ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 118 หยวนโม่พบซูเอ๋อร์


              แรกเริ่มการแต่งงานของเจียงอวี๋ซื่อและใต้เท้าเจียงนั้นไม่ได้เริ่มจากความชอบพอกันของทั้งสองฝ่ายเนื่องมาจากเกี่ยวพันกับเรื่องของฐานะของสกุลอวี๋ที่สูงเกินไป ในมือมีอำนาจทางทหารอีกทั้งไท่จื่อเฟย[1]ยังถือกำเนิดจากสกุลอวี๋ในฐานะของบุตรสาวอีกคนหนึ่ง นางจึงได้แต่ออกเรือนไปกับชายหนุ่มที่ด้อยฐานะกว่าครั้งนั้นมารดากลัวว่านางจะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจจึงได้ให้เงินมาเป็นจำนวนมากมายเป็นการส่วนตัวครั้งนั้นสิ่งพี่สาวได้ชดเชยให้นางถือว่ามีไม่น้อยดังนั้นต่อให้ตำแหน่งขุนนางของสามีจะไม่สูง แต่ทว่าชีวิตในสกุลเจียงก็ถือว่าดียิ่ง

              นางอายุขนาดนี้แล้ว ชีวิตที่ผ่านมาแล้วก็ถือว่าผ่านไปแต่บุตรสาวของนางมีรูปโฉมงดงามถึงเพียงนี้...เจียงอวี๋ซื่อมักจะคิดว่าบุตรสาวของนางควรจะมีสิ่งที่ดีที่สุดนางไม่ได้รักความร่ำรวยรังเกียจความยากจน แต่นางรู้สึกว่าบุตรสาวของนางดีเหลือเกินต่อให้ต้องแต่งกับไท่จื่อก็ไม่เกินไปนัก

              ทันใดนั้น เจียงอวี๋ซื่อก็ตกใจจนสะดุ้ง นางกำลังคิดสิ่งใดอยู่? นางยังไม่ลืมเรื่องของคนผู้นั้นอีกหรือไร? นางก้มหน้าลงมองบุตรสาวของตนที่คุกเข่าอยู่บนพื้นเบื้องหน้าตน“เจ้าเคยคิดหรือไม่ว่า...เคยคิดหรือไม่ว่าจะแต่งออกไปกับคนที่ดีกว่านี้?”

              “ไม่ขอลาภยศเงินทอง ขอเพียงสามีภรรยารักใคร่ลึกซึ้งเจ้าค่ะ”เจียงซูเอ๋อร์ตอบ

              “ช่างเถิด ข้าจะไปคุยกับท่านยายดู”

              หยวนโม่มาหาซื้อสิ่งของเครื่องใช้ในห้องหนังสือให้หลี่ลั่วหมึกและกระดาษนั้นใช้ไปพอสมควรแล้ว เสี่ยวโหวเหฺยให้นางเลือกซื้อพู่กันที่มีขนละเอียดที่สุดขณะที่นางกำลังจะหยิบพู่กันด้ามหนึ่งนั้น ก็มีมือข้างหนึ่งยื่นมาเบื้องหน้านางหยิบพู่กันด้ามนั้นไป หยวนโม่ยังคิดอยู่เลยว่ามือของคนผู้นี้ไฉนจึงขาวเช่นนี้ผิวนั้นราวกับสามารถคั้นน้ำออกมาได้

              ผิวดีเหลือเกิน หยวนโม่คิดเช่นนี้ จากนั้นจึงหันกลับมามองอีกฝ่าย

              อีกฝ่ายดึงผ้าโปร่งลงมา มองหยวนโม่ยิ้มๆ “แม่นางหยวน”

              รอยยิ้มนี้ช่างดึงดูดให้ผู้คนหลงใหลยิ่งนัก แต่น้ำเสียงที่เรียกแม่นางหยวนทำให้หยวนโม่รู้สึกระแวดระวังขึ้นมาทันที“เจ้าเป็นใคร?” แม่นางที่มีรูปโฉมงดงามเพียงนี้ หากเคยพบกันมาก่อนนางย่อมจำได้แต่ในความทรงจำตลอดสิบสี่ปีของนางไม่มีคนผู้นี้

              แต่ทว่า หยวนโม่เป็นหญิงสาวที่ฉลาดเฉลียวเช่นกันและจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นในระยะนี้ นางพลันคิดถึงคนผู้หนึ่งขึ้นมา “คุณหนูเจียงหรือ?”

