสียงดังเกินกว่าลม
เรือนของเขาเหลือเพียงเสาไหม้ครึ่งต้น ฝาบ้านกลายเป็ไม้ถ่านแหลก เขาก้าวไปอย่างช้า ๆ คล้ายกลัวเสียงของตัวเองจะทำให้บางสิ่งแตกหักไปมากกว่านี้ เข่าซ้ายเกือบทรุดเมื่อเห็นรอยเืสีน้ำตาลเข้มเป็เส้นลากผ่านลาน—จากปากเรือนไปยังพื้นหญ้าข้างกำแพง—รอยที่เขาไม่้ารู้ที่มาอีกแล้ว
“ฝั่งตะวันออกของลาน” ซือถูบอกเบา ๆ “ใต้ต้นท้อมีดินนุ่ม”
หลี่เฟิงมองไป—ต้นท้อที่แม่ชอบผูกริบบิ้นผ้าครามไว้เวลาผลเริ่มแตกสี ตอนนี้เหลือเพียงกิ่งก้านไหม้ปลาย เขาก้มลง สองมือขุดด้วยความระมัดระวัง ดินนุ่มจริง—แต่ความอ่อนนั้นกลับบาดลึกกว่าแผ่นหิน
เขาเจอร่างซูเหมย—ไม่ใช่ทั้งร่าง—แต่พอให้จำได้โดยไม่ต้องใช้ตา รอยธนูที่ทะลุหลังถูกถอนออกไปแล้วอย่างหยาบ โลหิตแห้งเกาะผิวเสื้อผ้าขาวซีดเป็เศษเปลือกเปราะ เขาตัวสั่นจนลมหายใจหลุดจังหวะ่หนึ่ง เขานึกถึงคำของซือถู—หยุดหนึ่งลมหายใจเสมอ—แล้วก็ทำ แม้หัวใจร้องว่าไม่อยากหยุดเลย
เขาวางผ้าคลุมสะอาดที่สุดในห่อของซือถูบนร่างนั้น ลูบเส้นผมที่เปรอะเขม่าให้ราบเรียบด้วยปลายนิ้ว “แม่…” เสียงเขาเบากว่าลม เขาเล่าว่าั้แ่คืนโลหิต เขาทำอะไรบ้าง—ฝึกลมหายใจอย่างไร เปิดเส้นอย่างไร ลื่นไปกับน้ำกี่ครั้ง—เล่าให้เหมือนแม่ยืนฟังอยู่ตรงครัว
เขาและซือถูช่วยกันกลบดิน ปั้นเป็เนินเตี้ยเรียบ ๆ ไม่ทำอะไรสะดุดตาไปกว่านั้น ซือถูเก็บแผ่นหินแบนเรียบวางเป็สัญลักษณ์เล็ก ๆ ที่คนไม่รู้จะมองผ่าน คนที่รู้จะหยุดนิ่งหนึ่งลมหายใจ
“ท่านพ่อ…” หลี่เฟิงเงยหน้ามองเรือน—ไม่มีร่าง ไม่มีศพ ไม่มีรอยเืหนักเท่าที่ควร เขาไม่รู้ว่าความหวังเล็ก ๆ ที่ผุดขึ้นนั้นดีหรือเลว
ซือถูแตะขอบแผลเอวเบา ๆ “ยังไม่รู้—จงให้มันยัง ‘ไม่รู้’ ไปก่อน อย่ารีบใส่คำตอบให้ใจ”
ระหว่างเดินสำรวจซากเรือน เฟิงสังเกตเห็นสิ่งหนึ่งตกอยู่ใต้เสากลาง—หยกชิ้นเล็กสีชาด ขอบแตกร้าวแกะสลักเป็รูป กระเรียนปิดตา ขาเรียวยืนบนเมฆวงเดียว เส้นแกะคมแต่เก่า
เขาหยิบขึ้นมาขยับใกล้ไฟสว่างของเช้า ลายนั้นน่าประหลาด—กระเรียนสูงสง่า แต่ผ้าปิดตาบาง ๆ คลุมไว้ ั์ตาที่ไม่เห็นคือสิ่งที่ทำให้มันน่ากลัวยิ่งกว่าเปิดตา
“ซือถู นี่คืออะไร” เขายื่นให้
ซือถูรับไป มองเพียงชั่วลมหายใจแล้วคืน “ตราหยกของ เงากระเรียน”
“เงากระเรียน?”
