หยางฉีพักผ่อนสองสามวัน หลังกลับมาจากเทือกเขาศพทมิฬไม่นานก็ถึงเวลาเข้าร่วมงานเลี้ยงในคฤหาสน์เ้าเมือง
เ้าเมืองเยี่ยนกู่เฟิง เชิญคุณชายทุกท่านที่ยังไม่ได้แต่งงาน จากตระกูลมั่งคั่งและทรงพลังมา เพื่อประเมิณศักยภาพของพวกเขาในฐานะบุตรเขย
ตระกูลเยี่ยนนั้นยิ่งใหญ่และปกครองทุกสิ่งภายในระยะห้าร้อยกิโลเมตรที่ห่างจากเมืองส่งผลให้พวกเขากลายเป็ผู้นำกลุ่มคนอย่างน้อยล้านคน ใครก็ตามที่แต่งงานกับตระกูลเช่นนี้จะกลายเป็บุคคลมั่งคั่งเกินกว่าจินตนาการ มากไปกว่านั้นคือข้อเท็จจริงที่ว่า เยี่ยนเฟยเสี่ยนั้นกำลังศึกษาอยู่ที่สถาบันัแท้จริง การเชื่อมต่อที่ทรงพลังเช่นนี้สามารถรับรองได้ว่าเส้นทางการเพาะปลูกของสามีเธอจะราบลื่นและไร้ขีดจำกัดในอนาคต
ข่าวดังกล่าวแพร่กระจายไปทั่วเมื่อครึ่งเดือนที่แล้ว และก่อให้เกิดมรสุมในหมู่คุณชายอัจฉริยะในนครเยี่ยน พวกเขาได้เตรียมตัวอย่างดีที่สุดเพื่อที่จะเอาชนะใจหญิงงามเยี่ยนเฟยเสี่ยและหวังว่าจะได้เป็คู่หมั้นของเธอ
หยางฉีไม่ได้ให้ความสนใจเป็พิเศษ หลังจากถูกหักหลังโดย บุตรีเ้านครทะเลเมฆ เขาได้เติบโตขึ้นและระมัดระวังผุ้หญิง ตอนนี้ความสนใจหลักในชีวิตของเขาคือการบ่มเพาะให้แข็งแกร่งขึ้น ฟื้นฟูความรุ่งโรจน์ของตระกูลเขา และแก้แค้นกับอวิ๋นไห่หลานและ ซ่งไห่ซาน
อย่างไรก็ตามตระกูลเยี่ยนได้ส่งบัตรเชิญอย่างเป็ทางการให้เขา ดังนั้นเขาจึงไม่มีหนทางที่จะปฏิเสธ หากตระกูลหยาง้าที่จะอยู่รอดในนครเยี่ยนพวกเขาไม่สามารถรุกรานตระกูลเยี่ยนในทางใดทางหนึ่งได้
หยางฉีหยุดพักในวันก่อนที่จะไปงานเลี้ยง เขาไม่ได้บ่มเพาะอย่างสันโดดหรือฝึกฝนสิ่งต่างๆ เขาใช้เวลาไปกับการทำความเข้าใจในการต่อสู้ระหว่างที่เขาอยู่ในเทือกเขาศพทมิฬ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับวานรเผือก การวิเคราะห์เชิงลึกดังกล่าวส่งผลให้ความเข้าใจทักษะลมปราณเขาสูงขึ้นเป็อย่างมาก
พละกำลังแห่งเทพคชสารทลายนรกานต์นั้นอัศจรรย์มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สามความสามารถอันยิ่งใหญ่ หอกเทพนรกานต์ โล่เทพนรกานต์ และ ปีกปีศาจ ในตอนนี้นั้นเขาคุ้นเคยกับทักษะทั้งสามแล้ว เมื่อเวลาที่เขาใช้มัน ราวกับว่าเขาเป็ เทพคชสาร โบกสะบัดงวงงา ดึงดวงจันทร์และดวงดาวลงมาจากนภา แต่หากเวลาเขาซ่อนพวกมัน มันก็จะหายไปราวกับเข้าไปในส่วนลึกของนรกอันมืดมิด ไม่สามารถตรวจสอบได้แม้แต่ขั้นปรมจารย์ลมปราณ
