ตอนที่ 3 พบกันครั้งแรก (2)
ณ สวนดอกไม้หลังโรงแรม แสงไฟประปรายส่องสว่างบนทางเดินแคบๆ แต่โดยรอบของสวนกลับมืดมิดเงียบสงบ เสิ่นซีโหลวในตอนนี้ถูกคนอุดปากดันตัวแนบติดกำแพงอย่างแรง ด้วยกลัวว่าเขาจะทำเสียงเล็ดลอดออกไป พอเห็นเขาไม่ขัดขืนแล้ว กู้อู๋เหยียนก็ก้มหน้าจรดนิ้วชี้ขวาตรงริมฝีปาก ทำท่าให้อีกฝ่ายเงียบเสียง ดวงตาทั้งสองของเสิ่นซีโหลวจับจ้องดวงตาเ็าจริงจังของกู้อู๋เหยียนแล้วพยักหน้าเบาๆ หลังจากแสดงท่าทีว่าตนจะไม่ส่งเสียงแล้ว มือที่ปิดปากไว้ก็ค่อยๆ คลายออก เมื่อชะงักมือดูว่าเขาไม่ร้องะโแล้วจริงๆ ถึงได้ปล่อยมือออก
ทั้งคู่ซ่อนตัวอยู่ตรงมุมแคบที่บดบังด้วยต้นบันยันเตี้ยๆ ซึ่งพอซ่อนตัวได้แค่คนเดียว กู้อู๋เหยียนงอแขนสองข้างยันกำแพง ทำให้ทั้งคู่อยู่ห่างกันเพียงเล็กน้อย แม้ร่างจะไม่ได้แนบชิดอย่างสมบูรณ์ ทว่า…ระยะห่างระหว่างทั้งคู่กลับแค่กำปั้นเดียว ขอเพียงเสิ่นซีโหลวเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยก็สามารถชนเรียวปากเขาได้ ฉากนี้ให้ความรู้สึกอ่อนโยนละมุนละไมอย่างบอกไม่ถูก
เวลานี้เสิ่นซีโหลวงุนงงเล็กน้อย เขาเพิ่งออกมาจากห้องน้ำ เพื่อจะหลบปาปารัสซี่ที่ถ่ายภาพเลยเข้ามาในสวนดอกไม้อย่างลุกลี้ลุกลน ขณะที่เขาเพิ่งจะโล่งอก ก็ถูกคนลากเข้ามาตรงนี้กะทันหัน
เสิ่นซีโหลวถูกกดอยู่ในทิศทางหันหน้าให้บ่อน้ำพุ ดวงตาทั้งสองมองตรงไปข้างหน้า เขาเห็นคนสองคนยืนอยู่ด้านหลังเสาหินของบ่อน้ำพุ คล้ายกำลังกระซิบกระซาบอะไรกัน แสงริบหรี่ส่องลงบนร่างพวกเขา ทอดเงาของทั้งคู่ลงบนพื้น ก่อนจะค่อยๆ มีเสียงถกเถียงกันดังออกมา ผ่านไปสักพัก ผู้หญิงที่เหมือนสวมชุดกี่เพ้าในเงาบนพื้นก็ยกมือชี้ผู้ชายตรงหน้า แผดเสียงด้วยความหวาดผวา “การตายของม่อหร่วนคุณก็มีส่วน ตอนนี้อยากจะถอนตัวก็สายไปแล้วละ…”
ทันทีที่ผู้หญิงคนนั้นพูดออกมา เสิ่นซีโหลวก็รู้สึกว่าชายหนุ่มที่กดอยู่บนร่างตนเองตัวเกร็งขึ้นกะทันหัน มือที่ค้ำบนกำแพงกำหมัดแน่นจนได้ยินกระดูกลั่นกร๊อบ ระยะห่างระหว่างทั้งคู่บีบให้เขาไม่อาจเงยหน้ามองสีหน้าอีกฝ่ายได้ ทว่าตอนที่เอียงศีรษะเล็กน้อย กลับรับรู้ได้ถึงริมฝีปากของเ้าตัวที่กำลังสั่นไหว
หลังจากฝ่ายหญิงคำรามประโยคนั้นออกมา เงาของผู้ชายที่เพิ่งถูกชี้หน้าคนนั้นดูเหมือนจะหมดแรงไปมาก ทั้งคู่ไม่พูดอะไรอีก ผ่านไปชั่วขณะ ทั้งสองก็หันหลังให้เสิ่นซีโหลวแล้วเดินจากไป
หลังจากทั้งคู่หายลับไปจากสวนแล้ว กู้อู๋เหยียนก็เดินออกมาจากด้านหลังต้นบันยัน ล้วงกล่องเล็กๆ ที่งดงามประณีตออกมาแล้วหยิบของที่คล้ายเม็ดยาสีเขียวจากในนั้นใส่ปากหนึ่งเม็ด ยืนขมวดคิ้วอยู่อีกด้านอย่างเงียบงัน
เสิ่นซีโหลวเหม่อมองชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดสูทสากลตรงหน้า ทุกอากัปกิริยาเผยถึงความเย่อหยิ่ง โดยเฉพาะใบหน้าที่เ็าหล่อเหลา สวมแว่นตาขอบลวดสีทอง มีกลิ่นอายของการหักห้ามใจที่บอกไม่ถูก
