เดิมทีเขาไม่เคยเชื่อเื่ภูตผีปีศาจหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใด ๆ เลย ทว่าเพื่อตกแต่งตำหนักฝูซวงแห่งนี้ให้แก่บุตรสาวสุดที่รัก เขาไม่เพียงแต่เชิญปรมาจารย์ด้านฮวงจุ้ยมาคำนวณหาตำแหน่งที่ตั้ง ทิศทางลม และการจัดวางสิ่งของต่าง ๆ ภายในห้องเท่านั้น แต่ยังถึงขั้นนิมนต์เ้าอาวาสจากอารามหลวงมาตั้งชื่อตำหนักให้อีกด้วย เรียกได้ว่าทุ่มเทแรงกายแรงใจไม่น้อยเลยทีเดียว
ชอบ! ชอบ!
อวิ๋นตั๋วตั๋วอ้าปากกว้างร้องะโ ทว่าฟันซี่น้อย ๆ เพิ่งจะโผล่พ้นเหงือกขึ้นมาเป็ซี่แหลม ๆ เล็ก ๆ ประกอบกับลิ้นที่ยังทำงานไม่ค่อยประสานกันนัก เสียงที่เปล่งออกมาจึงไม่ใช่ถ้อยคำที่ชัดเจน แต่กลับกลายเป็เสียงอ้อแอ้แบบภาษาเด็กทารกที่ฟังไม่รู้เื่แทน
ทารกน้อยหัวเราะคิกคักอย่างชอบใจ เพื่อแสดงออกว่าตนเองถูกใจตำหนักแห่งนี้มากเพียงใด ราวกับกำลังขอบคุณเขา นางมีตำหนักเป็ของตัวเองแล้ว! เสด็จพ่อช่างดีกับนางเหลือเกิน!
อวิ๋นเป่ยเยี่ยมองปฏิกิริยาของบุตรสาวตัวน้อยด้วยความเบิกบานใจยิ่งนัก อวิ๋นตั๋วตั๋วคือของขวัญล้ำค่าที่สุดที่์ประทานให้เขา และเขาจะคอยทะนุถนอมดูแลนางด้วยหัวใจ เมื่อได้ทอดพระเนตรเห็นรอยยิ้มอันไร้เดียงสาและสดใสของนาง ภายในใจขององค์ฮ่องเต้ก็พลันอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด
หลายวันผ่านไป อวิ๋นตั๋วตั๋วพักอาศัยอยู่ในตำหนักฝูซวงอย่างสุขสบายยิ่งนัก
ห้องเครื่องจะคอยส่งน้ำน้ำแกงเนื้อตุ๋นสดใหม่มาให้ทุกวัน ทั้งยังสับเปลี่ยนหมุนเวียนรสชาติและชนิดของเนื้อสัตว์ไม่ให้ซ้ำซากจำเจ ทางด้านฮองเฮาและจ้าวกงกงก็มักจะสั่งให้คนนำดอกไม้สดที่เพิ่งส่งเข้าวังมามอบให้ทุกบ่าย โดยอาเซียงจะคอยเด็ดดอกไม้เ่าั้เพื่อให้นางได้ลิ้มรสน้ำหวานจากเกสร ส่วนเหล่าพระเชษฐาก็ยังคงแวะเวียนมาเล่านิทานและกล่อมนางเข้านอนอยู่เป็ประจำไม่ขาด
ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนสงบงดงามและเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่น ทว่าในส่วนลึกสุดของพระราชวัง ที่มุมมืดที่แสงแดดส่องไม่ถึง กลับมีตาข่ายผืนใหญ่ที่กำลังถูกกางออกอย่างช้า ๆ