นอกจากนั้นเขายังฝึกฝนและบ่มเพาะ หกกระบวนท่าของกำปั้นราชันย์ะ ซึ่งเขาเตรีายมไปเผื่อที่จะใช้มันในงานเลี้ยง
เหล่าคุณชาย และ นายน้อย ทุกคนคงจะมีโอกาศได้แข่งขันแลกเปลี่ยนกันในงานเลี้ยง
ท้ายที่สุดแล้วในทวีปอณูขจี ผู้คนจะเคารพในความแข็งแกร่ง ไม่สำคัญว่าจะอยู่กลุ่มไหนยังไง ที่ใดมีการชุมนุมอย่างเป็ทางการ มักจะเกี่ยวข้องกับการแข่งแลกเปลี่ยนทักษะลมปราณ ในความเป็จริงมันเป็ประเพณีใน่ปีใหม่สำหรับเด็กๆ หากใครทำได้ดีทีสุดมักจะได้รางวัลจาก ตระกูล และกลุ่ม ของพวกเขา
ในหลาย ๆ ตระกูลตำแหน่งของพ่อแม่ในตระกูลเหล่านี้มัไม่เพียงกจะขึ้นอยู่กับเพียงแค่ในศิลปะพลังงานของตัวเอง แต่ยังรวมถึงว่าลูก ๆ ของพวกเขามีความสามารถในการฝึกฝนมากแค่ไหนเช่นกัน
เห็นได้ชัดว่าหยางฉีไม่สามารถใช้ พละกำลังแห่งเทพคชสารทลายนรกานต์ ในการชุมนุมนี้ได้ เขาใช้ได้เพียงทักษะลมปราณของตระกูลของเขาเท่านั้น อย่างไรก็ตามเมื่อพิจรณาถึงความแข็งแกร่งที่น่าเหลือเชื่อของเขา เขาก็เหมือนสัตว์ป่าในร่างมนุษย์
เมื่อเร็วๆนี้เขาได้บ่มเพาะทักษะปราการระฆังทอง จนสามารถที่จะสร้างระฆังทองขนาดใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว วึ่งทักษะของเขานั้นได้เหนือกว่าชายชุดดำจากคฤหาสน์แสงแห่งเงาผู้นั้นเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
เนื่องจากการพัฒนาของเขา เขาได้รับความเข้าใจที่ลึกซึ้งจำนวนมากจากการฝึกฝน ความก้าวหน้าของเขานั้นรวดเร็วมากจนในตอนนี้แม้แต่คนที่อยู่ในระดับขั้นแปรสภาพลมปราณไม่สามารถเอาชนะเขาได้ มีเพียงบุคคลในขั้นที่เก้าซึ่งเป็ระดับขั้นปรมจารย์ลมปราณจะมีโอกาสบดขยี้เขา แน่นอนเมื่อพิจารณาว่าเขามีปีกอสูร ในตอนนี้ถ้ามีคนแบบนี้มาหลังจากเขาเขาจะยังคงมีทางเลือกที่จะหนี
ในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ทักษะการต่อสู้ของเขาจากที่โดนทำลายการบ่มเพาะ ได้ยกขั้นไปยังระดับที่สามารถแข่งกับบุคคลที่อยู่ในขั้นแปรสภาพลมปราณ มันไวราวกับเป็ความฝัน
อย่างไรก็ตาม เขาไม่เคยลืมว่ามันเป็เพราะภูตปีศาจสีทองที่อาศัยอยู่ในหน้าผากของเขา
