บุรุษในอาภรณ์ดำนั่งหน้าเครียดอยู่ภายในห้องก่อนบุรุษในอาภรณ์น้ำตาลจะเดินเข้ามาด้วยใบหน้าเคร่งเครียดไม่แพ้กัน
“เ้าจะปล่อยให้เป็เช่นนี้อีกนานเท่าใด”
“...”
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมิตอบยิ่งใดยิ่งทำให้ซูซินหยางโมโหขึ้นไปอีก
“นั่นลูกของเ้าทั้งคนนะ”
“ข้ารู้”
“รู้แล้วอย่างไรจะรอให้คนใจร้ายเช่นสตรีคนนั้นทำร้ายเด็กคนนี้ไปเรื่อย ๆ งั้นหรือ”
“ข้า...”
เมื่อเห็นท่าทีที่หยางเฟยหย่าที่มีต่อบุตรชายซูซินหยางจึงได้แต่ถอนหายใจแรง ๆ ‘ช่วยไม่ได้สินะใครใช้ให้เ้าเป็โรคประหลาดเช่นนี้กัน เื่นี้ข้าคงต้องเป็ผู้จัดการเองเสียแล้วสิ’
“ช่างเถอะ เดี๋ยวข้าจะจัดการเอง”
“ขอบใจเ้ามาก”
“ข้าไม่ได้ทำเพื่อเ้า ข้าทำเพื่อหลานชายตัวน้อยของข้าต่างหาก”
พูดจบบุรุษในอาภรณ์น้ำตาลเดินหายออกไปจากห้องในทันทีทิ้งให้บุรุษในอาภรณ์ดำเหม่อมองออกไปอย่างไร้จุดหมาย
“ข้าคิดถึงท่านเทพเซียนจัง”
เด็กชายตัวน้อยขัดพื้นไปพร้อมคิดถึงสตรีที่ตราตรึงดั่งเทพเซียนในจิตใจ
“ตอนนี้ท่านเทพเซียนคงรู้เื่ของข้าแล้วท่านเทพเซียนจะรังเกียจข้าหรือไม่นะ”
คิ้วคู่น้อยขมวดเข้าหากันอย่างลืมตัว
“โอ๊ยย!!!"”
ยังมิทันรู้ตัวร่างน้อย ๆ กลับกระเด็นไปด้านข้าง
“เ้าเด็กสกปรก หลีกไปขวางทางอยู่ได้ คุณหนูของข้าจะไปข้างนอก”
เด็กชายตัวน้อยที่ถูกถีบรีบหดตัวให้เล็กที่สุดเพื่อหลบให้พ้นจากสายตาของเซวียอินสตรีในอาภรณ์แดงพร้อมด้วยหญิงรับใช้เหลือบตาลงมามองเด็กชายตัวน้อยอย่างรังเกึยจก่อนจะเดินออกไปโดยมิได้สนใจหันกลับมาดูเด็กชายอีก
“คุณหนูเซวียออกไปด้านนอกเช่นนั้นข้าก็มีโอกาสจะแอบไปดูท่านเทพเซียนของข้าสินะ”
เมื่อเห็นว่าเซวียอินออกไปแล้วเด็กชายรีบหลบบ่าวรับใช้ในเรือนออกไปตามทางหมาลอดแต่ครั้งนี้เด็กชายสอดสายตามองซ้ายมองขวาก่อนจะลอดออกไปเพื่อไม่ให้เกิดเื่เหมือนเมื่อคราวก่อน
“โชคดีที่วันนี้เ้าหมาตัวนั้นไม่อยู่”
เด็กชายค่อย ๆปัดฝุ่นบนเสื้อผ้าของตนก่อนจะสำรวจเครื่องแต่งกายที่ตนใส่อยู่
“ชุดที่ได้มาก็ถูกยึดไปแล้ว เหลือแต่ชุดเก่า ๆ ที่เคยใส่”
เด็กชายบ่นขณะดมชุดของตนก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ ‘แม้จะเก่า แต่ข้าก็หมั่นซักมันอยู่เสมอท่านเทพเซียนจะรังเกียจข้าหรือไม่นะ’ เด็กชายตัวน้อยคิดก่อนจะค่อยๆ ออกเดินไปทางจวนตระกูลหานในทันที เด็กชายเดินไปเรื่อย ๆ ตามทางที่ตนจำได้ก่อนจะถึงจวนตระกูลหานนั้นต้องผ่านตลาดเสียก่อน เด็กชายจึงแวะมองดูผลไม้ลูกโตโตงามๆ นั้น
“กริ๊ก!”