“คนของราชสำนัก—แต่ไม่ได้เป็ทหาร ไม่ใช่กองพิธี เป็เงาของเงา—ที่เรือนรับคำสั่งไม่ต้องมีตราประทับทางการ ใช้หยกอย่างนี้แทนคำ ว่าใครถูกให้ ‘ลบ’”
คำว่า ลบ หนักจนทำให้ลมหายใจเฟิงสะดุด “ราชสำนัก…ตามฆ่าคนของตระกูลหลี่?”
ซือถูส่ายหน้าเล็ก “อย่ารีบดึงสรุป—เงากระเรียน ถูกใช้โดยคนที่ยืมมือมัน แต่ไม่ใช่ทุกครั้งที่เป็ ‘ราชสำนัก’ บางคราเป็ขุนนางเล่นเงา บางคราเป็พ่อค้าใหญ่ บางคราเป็คนที่เ้าไม่คิดว่าเขียนหนังสือได้ด้วยซ้ำ—ตราบใดที่เขาซื้อ ‘เงา’ ได้”
“แล้วเหตุใดต้องเป็ ‘หลี่’” เฟิงมองเถ้าถ่านรอบตัว
“คำถามนั้น…รอวันตอบ” ซือถูว่าราบ “สิ่งที่ตอบวันนี้ได้คือ—เ้าไม่ใช่แค่หนีโจรป่า เ้าเดินบนทางที่เหยียบเท้าคนที่เดินในเงา”
หลี่เฟิงกำหยกชาดในมือ—เย็นแข็งจนมือชา เขาเก็บมันไว้ในอกเสื้อข้างซ้าย เหนือหัวใจ “งั้นก็ให้มันอยู่ใกล้ที่สุด—เพื่อเตือนใจว่า คนที่ข้าตามหา เดินอยู่ในเงา”
เขาเดินเข้าเรือนเถ้าของตนอีกครั้ง ค้นใต้พื้นกระดานที่ไหม้ไปครึ่งหนึ่งจนเจอห่อผ้าเล็ก ๆ ที่แม่เคยเก็บของสำคัญ—มีแผ่นไม้จารคำสั้น ๆ ด้วยลายมือซูเหมย “ลมเหนือหนาว—อย่าลืมผ้าคลุม” และจี้หยกชิ้นเล็กวงกลมเรียบไม่แกะลาย—เครื่องรางที่แม่เคยสวม เขาคล้องมันไว้คอ ไม่ใช่เพื่อโชค—เพื่อ จำ ว่าใครให้ชีวิตเขา
ขณะที่กำลังจะออกจากเรือน เฟิงก้มเก็บเศษกระดาษไหม้ชิ้นหนึ่งที่หล่นอยู่ใต้กรอบหน้าต่าง—อักษรเพียงไม่กี่ตัวรอดจากไฟ …ลบเงา ‘หลี่’ ทั้งหมด ก่อนเดือน… ส่วนที่ระบุเดือนหายไป ลายมือแข็งกร้าวไม่ใช่ของชาวบ้าน
เขาชูให้ซือถูดู ชายชราขมวดคิ้วเสี้ยวลมหายใจ “มีคนยก ‘งาน’ ให้เงากระเรียน—และเขียนด้วยความมั่นใจว่าจ้าง ‘ทั้งหมด’ ไม่ใช่บางคน” เขาคืนเศษกระดาษ “จงเก็บมันไว้—ไม่ใช่เพื่ออ่าน—แต่เพื่อจำกลิ่นของหมึกนั้น เ้าอาจได้เจอมันอีกบนกระดาษอื่น”
