จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 102 ความจริงของเทพกระบี่ และการแลกเปลี่ยน Re

            “ช่วยเล่ารายละเอียดให้ฟังด้วยครับ” จิ่วลี่กล่าวขึ้น


            “สมาคมการค้าตะวันจันทรามีคติที่ว่าทุกสิ่งล้วนมีมูลค่าไม่ใช่รึไงกัน  จะให้ข้าเล่าเกี่ยวกับตัวเองเพื่อเป็นข้อมูลให้พวกท่านฟรี ๆ มันคงจะไม่ดีละมั้ง” ไป่ฉียักไหล่


            “เอายังไงดี  อี้เซียน” จิ่วลี่หันไปถามผู้อาวุโสลำดับที่ 1


            “เราจะซื้อข้อมูลของท่าน เพราะเราคิดว่ามันรมีประโยชน์” อี้เซียนกล่าว  ทั้ง 2 ฝ่ายลงชื่อในสัญญาเรียบร้อย  เพียงแต่ราคาที่ทางสมาคมการค้าจะจ่าย  ขึ้นอยู่กับการตีค่าข้อมูลของประมุขสมาคมการค้าเป็นหลัก


            “เราเคยอยู่ในโลกชื่อว่าต้าเซียน  เป็นทายาทสายตรงของตระกูลไป๋” ไป่ฉีเล่าถึงตรงนี้  ผู้อาวุโสทุกคนต่างตาเบิกกว้าง


            'มีโลกคู่ขนานกับพวกเราด้วยงั้นรึ' เอ้อซานคุยกับคนอื่น ๆ โดยใช้ปราณสื่อสาร


            'อาจเป็นไปได้  เพราะท่านอวี้กงมีวิชาที่ไม่เหมือนกับพวกเรา' ซื่อหลูกล่าวผ่านปราณ


            “ที่โลกต้าเซียน  ตระกูลไป๋ล่มสลายลงเพราะเจ้ายุทธภพนามต้ากวน  เชื่อคำของพวกโลภมาก  สั่งกวาดล้างตระกูลไป๋จนสิ้นซาก  ส่วนข้าที่ยังเป็นทารก  ถูกช่วยไว้โดยนางเซียนชื่อ ฟางเซียน  กับมารโลกันต์  ชื่อว่า ฟางตง” ไป่ฉีพูด 2 ชื่อนี้ออกมาพร้อมกับดูปฏิกิริยาของผู้อาวุโส  เมื่อเห็นว่าผู้อาวุโสน่าจะรู้จักคนทั้ง 2 ในโลกนี้จึงพยักหน้า


            “ฟางเซียน กับฟางตง  ทั้ง 2 คนนี้มีตัวตนอยู่ในโลกนี้ด้วยสินะ” ไป่ฉียิ้มก่อนจะเริ่มเล่าต่อ


            “ชื่อเดิมของข้าคือ ไป๋หู่  ใช่แล้ว  ไป๋หู่ของตระกูลไป๋ในตอนนี้คือตัวตนคู่ขนานของข้าในโลกนี้  เพียงแต่เขายังเด็กเกินไป” ไป่ฉีกล่าว


            “ที่ว่าเด็กเกินไป  หมายความว่ายังไง  ช่วยลงรายละเอียดให้พวกเราฟังได้รึไม่” ซานไห่ถาม