เด็กชายค่อย ๆ ล้วงเงินที่มีในกระเป๋าที่มีเพียง 20 อิแปะ เงินที่เขาได้รับจากการช่วยลุงคนหนึ่งขนของแม้ตอนนั้นเขาจะมิได้้าเงินนี่แต่ลุงคนนั้นกลับยัดเงินนี้ให้แก่เขาก่อนจะเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
“นั่นไง ๆ เ้าเด็กที่เป็ดาวแห่งความโชคร้าย”
“เ้าตัวซวย”
“เ้าเด็กประหลาด”
“เ้าเด็กฆ่าแม่”
“เ้าเด็กฆ่าพ่อ”
เสียงกลุ่มเด็กในตลาดดังขึ้นก่อนหัวหน้ากลุ่มเด็กเ่าั้จะเดินเข้ามาผลักเด็กชายให้ล้มลงทุกคนต่างเอ่ยคำพูดเชือดเฉือนหัวใจเด็กน้อยนั้นเมื่อไม่นานมานี้พวกเขาเห็นเด็กตรงหน้าแต่งกายเหมือนขอทาน แม้จะไม่รู้ว่าเป็ใครแต่พวกเขาก็เฝ้าดูอยู่จนเมื่อได้ยินพวกผู้ใหญ่คุยกันถึงเื่ของเด็กคนนี้จึงทำให้กลุ่มเด็กเหล่านี้คิดทำเื่เหล่านี้ขึ้นมา
“ขะ...ข้าไม่..”
ยังไม่ทันที่เด็กชายตัวน้อยจะกล่าวสิ่งใดกลับถูกขว้างด้วยไข่เน่าและผลไม้เน่าๆ จนเนื้อตัวเลอะเทอะ
“เป็ตัวซวยไม่พอ เนื้อตัวยังเหม็นอีก”
“ไอ้เด็กตัวเหม็น”
“ไอ้ตัวซวย”
“ไอ้ตัวเหม็น”
เสียงกลุ่มเด็กเอ่ยล้อเด็กชายตัวน้อยที่มอมแมมและเลอะเทอะอย่างสนุกสนานเด็กชายที่มีรูปร่างใหญ่เดินเข้ามาผลักเด็กชายตัวน้อยจนล้มเด็กชายร่างผอมตัวเล็กสุดในกลุ่มเด็กก้มหน้าลงพยายามฝืนกลั้นไม่ให้น้ำตาไหล ‘ข้าไม่ใช่ตัวซวยเสียหน่อย’ เด็กชายตัวน้อยพยายามลุกขึ้นก่อนจะถูกถีบให้ล้มลงอีกเสียงการเยาะเย้ยก้องอยู่ในหูเด็กชายฝืนลุกขึ้นก่อนจะวิ่งฝ่ากลุ่มเด็กนั้นออกไปพร้อมกับน้ำตา
“ไอ้ตัวซวยหนีไปแล้ว เร็วพวกเรารีบตามไป”
“ไอ้ตัวซวย ๆ”
เสียงเด็ก ๆ ที่วิ่งไล่ตามทำให้เด็กน้อยวิ่งไปเรื่อย ๆอย่างไม่คิดชีวิตจนเสียงที่ไล่ตามค่อย ๆ หายไปเด็กชายตัวน้อยจึงหันกลับไปดูเพื่อความแน่ใจขณะที่เท้ายังไม่หยุดวิ่ง
“ผลั๊กกก!”
“ว๊ายยย!”
