คุยกันสักนิด
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
บทที่ 10
“สหายมาซื้อหรือมาขายของ”
เมื่อได้ยินรหัสผ่านที่ถูกต้องจากคนตรงหน้าแล้ว ตงจี้เฉินก็เอ่ยถามหญิงสาวออกไปอีกครั้ง ซึ่งแน่นอนว่าการมาซื้อของและขายของย่อมแตกต่างกัน เพราะว่านี้ถือได้เป็อีกช่องทางหนึ่งของตลาดมืดแห่งนี้เลยก็ว่าได้
“มาขายของค่ะ ไม่ทราบว่าฉันจะต้องจ่ายเงินกี่หยวนเหรอคะ” ถึงแม้ว่าเมิ่งจือหลันจะทราบจำนวนเงินที่จะต้องจ่ายให้กับชายตรงหน้าแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ต้องเอ่ยปากถามออกไปเหมือนกับคนอื่นๆ
“ถ้ามาขายของจะต้องจ่ายค่าเข้าสิบหยวน แต่ถ้าหาก้าพื้นที่วางขายสินค้าจะต้องจ่ายเพิ่มสิบหยวนเพื่อจับจองสถานที่ แต่ถ้าหากสหาย้าเดินขายของเพียงเท่านั้นก็จ่ายเงินค่าเข้าเพียงแค่สิบหยวนเหมือนเดิม” ตงจี้เฉินอธิบายให้กับหญิงสาวตรงหน้าได้ทราบ นอกจากนี้เขายังไม่ลืมที่จะเอ่ยเตือนอีกฝ่ายเื่ของทหารแดงเช่นเดียวกัน เพราะถึงแม้ว่าตลาดมืดแห่งนี้จะเป็ของผู้เป็อำนาจ แต่ถึงอย่างนั้นทหารแดงเ่าั้ก็มักจะหาช่องทางมาเยือนที่ตลาดมืดแห่งนี้อยู่เสมอ
ซึ่งแน่นอนว่าทุกครั้งที่ทหารแดงเ่าั้มาเยือนที่ตลาดมืดแห่งนี้ ข้าวของก็มักจะได้รับความเสียหายอยู่เป็ประจำ แต่ถึงอย่างนั้นทหารแดงก็ไม่สามารถเก็บข้าวของที่อยู่ภายในตลาดมืดไปได้ พวกเขาเพียงแค่จับกุมตัวประชาชนที่เข้ามาใช้งานตลาดมืดแห่งนี้เพียงเท่านั้น
หลังจากที่เมิ่งจือหลันจ่ายเงินเป็ที่เรียบร้อยแล้ว เธอก็กระชับผ้าที่คลุมศีรษะของเธอให้เข้าที่เข้าทางอีกครั้ง
เมื่อเดินเข้ามาภายในตลาดมืดแล้ว เมิ่งจือหลันก็รับรู้ได้ถึงความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด เพราะบรรยากาศภายในตำบลนั้นมีผู้คนมาจับจ่ายซื้อของเพียงน้อยนิด แต่ภายในตลาดมืดแห่งนี้กับมีผู้คนเดินกันไปมาอย่างขวักไขว่เป็จำนวนมาก ซึ่งแน่นอนว่าเป็โชคดีของเธอเช่นกัน เพราะการที่มีคนเยอะเช่นนี้ ก็จะทำให้ข้าวของที่เธอตระเตรียมมานั้น สามารถขายของได้ง่ายเช่นเดียวกัน
เมิ่งจือหลันเดินดูผู้คนซื้อขายสิ่งของอยู่่ระยะเวลาหนึ่ง เนื่องจากเธอยัง้าทราบถึงราคาที่พวกเขาเ่าั้ขายของเช่นกัน ถึงแม้ว่าเธอจะได้คำนวณราคามาจากที่บ้านแล้วก็ตาม
“สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่าคุณน้า้าเนื้อหมูเท่าไหร่เหรอคะ” หลังจากที่เมิ่งจือหลันได้เห็นท่าทางสิ้นหวังของผู้หญิงที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากเธอสักเท่าไหร่ เมิ่งจือหลันก็รีบเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายในทันที
เฉิงเสวียอี้รู้สึกใขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งที่ดังอยู่ด้านหลังของเธอ ก่อนที่เธอจะยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาลูบอกของตัวเองเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าด้านหน้าของเธอตอนนี้เป็เพียงผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งเท่านั้น
“ใช่แล้วละ ฉัน้าซื้อเนื้อหมูเพื่อไปทำอาหารให้กับสามีของฉัน แต่ว่าเนื้อหมูที่ฉันเจอในตลาดมืดต่างก็ถูกจับจองกันอย่างรวดเร็ว ฉันที่มาช้ากว่าคนอื่นก็เลยได้แต่นึกโทษตัวเองที่มาช้า”
เพราะเมื่อเช้าเธอจะต้องดูแลสามีของเธอก่อน ดังนั้นเฉิงเสวียอี้จึงได้เดินทางมาที่ตลาดมืดแห่งนี้ช้ากว่าที่กำหนดไว้ ดังนั้นเนื้อหมูที่เธอ้าจะซื้อก็เลยถูกจับจองกันไปหมดเรียบร้อยแล้ว ที่เหลืออยู่ก็ดูเหมือนเนื้อจะไม่ค่อยสดใหม่อย่างที่เธอ้า ดังนั้นเฉิงเสวียอี้จึงไม่ได้ซื้อมันมา
“พอดีฉันมีเนื้อหมูอยู่นะคะ ไม่ทราบว่าคุณน้าสนใจไหมคะ”
เมิ่งจือหลันเปิดผ้าที่เธอคลุมเนื้อหมูเอาไว้ให้กับคุณน้าที่อยู่ตรงหน้าได้เห็น ซึ่งแน่นอนว่าเนื้อหมูที่อยู่ในตะกร้าที่เธอถือนี้ เป็เพียงตัวอย่างที่เธอนำมาให้ลูกค้าที่สนใจตรวจสอบดูความสดใหม่ของเนื้อหมูนั่นเอง ส่วนเนื้อหมูที่เธอจะขายนั้น เธอจะนำมันออกมาอีกครั้งเมื่อมีคน้าซื้อมันนั่นเอง
เฉิงเสวียอี้มองดูเนื้อหมูที่อยู่ในตะกร้าด้วยแววตาเป็ประกาย ถ้าหากผู้หญิงคนนี้มีเนื้อหมูที่มีความสดใหม่เหมือนอย่างที่นำมาให้เธอดูในตอนนี้ เธอก็สนใจที่จะสั่งซื้อหลายจินเลยทีเดียว
“เธอขายอยู่ที่จินละกี่หยวนเหรอ ถ้าหากไม่แพงจนเกินไป ฉันก็อยากได้สักสิบจิน”
เนื่องจากเธอจะต้องนำเนื้อหมูเหล่านี้ไปทำอาหารให้คนในครอบครัวของเธอทานแล้วนั้น เฉิงเสวียอี้ยังต้องนำไปทำเนื้อหมูตากแห้งเพื่อให้สามีของเธอนำติดตัวไปทำภารกิจด้วยเช่นกัน ดังนั้นด้วยเนื้อหมูจำนวนนี้คงเพียงพอให้เธอใช้เพียงแค่ไม่กี่วันเท่านั้น
“เนื้อหมูของฉันเป็เนื้อสภาพดี ดังนั้นฉันขายอยู่ที่จินละสิบหยวนค่ะ ไม่ต้องใช้คูปองนะคะ” ถึงแม้ว่าเธอจะขายเนื้อหมูในราคาที่แพงกว่าคนอื่น แต่เมิ่งจือหลันเชื่อว่าเนื้อหมูของเธอจะต้องขายออกเป็เทน้ำเทท่าอย่างแน่นอน เพราะว่าเนื้อหมูของเธอให้ความสดใหม่เหมือนกับพึ่งจะถูกฆ่ามาจากโรงฆ่าสัตว์เลยยังไงอย่างนั้น