กู้อู๋เหยียนที่ผ่อนคลายลงแล้วค่อยๆ ลืมตามองคนที่จ้องตัวเองอย่างเหม่อลอยด้วยสายตาเต็มไปด้วยแววยั่วเย้า ดวงตารูปดอกท้อที่มีเกลียวคลื่นโหมซัดสาดคู่นั้นงดงามมาก
“คุณจะจ้องอีกนานแค่ไหน”
เสิ่นซีโหลวได้สติก็ยิ้มกระอักกระอ่วน ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร จำต้องเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปก่อน “เมื่อกี้ทำไมคุณต้องหลบตรงนั้น แถมยังลากผมเข้าไปด้วย”
ได้ยินเขาถามแบบนี้ ดวงตาของกู้อู๋เหยียนก็ฉายแววเยียบเย็นประหลาด ก่อนพูด “ถ้าผมบอกว่า ผมแค่เกิดสนใจจะทำแบบนั้นขึ้นมา คุณจะเชื่อไหม”
เสิ่นซีโหลวแอบกลอกตามองบน นึกตำหนิอยู่ในใจว่า ‘ฉันเชื่อนายก็บ้าแล้ว’ แต่ทันทีที่เห็นสายตาเหมือนอยากฆ่าคนปิดปากของเขา คำพูดที่ติดตรงริมฝีปากก็กลายเป็ “หา…เอ่อ…ผมเชื่อ คุณว่ายังไงก็ยังงั้นแหละ
“ถ้าไม่มีอะไรเกี่ยวกับผม งั้นผมไปก่อนละ…”
พูดแล้วเขาก็หมุนตัว เตรียมไปจากสถานที่ยุ่งยากแห่งนี้เหมือนจะหนี
กู้อู๋เหยียนเห็นท่าทางที่จะหนีไปอย่างตื่นตระหนกของเขา ก็ยื่นมือไปดึงเสื้อเสิ่นซีโหลวไว้แล้วออกแรงเหวี่ยงอีกฝ่ายกลับมา ก่อนค่อยๆ โน้มตัวลงกระซิบข้างหู “ทุกอย่างที่คุณได้ยิน ได้เห็นในคืนนี้ จะให้ดีคุณต้องปิดปากให้สนิท อย่าให้ใครหน้าไหนรู้เข้า ไม่งั้น…ผมไม่รับประกันนะว่าคุณจะตายไม่ดีหรือเปล่า” พูดจบก็ตบบ่าเขาแล้วเดินจากไปอย่างไม่สนใจ
“ผู้ชายคนนั้นใครน่ะ หล่อมาก”
เสิ่นซีโหลวหน้าซีดขาว มองหลี่เหยียนที่ปรากฏตัวขึ้นกะทันหันโดยไม่พูดไม่จาอยู่นาน
หลี่เหยียนมองเสิ่นซีโหลวที่แววตาตกตะลึงอึ้งงัน พลางโบกมือไปมาตรงหน้าเขา “ตั้งสติหน่อย นี่นายเป็อะไรไป”
‘เป็อะไรไปงั้นเหรอ ผมสามารถพูดได้ไหมว่าเมื่อกี้ผมเพิ่งถูกขู่เอาชีวิตน่ะ’
เขาแสยะปากยิ้มขมขื่นแล้วพูด “ไม่ได้เป็อะไร…”
“จริงสิ เมื่อกี้คนที่ก้มหน้าคุยกับนายเป็ใครน่ะ หน้าตาหล่อมาก ถ้านายมีเวลาก็ช่วยฉันถามเขาทีว่าอยากเป็ดาราไหม
“ถ้าเขามาละก็ ฉันรับรองว่าไม่เกินครึ่งปี จะสามารถปั้นเขาให้มีชื่อเสียง กลายเป็ดาราดังคนใหม่ได้…
“นี่…นี่...นายฟังฉันพูดอยู่หรือเปล่า”
“เขาไม่อยากเป็หรอก…”
“นายยังไม่ได้ถาม รู้ได้ยังไงว่าเขาไม่อยากเป็”
“พี่หลี่ พี่เลิกคิดได้แล้ว ผมไม่รู้จักผู้ชายคนนั้น…”
“จะไม่รู้จักได้ยังไง เมื่อกี้เห็นอยู่ว่าเขาคุยกับนายอย่างสนิทสนม…”
‘เลิกคิดได้แล้ว ผมไม่อยากให้คนที่คุกคามชีวิตผมกลายมาเป็เพื่อนร่วมงาน’
“เมื่อกี้เขาแค่ถามทาง เข้าใจหรือยัง พวกเราเป็แค่คนแปลกหน้าที่คุยกันแค่ประโยคเดียว”
พูดจบเขาก็ไม่สนใจหลี่เหยียน หมุนตัวเดินออกจากสวนดอกไม้ไปอย่างรวดเร็ว
หลี่เหยียนที่อยู่ด้านหลังลูบท้ายทอย พลางบ่นพึมพำอย่างงุนงง “ถามทางอะไรกัน ถึงได้แนบชิดซะขนาดนั้น”