              เจียงซูเอ๋อร์ตกตะลึง คาดไม่ถึงเล็กน้อยที่หยวนโม่กลับรู้ว่านางเป็นใครทว่ากลับยิ้มให้อย่างเป็นกันเอง “เป็นข้าเองแม่นางหยวนพอจะมีเวลาดื่มน้ำชากับข้าสักครู่หรือไม่?”

              หยวนโม่ไม่รู้ว่าหญิงงามอันดับหนึ่งของเมืองหลวงมาหาตนด้วยเรื่องใดคิดแล้วน่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับหลี่ฉางเฉิง หากว่านางปฏิเสธ ก็คือนางยอมแพ้นางจะให้หลี่ฉางเฉิงและหลี่ลั่วเสียหน้าไม่ได้ ดังนั้นนางจึงเอ่ยอย่างใจกว้าง“เสี่ยวโหวเหฺยรอให้ข้ากลับไป ดังนั้นจึงมีเวลาเพียงหนึ่งถ้วยชา”

              “ช่างเป็นบ่าวที่ไร้มารยาท อยู่ต่อหน้าคุณหนูของข้ายังกล้าแทนตนเองว่าข้า”สาวใช้ของเจียงซูเอ๋อร์พูดขึ้น สาวใช้ผู้นั้นสวมอาภรณ์สีชมพูทั้งชุด ดูๆ ไปแล้วก็น่าจะไม่ใช่คนปากคอเราะร้ายอะไรแต่เมื่อพูดจาออกมาไฉนจึงไม่น่าฟังเช่นนี้

              หยวนโม่ติดตามหลี่ลั่วมาเป็นเวลาห้าเดือนคำพูดพฤติกรรมนั้นเรียนรู้จากหลี่ลั่วมาสามส่วน ข้อแรก ไม่ว่าจะเผชิญหน้ากับสิ่งใดไม่ว่าตนจะเป็นฝ่ายได้เปรียบหรือไม่ รอยยิ้มยังคงต้องประดับอยู่บนใบหน้า ข้อสองเวลาพูดจาห้ามพูดเร็วเกินไป และช้าเกินไป แต่ละคำแต่ละประโยคต้องพูดให้ชัดเจนข้อสาม เป็นคนต้องไม่ต่ำต้อยจนเกินไป นางเป็นตัวแทนของจวนโหว เสี่ยวเหฺยคือว่าที่พระชายาฉีอ๋อง

              ดังนั้นหยวนโม่จึงยังคงมีรอยยิ้ม “สาวใช้ผู้นี้กล่าวได้ถูกต้องแม้ว่าจะเป็นบ่าว แต่นายท่านของข้าคือเสี่ยวโหวเหฺยที่ฝ่าบาทพระราชบรรดาศักดิ์ด้วยองค์เองเป็นถึงจงหย่งโหวขั้นหนึ่ง ต่อให้มีคนอยากเป็นนายของข้า ก็ต้องให้โหวเหฺยของข้าอนุญาตจึงจะถูกต้อง”

              “เจ้า...” สาวใช้ผู้นั้นหน้าคว่ำ กลืนคำพูดที่จะพูดออกมา

              คำพูดที่ว่าอีกฝ่ายนั้นรั้งตำแหน่งขุนนางขั้นสี่ สาวใช้รุ่นใหญ่ของโหวเหฺยขั้นหนึ่งไม่ใช่ผู้ใดอยากจะตบหน้าก็ทำได้ และยิ่งไปกว่านั้นข้างหลังของหลี่ลั่วยังมีฉีอ๋องอยู่

              ดูถูกหยวนโม่ก็คือตบหน้าของหลี่ลั่ว ตบหน้าหลี่ลั่วก็คือไม่ให้หน้าฉีอ๋อง

              “แม่นางหยวนอย่าเพิ่งโมโห สาวใช้ไร้มารยาท มารยาทนั้นย่อมต้องมีต้องขออภัยแล้ว” เจียงซูเอ๋อร์กล่าว “แม่นางวางใจ เวลาหนึ่งถ้วยชาเพียงพอให้พวกเราได้คุยกันแล้ว”

              หยวนโม่พยักหน้า มารยาทย่อมต้องมี? นี่กำลังพูดว่าตนมารยาทไม่ดีใช่หรือไม่?หญิงสาวจากตระกูลสูงศักดิ์ด่าคนล้วนไม่มีคำหยาบแต่นางรู้ได้อย่างไรว่าตนอยู่ที่นี่ หรือเป็นเพียงความบังเอิญเท่านั้น?

              ใต้หล้านี้จะมีเรื่องบังเอิญมากมายเช่นนี้ได้อย่างไรและเหตุใดเป็นภายหลังจากที่ท่านพี่ฉางเฉิงได้ปฏิเสธการแต่งงานของพวกเขา?