“จำ…กลิ่น?” เฟิงเลิกคิ้ว
ซือถูยักไหล่ “คนเขียนแบบนั้น ใช้หมึกของโรงเดียว ปีละครั้งกลิ่นจะต่างนิดเดียว คนที่ฝึกลม—จะจำได้ถ้าตั้งใจจำ”
หลี่เฟิงสูดลมจาง ๆ จากเศษกระดาษนั้น—กลิ่นเขม่าแรงกว่าหมึก แต่เมื่อปิดตาและปัดเถ้าส่วนเกิน กลิ่นหมึกมีโทนฝาดเผ็ดค้างลิ้นเหมือนรากไม้ชนิดหนึ่ง เขาเก็บมันไว้กับตราหยกในอกเสื้อ
“ไป” ซือถูแตะข้อศอก “เราอยู่ที่นี่นานพอให้เงาเติบโตแล้ว”
ระหว่างย้อนกลับเข้าป่าหิน แดดสายทำให้ไอชื้นระเหยเป็หมอกบาง ๆ คลุมพื้นเหมือนผ้าขาวบาง หลี่เฟิงรู้สึกถึงความอุ่นในอกที่ผิดฝืน—ไม่ใช่แค่อารมณ์—เหมือนกระแสอะไรสักอย่างเริ่ม “เรียก” ดังขึ้นจากเมื่อคืน เขาหยุดหนึ่งลมหายใจตามคำสอน—แต่เสียงเรียกนั้นไม่แ่
“ซือถู” เขาพูด “ในอกข้ามีอะไรสั่น—ไม่เหมือนตอนเปิดเส้น เป็เหมือน…เกล็ดเล็ก ๆ เสียดกันใต้ผิว”
ซือถูหยุด เดินเข้ามาใกล้ พลิกข้อมือเฟิงดูผิวท้องแขน—ใต้แสงเอียง มีริ้วหม่นจาง ๆ วิ่งขนานเส้นเอ็น ราวเงาเกล็ดปลาหรือเกล็ดัที่ฝังใต้ผิว หนังขยับมันก็พลิ้วตาม
“คัมภีร์เริ่มหิว” ซือถูว่า “มันรู้ว่าคืนนี้เ้า ‘ใช้’ มันช่วยเอวเ้ารับคลื่น มันจึงเรียก—ชวนให้ใช้มากขึ้น—ให้ยื่น ‘ทาง’ ของเ้าให้มันกัดกิน”
หลี่เฟิงขนลุกโดยไม่มีลม เขากำหมัดหลวม ๆ “ข้าจะหยุดหนึ่งลมหายใจเสมอ”
ซือถูจ้องตาเขา “แล้วถ้าหน้าพ่อเ้าปรากฏต่อหน้า—เ้าหยุดได้ไหมหนึ่งลมหายใจ”
คำถามฟังดูโหดร้าย—แต่เป็คำถามเดียวที่ควรถามวันนี้ หลี่เฟิงหายใจเข้า—ท้องยุบ—นับสี่—ปล่อยออก—หก—ค่อยเอ่ย “ได้…ข้าจะ บังคับ ให้ได้”
ซือถูพยักหน้า “บังคับใจ—ไม่ใช่บังคับโลก” จากนั้นเขาก็แค่นยิ้ม “ไปเฝ้าหมอก—อย่าเฝ้าความคิด”
