บทที่ 50 จะบาดเจ็บไปถึงส่วนนั้นไหมนะ (รีไรท์)
พอมาถึงทางเข้าหมู่บ้านเสิ่นทิงหงก็ยื่นขนมบางส่วนให้เสิ่นชิงชิง แล้วต่างคนต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน
ตอนที่กลับมาถึงบ้าน หลิวเยว่ก็ได้ทำอาหารเตรียมรอเธอไว้แล้ว ส่วนเสิ่นต้าเฉียงก็รออยู่ที่หน้าประตูบ้านด้วยความร้อนรน
เสิ่นทิงหงคิดว่าถ้าเธอยังไม่กลับมาอีก เสิ่นต้าเฉียงคงออกไปตามหาเธอเองแน่ ๆ
พอเห็นเสิ่นทิงหงกลับมา เสิ่นต้าเฉียงก็รีบเข้ามาช่วยหยิบของจากมือเธอไปถือ “เวลานี้เพิ่งรู้จักกลับบ้านเหรอ”
“ไม่ได้ออกไปข้างนอกนานแล้ว เลยเดินเล่นเพลินไปหน่อยค่ะ” เสิ่นทิงหงตอบยิ้ม ๆ
เพิ่งเดินเข้ามาในลานบ้านก็ต้องเจอเข้ากับสายตาของเยี่ยเสิ่นเหยียน
“…”
“ซื้ออะไรมาตั้งเยอะแยะ” หลิวเยว่ยกกับข้าวออกมาก็เห็นในมือของเสิ่นต้าเฉียงเต็มไปด้วยถุงเล็กถุงน้อย
เสิ่นต้าเฉียงยกไหล่สื่อว่าเขาเองก็ไม่รู้
เสิ่นทิงหงจึงอธิบายออกไป “ก่อนหน้านี้แม่แลกตั๋วขนมมาได้ไม่น้อยเลยใช่ไหมคะ ช่วงนี้พี่ใหญ่ก็หยุดงานอยู่ เยี่ยเสิ่นเหยียนก็มาพักอยู่กับพวกเรา ที่บ้านน่าจะเตรียมของว่างเอาไว้บ้างก็เลยซื้อของมามากหน่อย ยังมีน้ำมันอีกหนึ่งขวดด้วย อย่างอื่นก็ไม่มีอะไรมากค่ะ”
“โอ้ย ลูกซื้อของให้มันน้อย ๆ หน่อยไม่ได้เหรอ ลูกค่อย ๆ กินเองคนเดียวก็พอแล้ว พวกเราไม่ต้องหรอก…” พอหลิวเยว่พูดออกไปก็มองไปที่เยี่ยเสิ่นเหยียน รู้สึกว่าตัวเองพูดออกไปแบบนี้ไม่ค่อยจะเหมาะ ต่อให้พวกเขาไม่กิน แต่เยี่ยเสิ่นเหยียนควรได้กินนี่น่า
ช่วยหาเนื้อหมูป่ามาให้ที่บ้านได้ตั้งหนึ่งตัว แล้วยังมีเงินที่เป็นค่าบำรุงร่างกายอีก 200 หยวน รู้สึกว่าถ้าแค่ของว่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ยังไม่กล้าจับจ่าย จะกลายเป็นว่าแม่ภรรยาในอนาคตคนนี้ไม่ค่อยมีความจริงใจไหมนะ
“ไม่เป็นไรมั้งคะ หนูซื้อกลับมาสำหรับคนทั้งบ้าน อีกอย่างของพวกนี้ก็เก็บไว้ไม่ได้นาน ควรรีบกินให้หมดดีกว่า” เสิ่นทิงหงพูด
หลิวเยว่รู้สึกปวดใจเล็กน้อย ยังไงก็ไม่ใช่ถุงเล็ก ๆ ต้องใช้เงินไปไม่น้อยแน่ ๆ แต่เพราะเป็นของที่ลูกสาวซื้อมาเอง หมูป่าก็เป็นของที่เธอกับเยี่ยเสิ่นเหยียนช่วยกันเอามา ต่อให้เธอรู้สึกทุกข์ใจเล็กน้อยก็คงไม่พูดออกไป
เห็นว่าใกล้เวลาทานอาหารแล้ว เสิ่นทิงหงเลยไม่ได้เอาของออกมา แต่เอาไปวางไว้ที่ห้องโถง
ตอนนี้อาการของเยี่ยเสิ่นเหยียนดีขึ้นมาไม่น้อย สามารถลุกขึ้นนั่งได้แล้ว เสิ่นต้าเฉียงทำรถเข็นง่าย ๆ ให้เขาตัวหนึ่ง แน่นอนว่าเสิ่นทิงหงเป็นคนออกแบบเอามาให้เขาทำ ตอนนี้เยี่ยเสิ่นเหยียนเลยสามารถนั่งรถเข็นมานั่งกินข้าวร่วมกันกับทุกคนได้
“เสี่ยวเยี่ย รีบกินเถอะ” เสิ่นต้าเฉียงทัก
เยี่ยเสิ่นเหยียนเป็นผู้ชายที่มีมารยาทคนหนึ่ง เรื่องนี้เสิ่นทิงหงต้องชมเชย ถึงทางกรมจะให้เงินมา แต่เขามาอยู่ที่บ้านก็ไม่ได้สบายใจที่ต้องให้ทุกคนมาปรนนิบัติดูแล
