ณ ห้องทำงานในคฤหาสน์ตระกูลแวนเดอร์บิลต์
บรรยากาศภายในห้องทำงานโอ่อ่าที่ประดับประดาด้วยไม้สักทองและเฟอร์นิเจอร์ กลับถูกปกคลุมด้วยความตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก แสงอาทิตย์ยามสายลอดผ่านผ้าม่านหนาทึบเข้ามาเพียงรำไร ทอดเงาทาบทับร่างของชายวัยกลางคนผู้เป็ผู้นำตระกูล
“นี่แกยังอยากจะสร้างปัญหาวุ่นวายให้ตระกูลเราเสื่อมเสียไปมากขนาดไหน!”
เสียงตวาดก้องกังวานไปทั่วห้อง บารอน เฟรเดอริก แวนเดอร์บิลต์ ทุบกำปั้นทั้งสองลงบนโต๊ะทำงานไม้เนื้อแข็งจนเกิดเสียงดังสนั่น ใบหน้าที่มีริ้วรอยแห่งกาลเวลาเริ่มบิดเบี้ยวด้วยโทสะจนเส้นเืปูดโปนที่ขมับ ผมสีเงินที่เคยหวีเรียบแปล้บัดนี้ยุ่งเหยิงเล็กน้อยจากการระบายอารมณ์
เื้ัของเขา มีหญิงสาววัยกลางคนผมสีม่วงเข้ม ผู้ยังคงความงดงามสง่าราศีในชุดเดรสลูกไม้ ยืนเอามืออันสั่นเทาเล็กน้อยวางทาบลงบนอกของเธอที่สั่นสะท้าน เธอคือ บารอนเนส เอลิซาเบธ แวนเดอร์บิลต์ มารดาผู้แบกรับความทุกข์ระทม
“คุณคะ… อย่าว่าลูกของเราเลยค่ะ มันเป็ความผิดของฉันเองที่สั่งสอนเขาไม่ดีพอ ฉันสัญญาค่ะ… ฉันสัญญาว่าจะอบรมเขาให้ดีกว่านี้” น้ำเสียงของเธอสั่นเครือ แววตาที่มองไปยังบุตรชายเต็มไปด้วยความเ็ปและความรู้สึกผิดที่กัดกินหัวใจ
บุรุษหนุ่มเบื้องหน้าพวกเขายืนนิ่งสงบราวกับรูปปั้นหิน เซบาสเตียน แวนเดอร์บิลต์ หรือในยามนี้คือดวงิญญาของ เย่เฉิน อดีตประมุขพรรคมาร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่เข้ามาสิงสถิต เขาในชุดสูทเนื้อดีที่ยับย่นเล็กน้อย ยืนอกผายไหล่ผึ่ง สองมือไขว้หลังอย่างสำรวม ดวงตาสีฟ้าทอดมองบิดามารดาในชาตินี้ด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเป
ความทรงจำของเ้าของร่างเดิมค่อยๆ ไหลบ่าเข้ามา… เซบาสเตียน คุณชายจอมเสเพลที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจจนเสียคน ในขณะที่ตระกูลแวนเดอร์บิลต์กำลังเผชิญวิกฤตทางการเงินอย่างหนัก หนี้สินพอกพูน อำนาจบารมีเสื่อมถอย แต่เขากลับผลาญเงินไปกับสุรา ผองเพื่อนอันธพาลและการพนัน สร้างเื่อัปยศไม่เว้นแต่ละวัน
เย่เฉินในร่างนี้ลอบถอนหายใจในใจ แม้จะไม่เข้าใจกลไกแห่งโชคชะตาที่ส่งเขามาที่นี่ แต่ในเมื่อมาแล้ว เขาก็จำต้องแบกรับผลกรรมที่ตนไม่ได้ก่ออย่างเลี่ยงไม่ได้
“ฉันเข้าใจดีนะว่าแกชอบ เลดี้ ซิลเวีย เพราะยังไงเราสองตระกูลก็กำลังจะเกี่ยวดองกัน…” เฟรเดอริกพูดเสียงลอดไรฟัน พยายามข่มอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน
เซบาสเตียนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยในใจ ‘‘เสเพล เป็ขยะจอมผลาญเงินไม่เอาไหน แต่เ้านี่ก็ยังจะมีคู่หมั่นสินะ...ใครกันชั่งโชคร้ายนัก’
“แต่แกก็ไม่ควรทำพฤติกรรมต่ำช้าแบบนั้น! แกไม่ให้เกียรติเลดี้ซิลเวีย แถมยังก่อเื่บัดซบจนฉันต้องก้มหัวขอโทษชาวบ้านไปทั่ว! แกมันไอ้ลูกอัปรีย์จริงๆ!”