ทันทีที่เฉิงเสวียอี้ได้ยินราคาที่อีกฝ่ายบอกมานั้นเธอก็ต้องขมวดคิ้วขึ้นมาเล็กน้อย แต่เมื่อได้เห็นสภาพของเนื้อหมูของอีกฝ่ายแล้วนั้น เธอก็คิดว่าราคาที่อีกฝ่ายบอกมานั้นไม่ได้ถือว่าไม่ได้แพงเลย ดังนั้นเฉิงเสวียอี้จึงพยักหน้าให้กับอีกฝ่าย
“ถ้าอย่างนั้นฉันขอรับเนื้อหมูสิบจินนะคะ”
เมิ่งจือหลันส่งยิ้มให้กับหญิงสาวตรงหน้า “ถ้าอย่างนั้นคุณน้ารอฉันอยู่ตรงนี้สักครู่นะคะ เดี๋ยวฉันจะรีบนำเนื้อหมูมาให้คุณน้าเลยค่ะ”
ทันทีที่เมิ่งจือหลันบอกกล่าวกับอีกฝ่ายเรียบร้อยแล้ว เธอก็รีบเดินตรงไปยังตรอกเล็กๆ ที่เธอเคยสำรวจไว้ก่อนหน้า ซึ่งแน่นอนว่าตรงตรอกแห่งนั้นถือได้ว่าเป็สถานที่เปลี่ยวและไม่มีผู้คนเดินไปเดินมา ดังนั้นจึงเป็สถานที่ที่เมิ่งจือหลันจะใช้ในการดึงข้าวของออกมาขายนั่นเอง
หลังจากที่จัดเตรียมเนื้อหมูออกมาเรียบร้อยแล้ว เมิ่งจือหลันก็ไม่ลืมที่จะหยิบสบู่ก้อนเล็กๆ ออกมาหนึ่งก้อน ซึ่งแน่นอนว่าด้วยลักษณะท่าทางของผู้หญิงคนนั้น ทำให้เธอรับรู้ได้เลยว่าอีกฝ่ายจะต้องไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาๆ อย่างแน่นอน ดังนั้นเมิ่งจือหลันจึงอยากจะใช้โอกาสนี้นำเสนอสบู่ของเธอออกไป เผื่อว่าอีกฝ่ายจะสามารถพาลูกค้าคนอื่นๆ มาหาเธอต่อไป
“ในรถเข็นนี้เป็เนื้อหมูทั้งหมดสิบจินตามที่คุณน้า้าค่ะ ไม่ทราบว่าคุณน้า้าให้ฉันไปส่งที่ไหนดีเหรอคะ”
เมื่อเมิ่งจือหลันเห็นว่าอีกฝ่ายยืนอยู่เพียงลำพัง ดังนั้นด้วยรูปร่างของผู้หญิงตรงหน้าเธอคิดว่าอีกฝ่ายคงจะไม่สามารถนำเนื้อหมูทั้งหมดสิบจินนี้กลับไปด้วยตัวคนเดียวได้อย่างแน่นอน ดังนั้นเธอจึงเอ่ยปากให้ความช่วยเหลือลูกค้าคนแรกของเธอออกไปอย่างเอาใจใส่
เฉิงเสวียอี้โบกมือไปมาเล็กน้อย “ไม่ต้องหรอก อีกเดี๋ยวคนของฉันก็จะมาถึงแล้ว เดี๋ยวฉันให้เขาช่วยฉันขนเนื้อหมูกลับไปเองแหละ”
เนื่องจากก่อนหน้านั้นเธอหาเนื้อหมูที่้าไม่ได้ ดังนั้นเฉิงเสวียอี้จึงได้ให้คนติดตามของเธอออกไปเดินดูบรรดาพ่อค้าแม่ค้าที่อยู่ภายในตลาดมืดแห่งนี้ เผื่อว่าจะมีคนขายสิ่งของที่เธอ้า และเวลาก็ผ่านไปนานแล้ว ดังนั้นอีกไม่นานคนติดตามของเธอคงจะกลับมาในอีกไม่ช้าอย่างแน่นอน ดังนั้นเฉิงเสวียอี้จึงได้ปฏิเสธความหวังดีของผู้หญิงตรงหน้า