              สถานที่ที่เจียงซูเอ๋อร์นัดกับหยวนโม่มาดื่มน้ำชาคือหอชมจันทร์เมื่อมาถึงหน้าประตูหอชมจันทร์ เจียงซูเอ๋อร์ก็กล่าวว่า “หอชมจันทร์มีของว่างหลายอย่างมีชื่อเสียงมาก แม่นางหยวนชอบอาหารว่างจานใดหรือ?”

              หยวนโม่พูดเรียบๆ “ในยามปกติข้านั้นดูแลปรนนิบัติโหวเหฺยอยู่แต่ในห้องหนังสือน้อยยิ่งนักที่จะออกมาข้างนอก ข้าไม่เคยมาหอชมจันทร์มาก่อนวันนี้ได้อาศัยบารมีของคุณหนูเจียงแล้ว”

              “ฮึ” สาวใช้ของเจียงซูเอ๋อร์แค่นเสียงเย็นชา แล้วพูดจากระซิบว่าตนเองทำราวกับมีความสามารถเสียงของนางฟังแล้วเบา แต่ยังอยู่ในระดับที่หยวนโม่ได้ยิน

              แต่หยวนโม่แกล้งโง่ทำเป็นไม่ได้ยินก็พอแล้ว

              “แม่นางหยวนยามปกติชอบอ่านหนังสืออะไรหรือ?” หยุดไปครู่หนึ่งเจียงซูเอ๋อร์ก็พูดถึงตนเอง “ยามปกติข้าชอบอ่านหนังสือเช่นกันในเรือนมีหนังสือมากมาย หากแม่นางหยวนสนใจ ข้าจะให้คนส่งหนังสือหลายเล่มไปที่จวน”

              “ขอบคุณคุณหนูเจียง” จะแข่งเรื่องหนังสือหรือ? หนังสือเรือนผู้ใดจะมีมากเท่าหนังสือโหวเหฺยของนางแม้ร้อยละเก้าสิบจะเป็นหนังสือแพทย์ แต่หนังสือประวัติศาสตร์ บทกวี ผจญภัยเหล่านี้ล้วนมีไม่น้อย ทั้งเรือนเต็มไปด้วยหนังสือ โหวเหฺยดูเหมือนจะอ่านหมดแล้วเจียงซูเอ๋อร์อยากจะใช้หนังสือมาทำให้นางเสียหน้า ช่างดูถูกนางเกินไปแล้วในฐานะที่เป็นสาวใช้คนหนึ่งที่ถูกคัดเลือกให้เป็นสาวใช้รุ่นใหญ่ข้างกายเสี่ยวโหวเหฺยหากไม่มีความสามารถติดตัวอยู่บ้าง จะไม่ถูกเปลี่ยนลงมาได้อย่างไร? “ห้องหนังสือของโหวเหฺยในยามปกติให้พวกเราอ่านอย่างอิสระคุณหนูเจียงคงไม่เคยเห็นมาก่อน ห้องหนังสือของโหวเหฺยมีตู้หนังสือทั้งหมดหกตู้แต่ละตู้มีหนังสือหกแถว แต่ละแถววางหนังสือสิบกว่าเล่ม รวมแล้วประมาณสี่ร้อยเล่มดังนั้นในยามปกติข้าจึงอ่านไม่ทันอยู่แล้ว”

              ทั้งสองคนเข้าไปในห้องส่วนตัวของหอชมจันทร์ เสี่ยวเอ้อร์ยกกับข้าวขึ้นโต๊ะ

              เจียงซูเอ๋อร์ได้ยินคำพูดของหยวนโม่ทำให้รู้สึกประหลาดใจยิ่ง “เสี่ยวโหวเหฺยเพิ่งจะห้าขวบเองมิใช่หรือหนังสือสี่ร้อยเล่ม? นี่...เขาอ่านหมดหรือไม่? เกรงว่าจะไม่รู้จักตัวหนังสือเสียละกระมัง?” ต่อให้เป็นห้องหนังสือของบิดานางก็มีหนังสือไม่ถึงสี่ร้อยเล่มหรอกนะ?

