“อย่าร้อง..ข้าปลอบสตรีไม่เป็” เขากอดนางในผ้าห่มไว้แนบอกกลิ่นกายสาวลอยเข้าเตะจมูก ภาพสตรีตรงหน้าเปลือยเปล่ายังคงวนเวียนอยู่ในหัวมิยอมจางหาย
“อึ่กๆๆ ฮึ่ก ท่าน..น” ฟางซินยังคงทำใจไม่ได้แต่นางก็ต้องพูดหลังจากมีสตินึกคิดความอ่อนน้อมย่อมเกิดขึ้นเมื่อมองดูแล้วบุรุษตรงหน้าที่มีเคราเขียวครึ้ม เขาต้องมากวัยกว่าแน่ “ฮูหยินของท่าน..อึ่กๆ เป็ผู้ถอดชุดข้าใช่หรือไม่?” นางสะอึกสะอื้น
“ข้ามิมีฮูหยิน” คนโอบกอดยิ้มกริ่ม
“ฮืออ…ฮืออ แล้วผู้ใดถอดชุดของข้า..ฮือออ” ฟางซินที่มิทันคิดว่าเมื่อครู่นางก็เปลือยเปล่าต่อหน้าเขายังคงถามออกมา ‘มิใช่ว่าบุรุษด้านนอกที่เปิดประตูเข้ามานั้นก็ร่วมกันกระทำเื่น่าอายกับนาง' กลั้นก้อนสะอื้นลงคอ
“เป็ข้าคนนี้..ทำทั้งหมด” แม่ทัพหน้าคมดุเป็ผู้สารภาพด้วยตนเอง ‘ทำผิดย่อมต้องยอมรับผิด' ก้มมองกลุ่มผมยาวสลวยของสตรีตัวน้อย “อย่าร้องไห้อีก ข้าไม่ชอบ” เขาลูบหัวของนางแ่เบาราวปลอบโยน
ฟางซินเงยหน้าขึ้นมองสบตากับคนหน้าดุก็ให้เขินอาย ‘นางกำลังนอนกอดกับเขาอยู่รึ?
“เช่นนั้นท่านก็เห็นข้า?..เปลือย” บุรุษผู้นั้นผงกหัว
“เมื่อครู่ตอนทุบตีข้าเ้าก็เปลือย…ข้าเห็นทั้งหมด” คน้ายกยิ้มเมื่อเห็นนางหน้าแดงแววตาสั่นไหว
“ท่าน!!” ตุ่บๆๆ ทุบหน้าอกแข็งนั้นอย่างรุนแรง “รังแกข้า…มองข้า” ตุ่บๆๆ “อ่ะ…อื้ออ”
ท่านแม่ทัพทนต่อกลิ่นกายสาวไม่ไหวกอดรัดคนตัวบางแล้วก้มลงจูบปิดปากสตรีตัวหอมมือใหญ่ประคองท้ายทอยเล็ก จุ๊บ!