“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวฉันยืนรอเป็เพื่อนนะคะ ส่วนนี้เป็สบู่ที่ครอบครัวของฉันทำขึ้นมา ถือว่าเป็ของแถมเล็กๆ น้อยๆ จากฉันแล้วกันนะคะ”
เมิ่งจือหลันยื่นสบู่ก้อนเล็กๆ ที่ถูกห่อด้วยกระดาษไขไปให้กับผู้หญิงตรงหน้า “ถ้าหากคุณน้าใช้แล้วชื่นชอบ สามารถกลับมาเจอกับฉันในตลาดมืดแห่งนี้ได้เลยนะคะ แต่ฉันอาจจะมาวันเว้นวันนะคะ เพราะว่าฉันจะต้องช่วยงานของครอบครัวด้วยเหมือนกัน ดังนั้นก็เลยอาจจะไม่ได้มาที่นี่ทุกวันค่ะ”
เฉิงเสวียอี้เอื้อมมือไปหยิบสบู่ตรงหน้ามาถือไว้ ก่อนที่เธอจะรู้สึกแปลกประหลาดใจเมื่อได้กลิ่นหอมอ่อนๆ มาจากสบู่ที่อยู่ในมือของเธอตอนนี้ ถึงแม้ว่าเธอจะใช้สบู่อยู่เป็ประจำ แต่สบู่ที่เธอใช้ก็เป็เพียงสบู่ธรรมดาที่ไม่มีกลิ่นหอม ดังนั้นในตอนนี้เฉิงเสวียอี้จึงอยากจะกลับบ้านของเธอเสียแล้ว เพราะว่าเธออยากจะกลับไปทดลองใช้สบู่ที่เธอได้รับมาจากผู้หญิงตรงหน้า
“ขอบคุณมากเลย ถ้าหากฉันใช้แล้วชอบ รับรองได้เลยว่าฉันจะกลับมาหาเธอที่นี่อีกครั้งอย่างแน่นอน”
หลังจากที่คนติดตามของอีกฝ่ายมาถึง เมิ่งจือหลันก็ได้โบกมือลาอีกฝ่ายในทันที หลังจากนั้นเธอก็ได้ตระเวนขายของที่เธอจัดเตรียมเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็เนื้อหมู เนื้อไก่ ข้าวสารหรือแม้กระทั่งสบู่ก้อนเล็กๆ เมิ่งจือหลันก็ได้นำไปฝากขายไว้ที่ร้านค้าแห่งหนึ่งในตลาดมืด ซึ่งแน่นอนว่าร้านค้าแห่งนั้นเธอคาดว่าอาจจะเป็ของเ้าของตลาดมืดแห่งนี้ เพราะว่าเธอเห็นบรรดาผู้ดูแลตลาดมืดแห่งนี้ดูเหมือนจะคอยตรวจตราและดูแลดีกว่าร้านค้าแห่งอื่น
ซึ่งแน่นอนว่าเมิ่งจือหลันได้ฝากขายสบู่ไปเพียงแค่ยี่สิบก้อนเท่านั้น เนื่องจากเธอยัง้าดูกระแสการตอบรับของผู้คนเสียก่อน ดังนั้นเมิ่งจือหลันจึงไม่ได้นำมาวางขายเป็จำนวนมาก นอกจากนี้เธอยังวางขายในราคาก้อนละสามหยวน เนื่องจากสบู่ของเธอแตกต่างจากสบู่ที่วางขายอยู่ในตอนนี้
เพราะขนาดสบู่ธรรมดาที่วางขายอยู่ในเวลานี้ยังมีราคาสูงถึงก้อนละหนึ่งหยวน แถมยังมีขนาดก้อนที่เล็กกว่าของเธออีกด้วย ดังนั้นต่อให้สบู่ของเธอเป็ก้อนที่ถูกแบ่งมา แต่ด้วยขนาดที่ใหญ่กว่าและมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ดังนั้นเมิ่งจือหลันจึงได้ฝากร้านค้าแห่งนี้ขายในราคาสามหยวน