อย่างเช่นทุกครั้งที่กินข้าว เขาต้องรอให้หลิวเยว่กับเสิ่นต้าเฉียงจับตะเกียบก่อนถึงค่อยเริ่มกิน
ตอนแรกหลิวเยว่ยังคิดว่าเป็นเพราะเขาคิดมาก แต่พวกเขาก็พูดเรื่องนี้ไปหลายรอบแล้ว แต่พอถึงเวลากินข้าว เยี่ยเสิ่นเหยียนก็ยังเหมือนเดิม หลังจากนั้นพวกเขาจึงไม่พูดขึ้นอีก
เสิ่นทิงหงรู้ว่าเขาไม่ได้คิดมาก แต่เขาให้ความสำคัญมากกับมารยาทบนโต๊ะอาหาร เธอคิดว่าเขาดีทีเดียว เขาต้องเสียพ่อแม่ไปตั้งแต่เด็ก หลังจากนั้นยังมาเสียปู่ย่าไปอีก ความจริงแล้วสามารถพูดได้ว่าเขาเติบโตมาเพียงลำพัง แต่เขาสามารถเข้าใจเรื่องพวกนี้ได้ถือว่าไม่เลวเลย
“ทิงหง กินเยอะ ๆ นะ” เยี่ยเสิ่นเหยียนใช้ตะเกียบคีบเนื้อวางลงบนถ้วยของเสิ่นทิงหง นี่เป็นเนื้อหมูป่าผัดน้ำแดง หลิวเยว่กลัวว่าเนื้อจะไม่นุ่มจึงใช้เวลาตุ๋นอยู่นาน
เสิ่นทิงหงมองเยี่ยเสิ่นเหยียนด้วยความสงสัย ผู้ชายคนนี้ไปโดนลมอะไรมา ถึงได้มาคีบกับข้าวให้เธอเนี่ย
การกระทำนี้ไม่ถึงกับเกินไป ยังไงพวกเขาก็เป็นว่าที่สามีภรรยากันอยู่แล้ว แต่ว่า!
แต่ในช่วงนี้ นอกจากตอนที่เธอไปสารภาพกับเขาครั้งนั้น เราก็ไม่ได้พูดคุยกันอีกเลยนี่น่า
“เป็นอะไรเหรอครับ” น้ำเสียงของเยี่ยเสิ่นเหยียนอ่อนโยนเสียจนทำให้คนน้ำลายไหลได้เลยนะเนี่ย
เสิ่นทิงหง ‘ช่วยด้วย! ผู้ชายคนนี้คงไม่ได้เป็นโรคร้ายอะไรใช่ไหม’
เยี่ยเสิ่นเหยียนเห็นเธอแสดงอาการตกใจก็เห็นเป็นเรื่องน่าขำดี เสิ่นทิงหงไม่รู้ตัวเลยว่าเป็นเพราะท่าทีเฉยชาที่เธอมีต่อเยี่ยเสิ่นเหยียนในช่วงนี้ ทำให้เยี่ยเสิ่นเหยียนคิดว่าเธอกำลังโดนปีศาจเข้าสิง ด้วยก่อนหน้านี้ เจ้าของร่างเดิมนั้นรู้สึกพอใจในตัวว่าที่สามีคนนี้มาก หลังหมั้นหมายกันเรียบร้อยก็เอาแต่เรียกเขาว่า พี่เสิ่นเหยียน
เยี่ยเสิ่นเหยียนเองเป็นคนไม่กลัวอะไร ต่อให้มีความคิดเช่นนี้ เขาไม่เพียงไม่หลบเสิ่นทิงหง แต่กลับอยากรู้ว่าจริง ๆ แล้วเสิ่นทิงหงเป็นปีศาจอะไรด้วยซ้ำ
พอเห็นปฏิสัมพันธ์ของทั้งคู่ เสิ่นต้าเฉียงกับหลิวเยว่ต่างก็กลั้นยิ้มเอาไว้
กลับกันเสิ่นทิงเหวินและเสิ่นทิงอู่ที่เห็นทั้งคู่ยักคิ้วหลิ่วตาให้กันนั้นมีความทนดูไม่ได้อยู่นิดหน่อย
แน่นอนว่า มีแค่พวกเขาที่เห็นทั้งคู่ยักคิ้วหลิ่วตาใส่กัน แต่ความจริงแล้วทั้งคู่ต่างมีเรื่องซ่อนไว้ในใจ
เสิ่นทิงหงกลับเข้าห้องตัวเองทันทีหลังเสร็จมื้ออาหาร เพราะเธอไม่อยากอยู่กับตาบ้าเยี่ยเสิ่นเหยียน อู้ย อู้ย อู้ย ตกใจแทบแย่
เยี่ยเสิ่นเหยียนมองตามหลังเธอที่หลบออกไปด้วยอาการตกใจก็ยกยิ้มที่มุมปาก
ฉากแบบนี้ในสายตาของครอบครัวเสิ่นต่างเข้าใจว่าเสิ่นทิงหงนั้นเขินอาย เยี่ยเสิ่นเหยียนยิ้มอย่างเอ็นดู ช่างเป็นความเข้าใจผิดที่สวยงามจริง ๆ
เสิ่นทิงหงนอนอยู่บนเตียง นึกถึงเมื่อครู่ที่เยี่ยเสิ่นเหยียนพูดกับตัวเองด้วยน้ำเสียงอบอุ่นแบบนั้น ก็รู้สึกหน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อย
จากนั้นก็ ทำไมเธอถึงไม่ได้เรื่องแบบนี้กันนะ!