“อื้อ..อืมม” ฟางซินผู้ไม่เคยถูกชายใดจับต้องถึงกับเงอะงะ ใ หายใจไม่ทัน ลิ้นร้อนดูดดึงลิ้นนางเกี่ยวรัดจนเจ็บไปหมด ปั่บๆๆ!! มือบางทุบหน้าอกแกร่งไปหลายครั้งเพราะยามนี้นางกำลังจะหมดลม ปั่บๆๆๆ
ทั้งคู่ผละจูบจากกัน มองกันและกันเนิ่นนานมิมีคำพูดใดหลุดออกมาจนฟางซินทนไม่ไหวซุกหน้าลงกับหน้าอกของบุรุษใบหน้าแดงก่ำ
“หากเ้าตีข้าอีกข้าก็จะจูบเ้าอีกดีหรือไม่?” แม่ทัพจางเหวินเป่าเห็นนางส่ายหัว “หึ..” เขายิ้มชอบใจ “เ้าชื่ออะไร?” เสียงเงียบจากสตรีทำให้เขาต้องก้มมอง เห็นนางมีท่าทีลังเลไม่แน่ใจเขาก็พูดต่อ “ข้า..เหวินเป่า ยามนี้สิบเก้าหนาวแล้ว” แม่ทัพใหญ่แห่งชายแดนเป็ผู้เอ่ยชื่อแต่มิได้บอกแซ่
“ข้า…ฟางซิน” ตู้ฟางซินก็ทำเช่นเดียวกัน นางบอกแค่ชื่อและรู้ด้วยว่าเขามิได้บอกแซ่แก่นาง ทำการค้ายังกลัวขาดทุนหากเขาไม่บอกนางจนหมด..เื่อะไรที่นางจะต้องบอก และที่แน่ๆนางเยาว์วัยกว่าเขาถึงสองขวบปี
“ฟางซิน..เ้ามาทำอะไรที่นี่?” แม่ทัพยังคงนอนกอดนาง
“ข้าไปทำธุระที่แคว้นหยิน กลับมาก็ถูกโจรป่าลอบยิงและด้วยข้าเมาเรือจึงพลัดตกน้ำ…” นางเงยหน้าขึ้นมองบุรุษเหวินเป่า “เหตุใดเรามินั่งคุยกันล่ะเ้าคะ”
“อ่อ..ข้าลืมไป” แม่ทัพลุกขึ้นจากเตียง “ข้าจะไปเอาชุดมาให้เ้า” ไม่รอฟังคำนางเขาก็เดินออกไปทันที ในเวลามิถึงชั่วจิบชาก็เดินกลับเข้ามาส่งชุดเสื้อผ้าและ..เอ่อ…ชั้นใน ความอายก่อเกิด
“ท่านซักให้ข้า?” ฟางซินก้มหน้า
“เป็เช่นนั้น รวมทั้งเศษผ้าสองชิ้นเล็กที่ปิด..ส่วนนั้นของเ้า” เหวินเป่ายิ้ม “เปลี่ยนเสียสิ”
“ท่านออกไปก่อนเ้าค่ะ”
“มิเป็ไร เปลี่ยนได้เลยข้าไม่ถือเพราะข้าเห็นหมดแล้ว” แม่ทัพเหวินเป่าแอบหัวเราะกับใบหน้ามืดครึ้มของนาง
“ไม่!!! ท่านออกไปก่อน” เขาหัวเราะในลำคอแล้วเดินออกไปหน้าประตู “เสร็จแล้วก็ออกมาด้านนอก..พูดคุยกัน”
“เ้าค่ะ” ฟางซินรับคำแล้วรีบจัดการตัวเอง พร้อมกับครุ่นคิดถึงความเป็ไปได้ถึงบุรุษผู้ช่วยชีวิตนางและเื่ที่เขาเห็นร่างกายนาง ใบหน้าน่ารักทำท่าเซื่องซึม ‘เขาอยู่ในป่าแต่ข้าอยู่ในเมือง’ แม้ความพึงใจต่อเขาจะมีไม่น้อยเมื่อได้พบเจอกันแต่นางก็ไม่อยากคิดไปไกล เขาเพียงแค่กระทำเพราะไม่เคยพบปะสตรี…ฟางซินจมอยู่ในความคิดร่วมครึ่งเค่อ
นอกกระท่อม
“ท่านแม่ทัพจะกลับเข้ากองทัพยามใดขอรับ” ลิ่วคังถามอยู่หน้ากองไฟที่มีกาน้ำชาตั้งอยู่ ในมือคนทั้งคู่ถือถ้วยชาคนละใบ
“ยังไม่ใช่ในเร็ววันนี้” ที่ตั้งกองทัพตั้งอยู่บนเนินเขาห่างจากที่นี่หลายร้อยลี้ หากใช้เวลาเดินเท้าคงประมาณสองวันแต่ถ้าใช้วิชาตัวเบาคงเพียงแค่ครึ่งวันเท่านั้นและที่นั่นมีรองแม่ทัพลั่วถงคอยดูแลอยู่ ตัวเขาซึ่งเป็แม่ทัพใหญ่มักจะออกลาดตระเวนตามเขตชายแดนอยู่เป็ประจำเพราะความชอบอิสระ ในทุกๆสามวันรองแม่ทัพลั่วถงจะเข้ามารายงานความคืบหน้าของกลุ่มลาดตระเวนกลุ่มอื่นและเื่ราชกิจสำคัญในเมืองหลวงเป็ประจำ บ่อยครั้งที่มีงานเลี้ยง ในวังหลวงส่งเทียบเชิญมาถึงแม่ทัพจางเหวินเป่า ก็มิเคยมีสักครั้งที่เขาจะไปเข้าร่วม
“แล้วแม่นาง?”