              “ดูเหมือนเสี่ยวโหวเหฺยอ่านหมดแล้วนะ” หยวนโม่ไม่ได้เล่าอย่างละเอียด

              เจียงซูเอ๋อร์ย่อมไม่เชื่อคำพูดของนาง เด็กน้อยอายุห้าขวบคนหนึ่งหนังสือสี่ร้อยเล่มอ่านหมดแล้ว? นี่ไม่ใช่หลอกคนหรือไร?พูดจาโกหกก็ไม่ใช่แบบนี้ แต่เจียงซูเอ๋อร์ไม่ได้ถามต่อในเรื่องนี้แต่กำลังจะกล่าวถึงจุดประสงค์ในการมาครั้งนี้ “แม่นางหยวนเจ้าและข้าต่างไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน วันนี้เป็นครั้งแรกที่ได้พบหน้ากันข้าคิดว่าเจ้าเข้าใจถึงการมาของข้า ข้าชมชอบท่านพี่ฉางเฉิง ข้าอยากแต่งให้เขา”

              หัวใจหยวนโม่พลันบีบรัด เมื่อสักครู่ที่นางคาดเดานั้นไม่ได้ตื่นเต้นอันใดแต่เมื่อเจียงซูเอ๋อร์พูดอธิบายอย่างกระจ่างแจ้งถึงการมาของตนนางกลับเริ่มตื่นเต้นขึ้นมา

              มือของหยวนโม่ที่อยู่ใต้โต๊ะกำแน่น นางต้องการให้ตัวเองสงบนิ่งท่านพี่ฉางเฉิงเป็นชายหนุ่มที่ดีคนหนึ่ง ย่อมมีแม่นางหมายปองหยวนโม่คิดว่าตนเองสมควรที่จะภาคภูมิใจ “คำพูดเหล่านี้คุณหนูเจียงไม่ควรมาพูดกับข้า”

              เจียงซูเอ๋อร์คอยสังเกตหยวนโม่ตลอดเวลานางเห็นสีหน้าของหยวนโม่ซีดขาวกว่าเมื่อสักครู่หลายส่วน“ข้าไม่จำเป็นต้องมาพูดกับเจ้าหรอก ข้าสามารถไปขอให้ท่านตาของข้าออกหน้าหรือขอให้ฉีอ๋องออกหน้าให้ก็ย่อมได้ แต่ข้าอยากให้เกียรติเจ้าแม่นางหยวนเป็นหญิงสาวที่ดี แต่เจ้าไม่เหมาะสมกับท่านพี่ฉางเฉิงตั้งแต่โบราณมาฐานะและตำแหน่งที่แตกต่าง ยากนักที่จะมีความสุขร่วมกันได้ท่านพี่ฉางเฉิงมีภาระของตนเอง การเป็นองครักษ์ข้างกายเสี่ยวโหวเหฺยย่อมมิใช่สิ่งที่เขาต้องการหากพวกเราแต่งงานกัน ครอบครัวมารดาของข้าจะช่วยเหลือเขาได้มาก แล้วเจ้าเล่า?อยู่กับเจ้า เขาต้องเป็นสามีของสาวใช้ องครักษ์ของจงหย่งโหวตลอดไป”

              มือของหยวนโม่ที่กำเป็นหมัดแน่นนั้นสั่นสะท้าน แต่น้ำเสียงยังคงสงบนิ่ง“หากท่านพี่ฉางเฉิงเลือกคุณหนูเจียง ข้าย่อมไม่อาจเอื้อมหากท่านพี่ฉางเฉิงไม่ทอดทิ้งข้า ข้าย่อมไม่มีวันทิ้งเขาหรือจากไปไหนตลอดไปเช่นกันคุณหนูเจียงอาจจะคิดว่าสาวใช้เป็นความอับอายอย่างหนึ่งแต่หากไม่มีสาวใช้ที่อยู่ข้างกายท่านไฉนเลยจะปรากฏให้เห็นคุณหนูที่สูงส่งเช่นท่านได้?”

              “เจ้า...ปากคอเจ้าช่างร้ายกาจนัก” เจียงซูเอ๋อร์กล่าว

              “คุณหนูเจียงเคยถามท่านพี่ฉางเฉิงหรือไม่ ว่าการเป็นองครักษ์ข้างกายเสี่ยวโหวเหฺยทำให้เขาน้อยเนื้อต่ำใจหรือไร?”หยวนโม่ค่อยๆ ผ่อนคลายลง ขอเพียงเอ่ยถึงนายท่านของตน ราวกับได้รับพลังชนิดหนึ่งซึ่งทำให้ตนเข้มแข็งขึ้นมาได้“พวกเราเป็นบ่าวรับใช้ข้างกายนายท่าน ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมายจากนายท่านเป็นนายท่านที่ทำให้พวกเรารู้ว่าอะไรคือความเคารพนับถือและเป็นนายท่านอีกเช่นกันที่ทำให้พวกเรารู้ว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่นไม่จำเป็นต้องทำตัวต่ำต้อยเพราะมีเพียงเขาเท่านั้นจึงจะเป็นนายท่านของพวกเรา”