ทางกลับโพรงต้องผ่านคอดหินที่เสียงน้ำก้อง แผ่นหินลื่นแต่พอฝึก “รับคลื่น” มาทั้งเช้า ขากับเอวของเฟิงรู้จะปล่อยแรงน้ำไปทางใด เขาเริ่มเห็น “ทาง” ของน้ำอย่างที่ซือถูเล่า—เส้นบาง ๆ ที่วิ่งไปในทางที่เราไม่คิดว่าจะมี ถ้าไม่บังคับมอง
เข้าโพรงได้ เขาเปลี่ยนผ้าพันแผลใหม่—เืซึมเพียงน้อย ซือถูจุดไฟเล็ก ๆ สองกองเพื่อไล่ไอชื้น แล้วหยิบคัมภีร์มาคลี่บางส่วน “ตอนเช้า เ้าได้ ‘เงาไหล’ จนแน่นพอ บ่ายเราจะ ทอสามด้าย”
“สามด้าย?” เฟิงเงยหน้า
“หยดหิน—เงาไหล—รับคลื่น” ซือถูแตะพื้นด้วยปลายนิ้วสามครั้ง “แยกฝึก—เพื่อรู้จักมัน ทอรวม—เพื่อไม่ต้องคิดมัน” เขาลุกขึ้นยืนฐาน “เงาไหล—เพื่อตำแหน่ง หยดหิน—เพื่อส่งในจังหวะ รับคลื่น—เพื่อคืนแรง คนที่ทอด้ายไม่เป็—จะติดอยู่กับชื่อท่า คนที่ทอด้ายได้—จะมีแต่ ‘ทาง’”
หลี่เฟิงพยักหน้า เขาเริ่มจากการยืน “ัตั้งราก” ก้าว “เงาไหล” เฉียงหลบเงาสมมุติของคู่ต่อสู้—ในจังหวะเดียวกันนิ้วกลางกับนิ้วนางของมือขวา ส่ง เบา ๆ ตรงศูนย์กลางท้องแขนคู่ต่อสู้—จากนั้นปล่อยเอว “รับคลื่น” รับแรงโต้กลับเล็กน้อยให้ไหลผ่านสะโพกไปสู่พื้น—แล้วคืนกลับด้วยแรงโค้งไปยังฝ่ามือซ้ายในทิศตรงข้าม—ทั้งชุดแทบไม่มีเสียง
“อีกครั้ง” ซือถูว่า
เฟิงทำซ้ำ—สิบครั้ง ยี่สิบครั้ง—ทุกครั้งเขาต้องบังคับไม่ให้ “ชื่อท่า” ขวางทาง เขาเริ่มฝืนไม่คิดคำ และปล่อยให้ลมหายใจเป็คน “นับ” เอง—เมื่อ “ออกหก” ถึงข้อห้า—ฝ่ามือจึง ส่ง เมื่อ “เข้า” ถึงสาม—เอวจึง “รับ” แรง เขาเริ่มรู้สึกว่าคำว่า “ท่า” ค่อย ๆ เหลือแค่รอยเท้าบนทรายที่ลมพัดแล้วหาย—แต่เท้ายังจำอยู่ในกระดูก
“พอ” ซือถูยกมือ “ลองใส่ ‘แรงจริง’ ชุดเดียว—ดูว่าทางเ้าทอแน่นแค่ไหน” เขาก้าวเข้ามาเอง ไม่ใช่ให้เฟิงตีอากาศ มือและไหล่ของชายชราดูผ่อนคลาย แต่สายตาเหมือนูเาที่รอหิมะถล่ม
