"ตกลงค่ะ" ต่งเสี่ยวเสี่ยวไม่ได้คิดอะไรมาก "งั้นพรุ่งนี้เช้าฉันจะขึ้นเขาตอนเที่ยงพี่ก็มารับสมุนไพรนะคะ ฉันจะรอที่ทางเข้าหมู่บ้าน"
"ตกลงตามนั้น!"
ทั้งสองพูดคุยกันอีกไม่กี่คำหวังเต๋อจู้ก็ขอตัวกลับไปก่อน
ต่งเสี่ยวเสี่ยวกลับเข้าบ้านก็เล่าความคิดของตัวเองให้ทุกคนฟังฉินไห่หยางรีบยกมือขึ้นอย่างกระตือรือร้น "งั้นผมจะไปด้วย!คุณสอนผมเรื่องสมุนไพรก็พอ ผมจะไปหาเงินมาช่วยครอบครัวด้วยคน"
แววตาของฉินไห่หยางแน่วแน่มากฉินไห่เยว่เองก็อยากยกมือขึ้นเหมือนกัน
แต่ก็ต้องมีคนคอยดูแลพ่อที่บ้านด้วย
พอเธอเห็นท่าทางลังเลของฉินไห่เยว่ต่งเสี่ยวเสี่ยวก็อดใจไม่ไหว
"ไห่เยว่" ต่งเสี่ยวเสี่ยวลูบแก้มเล็กๆ ของเด็กน้อย "แถวเชิงเขาใกล้ๆก็มีสมุนไพรที่หวังเต๋อจู้บอกเหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องขึ้นเขาหรอก"
"ลูกอยากจะไปด้วยกันไหม?"
พอได้ยินแบบนั้นฉินไห่เยว่ก็ดีใจมากแต่พอนึกถึงพ่อที่ยังนอนเจ็บอยู่บนเตียงก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างจนใจ
"เอาเถอะ" ฉินซู่กับต่งเสี่ยวเสี่ยวต่างก็ดูออก "พวกลูกไปแค่ชั่วโมงสองชั่วโมงเดี๋ยวก็กลับมาแล้วพ่อไม่เป็นอะไรหรอก"
"ไปเดินเล่นหน่อยเถอะแต่ห้ามขึ้นเขานะ" เรื่องงูพิษคราวก่อนยังทำให้ฉินซู่หวาดหวั่นใจอยู่ไม่น้อย
"อืม"
เรื่องนี้จึงตกลงกันอย่างรวดเร็วแต่วันนี้ก็เย็นมากแล้ว ต่งเสี่ยวเสี่ยวจึงไปทำอาหารก่อน
ในบ้านยังมีเนื้อเค็มที่หมักไว้เมื่อไม่นานมานี้ถึงรสชาติจะยังไม่ค่อยเข้าเนื้อเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้แย่อะไร
เธอทำผัดเนื้อเค็มง่ายๆ กับซุปอีกชาม
ทั้งครอบครัวกินข้าวกันด้วยของที่มีอยู่ต่งเสี่ยวเสี่ยวเดินดูรอบสวนหลังบ้าน แล้วเธอก็คิดว่าพวกเขาควรปลูกผักบ้าง
"ปลูกผัก?"
พอได้ยินคำนี้ดวงตาของฉินไห่หยางก็เบิกกว้าง
เขาหันหลังไปบ่นพึมพำ"เมื่อก่อนพ่อก็ปลูกบ้างนะ แต่คุณบอกว่าไม่ได้เรื่องแล้วคุณก็เหยียบผักพวกนั้นจนเละหมด ตอนนี้คุณจะปลูกอีกแล้วเหรอ?"
อ้าว? พูดตามตรงเรื่องนี้ต่งเสี่ยวเสี่ยวเองก็คาดไม่ถึง
จะว่าไปเธอลืมไปเลยว่าเมื่อก่อนเธอเป็นคนแบบนี้
ไม่น่าล่ะ...