            “อายุก่อนเราตายคือ 15,429 ปี  ตำแหน่งเจ้ายุทธภพคนปัจจุบันของต้าเซียน  ข้าสิ้นชีพลงจากเหตุเตาหลอมศาตราเทพระเบิดที่หุบเขาเทพอสูร  ทุกสิ่งทุกอย่างราบเป็นหน้ากลอง  คาดว่ามารค้างคาวเบี้ยนฝู๋คงจะหนีกลุ่มที่ตามล่ามันเข้ามาในเขตหุบเขาเทพอสูร  จึงได้รับผลกระทบจากการระเบิด และการบิดเบี้ยวของมิติด้วย  นั่นเป็นคำอธิบายที่ข้าพอจะอธิบายได้  ส่วนสาเหตุที่มารค้างคาวรู้จักกับอาจารย์ของข้า  เพราะว่าตอนเจ้าค้างคาวนี่ยังไม่เก่งกล้ามากนัก  แต่การหลบหนีของมันรวดเร็วมากจนท่านอาจารย์คลาดกับมันทุกครั้ง คงเมื่อประมาณพันปีก่อนท่านจะสิ้นลมล่ะนะ” ไป่ฉีพูดตัวเลขอายุหลักหมื่นราวกับมันเป็นเวลาแค่ปีหรือสองปีได้อย่างหน้าตาเฉย  พวกผู้อาวุโสสมาคมการค้าต่างไม่รู้จะพูดอะไรกับคนตรงหน้านี้ดี  แต่อี้เซียนเหมือนนึกบางอย่างขึ้นมาได้


            “เช่นนั้น โอสถที่ท่านขายให้กับเรา  ท่านก็ปรุงมันด้วยวิธีเดียวกับที่ต้าเซียนใช่รึเปล่า” อี้เซียนถาม


            “การฝึกยุทธ์  การปรุงยา  ระดับชั้นลมปราณของทั้ง 2 โลกล้วนเหมือนกัน  เพียงแต่ตั้งแต่ที่เรามาที่โลกใบนี้  เรายังไม่เจอสมุนไพรลมปราณขั้นสูงเลยแม้แต่ต้นเดียว” ไป่ฉีกล่าว


            “แบบนี้นี่เอง  ว่าแต่ท่านพอจะสอนวิธีปรุงโอสถลมปราณให้สมาคมการค้าของเราได้หรือไม่” ซานไห่ถาม


            “เช่นนั้นนี่คงเป็นเรื่องของธุรกิจ  เอาเป็นว่าเรื่องการปรุงโอสถไว้คุยกันทีหลัง  เราอยากจะบอกพวกท่านว่า  เราไม่แน่ใจว่านอกจากเบี้ยนฝู๋แล้ว  ยังมีคนอื่นอีกหรือไม่  แต่จากที่เราตรวจสอบดูแล้ว  เบี้ยนฝู๋อาศัยอยู่ในร่างของชายหนุ่มคนหนึ่ง  จากการตรวจสอบเราพบว่าสภาวะวิญญาณของทั้ง 2 อยู่ในรูปแบบกำลังรวมกันเป็นหนึ่งเดียว  สาเหตุมาจากชายหนุ่มคนนั้นได้ตายลงแต่วิญญาณยังไม่ทันออกจากร่าง  แล้ววิญญาณของเบี้ยนฝู๋ก็เข้ามาปะทะกับวิญญาณของเขา  ปกติเหตุการณ์แบบนี้จะเป็นไปได้ 2 กรณี  กรณีแรกคือวิญญาณที่เข้ามาใหม่จะทำตัวเหมือนปรสิต  ค่อย ๆ ปกคลุมวิญญาณของเจ้าของร่างเดิม  เมื่อปกคลุมวิญญาณของเจ้าของร่างได้ทั้งหมด  มันจะเป็นคนคุมร่างนั้นแทนทันที  ในกรณีที่ 2 หากเป็นการรวมวิญญาณกัน ซึ่งเป็นกรณีของเบี้ยนฝู๋ตอนนี้  ฝ่ายที่มีวิญญาณแข็งแกร่งจะได้ครอบครองร่าง  เราจึงได้ใช้อักขระลมปราณทำให้วิญญาณของเบี้ยนฝู๋อ่อนแอลง และเสริมความแข็งแกร่งให้กับวิญญาณของชายคนนั้น  หากโชคดีชายคนนัเนจะกลืนกินดวงวิญญาณของเบี้ยนฝู๋จนหมด และยังคงรักษาร่างของตนเอาไว้ได้” ไป่ฉีกล่าว