ภูตปีศาจสีทองนั้นไม่เคยขยับเขยื้อน แต่ดูเหมือนว่าจะอยู่ในขั้นตอนการฟื้นฟูและสามารถตื่นขึ้นมาได้หนึ่งวัน
โชคดีที่หยางฉีมีความอดทน เมื่อใดก็ตามที่เขาบ่มเพาะลมปราณ เขามักจะใช้เวลาในการพยายามสื่อสารกับมัน
โชคร้ายที่หลังจากส่ง พละกำลังแห่งเทพคชสารทลายนรกานต์ ให้กับเขามันก็ไม่เคยตอบสนองเลย
------
แสงอาทิตย์สาดส่อง
หยางฉีตื่นขึ้นอาบน้ำแต่งกายเรียบร้อย แล้วจึงสวมชุดเสื้อผ้าใหม่มุ่งหน้าไปยังคฤหาสน์เ้าเมือง และพกบัตรเชิญไปด้วย
เกือบทุกส่วนของนครเยี่ยน ที่เต็มไปด้วยกิจกรรมที่น่าตื่นเต้น คุณชายหัวกะทิจากกลุ่มขุนนางทุกคนสวมชุดที่ดีที่สุดมุ่งหน้าไปยังคฤหาสน์เ้าเมืองพร้อมคนรับใช้
หยางฉีไม่ได้สนใจพาใครมา เขาไม่ได้ใช้เกวียนหรือรถม้า เขาเดินอย่างไม่แยแสไปทั่วเมืองเพื่อไปยังคฤหาสน์แทน
คฤหาสน์นั้นใหญ่โตใช้พื้นที่กว่าหมื่นหมู่ภายในเมือง แควน้ำของแม่น้ำเยี่ยนก่อตัวเป็คูน้ำล้อมรอบและภายในคูน่านน้ำสีฟ้าที่ไหลรินจนสามารถที่จะมองเห็นเงาแห่งเครื่องจักราบนกำแพง
พูดง่ายๆคือมีเพียงคนบ้าเท่านั้นที่คิดว่าจะบุกคฤหาสน์เ้าเมือง
นอกเหนือจากคูน้ำและกำแพงสูงตระหง่านหลายสิบเมตร มีหอคอยที่สูงและน่าเกรงขามหลายโหลตังอยู่ด้วย ทหารและเ้าหน้าที่ที่มีทักษะลมปราณล้ำลึก ลาดตระเวนตามกำแพงและดวงตาที่คอยเฝ้าระวังจะมองเห็นแม้แต่นกที่บินอยู่ใกล้ ๆ
นอกจากนี้ยังมีกองทัพของอาวุธะุยิงขนาดมหึมาที่มีหลายชุดบนผนังซึ่งเป็ ธนูกลหนักเจาะเกราะซึ่งสามารถยิงสลักเกลียวหน้าไม้ยิงธนูนับพัน เมื่อเผชิญกับการยิงจากธนูกลหนักดังกล่าวไม่มีแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญในระดับขั้นปรมจารย์ลมปราณที่สามารถหลบหนีไปชีวิตพวกเขาได้
คฤหาสน์ทั้งหมดนี้เป็สถานที่ของเสือหมอบัซ่อน จากการคุกคามที่ซ่อนเร้นซึ่งจะทำให้มันแทบเป็ไปไม่ได้เลยที่พลังใด ๆ จะโจมตีมัน
เมื่อ หยางฉีมาถึงและเห็นการป้องกันทั้งหมดในสถานที่เขาก็ส่ายหัวอย่างช้าๆ ท้ายที่สุดเขารู้เกี่ยวกับอุโมงค์ลับที่ทอดยาวจากด้านนอกไปจนถึงส่วนลึกของคฤหาสน์
อวิ๋นไห่หลานได้บ่งบอกข้อมูลนี้ให้กับเขา เมื่อเขาคิดว่าทั้งสองคนมีความหมายต่อกันและจะหนีไปด้วยกัน ทุกวันนี้เป็เพียงความเพ้อฝันของเขาไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่ดูเหมือนไร้เดียงสา