เฟรเดอริกตะคอกระบายความอัดอั้นตันใจที่สะสมมานานปี ความเหนื่อยล้าจากการประคับประคองตระกูลและความผิดหวังในตัวลูกชายถาโถมใส่เขาจนแทบนั่งไม่ติดเก้าอี้
เซบาสเตียนสบตาผู้เป็พ่ออย่างไม่หลบเลี่ยง แววตาที่เคยขี้ขลาดตาขาวบัดนี้กลับนิ่งลึกดุจมหาสมุทร เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่หนักแน่น “ครับ ผมรับทราบ และต่อไปนี้ผมจะไม่ทำอีก”
คำตอบที่ควรจะทำให้พอใจ กลับเหมือนราดน้ำมันลงบนกองไฟในใจของเฟรเดอริก ความนิ่งเฉยนั้นถูกตีความว่าเป็การท้าทาย
“หึ…!!!”
ด้วยโทสะชั่ววูบ เฟรเดอริกคว้าที่ทับกระดาษหินอ่อนหนักอึ้งบนโต๊ะ ก่อนยืนขึ้นพรวดจากเก้าอี้แล้วขว้างออกไปสุดแรงเกิด
ปึก!
เสียงวัตถุกระทบเนื้อดังทึบจนน่ากลัว ที่ทับกระดาษกระแทกเข้าที่หน้าผากของเซบาสเตียนอย่างจัง ก่อนจะร่วงลงสู่พื้นพรม
“ว้าย!” เอลิซาเบธยกมือขึ้นปิดปาก ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตระหนก แม้แต่เฟรเดอริกเองก็ชะงักค้าง ลมหายใจสะดุดเมื่อเห็นเืสีแดงสดค่อยๆ ไหลรินจากาแเหนือคิ้วของบุตรชาย อาบลงมาผ่านสันจมูกและหยดลงบนพื้น
แต่ทว่า… ชายหนุ่มตรงหน้ากลับไม่สะดุ้งะเื ไม่แม้แต่จะยกมือขึ้นกุมแผล หรือส่งเสียงร้องครวญคราง
“เื่ที่ท่านพ่อเรียกผมมาวันนี้ มีแค่นี้ใช่ไหมครับ?”
น้ำเสียงของเขายังคงราบเรียบ ไร้ซึ่งความโกรธแค้นหรือตัดพ้อ หากแต่แฝงไปด้วยอำนาจบางอย่างที่ทำให้เฟรเดอริกรู้สึกเย็นวาบไปถึงกระดูกสันหลัง
“หม… หมดธุระแล้ว เชิญแกไปจัดการตัวเองได้แล้ว” ผู้เป็พ่อตอบเสียงแ่ ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่มลายหายไป เหลือทิ้งไว้เพียงความสับสนและมือที่เริ่มสั่นเทา
เซบาสเตียนโค้งศีรษะให้บิดามารดาอย่างสง่างาม แม้เืจะยังคงหยดลงมาเป็สาย ก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องไปอย่างมั่นคง ทิ้งให้บรรยากาศภายในห้องจมดิ่งลงสู่ความเงียบงัน
เฟรเดอริกทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ จ้องมองมือข้างที่ขว้างของใส่ลูกชาย หลายนาทีผ่านไปแล้วแต่เฟรเดอริกก็ยังคงจ้องมองมือข้างนั้นของตัวเองที่ยังคงสั่นอยู่ ภาพในหัวฉายซ้ำไปซ้ำมาถึงวินาทีนั้น เหมือนกับทุกทีที่เขามักจะขว้างของใส่ลูกชายเพราะความโกรธจนเคยชิน แต่ครั้งนี้เขาไม่คิดเลยว่าลูกชายที่เหลวไหลจะมีท่าทีที่เปลี่ยนั้แ่ต้นนับั้แ่ก้าวเท้าเข้ามายังห้องนี้ สายตาที่จ้องมองมายังเขา มันเปลี่ยนไปอย่างอธิบายไม่ถูก ไม่แม้แต่จะหลบ ไม่แม้แต่จะกระพริบ