วันนี้เป็วันที่ฟ้าโปร่ง อากาศโปร่งสบาย อวิ๋นตั๋วตั๋วนอนเหยียดยาวอยู่บนแท่นบรรทม นางแบฝ่ามือออก น้ำลายย้อยมุมปากพลางส่งยิ้มหวานให้อาเซียง แววตานั้นแฝงไปด้วยความหมายเชิงออดอ้อน นิ้วมือป้อม ๆ สั้น ๆ พยายามออกแรงคว้าแขนเสื้อของนางกำนัลสาวแล้วเขย่าไปมาอย่างออดอ้อน นางอยากออกไปดูโลกกว้างข้างนอกบ้างแล้ว
เมื่ออาเซียงเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง ประกอบกับเสียงร้องอ้อแอ้ที่ดังออกมาจากปากของทารกน้อย นางก็รู้ได้ทันทีว่าองค์หญิงน้อยอยากออกไปข้างนอก
“องค์หญิงน้อย อุดอู้อยู่แต่ในตำหนักจนเบื่อแล้วใช่หรือไม่เพคะ?” อาเซียงใช้นิ้วจิ้มพวงแก้มยุ้ย ๆ ของอวิ๋นตั๋วตั๋วอย่างเบามือ
อวิ๋นตั๋วตั๋วจึงกางแขนออกแล้วโอบรอบคอของอาเซียง เป็สัญญาณบ่งบอกว่าให้นางกำนัลอุ้มตนออกไปข้างนอกที เมื่ออาเซียงเห็นปฏิกิริยาอันแสนน่าเอ็นดูนั้น ก็ยิ้มกว้างก่อนจะค่อย ๆ อุ้มองค์หญิงน้อยขึ้นมา ก้อนแป้งน้อยตัวนุ่มนิ่มเช่นนี้ ช่างน่ารักน่าชังเสียจริง!
“องค์หญิงน้อย วันนี้เป็วันคล้ายวันประสูติของพระสนม ทุก ๆ ปีเมื่อถึงเวลานี้ หม่อมฉันจะจัดงานฉลองวันประสูติถวายแด่พระนางเสมอเพคะ” อาเซียงเอ่ยขึ้นขณะที่อุ้มอวิ๋นตั๋วตั๋วลุกยืน
“แต่บัดนี้ พระนางไม่อยู่แล้ว พระศพถูกฝังไว้อย่างสมพระเกียรติในสุสานหลวง แต่สุสานหลวงนั้นอยู่ไกลจากที่นี่มาก หม่อมฉันจึงไม่สามารถพาองค์หญิงน้อยออกนอกวังไปเยี่ยมพระนางได้เพคะ” อาเซียงถอดถอนใจ
[คุณหนูไม่มีผู้ใดคอยอยู่เคียงข้างเลย จะต้องโดดเดี่ยวสักเพียงใดกัน!]
นั่นสิ ท่านแม่จะต้องโดดเดี่ยวมากแน่ ๆ ! อวิ๋นตั๋วตั๋วเองก็ลอบถอนหายใจอยู่ภายในใจ
“เอาเช่นนี้ดีหรือไม่เพคะ หม่อมฉันจะพาองค์หญิงน้อยไปที่ห้องพระ เพื่อจุดธูปถวายให้แก่พระสนมสักดอก!” อาเซียงมองหน้าอวิ๋นตั๋วตั๋ว ราวกับกำลังถามความเห็นของนาง
ดีสิ ดี!
“อ้อแอ้!”
อวิ๋นตั๋วตั๋วฉีกยิ้มกว้าง ส่งเสียงร้องในลำคอเพื่อแสดงความเห็นด้วย นางพยายามออกแรงพยักหน้า ทว่าศีรษะที่ใหญ่เกินตัวนั้นกลับหนักอึ้ง อาเซียงจึงเห็นเพียงแค่ศีรษะของทารกน้อยขยับขึ้นลงเบา ๆ เท่านั้น
“ดีเพคะ ในวังหลวงไม่มีสถานที่อื่นใดที่พอจะให้จุดธูปได้เลย ถ้าเช่นนั้นหม่อมฉันจะพาองค์หญิงน้อยไปจุดธูปถวายพระสนมที่ห้องพระนะเพคะ!”