"แหะๆ" ต่งเสี่ยวเสี่ยวยิ้มแหยๆ"แม่แค่รู้สึกว่าเมื่อก่อนแม่ทำตัวแย่เกินไปเลยอยากจะปรับปรุงตัวน่ะ"
นอกจากสวนหลังบ้านจะปลูกผักได้แล้วหน้าบ้านพวกเขายังมีแปลงผักอีกแปลง
ต่งเสี่ยวเสี่ยวคิดว่าใช้ประโยชน์จากมันได้ทั้งหมดดังนั้นตอนกลางคืนหลังจากที่ทุกคนเข้านอนแล้ว เธอจึงคิดวางแผน
ฉินซู่มองเธอจุดตะเกียงเธอกำลังเขียนว่าจะซื้อเมล็ดอะไร และจะปลูกผักยังไง
ความรู้สึกอบอุ่นก็แผ่ซ่านไปทั่วหัวใจ
เขาเคยได้ยินจากเพื่อนมาว่าถ้าคนสองคนตั้งใจจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างจริงใจ คอยดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกันชีวิตคู่ก็จะยืนยาว
บางทีเขากับต่งเสี่ยวเสี่ยวก็อาจจะเป็นแบบนั้นได้เหมือนกัน
ยุ่งอยู่เกือบทั้งคืนฉินซู่แกล้งทำเป็นหลับไปแล้ว แต่จริงๆ แล้วเขายังคงรอต่งเสี่ยวเสี่ยวอยู่
พอจดบันทึกเสร็จต่งเสี่ยวเสี่ยวยังจับชีพจรให้ฉินซู่ ตรวจให้แน่ใจว่าร่างกายของเขาเป็นปกติจึงค่อยล้มตัวลงนอน
พอหัวถึงหมอนเธอก็หลับเป็นตายแถมยังหลับสบายมากอีกด้วย
เช้าวันรุ่งขึ้น
ต่งเสี่ยวเสี่ยวตื่นแต่เช้าขุดดินพรวนดินทั้งหน้าบ้านและหลังบ้านจนทั่ว
ตอนไก่ขันเด็กทั้งสองก็ยืนขยี้ตาอย่างงัวเงียอยู่หน้าประตูบ้าน
"แม่เสี่ยวเสี่ยวคะพวกเรารีบขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรดีไหมคะ?" ฉินไห่เยว่เรียกเธอว่าแม่ได้อย่างคล่องปากฉินไห่หยางเดินตามหลังได้แต่อ้าปากค้าง ก่อนจะรีบหุบลง
เขาไม่รู้ว่าจะเรียกยังไงจริงๆ
จะเรียกเธอว่าแม่ก็เรียกไม่ลงถ้าเรียกอย่างอื่นก็ไม่สุภาพ
ฉินไห่หยางรู้สึกกลุ้มใจมาก
โชคดีที่ต่งเสี่ยวเสี่ยวรีบไปทำอาหารหลังจากกินมื้อเช้าเสร็จ พวกเขาก็สะพายตะกร้าขึ้นเขาไม่มีใครสังเกตเห็นอาการลังเลของเขาเลย
ขึ้นเขาไปได้สักระยะพวกเขาก็เริ่มเก็บสมุนไพรแถวๆ นั้น
ตอนแรกเด็กทั้งสองมักจะเก็บพวกหญ้ามา
ต่งเสี่ยวเสี่ยวจึงอธิบายให้พวกเขาฟังและยังใช้วิธีพิเศษสอนให้พวกเขาสังเกตลักษณะเฉพาะของสมุนไพรพวกนั้น
ไม่นานเด็กน้อยทั้งสองก็เก็บสมุนไพรได้คล่องแคล่วขึ้น
สองชั่วโมงผ่านไปแสงแดดสาดส่องไปทั่วทั้งภูเขา ต่งเสี่ยวเสี่ยวจึงรวบแขนเสื้อขึ้นปาดเหงื่อ
"ไปกันเถอะ กลับบ้านกัน"วันนี้พวกเขาเก็บสมุนไพรมาได้ค่อนข้างเยอะทีเดียว
"แม่เสี่ยวเสี่ยวคะตรงนั้นมีกระต่ายน้อยด้วยค่ะ!"
ตอนแรกเด็กน้อยกำลังจะหันหลังกลับไปแล้วแต่พอฉินไห่เยว่หันกลับมาก็เห็นกระต่ายน้อยเธอชี้กระต่ายอย่างตื่นเต้นแล้วร้องออกมา
ต่งเสี่ยวเสี่ยววางตะกร้าลงจากบ่า"พวกลูกรออยู่ตรงนี้นะ"
เธอพูดพลางหยิบหินก้อนข้างๆ มาสองก้อน
เธอเล็งไปที่กระต่ายน้อยและขว้างหินไปก้อนหนึ่งแต่ไม่โดน กระต่ายน้อยจึงวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
ฉินไห่หยางเห็นแบบนั้นก็รีบวิ่งไปข้างหน้าอย่างเร็ว
ต่งเสี่ยวเสี่ยวเห็นว่าตัวเองขว้างไม่โดนก็หยิบหินก้อนที่สองขึ้นมา
เพิ่งจะหยิบหินขึ้นมากระต่ายน้อยก็วิ่งหายลับไปในพริบตา
"เฮ้อ!" ต่งเสี่ยวเสี่ยวถอนหายใจแต่ฉินไห่เยว่กลับตื่นเต้นอยู่ "แม่เสี่ยวเสี่ยวเก่งมากแล้วค่ะ ที่บ้านเราก็ยังมีกระต่ายอยู่นี่คะ?"