ภาพใบหน้าที่เปื้อนเืแต่แววตากลับเด็ดเดี่ยวของเซบาสเตียนยังติดตาเขาไม่จางหาย “ที่รัก… คุณเกลียดผมรึเปล่า ที่ผมทำร้ายลูก…”
เอลิซาเบธโอบกอดสามีจากด้านหลัง กุมมือที่สั่นเทานั้นไว้แน่น น้ำเสียงของเธออ่อนโยนดุจสายน้ำ “ไม่หรอกค่ะ… ฉันรู้ว่าคุณแบกรับความกดดันไว้มากแค่ไหน ทั้งเื่หนี้สิน ทั้งความเสื่อมถอยของตระกูล มันหนักหนาเหลือเกินสำหรับเรา… และมันก็เป็ความผิดของฉันด้วยที่ตามใจเขาจนเสียคน”
“ถ้าเราไม่ลำบากขนาดนี้ เขาก็คงได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข… ผมมันเป็ผู้นำตระกูลที่ล้มเหลว และเป็พ่อที่แย่ในเวลาเดียวกันหากผมใส่ใจเขาให้มากกว่านี้เขาคงไม่เติบโตมาเช่นนี้”
...
ที่หน้าประตูห้องโถง ชายชราในชุดพ่อบ้านที่ดูสะอาดสะอ้านแต่เก่าคร่ำครึยืนรออยู่ ใบหน้าเหี่ยวย่นฉายแววใสุดขีดเมื่อเห็นสภาพของผู้เป็นาย
“นายน้อย! ท่านเป็อย่างไรบ้างขอรับ! เื… เืออกเยอะขนาดนี้ เจ็บมากไหมครับ เดี๋ยวกระผมคนนี้จะรีบทำแผลให้เดี๋ยวนี้เลยขอรับ!”
ชายชราละล่ำละลัก มือไม้สั่นเทาพยายามจะหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาซับเืให้
เขามองชายชราตรงหน้า ความทรงจำผุดขึ้นมาซ้อนทับ… อัลเฟรด พ่อบ้านและคนสนิทที่เลี้ยงดูเซบาสเตียนมาั้แ่ตีนเท่าฝาหอย ไม่ว่าเ้าของร่างเดิมจะทำตัวเลวร้ายแค่ไหน ถีบหัวส่ง ด่าทอ หรือทำร้ายร่างกาย อัลเฟรดก็ไม่เคยปริปากบ่น ยังคงคอยเช็ดตัว ป้อนข้าว และดูแลยามเจ็บป่วยด้วยความจงรักภักดีเสมอมา
“นายน้อยจะไปไหนครับ ตอนกลางคืนดึกดื้นอันตรายนะขอรับคุณท่านสั่งห้ามไว้” “จะไปไหนก็ไปไอ้แก่เกะกะขวางทางฉันจริง” เขาเตะอัลเฟรด จนกระเด็นหงายหลังกลิ้งคลุกไปกับพื้น ก่อนเขาจะวิ่งจากไปเพื่อไปสังสรรค์ปาตี้อย่างไม่ใยดี ภาพในอดีตฉายชัด เซบาสเตียนคนเก่า
“นายน้อยเจ็บตรงไหนหรือเปล่าครับ?” อัลเฟรดคนนั้นมักจะถามด้วยความเป็ห่วง ทั้งที่ตัวเองเพิ่งถูกตบหน้า “ไอ้แก่ไม่มีตารึยังไงวะ ก็เห็นอยู่ว่าฉันมีแผลจะไม่เจ็บได้ยังไง ถ้าไม่ใช่เพราะแกบอกพ่อ มีหรอฉันจะโดนทำโทษไอ้เวรเอ้ย”