เฟิงกลืนน้ำลาย เขา หยุดหนึ่งลมหายใจ ก่อนขยับ—จากนั้น “เงาไหล” เข้าในเงาของซือถู—หยดหิน ส่งฝ่ามือขวา—แล้ว “รับคลื่น” แรงนิ้วของซือถูที่แทรกสวนขึ้นมาพร้อมกัน—เขาคลายเอวทัน—แรงซือถูกลายเป็วงผ่านสะโพก—คืนไปที่ไหล่ซ้ายของตัวเอง—ทว่า—
“เสียงลมหายใจ” ซือถูว่าเบา ๆ
เฟิงสะดุ้ง เขารู้ตัวว่าตะครุบลมเข้าหนักเกินหนึ่งจังหวะตอนจะ “ส่ง” แรงแรก—จังหวะที่ความโกรธจากภาพเช้าเผลอพุ่งขึ้น
“อีกครั้ง—แต่ เบา” ซือถูว่า
ครั้งที่สอง—เขา “ส่ง” เบากว่าเดิม—ลมหายใจไม่กระชาก—ผลคือแรงไปลึกกว่าเดิม ซือถูยิ้มตา “นั่นแหละทาง—ไม่ใช่แรง”
ฝึกจนไหล่ร้อนและแผลเอวเต้นอย่างอดทน ซือถูยกมือ “พอสำหรับวันนี้” เขานั่งลงข้างไฟ หันคัมภีร์ด้านในออกเพียงเสี้ยวให้ไฟเลีย “เฝ้าดู หิว ของเ้าเองด้วย—คืนนี้มันจะเรียกอีก”
คำเตือนนั้นไม่ช้าเกิน—ยามหัวค่ำ หลังจิบยาน้ำและเอนหลังพัก เฟิงรู้สึกถึงผิวท้องแขนซ้ายคันลึก—ริ้วหม่นใต้ผิวชัดขึ้น ชั่วครู่เหมือนเกล็ดขนาดเล็บมือซ้อนกันเป็แนวสั้น ๆ วิบวับสีน้ำเงินหม่น—แล้วดับ เขานิ่ง—หยุดหนึ่งลมหายใจ—แต่หัวใจกลับตีแรงจนหูอื้อ
“ซือถู—มัน…” เขาเงยหน้า
ซือถูสบตา เย็นเฉียบอย่างูเาก่อนหิมะตก “อย่า ‘เรียก’ มัน—มันจะมาเองเมื่อเ้ายืนอยู่บนเส้นที่ไม่มีที่ไป แล้วจำไว้—ทุกครั้งที่มันมา—มันจะเอาอะไรจากเ้าไป”
“เอา…อะไร”
“เื เวลาชีวิต—หรือสิ่งที่เ้ารัก” ซือถูว่าแ่ “คัมภีร์นี้—มีรสเืเป็อาหาร”
คำตอบนั้นทำให้คอเฟิงแห้งผาก เขาปิดตา เขยิบที่นั่งห่างไฟเท่านั้น เพราะความร้อนทำให้ “เกล็ด” ใต้ผิวเริ่มพลุบบ่อยขึ้น เขาหายใจยาว—เป็ครั้งแรกที่เขา “กลัว” พลัง ไม่ใช่กลัวศัตรู
เขาฝืนหลับ—ภาพแม่ลอยมาเนิบ ๆ เหมือนเศษเถ้าที่ลอยในอากาศแล้วตกลงช้า ๆ—เขาเอื้อมมือในฝันไม่ถึง—แต่ฝันนั้นไม่ทำให้ตื่นเพราะเจ็บ มันทำให้ตื่นเพราะนิ่ง—นิ่งจนได้ยินเสียงเท้าคนเบา ๆ ข้างนอกโพรง!