เขาก็แค่ผู้ชายคนหนึ่ง ต่อให้อยากมีคืนรักเร่าร้อนด้วยก็ต้องรอจนคนเขาหายดีก่อน ให้มั่นใจได้ว่าเขาไม่มีโรคอะไรแฝงไว้ก็ได้
ตกกลางคืนเวลาเข้านอน หลิวเยว่ก็เอาแต่ถอนหายใจจนเสิ่นต้าเฉียงอดถามไม่ได้
“เป็นอะไรเหรอ” เสิ่นต้าเฉียงคิดว่าตัวเองไปทำอะไรให้ภรรยาโกรธเข้าให้
“ต้าเฉียง คุณว่าเสี่ยวเยี่ยจะเป็นอะไรรึเปล่า” หลิวเยว่พลิกตัวมาทางเสิ่นต้าเฉียง
เสิ่นต้าเฉียงสีหน้างงงวย
“ตอนนี้เขาก็ไม่ได้เป็นอะไรแล้วนี่”
หลิวเยว่ลังเลสักพัก จากนั้นก็ถามออกไปอย่างไม่คิดให้มากความว่า “คุณว่าบรรยากาศระหว่างลูกเรากับเสี่ยวเยี่ยดีมาก?”
“นี่ไม่ใช่เรื่องดีเหรอ” เสิ่นต้าเฉียงยิ่งรู้สึกสับสน
“ไม่ใช่ ฉันรู้น่าว่านี่เป็นเรื่องดี แต่ว่า… คุณว่าเสี่ยวเยี่ยจะบาดเจ็บไปถึงตรงนั้นไหม” หลิวเยว่ถามอย่างอาย ๆ
“ตรงไหน?” เสิ่นต้าเฉียงเป็นคนหัวทึ่ม จนหลิวเยว่โมโหจนคร้านจะพูดด้วย
“ตรงนั้นไง” หลิวเยว่ใช้สายตามองไปยังตำแหน่งบนร่างของสามี
เสิ่นต้าเฉียงโดนมองจนหน้าแดง “คุณคิดอะไรน่ะ”
“ฉันก็กำลังคิดแทนลูกสาวอยู่ไงล่ะ คุณคิดดู ถ้าเสี่ยวเยี่ยบาดเจ็บไปถึงจุดนั้น ลูกเราจะทำยังไง” หลิ่วเยว่รู้สึกหนักใจมาก ตอนนี้ยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับอาการของเยี่ยเสิ่นเหยียนเลย
“ฉันว่าคุณกำลังคิดมากไปหรือเปล่า” เสิ่นต้าเฉียงไม่รู้จะพูดอะไร
“คุณจะไปรู้อะไรเล่า!”
หลิวเยว่โมโหจนสบถออกไป ถ้าเยี่ยเสิ่นเหยียนบาดเจ็บไปถึงจุดนั้นจริง ๆ ถึงตอนนั้นก็ลำบากแล้ว
จะยกเลิกงานแต่งก็เป็นเรื่องยาก เยี่ยเสิ่นเหยียนก็เป็นทหาร แล้วนี่ก็เป็นงานแต่งของทหาร จะยกเลิกงานแต่งแบบนั้นไม่ได้อยู่แล้ว แต่ถ้าจะไม่ยกเลิก ถึงตอนนั้นครึ่งชีวิตที่เหลือของลูกก็จะหมดหวังที่จะมีความสุขทางด้านนั้นไปเลย
เสิ่นต้าเฉียงเองก็รับรู้ถึงความกังวลของภรรยา จึงดึงหลิวเยว่เข้ามากอดเอาไว้
“ที่รัก ตอนนี้พวกเรายังไม่ต้องคิดไปไกลดีไหม ต่อให้มีเรื่องอะไรขึ้นมาจริง ๆ ก็ต้องรอไปก่อนถึงจะรู้ ตอนนี้ทำไมต้องเอาเรื่องที่ยังไม่รู้แน่ชัดมาทำให้ตัวเองไม่สบายใจด้วยล่ะ”