“เ้าเด็กบ้าไม่รู้จักดูตาม้าตาเรือ องค์หญิงเป็อย่างไรบ้างเพคะ”
เด็กชายล้มลงอยู่ตรงนั้น ตาของเด็กชายตัวน้อยไม่สามารถมองออกไปเบื้องหน้าได้เขาทำได้แค่เพียงก้มหน้าลงและปล่อยให้น้ำตาค่อย ๆรินไหลไปขณะถูกสตรีที่มิรู้จักเอ่ยตำหนิและจับตัวเขาไว้
“ข้าไม่เป็ไร”
“แต่เสื้อผ้าขององค์หญิงกลับเปื้อนและ...มีกลิ่น”
เสียงของสตรีที่พูดคุยกันนั้นทำให้ร่างกายของเด็กชายตัวน้อยค่อยๆ สั่นเทาไปทั้งตัวเพราะความกลัว ‘ข้าจะถูกตีอีกหรือไม่ข้าจะ...’ ยังไม่ทันที่เด็กชายตัวน้อยจะคิดจบร่างของเขากลับถูกตบอย่างแรงจนร่างเซล้มลงและหลุดจากการเกาะกุมของสตรีที่จับตัวเขาไว้
“เ้าเด็กตัวซวย เ้ามันคือดาวแห่งความโชคร้ายจริง ๆ เ้าออกมาได้อย่างไรกันข้าสั่งให้คนเฝ้าเ้าไว้แล้วมิใช่หรือ”
เสียงที่คุ้นเคยทำให้ร่างน้อย ๆ นั้นสั่นหนักยิ่งกว่าเดิม
“คุณหนู ดูเหมือนเด็กคนนี้จะก่อเื่นะเ้าคะ คุณหนูรีบ...”
อาลัวที่ยืนอยู่ข้างเซวียอินรีบส่งสัญญาณให้แก่คุณหนูของตนในทันทีสตรีในอาภรณ์แดงรีบทำความเคารพสตรีในอาภรณ์ฟ้าที่ยืนอยู่เบื้องหน้า
“ขอองค์หญิงทรงโปรดอภัยเด็กคนนี้เป็เด็กในจวนของหม่อมฉันเองเพคะ”
“เด็กในจวนของเ้างั้นหรือ”
“เพคะ”
“เ้าเรียกเด็กคนนี้ว่าตัวซวย ดาวแห่งความโชคร้ายหากข้าจำไม่ผิดเื่เหล่านี้ข้าเคยได้ยินมาเมื่อ....สี่ปีก่อน”
“เพคะ เด็กคนนี้เกิดเมื่อสี่ปีก่อนยามเกิดเขาทำให้พี่สาวของหม่อมฉันต้องตายทำให้พ่อของเขาได้รับาเ็จนไม่รู้ว่าเป็หรือตายจนถึงตอนนี้และทำให้ท่านย่าของเขาต้องล้มป่วยและตรอมใจเพคะ”
“เช่นนั้นหรือ”
“เพคะ หากใครเข้าใกล้เด็กคนนี้ก็ล้วนแล้วแต่จะได้รับแต่ความโชคร้ายเพคะ”
สตรีในอาภรณ์แดงจีบปากจีบคอพูด ทุกคนที่อยู่บริเวณนั้นค่อย ๆเดินเข้ามามุงดูเื่ที่เกิดขึ้นในทันทีเหล่าชาวบ้านต่างพากันซุบซิบถึงเื่ที่ได้ยินนั้นบ้างก็พยักหน้าเห็นด้วยกับสิ่งที่สตรีในอาภรณ์แดงเอ่ยบ้างก็อดไม่ได้ที่จะสงสารเด็กน้อยที่นั่งสั่นเทาอยู่ด้านข้างนั้น
“แต่ข้าไม่คิดเช่นเ้า”
เสียงหนึ่งที่ดังขึ้นมาจากท่ามกลางฝูงชนทำให้ผู้คนต้องหันไปดูผู้คนที่ยืนอยู่ต่างพากันเดินหลบเพื่อให้สตรีในอาภรณ์ชมพูอ่อนเดินเข้ามาสตรีผู้นั้นมิได้สนใจผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้านั้นแม้แต่น้อย นางกลับค่อย ๆเดินเข้าไปหาเด็กน้อยที่เนื้อตัวสั่นเทาที่นั่งกองอยู่ตรงนั้นที่แม้เนื้อตัวเขาจะสกปรกมอมแมมและมีกลิ่นแต่นางกลับมิได้รังเกียจแม้แต่น้อย