มาถึงตอนนี้คฤหาสน์เ้าเมืองรู้แน่นอนเกี่ยวกับอุโมงค์ลับนั่นหมายความว่าเขาไม่สามารถเข้าและออกจากคฤหาสน์ตามที่เขาพอใจ
เมื่อเขามาถึงมี นายน้อยจากตระกูลต่างๆ มารวมตัวกันที่ทางเข้าหลักของคฤหาสน์ มีเก้าอี้ไม้ตั้งงอยู่ ยามติดอาวุธสำรวจรอบคฤหาสน์และสิ่งอื่นๆ
ในขณะนี้ความคิดของเขาชัดเจนเหมือนสระน้ำลึกที่สะท้อนแสงดารา เขาสามารถรู้สึกถึงทุกคนในสายตาที่จ้องมองและมองไม่เห็นว่าใครกำลังมองเขาอยู่
มันเป็ความสามารถพิเศษที่มีเฉพาะผู้ที่มีทักษะลมปราณสูงมาก
ผู้ฝึกฝนที่มีระดับสูงไม่สามารถถูกลอบสังหารได้เนื่องจากทันทีที่มีคนจ้องมองพวกเขาจะสามารถััได้
ย้อนกลับไปในเทือกเขาศพทมิฬ วานรเผือกก็รู้เช่นกันและใช้จดจำิญญาพันลี้กับเขา
แน่นอนว่าหยางฉีไม่ได้อยู่ในระดับที่สามารถใช้เทคนิดจดจำิญญาได้จนกว่าเขาจะอยู่ในขั้นที่แปด
“เห็นไหม นั่นคือ ปรสิตหยางฉีจากตระกูลหยาง ข้าไม่อยากเชื่อเลยว่าเขาจะมีหน้ามาโผล่ที่คฤหาสน์เ้าเมืองอีก”
“ไม่ใช่ว่ามันโดนทำลายการบ่มเพาะไปแล้วรึ?”
“ข้าได้ยินมาว่ามันหายดีแล้ว อาจเป็เพราะยาจิติญญาอัศจรรยย์บางชนิด ที่น้าของมันส่งมารักษาเส้นลมปราณของมัน ข้าได้ยินมาว่านางฝึกฝนอยู่ในสถาบันเทียนหยวน ข้าได้ยินข่าวลืออื่นว่ามันถูกฟ้าผ่าและพบเจอกับประสบการณ์เปลี่ยนแปลงแปลกๆ หลังจากนั้นความสามารถในการบ่มเพาะมันก็กลับคืนมา ข้าไม่รู้ว่ามันเป็จริงรึเท็จ”
“บ้า! เ้าคิดจริงรึว่ามันจะหายเนื่องจากฟ้าผ่า มันน่าจะเป็ยาวิเศษบางอย่างที่น้าของมันส่งมาให้ ไม่ว่าจะเป็กรณีใด มันก็มีความบาดหมางกับ คฤหาสน์เ้าเมือง ข้าไม่คิดเลยว่ามันจะกล้ามาวันนี้ อย่าบอกข้านะว่ามันเป็คางคกที่อยากจะกินเนื้อหงส์”
“เ้านั่นหน่ะเรอะ! ดูเหมือนว่ามันจะไม่สร่าง ถ้ามันคิดจริงๆว่ามันสามารถเอาชนะใจคุณหนูเยี่ยนเฟยเสี่ยได้ มันก็คงปัญญาอ่อน”
หยางฉีได้ยินทุกคำพูดที่พวกเขาพูด แต่การตอบสนองของเขาเป็เพียงยกมุมปากยิ้มเล็กน้อย ย้อนกลับไปตอนเขาอ่อนแอกว่านี้ เมื่อเขาได้ยินคนนินทา เขารู้สึกกับโดนไฟไหม้แต่ตอนนี้นั้นเขาไม่ได้ใส่ใจมันเลย หลังจากเขาอยู่ในระดับสูงกว่าคนพวกนั้น