ตาเขาเปิดพรึ่บ—ซือถูอยู่แล้วที่ปลายโพรง มือหนึ่งปิดไฟจนมืดสนิท อีกมือส่งสัญญาณให้เขา “เงาไหล” ถอย—เสียงเท้านั้นไม่ใช่ของคนหลายคน—หนึ่งคน—เบา—ระวังตัว—แต่ ไม่ใช่พวกเงากระเรียน จังหวะหายใจต่างกัน
เงาเล็กเพรียวเล็ดลอดผ่านเถาวัลย์หน้าปากโพรง—ไม่ใช่ชาย—เป็หญิง—ผมยาวถูไหล่ เสื้อคลุมสีอ่อนเปียกเล็กน้อย—เธอเงียบพอจะเป็เงา แต่ไหล่ขวากดต่ำ—เหมือนาเ็—มือซ้ายกุมสีข้าง
ดวงตาเธอปรับกับความมืดเร็วอย่างคนที่คุ้นเงา—เธอเห็นเงาซือถูก่อน แล้วชะงัก เสี้ยววินาทีต่อมา เธอตวัดปลายมีดสั้นในมืออย่างเป็ธรรมชาติ—มีดโค้งบางเหมือนใบไม้—คมพอจะแยกดอกหญ้าโดยไม่หักก้าน
“หยุดหนึ่งลมหายใจ” ซือถูพูดขึ้นก่อนเธอพุ่ง “ถ้าจะเข้ามา—วางมีดก่อน ถ้าจะไป—ข้าจะไม่ตาม”
เงาหญิงลังเลครึ่งจังหวะ—พอจังหวะนั้น เฟิง “เห็น” ว่ามีเืซึมผ่านผ้าบริเวณสีข้าง—สีเข้มยังชื้น—กลิ่นโลหิตใหม่ปนกลิ่นสมุนไพรหยาบ ๆ ที่ใช้ห้ามเืแบบฉุกเฉิน เธอไม่ใช่คนของพวกเมื่อวาน—วิชาการวางเท้าเป็คนละสาย
“ข้า—” เธอพูดออก เสียงใสแต่เหนื่อย “ข้าไม่สู้…ขอพักลมหายใจเดียว”
ซือถูไม่ตอบ เขาเพียงถอยครึ่งก้าวเพื่อเปิดทาง หญิงสาวซวนเซก้าวเข้ามาได้สองก้าว เข่าก็อ่อนนั่งพับ มือเกี่ยวผนังไว้ไม่ให้ล้มทั้งตัว หลี่เฟิงก้าว “เงาไหล” ใกล้โดยไม่ให้แผลเอวตึง “เ้าเืออก” เขาว่าแ่
ดวงตาเธอเหลือบมองผ้าพันเอวของเขาเช่นกัน มุมปากยกน้อย ๆ แปลกประหลาด “เ้าก็เหมือนกัน”
ซือถูหยิบยาน้ำ ส่งให้ “จิบ—อย่าซด” คำสั่งเดียวกับที่ให้เฟิงเมื่อวันก่อน หญิงสาวรับโดยไม่ปฏิเสธ กลืนทีละน้อย—สีหน้าผ่อนลงนิดเดียว
“ข้าชื่ออะไรไม่สำคัญ” เธอพูดหลังได้ลมคืน “ข้าถูกตามล่า…เหมือนเ้า” สายตาเหลือบไปที่ตราหยกชาดบนอกเสื้อเฟิงซึ่งโผล่ขอบเล็ก ๆ จากการเคลื่อนไหวเมื่อครู่ “พวกเดียวกัน…”
หลี่เฟิงกำมันโดยสัญชาตญาณ “พวกที่มีตราแบบนี้หรือ”
หญิงสาวพยักหน้า “เงากระเรียน—แต่งานชิ้นนี้…ไม่ได้ซื้อด้วยเหรียญของราชสำนัก”
ซือถูผ่อนลม “เ้า ‘รู้’ หรือ ‘เดา’”
“รู้จากจดหมายที่ยังไม่ถูกเผา” เธอแตะกระเป๋าหน้าอก หยิบกระดาษพับเล็ก ๆ ออกมาด้วยปลายนิ้ว—หมึกบนกระดาษเข้มและคม—กลิ่นฝาดเผ็ดค้างลิ้นอย่างที่เฟิงเพิ่งจำได้เช้านี้—เธอเปิดให้เห็นเพียงคำเดียวพอให้สายตาสองคู่รับรู้ ‘สหาย’—ลายมือเดียวกันกับเศษกระดาษในเรือนของเฟิง รอยกรีดปากกระหย่อม ๆ บอกว่ารีบตัดจากเอกสารชุดใหญ่