“ฟางซิน…ข้าจะรอดูก่อนเผื่อมีผู้ใดมาตามหานาง” เหวินเป่ายกชาขึ้นจิบ “เผื่อสามีนางจะออกมาตามหา” ถึงแม้รสจูบเมื่อครู่จะทำให้เขารู้สึกมั่นใจไปกว่าครึ่งว่านางมิมีสามีแน่เพราะแม้แต่จูบนางยังทำไม่เป็ แต่ก็มิอาจตกลงใจได้หากเขาคิดที่จะรับผิดชอบนางที่ล่วงเกินไปเมื่อครู่แต่ถ้าสุดท้ายแล้วนางมีสามีเขาจะไม่ยอมเป็สามีคนที่สองเป็แน่ เสียงฝีเท้าบางเบาดังมาจากด้านหลังให้เหวินเป่ายกยิ้มอย่างมั่นใจว่านางย่อมได้ยินคำพูดสุดท้ายที่เขากล่าว
“ข้ายังมิมีสามีเ้าค่ะ” นางถือวิสาสะนั่งลงตรงก้อนหินข้างๆเตาไฟ “พวกท่านอย่าได้เข้าใจผิด”
“แล้วแม่นางมาจากแคว้นใด?” ลิ่วคังยังคงถาม
“ข้าเป็แม่ค้าจากแคว้นเ้าเดินทางไปร่ำเรียนในแคว้นหยินและกำลังจะเดินทางกลับแต่ดันมาตกเรือเสียก่อน” ฟางซินก้มหน้าน้ำตาซึม
แม่ทัพใหญ่จางเหวินเป่ายื่นถ้วยชาของเขาส่งไปให้นาง “อย่าร้อง ข้ามิชอบ”
ฟางซินรับถ้วยชาอุ่นๆมาถือไว้ “ขอบคุณเ้าค่ะ..ท่าน.เหวินเป่า” พวงแก้มเนียนซับสีแดงระเรื่อ จะให้นางพูดว่าเหวินเป่าเฉยๆก็ดูมิเหมาะนักให้พูดว่าท่าน..มันก็ถูกแล้ว
แม่ทัพจางยิ้มกริ่มกับคำเรียก ‘ท่านเหวินเป่า’ ฟังแล้วรื่นหูดีแท้ ลิ่วคังหัวเราะหึหึ ยามที่อยู่ร่วมกันท่านแม่ทัพเคยให้ผู้ใดเรียกชื่อกัน ท่านแม่ทัพหันมาถลึงตาใส่นายทหารผู้สอดรู้
“ไปให้ไกลจากหน้าข้าเ้าลิ่วคัง ไปหาเนื้อสัตว์มาย่างด้วย!!!”
“ฮ่าๆๆ ขอรับๆ” ลิ่วคังลุกขึ้นยืนแล้ววางถ้วยชาลงบนก้อนหิน ก่อนจะเดินเข้าป่าไป ด้านหน้ากองไฟเหลือเพียงหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรี
“ฟางซิน” ท่านแม่ทัพเอ่ยเรียกสตรีผู้น่ารักเบาๆ
“เ้าคะ” นางรับคำแต่ยังไม่ยอมเงยหน้า
“ข้ายังจะไม่ไปส่งเ้าที่เมืองหลวงเพราะข้าไม่รู้ว่าหากข้าพาเ้าไปแล้วจะมีคนมาตามหาเ้าหรือไม่ มันอาจจะทำให้คนสองกลุ่มคลาดกันได้”