ทันใดนั้นชายคนหนึ่งที่พกพัดในมือก็ะโเรียกเสียงดัง “พวกเราอยู่ที่นี่เพื่ออะไร หยางฉี! ข้าได้ยินมาว่าการบ่มเพาะของเ้าที่พิการได้รักษาเรียบร้อยแล้ว มาให้ข้าพิสูจน์ซิ! เ้ามานี่เพียงคนเดียว ไม่มีคนรับใช้? ดูเหมือนตระกูลหยางจะตกต่ำ ล้มละลายจริงๆ ไม่ต้องกังวลหรอก เ้าสามารถมาที่ตระกูลเฉินและขายตัวเองเป็ทาสได้ อย่างน้อย เ้าก็จะได้รับอาหารเพียงพอ”
นั่นคือหนึ่งในนายน้อยจากตระกูลเฉิน เฉินชิง รากฐานการบ่มเพาะเขาอยู่ในระดับเดียวกันกับหยางฉีเมื่อไม่นานมานี้ และทั้งคู่มีอายุใกล้เคียงกัน จากลักษณะของเขาเมื่อเร็วๆนี้เขาได้ทะลวงขั้นระดับการบ่มเพาะ
เขาโบกพัดในมือเบาๆ สร้างพายุพัดกรวดทรายทั้งหมดภายในหนึ่งร้อยก้าวขึ้นรวมเป็พายุพัดไปยังหยางฉี
นี่เป็ความแข็งแกร่งแห่งวายุ และเขาหวังว่าจะใช้สิ่งนี้พัดหยางฉีปลิวแบบตีเบสบอล
ทักษะลมปราณวายุเป็ทักษะที่สมบูรณ์ของ ตระกูลเฉิน และมีความสามารถในการกวาดวัตถุที่มีขนาดใหญ่มากได้ ซึ่งไม่สามารถดูถูกพวกเขาได้เลย เมื่อก่อนเฉินชิงอยู่ในระดับขั้นปรับแต่งลมปราณ แต่ตอนนี้เขาได้บุกเข้าไปในขั้นปะทุลมปราณ ความจริงที่ว่าเขาอยู่ในงานเลี้ยงนี้แสดงให้เห็นว่าตระกูลของเขาจะดูแลเขาให้มีความสุขในอนาคต
เมื่อพิจรณาว่าตระกูลหยางและตระกูลเฉินไม่เคยอยู่ฝ่ายเดียวกันซึ่งมันเป็ความรู้สาธารณะ มันไม่ได้น่าแปลกใจเลยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเช่นนี้
พายุขนาดใหญ่เท่ามนุษย์พัดกวาดไปทางหยางฉีในพริบตาเศษหินและกรดปะทะกันก่อเกิดเสียงดังลั่น ผู้ที่ถูกพายุลูกนี้กระแทกต้องจบด้วยการล้มหมอนนอนเสื่อ
ทุกคนหัวเราะและกำลังดูแคลนหยางฉี
หยางฉีเพียงตอบสนองคล้ายไม่สนใจ กวาดมือออกส่งแก่นแท้ลมปราณเปลี่ยนพายุที่กำลังจะซัดเขาให้หายไปเหลือแต่เพียงความเงียบงัน
จากนั้นเขาก็โบกมืออีกครั้ง
ปัง!
ฝ่ามือที่สร้างขึ้นจากแก่นแท้ลมปราณขยายพอๆกับกาน้ำพุ่งไปหาเฉินชิงไวราวกับดาวตก
ปังงง!!!!
ก่อนที่เฉินชิงจะทันได้ตอบสนอง ก็โดนกระแทกฉีกเสื้อผ้า พัดพับ และแม้แต่เกราะอ่อนที่เขาใส่อยู่ออกเป็ชิ้นๆ ร่างกายเปลือยเปล่าของเขาปลิวลอยไปกลางอากาศ
ไม่เพียงแค่เขาเท่านั้น เก้าอี้ พร้อมกับ ผู้คุ้มกันของเขาทั้งแปดก็ปลิวไปกับเขาด้วย ไม่มีผู้ใดสามารถหลบหนีได้ ละอองเืที่เกิดจากการกระอักเืปลิวฟุ้งกลางอากาศ