ถึงแม้ว่าในตอนแรกเธอ้าจะขายให้กับร้านค้าแห่งนี้ก็ตาม แต่ด้วยความที่พวกเขายังไม่ค่อยเชื่อมั่นสบู่ของเธอสักเท่าไหร่ ดังนั้นจึงได้แต่แบ่งสถานที่ให้เธอวางขายเพียงเท่านั้น โดยเมิ่งจือหลันจะต้องจ่ายค่าวางสินค้าในราคาสิบหยวน ถึงแม้ว่าราคาที่เธอจะต้องจ่ายเพื่อวางสินค้านั้นจะสูงมากกว่าที่คิดเอาไว้
แต่เพราะสัญญาที่ว่าจะไม่บอกกล่าวตัวตนของเธอออกไปให้คนอื่นได้รู้จัก อีกทั้งเธอยังได้สบู่เหล่านี้มาจากร้านค้าในระบบสตรีมด้วยราคาเพียงไม่กี่เหมาเท่านั้น ดังนั้นเมิ่งจือหลันจึงไม่ได้รู้สึกเสียดายสักเท่าไหร่
หลังจากที่จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว เมิ่งจือหลันก็ได้ออกจากตลาดมืดแห่งนี้เพื่อตรงไปยังหมู่บ้านเฟิงหยวน ซึ่งแน่นอนว่านอกจากที่เธอจะไปช่วยครอบครัวฝั่งแม่ของเธอทำงานเหมือนเช่นปกติแล้ว เมิ่งจือหลันยัง้าใช้โอกาสนี้ในการสตรีมเพื่อหาเงินอีกด้วย
เมิ่งจือหลันปั่นจักรยานไปตามทางเหมือนเช่นปกติ ซึ่งแน่นอนว่าระหว่างทางไปหมู่บ้านเฟิงหยวนนั้นเธอได้พบเจอกับรถแทรกเตอร์จากหมู่บ้านต่างๆ ที่กำลังเดินทางเข้าตำบลและบางคันก็เดินทางกลับหมู่บ้านของตัวเอง
นอกจากนี้เมิ่งจือหลันยังได้พบเจอกับบรรดายุวชนที่เดินทางมาที่หมู่บ้านเฟิงหยวนและหมู่บ้านข้างเคียงอีกด้วย แต่ด้วยความที่ไม่ค่อยได้พูดคุยกันและรู้จักกันเป็ส่วนตัว ดังนั้นเมิ่งจือหลันจึงไม่ได้ทักทายยุวชนเ่าั้ออกไป และอีกฝ่ายก็ไม่ได้ทักทายเธอเช่นเดียวกัน
หลังจากที่ปั่นจักรยานมาได้สักพัก ในที่สุดเมิ่งจือหลันก็เดินทางมาถึงหมู่บ้านเฟิงหยวนเป็ที่เรียบร้อย และเนื่องจากวันนี้เป็วันหยุด ทำให้มีชาวบ้านบางคนต่างก็นั่งจับกลุ่มเพื่อพูดคุยกัน ซึ่งแน่นอนว่ารวมไปถึงกลุ่มของกัวซือเยว่ที่จับกลุ่มกันอยู่บริเวณบ้านของครอบครัวกัวเช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ระหว่างทางที่เมิ่งจือหลันปั่นจักรยานไปยังบ้านของครอบครัวลู่ เธอก็ได้ยินเสียงนินทาของชาวบ้านต่างๆ ดังขึ้นมาเป็บางครั้ง ซึ่งแน่นอนว่าด้วยความที่เธอเป็เด็ก ทำให้เมิ่งจือหลันไม่สามารถเข้าไปหาเื่อีกฝ่าย หรือแสดงท่าทางไม่พอใจออกไปได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าเธอจะไม่ทำอะไรเลย เพราะว่าเธอมีคนที่จะช่วยเหลือเธออยู่แล้ว ซึ่งจะเป็ใครไปไม่ได้ นอกเสียจากคุณยายของเธอนั่นเอง
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
พบกันใหม่ในตอนต่อไปนะคะ
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++