“อัลเฟรดฉันจะตายรึเปล่า ฉันไม่อยากตาย” “นายน้อยแค่กำลังป่วยเป็ไข้หนัก คุณหมอบอกว่าอีกไม่นานสองสามวันก็คงหาย” “ฉันทรมาณ มันเจ็บหรือเกิน ทำไมท่านพ่อแม่ถึงมักดุด่าว่าฉันนัก ทั้งที่ตอนเด็กกับบอกว่าฉันเป็สิ่งที่ทำให้พวกเขามีความสุขที่สุด ฉันเกลียดคำโกหกนั่นสิ้นดี ไม่น่าเกิดมาในตระกูลเฮงซวยนี่เลย”
“พวกท่านแค่รักนายน้อยก็เท่านั้นเองครับ ถ้าหากกระผมสามารถเจ็บแทนนายน้อยได้ก็ยินดี” ความภักดีอันบริสุทธิ์นี้ช่างหาได้ยากยิ่ง เขาคลี่ยิ้มจางๆ ที่มุมปาก เป็รอยยิ้มที่อ่อนโยนอย่างที่อัลเฟรดไม่เคยได้รับมาก่อน
“ขอบคุณนะอัลเฟรด… ขอบคุณที่คอยยืนอยู่ข้างคนเอาแต่ใจอย่างฉันมาตลอด และขอโทษ… สำหรับเื่แย่ๆ ที่ผ่านมาทั้งหมด”
ชายชราชะงักค้าง ดวงตาฝ้าฟางเบิกกว้าง ริมฝีปากสั่นระริก น้ำตาแห่งความปลาบปลื้มไหลรินอาบแก้มเหี่ยวย่นโดยไม่รู้ตัว เขาไม่เคยคิดฝันว่าจะได้ยินคำพูดเช่นนี้จากปากนายน้อยของตน
“ตอนนี้ฉันต้องรีบไปแล้ว ฝากดูแลท่านพ่อกับท่านแม่ด้วย”
เซบาสเตียนตบไหล่ชายชราเบาๆ ก่อนจะเดินผ่านประตูบานใหญ่ของคฤหาสน์ออกไป ทิ้งให้อัลเฟรดยืนมองแผ่นหลังที่ดูกว้างและสง่างามกว่าที่เคยด้วยความตื้นตันใจ
เมื่อก้าวพ้นธรณีประตู ลมเย็นปะทะใบหน้า เซบาสเตียนกวาดตามองสถาปัตยกรรมรอบตัว คฤหาสน์ตระกูลแวนเดอร์บิลต์แม้จะเก่าทรุดโทรมไปบ้าง แต่ยังคงเค้าความวิจิตรบรรจง
รถลีมูซีนสีดำขลับรูปทรงคลาสสิกคล้าย Rolls-Royce Ghost จากโลกเก่าแล่นเข้ามาจอดเทียบท่าอย่างนิ่มนวล คนขับรถรีบวิ่งลงมาเปิดประตูให้ด้วยท่าทีเกรงอกเกรงใจปนหวาดกลัว
เซบาสเตียนก้าวขึ้นไปนั่งบนเบาะหนังนุ่มสบาย ก่อนรถค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไป
แม้จะนั่งอยู่ด้านหลังแต่ก็ััได้ว่าคนขับรถค่อนข้างเกร็งไม่น้อย เพราะเขาคอยเอาแต่มองสังเกตุเขาผ่านกระจกมองหลังตลอดเวลา แต่เซบาสเตียนก็ไม่ได้สนใจ เขาเริ่มเอนตัวพิงเบาะหลังรถอันนุ่มนวล
'ความรู้สึกนี่…แม้จะไม่ใช่แต่ก็คุ้นเคยจริงๆนะ'
ตอนนี้เขามีความจำเพียงเสี้ยวเดียวเท่านั้นที่ไหลเข้ามา เพื่อทำความเข้าใจโลกนี้อย่างเร่งด่วนเขาจำเป็ตอนอ่านความจำของเ้าของร่างเดิมอย่างละเอียด
‘ใช้อันนั้นก็แล้วกัน’
เขาหลับตาลงเพื่อเข้าสู่ภวังค์ เริ่มใช้วิชาลับจากชาติก่อน
