หนึ่งเดือนผ่านไป
อูหลินเฟิงกับจงิ่ยังคงฝึกด้วยกันทุกวัน อูหลินเฟิงเน้นการฝึกอาณาเขตปราณไร้ธาตุ ส่วนจงิ่เน้นการฝึกจิตสมาธิ นอกจากนั้นก็ยังมีอูหมินจิงที่เมื่อรู้ว่าอูหลินเฟิงฝึกวิชาผ่านการประลองอูหมินจิงจังได้ขอมาฝึกวิชาด้วย
ณ ตอนนี้อูหลินเฟิงกับอูหมินจิงกำลังมองดูจงิ่ที่กำลังปรับลมปราณหลังจากได้เลื่อนขั้นกลายเป็ระดับสี่ขั้นสูง ส่วนอูหลินเฟิงยังคงเป็ระดับสามขั้นต้น อูหมินจิงระดับสี่ขั้นกลางเท่าเดิม
“พี่จงหมิน สามารถเลื่อนขั้นได้แล้ว แต่ว่าก็ยังสู้ข้าที่อายุเพียงสิบสองปี มีระดับต่างจากเขาแค่หนึ่งขั้นไม่ได้ ใช่หรือไม่ท่านพี่” อูหมินจิงหันไปถามพี่ชายของตนพร้อมทำท่าทางเหมือนลูกหมาที่้าโดนชม
“ถ้านับเพียงตอนนี้ก็ใช่ เ้ามีพร์มากกว่าเขา” อูหลินเฟิงตอบพร้อมยกมือลูบหัวน้องชาย
“หมายความว่ายังไงท่านพี่ นับเพียงตอนนี้” อูหมินจิงถามด้วยความสงสัย
“พลังในแต่ละสาย…จะมีพร์ของพลังสายนั้นๆ เช่นพลังสายลมปราณ พร์จะถูกกำหนดโดยระดับเส้นลมปราณ ระดับพร์ลมปราณ มีทั้งหมดห้าระดับ เส้นลมปราณปฐี เส้นลมปราณฟ้า เส้นลมปราณ์ เส้นลมปราณเหนือ์ และ เส้นลมปราณราชันเหนือ์
เส้นลมปราณแต่ละแบบเป็ตัวกำหนดพร์ในการฝึกยุทธ์ของบุคคลนั้นๆ ถ้ามีเส้นลมปราณระดับต่ำก็จะฝึกได้ยุทธ์ได้ช้า ใช้ทรัพยากรมากในการเลื่อนขั้นแต่ระดับ แต่หากพร์ลมปราณสูง การฝึกก็ยิ่งง่ายทรัพยากรที่ใช้ก็จะน้อยลง สามารถเลื่อนขั้นได้ไว
ตัวของเ้ามีเส้นลมปราณ์ ถือพร์ที่หายากในบรรดาตระกูลระดับกลางอย่างพวกเรา แม้แต่ท่านพ่อของเราที่เคยได้ชื่อเป็อัจฉริยะของเมืองในสมัยนั้นยังมีเพียงเส้นลมปราณฟ้าเท่านั้น ตระกูลอูของเราจึงคาดหวังกับเ้าไว้มาก” อูหลินเฟิงอธิบาย
“แล้วพลังจิตกับพลังิญญาของท่านละมีระดับพร์หรือไม่” อูหมินจิงถามกลับ
“ย่อมต้องมี พร์พลังจิตมีห้าขั้นเช่นกัน พร์ระดับจิตปฐี พร์ระดับจิตนภา พร์ระดับจิต์ พร์ระดับจิตเหนือ์ พร์ระดับจิตรังสรรค์ ส่วนพลังิญญามีห้าขั้น คือ ดวงจิติญญาปฐี ดวงจิติญญานภา ดวงจิติญญา์ ดวงจิติญญาเหนือ์ และ ดวงจิติญญาราชันเหนือ์” อูหลินเฟิงอธิบาย
“แล้วท่านมีพร์ระดับไหนเหรอที่ใหญ่” อูหมินจิงถามอีกครั้ง