อาเซียงนำผ้าห่มผืนหนามาห่อหุ้มร่างกายของอวิ๋นตั๋วตั๋วเอาไว้ พร้อมกับยัดเตาอุ่นมือใบเล็ก ๆ เข้าไปในผ้าห่ม ก่อนจะอุ้มนางเดินมุ่งหน้าไปยังห้องพระ
ที่ตำหนักเฝ่ยชุ่ย
เฉินเฟยกำลังใช้น้ำคั้นสีชมพูที่สกัดจากกลีบดอกไม้มาแต้มทาลงบนเล็บของตนเอง นางยกเล็บที่แต้มสีแล้วขึ้นมาตรงหน้า พินิจพิเคราะห์อย่างละเอียดลออ จากนั้นจึงค่อย ๆ เติมแต่งสีในส่วนที่ยังทาได้ไม่สม่ำเสมอ
“ตำหนักฝูซวง่นี้มีความเคลื่อนไหวอันใดบ้างหรือไม่?” เฉินเฟยเอ่ยถามนางกำนัลที่คอยปรนนิบัติอยู่ข้างกายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแ่เบา
“ทูลพระสนม สายสืบส่งข่าวมาว่าอาเซียงนางกำนัลแห่งตำหนักฝูซวง ได้พาองค์หญิงน้อยไปยังห้องพระแล้วเพคะ” โค่วตาน นางกำนัลคนสนิทข้างกายเฉินเฟยกล่าวรายงาน
“โอ้? ห้องพระหรือ? ไปที่ห้องพระเพื่อการใดกัน?” เฉินเฟยชะงักมือที่กำลังแต้มสีเล็บ นางรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย หากไทเฮายังประทับอยู่ในวัง การไปไหว้พระสวดมนต์ที่ห้องพระย่อมไม่ใช่เื่แปลกอันใด ทว่ายามนี้ไทเฮาไม่ได้ประทับอยู่ในวังหลวง แล้วพวกนางจะไปที่ห้องพระด้วยเหตุใดกัน?
“หม่อมฉันได้ยินมาว่าวันนี้เป็วันคล้ายวันประสูติของพระสนมไป๋ เอ้อ พระสนมเอกเพคะ” โค่วตานกล่าวพร้อมกับพัดวีเบา ๆ สายลมเย็น ๆ จากพัดช่วยเร่งให้น้ำคั้นดอกไม้บนเล็บของเฉินเฟยแห้งเร็วขึ้น
เฉินเฟยพยักหน้ารับ สมองของนางทำงานอย่างรวดเร็วเพื่อขบคิดแผนการเคลื่อนไหวในขั้นต่อไป
องค์หญิงน้อยไปที่ห้องพระ ไทเฮาไม่อยู่ในวัง ส่วนฝ่าายามนี้ก็คงกำลังปรึกษาข้อราชการลับกับเหล่าขุนนางอยู่ องค์หญิงน้อยคือแก้วตาดวงใจของฝ่าา องค์ชายใหญ่อวิ๋นอี้ป๋อ ก็เป็เสี้ยนหนามชิ้นโตที่คอยขัดขวางไม่ให้บุตรชายของนางได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรัชทายาทในตำหนักบูรพา ตอนนี้ดูเหมือนจะมีโอกาสทองในการถอนเสี้ยนหนามทิ้งเสียแล้ว
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เฉินเฟยก็เอ่ยปากถามอย่างเชื่องช้า “องค์ชายใหญ่เลี้ยงสุนัขไว้ตัวหนึ่งใช่หรือไม่?”