เซบาสเตียนได้ใช้ทักษะบางอย่างจากคัมภีร์ลับโบราณอย่างไม่รอช้า ทักษะนี้จะทำให้เขาเข้าสู่สภาวะกึ่งหลับลึกชั่วขณะโดยที่ร่างกายยังสามารถรับรู้ได้ถึงโลกภายนอก แต่สิ่งสำคัญของวิชานี้คือ การเข้าถึงชาญสมาธิขั้นสูงสุดในระยะเวลาอันสั้น ที่ทำให้ภายในห้วงความคิดของผู้ใช้ช้าลงเป็อย่างมากจนสามารถคิดทบทวนเื่ราวต่างๆได้แม้จะเป็เื่ราวที่เราอาจจะหลงลืมหรือไม่ใส่ใจ ตราบเท่าที่เราเคยเห็นได้ยินเพียงครั้งเดียวก็สามารถย้อนวนศึกษาทำความเข้าใจได้ไม่รู้จบ
จากการค้นความทรงจำโดยละเอียดมากขึ้นก็ได้ทราบว่า โลกที่เขาได้เดินทางข้ามมาในครั้งนี้ มีความเป็แฟนตาซีเวทย์มนต์ผสมผสานกับนวัตกรรมเทคโนโลยี ในดินแดนที่เขาอาศัยอยู่ ณ ตอนนี้ ถูกเรียกว่า ราชอาณาจักรโรเซเลีย ที่ก่อตั้งมาร่วมแล้ว 244ปี ซึ่งอยู่ภายใต้ร่มเงาของ จักรวรรดิโครนอส
ซึ่งตั้งอยู่ มหาทวีปอาเคเชีย ในเขตตะวันตก เป็มหาอำนาจที่หยิ่งในศักดิ์ศรี ยึดมั่นใน เืบริสุทธิ์ และ ชนชั้นขุนนาง มีสไตล์กลิ่นอายวัฒนธรรมแบบวิคตอเรียและจักรกลสตีมพังค์ แต่ยังคงความคลาสสิคชนชั้นแบบยุคกลางเทคโนโลยีเวทมนตร์บางส่วนก้าวหน้าแบบก้าวะโแต่บางส่วนก็ยังอยู่ในขั้นแรกเริ่ม แถมเขตรอบนอกบางส่วนยังล้าหลัง และด้วยเหตุนี้เองทำให้ราชอาณาจักรโรเซเลีย ที่เป็เมืองขึ้น ได้รับอิทธิพลจากจักรวรรดิโครนอสไปเต็มๆ
“นะ... นายน้อยขอรับ ถึงแล้วขอรับ” เสียงคนขับรถปลุกเขาจากภวังค์
เซบาสเตียนลืมตาขึ้น ประตูรถถูกเปิดออก เขาค่อยๆ ก้าวลงสู่พื้นหินอ่อนขัดมัน เบื้องหน้าคือภาพที่ทำให้แม้แต่อดีตจอมมารยังต้องยอมรับในความยิ่งใหญ่
กำแพงสูงตระหง่านเสียดฟ้า ประตูเหล็กดัดลวดลายวิจิตร อาคารเรียนทรงปราสาทพระราชวังสมัยใหม่ ใจกลางเมืองของอาณาจักร ล้อมรอบด้วยหอการค้าและ หอคอยเวทมนตร์สำนักงานต่างๆ รวมถึงเรือเหาะที่ลอยละล่องอยู่บนท้องฟ้า
"มาถึงแล้วสินะ โรงเรียนนายร้อยที่ทุกคนต่างใฝ่ฝันอยากจะเข้ามาเรียน สถาบันเวทย์มนต์อันดับหนึ่งของอาณาจักร หนึ่งในห้าสถาบันชั้นนำที่ดีที่สุดในทวีป...
“สถาบันเวทมนตร์ รีจิส อาคาเดเมีย"
เซบาสเตียนแสยะยิ้มมุมปาก ั์ตาสีฟ้าทอประกายลึกลับ ‘และดูเหมือนว่า… เ้าของร่างนี้ จะเป็อาจารย์ขยะจอมห่วยที่น่าสมเพชที่สุดในสถานที่อันทรงเกียรติแห่งนี้สินะ’