“แม้ว่าลมปราณของข้าจะสามารถทะลวงได้สามขั้นถามในครั้งเดียว แต่พร์ลมปราณของข้าเป็เพียงปราณฟ้าเท่านั้น พลังจิตของข้าคือพร์ระดับจิต์ ส่วนพลังิญญาในเวลาที่ผ่านมาข้ายังหาวิธีการวัดมันไม่ได้” อูหลินเฟิงอธิบายต่อ
“เช่นนั้นพร์ของพี่จงิ่ละ”
“เ้านั้นมีเส้นลมปราณในระดับที่หายากยิ่งกว่ายาก เ้านั่นมีเส้นลมปราณเหนือ์ เป็เส้นลมปราณที่แม้แต่แดนศักดิ์สิทธิ์ก็หาได้ยากมาก” อูหลินเฟิงตอบ
“จริงหรือท่านพี่ ถ้าเส้นลมปราณของพี่จงิ่เป็เส้นลมปราณเหนือ์จริง เหตุใดเขายังมีระดับเพียงระดับสี่ขั้นสูงละ ท่านพ่อเคยบอกว่าเหล่าผู้เยาว์แดนศักดิ์สิทธิ์นั้นอายุเสียงสิบหกก็เป็จอมยุทธ์ระดับเจ็ดได้แล้ว” อูหมินจิงถามเพราะเขาก็เคยสงสัยในพลังของแดนศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน พอได้รับรู้ความเก่งกาจของ แดนศักดิ์สิทธิ์นั้นที่เพียงผู้เยาว์หนึ่งคนก็เก่งได้เขากับพ่อของเขาแล้ว ทำให้เขาได้รู้ว่าแดนศักดิ์สิทธิ์ยิ่งใหญ่เพียงใด
“นั่นเป็เพราะลมปราณจตุรธาตุของเขานั่นแหละ โดยปกติผู้ฝึกยุทธ์จะมีปราณธาตุเพียงธาตุหนึ่งเท่านั้น หากมีพร์มากหน่อยก็สามารถใช้ได้สองธาตุ หากว่าเป็ธาตุที่ส่งเสริมกัน อย่างเช่นมีเพลิงกับลม ก็สามารถฝึกควบคู่กันไปได้ เพราะธาตุทั้งสองส่งเสริมกัน แต่ว่าหากมีปราณเพลิงและวารี หาก้าฝึกไปพร้อมกัน ความขัดแย้งกันของปราณทั้งสองนั้นจะทำให้ฝึกได้ยากกว่าคนอื่นถึงสี่เท่า
ส่วนจงหมินนั้นมีสี่ธาตุที่ทั้งส่งเสริมและขัดแย้ง การฝึกจะยากกว่าคนอื่นถึงสิบเท่า หากวันไหนเขาสามารถประสานได้สองธาตุระดับของเขาจะก้าวะโครั้งใหญ่ ประสานสามธาตุก็ไกลกว่าเดิม หากประสานได้สี่ธาตุ ต่อให้เป็แดนศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่อาจฝึกได้เร็วเขาอีกแล้ว” อูหลินเฟิงอธิบาย
“โหห เช่นนั้นข้าจะสามารถเก่งได้เท่าเขาหรือไม่” อูหมินจิงถาม
“ย่อมสามารถทำได้ เขามีแนวทางของตน ส่วนเ้าก็จะมีแนวทางของตน ปราณอัสนีม่วงของเราไม่น้อยหน้าใคร…ว่ากันว่าครั้งหนึ่งตระกูลของเราเคยเป็มหาตระกูลระดับสูงมาก่อน แต่ว่าเพราะเหตุบางอย่าง ทำให้เคล็ดวิชาบางอย่างสูญหายออกไปจากตระกูล ทำให้ไม่อาจแสดงอานุภาพของอัสนีม่วงออกมาได้ ข้าเชื่อว่าด้วยพร์ของเ้า จะต้องทำให้ตระกูลของเรากลับสู่ระดับสูงได้อีกครั้ง” อูหลินเฟิงบอก
“ข้าจะไม่ทำให้ท่าน ท่านพ่อ และ คนอื่นผิดหวัง” อูหมินจิงตอบกลับ