“ทูลพระสนม ทรงเลี้ยงสุนัขขนขาวตัวเล็ก ๆ ไว้ตัวหนึ่งเพคะ หม่อมฉันได้ยินมาว่าองค์ชายใหญ่โปรดปรานสุนัขตัวนี้มาก ถึงขั้นเคยโต้เถียงกับฮองเฮาเพราะเื่ของมันมาแล้วด้วยเพคะ” เมื่อโค่วตานรู้ว่าผู้เป็นายมีแผนการในใจ จึงหยุดพัดและตั้งใจฟังคำสั่งอย่างระมัดระวัง
“เช่นนั้นเ้าจงส่งคนลอบอุ้มสุนัขตัวนั้นไปที่ห้องพระเสีย” เฉินเฟยลดเสียงต่ำกระซิบข้างหูโค่วตานที่ค้อมตัวยืนรับฟังอยู่ข้าง ๆ
“ตอนที่อุ้มออกไป จงระวังให้มาก อย่าให้ผู้ใดจับได้ล่ะ รอจนกว่าองค์ชายใหญ่จะพบว่าสุนัขของตนหายไป ค่อยส่งคนแอบไปกระจายข่าวบอกเขาว่า มีคนพบเห็นสุนัขตัวนั้นป้วนเปี้ยนอยู่แถวห้องพระ ให้เขาลองไปหาดู”
“จากนั้นก็ให้คนของเราเตรียมผงพิษเอาไว้ อาศัยจังหวะชุลมุนลอบเข้าไปในห้องพระ แล้ววางผงพิษให้แก่องค์หญิงน้อย”
“หม่อมฉันจดจำไว้แล้วเพคะ” โค่วตานพยักหน้ารับ ทว่าจู่ ๆ นางก็เงยหน้าขึ้นมา มองเฉินเฟยด้วยความสงสัยอยู่บ้าง “พระสนม จะให้เตรียมผงพิษชนิดใดดีเพคะ?”
“หากตำหนักเรามีผงพิษชนิดใด ก็ใช้อันนั้นเถิด” เฉินเฟยยังคงหมกมุ่นอยู่กับการแต้มสีเล็บของตนต่อไป
โค่วตานเงียบไปพักใหญ่ เมื่อเฉินเฟยเห็นว่านางไม่ตอบรับ จึงตวัดสายตามองอย่างไม่พอใจนัก “เป็ใบ้ไปแล้วหรือ? เหตุใดจึงไม่พูดอะไร มัวแต่ยืนทื่ออยู่ตรงนี้ทำไม? รีบไปจัดการสิ!”
“พระสนม หม่อมฉันมีคำถามโง่ ๆ ไม่รู้ว่าควรจะถามดีหรือไม่เพคะ”
“รู้ตัวว่าโง่แล้วยังจะถามอีก?”
“ตำหนักของเราไม่มีผงพิษเลยนะเพคะ” โค่วตานไม่รู้จะสรรหาคำใดมาพูด จึงจำใจต้องกัดฟันกราบทูลไปตามความจริง
“ผงพิษที่ว่านี้ ควรจะไปหามาจากที่ใดดีเพคะ?” โค่วตานขมวดคิ้วแน่น สีหน้าเต็มไปด้วยความลำบากใจ
“นั่นสินะ ั้แ่ข้าเข้าวังมา ก็ได้รับความโปรดปรานจากฝ่าาแต่เพียงผู้เดียว” เฉินเฟยกระจ่างแจ้งในบัดดล จู่ ๆ นางก็นึกขึ้นได้ว่าในตำหนักของตนไม่มีผงพิษอยู่เลยจริง ๆ “ย่อมไม่จำเป็ต้องไปแก่งแย่งชิงดีกับใครในวังหลัง และไม่ต้องเตรียมผงพิษไว้ลอบสังหารพระสนมตำหนักอื่นด้วย”
นางกำนัลคนสนิทอย่างโค่วตานได้แต่มองเฉินเฟยอย่างอึ้ง ๆ ในใจพลางฉงนสงสัย
‘ฝ่าาเพิ่งจะเคยเสด็จมาที่ตำหนักเฝ่ยชุ่ยเพียงสองครั้งเองไม่ใช่หรือ? แล้วกลายเป็ได้รับความโปรดปรานแต่เพียงผู้เดียวไปได้อย่างไรกัน?’
“พระสนมทรงสิริโฉมงดงามถึงเพียงนี้ ย่อมต้องเป็ที่โปรดปรานเหนือใครในหกตำหนักอยู่แล้วเพคะ เพียงแต่ผงพิษที่จะนำมาใช้สังหารองค์หญิงน้อย” โค่วตานไม่รู้จริง ๆ ว่าจะไปหาผงพิษมาจากที่ใด
“จิ๊! นี่เ้าสมองหมูหรืออย่างไร? ตำหนักเราไม่มี แล้วเ้าไม่รู้จักไปขโมยมาจากตำหนักอื่นบ้างหรือ?”