พูดยังไม่ทันขาดคำฉินไห่หยางก็เดินมาจากอีกฝั่งหนึ่ง
ในมือยังอุ้มกระต่ายน้อยขนสีขาวราวกับหิมะอยู่ตัวหนึ่ง
เขาเลิกคิ้วอย่างภาคภูมิใจ"การจับกระต่ายก็ต้องใช้มือสิครับคุณขว้างหินแบบนั้นจะไปโดนได้ยังไงกัน?"
"ดูผมสิ ผมเก่งมากใช่ไหม!"ฉินไห่หยางพูดพลางชูนิ้วโป้งขึ้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความภูมิใจ
ต่งเสี่ยวเสี่ยวมองแล้วก็อึ้งไป
ฉินไห่หยางกำลังแสดงความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองออกมาที่จริงแล้วเขากำลังยอมรับเธอได้แล้วใช่ไหม?
ฉินไห่หยางรู้สึกตัวได้ในภายหลังเขาก้าวถอยหลังไปก้าวหนึ่ง กลืนน้ำลายแล้วพูดว่า "ผมไม่ได้..."
ยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไรต่งเสี่ยวเสี่ยวก็ยิ้ม แล้วลูบหัวเขา "ไม่ต้องพูดอะไรหรอกแม่เข้าใจดี พวกผู้ชายน่ะขี้อายจะตาย"
"ผม..." ฉินไห่หยางอ้าปากเขาไม่อยากจะพูดแบบนี้สักหน่อย
แต่ต่งเสี่ยวเสี่ยวก็จับมือฉินไห่เยว่สะพายตะกร้าลงจากเขาไปแล้ว
เขาทำได้แต่อุ้มกระต่ายน้อยส่งเสียงฮึดฮัดแล้วก็ตามลงไป
พอกลับถึงบ้านต่งเสี่ยวเสี่ยวล้างเนื้อตัวให้พวกเขา เธอบอกให้พวกเขาไปวิ่งเล่นก่อนส่วนเธอก็เอาสมุนไพรไปล้างแล้วเอาไปตากให้แห้ง
สมุนไพรบางส่วน เธอตั้งใจจะเอาไปแปรรูป
พอจัดการเรื่องต่างๆ เรียบร้อยแล้วเธอก็ไปทำอาหาร ในตอนบ่ายหวังเต๋อจู้มารับสมุนไพรต่งเสี่ยวเสี่ยวจึงตั้งใจไปที่ตัวตำบลด้วย
หวังเต๋อจู้เอาสมุนไพรไปส่งที่ร้านยาสมุนไพรตามปกติ
ชายชราที่เป็นหมอของร้านยาสมุนไพรปีนี้อายุประมาณเก้าสิบกว่าปีแล้ว แต่ก็ยังเดินเหินคล่องแคล่ว ดูกระปรี้กระเปร่า
ในตำบลนี้ชื่อเสียงของเขาโด่งดังยิ่งกว่าหมอเสิ่นซะอีก
หวังเต๋อจู้เพิ่งจะเอาสมุนไพรเข้าไปก็มีคนเห็นสมุนไพรส่วนของต่งเสี่ยวเสี่ยว
"สมุนไพรนี่จัดการมาอย่างดีเลยแถมตอนขุดก็ระวังมากด้วย รากฝอยก็ยังอยู่ครบ แบบนี้ขายได้ราคาสูงเลยนะ!"
พอมีคนสังเกตเห็นสมุนไพรของเธอคุณหมอเฒ่าก็ออกมาจากข้างใน
พอเขาเห็นสมุนไพรแล้วก็พูดชมไม่ขาดปาก
สมุนไพรแบบนี้ถึงจะนำไปทำยาได้แล้วยังมีประโยชน์มากมายอีกด้วย
"ขอถามอะไรหน่อยนะคะ" ต่งเสี่ยวเสี่ยวตามมาด้วยเหตุผลนี้ เธอจึงพูดขึ้นมา "ถ้าฉันแปรรูปสมุนไพรได้ จะคิดราคาต่างกันไหมคะ?"
การแปรรูปสมุนไพรยุ่งยากกว่าการเก็บสมุนไพรธรรมดาต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์หรือไม่ก็ครึ่งเดือน
แต่ถ้าแปรรูปได้ดีคุณค่าทางการรักษาก็จะสูงขึ้น แถมยังเก็บรักษาได้ดีกว่าเดิมอีกด้วย
พอได้ยินแบบนี้ ชายชราก็ดันแว่นสายตา"เธอทำได้จริงเหรอ?"
"ถ้าทำได้จริงเธอก็แปรรูปมาให้ดูก่อนสักชุด อย่างต่ำก็ขายได้ราคาแปดเหมาต่อหนึ่งจิน [1]"
เชิงอรรถ
[1] 1 จิน เท่ากับ 500 กรัม