              พูดถึงตรงนี้ หยวนโม่ค่อยๆ มีความมั่นใจขึ้นมา น้ำเสียงของนางมั่นใจขึ้น“คุณหนูเจียงอาจะคิดว่านายท่านของพวกเราเป็นเพียงเด็กน้อยอายุห้าขวบคนหนึ่งแต่เขาเป็นบุตรชายของจงหย่งโหว จงหย่งโหวสละชีพเพื่อแผ่นดินได้ปรนนิบัติบุตรชายของเขา เป็นเกียรติของพวกเรายิ่งนัก” ต่อมาหยวนโม่ก็ลุกขึ้น“ทุกคนล้วนมีชาติกำเนิดของตนเอง ข้ามีชาติกำเนิดไม่ดีเป็นบ่าวรับใช้ข้าไม่เคยกล่าวโทษผู้ใด สามารถมีนายท่านเช่นนี้ได้สามารถได้รับความรักลึกซึ้งจากท่านพี่ฉางเฉิง ข้าดีใจอย่างยิ่งในเมื่อ...เขาปฏิเสธท่านเพราะข้า” จากนั้นหยวนโม่ก็หันกายเดินจากไป

              เมื่อออกมาจากหอชมจันทร์ ขาทั้งคู่ของหยวนโม่พลันเริ่มสั่นขึ้นมานางตื่นเต้นอย่างยิ่ง ขณะเดียวกันหยวนโม่ก็รู้สึกเสียใจคำพูดท่าทางของนางเมื่อสักครู่ไม่มีมารยาทหรือไม่จะทำให้ท่านพี่ฉางเฉิงและเสี่ยวโหวเหฺยต้องเดือดร้อนหรือไม่? เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ หยวนโม่ก็เริ่มหนักใจขึ้นมาเสียแล้ว

              ณ จวนจงหย่งโหว

              หลี่ลั่วเห็นหยวนโม่กลับมาแล้วจึงรีบกวักมือเรียก “เร็วมาเตรียมตัวเร็วเข้า ข้าต้องการแต่งเพลง” ผิงอันและลวี่ผิงปรนนิบัติอยู่ข้างกายเหนียนหงทำงานเย็บปักถักร้อยอยู่ข้างๆ ซินเป๋ากำลังบีบนวดให้หลี่ลั่วมองไม่เห็นเงาของหลี่ฉางเฉิง ทุกวันหลี่ฉางเฉิงจะนำองครักษ์ตระเวนตรวจรอบจวนโหวครั้งหนึ่งดูว่าที่ใดมีปัญหา หรือว่ากำแพงด้านใดต้องซ่อมแซมจากนั้นทุกวันต้องนำองครักษ์ฝึกยุทธ์เป็นเวลาหนึ่งชั่วยาม องครักษ์สองชุดสลับกัน

              “หา...เจ้าค่ะ” ปฏิกิริยาของหยวนโม่ไม่ว่องไวเหมือนยามปกติคนก็ดูแล้วมีความตระหนกกังวล สีหน้าไม่ค่อยดีเช่นกัน

              หลี่ลั่วหรี่ตาลง “เกิดอันใดขึ้น? วันนี้ออกไปข้างนอกเกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือไม่?”

              หยวนโม่ได้ยินหลี่ลั่วถาม ขาทั้งสองอ่อนแรงทันใดทรุดลงไปคุกเข่า“เสี่ยวโหวเหฺย บ่าวอาจจะสร้างความเดือดร้อนให้ท่านแล้วเจ้าค่ะ”

              หลี่ลั่วตกตะลึง จากนั้นพูดยิ้มๆ ว่า “ขอเพียงเจ้าไม่ได้ทำผิด ข้าไม่กลัวความยุ่งยาก”นี่คือความกล้าหาญที่ผู้ชายคนหนึ่งควรจะมีหลี่ลั่วคิดว่าตนเป็นผู้ชายที่กล้าหาญเช่นกัน เขาไม่มีวันปล่อยให้คนรอบกายที่ถูกรังแกมาแล้วยังต้องแอบต้องซ่อนต่อตนเองเด็ดขาด“มาที่ห้องหนังสือ พวกเจ้าออกไปเถิด”

              “เจ้าค่ะ”

     

     

    [1] ไท่จื่อเฟย (太子妃)หมายถึง พระชายาเอกขององค์รัชทายาท

    คล้ายกับเรื่องย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    289K 908
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    นิยาย รัก
    324K 1320
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730