“ข้าแอบจากค่ายพวกมันตอนเปลี่ยนเวร” เธอว่า “เพื่อหาคนที่ยังไม่ถูกลบ และเพื่อบอก—งานนี้ ซื้อ โดยคนที่ไม่ได้ใช้ตราราชสำนัก—เขาใช้คำว่า ‘สหาย’ เรียกผู้จ่ายเงิน บนจดหมายมี ‘กลิ่น’ โรงหมึกเจาอวี่—เฉพาะในเมืองอวิ้นเฉิง”
ซือถูเหลือบมองหลี่เฟิง—เสี้ยวแววตาบอกว่า จำกลิ่นได้ไหม—เฟิงพยักหน้าเบา ๆ หญิงสาวสูดลมหายใจ “ข้าจะพักเพียงหนึ่งลมหายใจ—แล้วไปต่อ เ้าไม่ต้องรับข้าไว้ให้หนักทาง”
หลี่เฟิงสลับมองเธอกับซือถู—ซือถูไม่ห้ามไม่ไล่ เขาเลือกปล่อยคำไว้ในลม “หนึ่งลมหายใจ—ยาวเท่าใจเ้า”
หญิงสาวหัวเราะนิดเดียว—แล้วตาปิดเหมือนเผลอ ระหว่างนั่นเอง เฟิงเพิ่งสังเกตว่าดวงตาของเธอ—มีรอยแดงเล็ก ๆ จากการอดนอนและเจ็บ แต่แววไม่พร่า—สายตาที่ “เห็นเงา” เช่นเดียวกับเขา
ลมหายใจหนึ่งกลายเป็สิบ เธอลืมตาขึ้นอีกครั้ง ขยับจะยืน—แต่เอวเซ หลี่เฟิงยื่นมือ—ชั่ววินาทีที่ปลายนิ้วแตะ เขารู้สึกถึงสิ่งที่อยู่ใต้ผ้าคลุมของเธอ—กระบี่ บางและยาว—เธอก็รู้ว่าเขารู้ เธอยิ้มอย่างคนที่ระวังแต่ไม่หวาดกลัว “ขอบคุณ”
“เ้า—ชื่ออะไร” คำถามหลุดออกจากปากเฟิงเองทั้งที่เมื่อครู่เธอบอกว่าไม่สำคัญ
เธอลังเลเสี้ยวหนึ่ง “ไป๋…ซินอี้”
ชื่อไหลเข้าหูเหมือนน้ำผ่านทราย—ไม่ทิ้งร่องลึกทันที แต่เย็นพอจะจำได้
ซือถูขยับตัว “คืนนี้พัก—พรุ่งนี้เช้า ข้าจะพาเ้าออกจากเขาไปอีกทาง เมืองอวิ้นเฉิงอยู่ต่ำกว่าที่นี่สามวัน ถ้า ‘กลิ่น’ พาเราไป—เราจะไปทางนั้น”
ไป๋ซินอี้ก้มศีรษะสั้น ๆ อย่างคนสัญญา “ข้าจะไม่เป็ภาระ”
ซือถูหัวเราะแ่ “ภาระที่เดินด้วยลม—จะไม่หนักไปกว่าก้อนหินที่เ้าแบกเอง”
หลี่เฟิงก้มลงมองมือของตน—ผิวท้องแขนเกล็ดหม่นยังวิบวับสั้น ๆ แล้วดับ เขา หยุดหนึ่งลมหายใจ ยาวกว่าปกติ—จี้หยกของแม่อุ่นขึ้นบนหน้าอก—เขาจำคำซือถู—จำเืบนดิน—จำแววตาไป๋ซินอี้—แล้วบอกตัวเองว่าจากนี้ไปทุกก้าว จะไม่เป็ของเขาคนเดียวอีก
ข้างนอกโพรง ลมเหนือพัดผ่านหุบเขา เงาเมฆเลื่อนไหลบนหน้าผาเหมือนัดำคืบคลาน แต่ในโพรงเล็ก ๆ นี้ เสียงหายใจสามจังหวะทับกัน—ยาวกว่าเข้าเสมอ—ทอเป็ด้ายเดียวที่พาพวกเขาออกจากูเาในเช้าวันถัดไป—ไปสู่เมืองที่หมึกมีกลิ่นฝาดเผ็ด—และเงากระเรียนที่เปิดตาโดยไม่ต้องใช้ดวงตา.