“มีความมุ่งมั่นดี แต่ว่าจงจำไว้อย่าได้นำสิ่งเหล่าที่มากดดันจนเองโดยเด็ดขาด ยิ่งเ้ากดดันตนเองมากเท่าไหร่ จิตใจที่โดนกดดันมากเกินไปจะไม่อาจแสดงศักยภาพออกมาได้”
“ข้าจะจำคำท่าน” จงหมินตอบรับ
“พวกเ้า ช่างเป็พี่น้องที่รักใคร่กันดีจริง” จงิ่กล่าวขึ้นพร้อมลืมตาขึ้นมาหลังจากปรับลมปราณเสร็จ
“นับเป็โชคดีของข้าที่มีน้องชายเช่นเขา” อูหลินเฟิงบอก จากนั้นก็ขยี้หัวของอูหมินจิง
“งั้นก็เป็โชคดีของข้า ที่มีพี่เช่นท่าน” อูหมินจิงกล่าวแล้วยิ้มไปด้วย
“แล้วหลังจากนี้ เ้าจะทำอะไรต่อไปเหลือเวลาอีกสองเดือน ก่อนจะถึงงานประลองล่าสัตว์อสูร ระยะทางที่จะใช้เวลาเดินทางจากเมืองล่องเมฆาไปยังเขตเทือกเขาหมื่นอสูรต่อให้ใช้เรือเหาะ ก็ต้องใช้เวลาถึงหนึ่งเดือน เท่ากับว่าเราเหลือเวลาฝึกอีกเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น เวลาหนึ่งเดือนนั้นเราไม่อาจเก่งขึ้นมาก โดยอาศัยการฝึกภายในห้องฝึกเช่นนี้” จงิ่ถาม
“ข้าก็คิดเช่นเดียวกัน ข้าเลยคิดว่าจะเข้าป่าเมฆฝนอีกครั้ง” อูหลินเฟิงบอก
“แต่ว่าคนในตระกูลบอกว่าตอนนี้ในป่าเมฆฝนนั้นวุ่นวายอย่างมาก เพราะวิหคมรณะโดนกำราบลงทำให้สัตว์อสูรระดับหกที่เหลืออีกสองตัวได้แย่งชิงความเป็ใหญ่กัน” อูหมินจิงกล่าวแทรกขึ้น ในตอนที่เกินจากคลุ้มคลั่งของสัตว์อสูรนั้น นอกจากพวกจอมยุทธ์ระดับเจ็ดที่ไปรับมือวิหคมรณะแล้ว ยังมีนักสู้ระดับหกหลายคนที่ได้รับมอบหมาย ให้ไปรับมือกับสัตว์อสูรระดับหกอีกสองตัว คือวัวเขาเหล็กและวานรขนทอง แต่สัตว์อสูรทั้งสองเป็เพียงสัตว์อสูรระดับหกขั้นต่ำเท่านั้น ไม่ได้มีปราณอันตรายอย่างวิหคมรณะ นักสู้ระดับหกของทั้งสองตระกูลจึงสามารถรับมือได้
“เพราะมันอันตรายยังไงละ..เราจึงต้องไปในนั้น เราจึงจะสามารถพัฒนาได้ไวมากกว่าการประลองกันเอง” อูหลินเฟิงอธิบาย
“เช่นนั้นข้าไปด้วยนะพี่ใหญ่” อูหมินจิงขอติดตามไปด้วย
“ย่อมได้”
แต่ว่าในขณะนั้นเองพ่อบ้านกวนก็ได้เข้ามาขัดจังหวะคนทั้งสาม
“มีอะไรหรือ พ่อบ้านกวน” อูหลินเฟิงถาม
“คุณชายรอง คุณหนูใหญ่ตระกูลลี่มาพบท่านขอรับ เห็นว่านางได้ทำอาหารมาให้ท่าน” พ่อบ้านกวนได้เข้ามาขัดจังหวะคน
“ข้าว่าเ้าคงไปกับข้าไม่ได้แล้วละ” อูหลินเฟิงกล่าวแซวน้องชาย
“ห๊ะ”