            “ทำไมท่านถึงไม่ฆ่าเขาซะล่ะ” จิ่วลี่ถาม


            “เพราะเราไม่นิยมฆ่าผู้บริสุทธิ์ที่ไม่มีความผิด  แต่พวกท่านไม่ต้องห่วง  หากเบี้ยนฝู๋ได้คุมร่างนั้น  เราจะเป็นคนสังหารมันทันทีที่มันได้ร่างไป” ไป่ฉีตอบกล่าว


            “พวกเราจะเชื่อท่าน” จิ่วลี่กล่าว


            “แต่เราขอให้ปิดเรื่องที่เรามาจากต้าเซียนเอาไว้  เพื่อไม่ให้ผู้ฝึกยุทธ์ที่มาจากต้าเซียนรู้ถึงตัวตนของเรา  ไม่อย่างนั้นเราจะต้องเจอกับเรื่องยุ่งยากแน่ ๆ” ไป่ฉีกล่าว


            “แล้วท่านอาศัยร่างนี้อยู่เพราะเจ้าของร่างตายและวิญญาณออกจากร่างไปแล้วใช่หรือไม่” อู่ชงถาม


            “ใช่ เจ้าของร่างนี้ถูกซ้อมจนตาย  เขาเป็นลูกคนเดียวและมีพ่อกับแม่ต้องดูแล  ดังนั้นเราจึงตอบแทนบุญคุณโดยการเลี้ยงดูพ่อแม่ของเขาแทน” ไป่ฉีตอบ  เหล่าผู้อาวุโสต่างยิ้มขึ้น  อวี้กงคนนี้ช่างเป็นคนมีคุณธรรมยิ่งนัก


            “เช่นนั้นพวกเราต้องเรียกชื่อท่านยังไงต่อจากนี้” ลิ่วไป๋ถาม


            “เรียกเราว่าอวี้กงเช่นเดิม  หากท่านจะหาคนจากต้าเซียนนั้นไม่ยาก  ให้หาข่าวว่ามีขยะในตระกูลใดอยู่ ๆ ก็เก่งขึ้นแบบก้าวกระโดด หรือผู้ฝึกยุทธ์หน้าใหม่ที่โดดเด่นมากกว่าเหล่าทายาทของตำหนักเทพ  คนเหล่านั้นล้วนมีวิธีบ่มเพาะที่สมบูรณ์จากต้าเซียน  พวกเขาจะก้าวหน้าอย่างรวดเร็วเป็นแน่  เพียงแต่แค่ช่วงระยะไม่เกินปราณราชันย์เท่านั้น  หลังจากนั้นความก้าวหน้าจะช้าลงมาก” ไป่ฉีกล่าว


            “หรือว่าเพราะโอสถเสริมลมปราณ” ปาถูนึกถึงสาเหตุขึ้นมาได้


            “ใช่แล้ว ที่โลกนี้ไม่มีสมุนไพรลมปราณขั้นสูงเลย  สภาวะปราณในโลกนี้ไม่เอื้ออำนวยต่อพวกเขา  ดังนั้นโอกาสที่พวกเขาจะขึ้นถึงขั้นราชันย์ทรราชมีเพียงน้อยนิด  แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้  อีกประการหนึ่งการปรุงโอสถเป็นศาสตร์เฉพาะทาง  พวกเขาไม่มีทางปรุงมันได้ด้วยตนเองเป็นแน่” ไป่ฉีตอบ


            “ถ้าเช่นนั้นเรื่องวิธีปรุงโอสถ  ท่านจะขายให้เราได้หรือไม่” อี้เซียนถาม


            “เราจะขายให้  โดยเงื่อนไข 7 ใน 10 ส่วนของกำไรต้องแบ่งให้เรา” ไป่ฉีตอบ


            “เรื่องนี้ขอเราปรึกษาประมุขก่อน  แล้วจะให้คำตอบท่านในงานประมูลครั้งหน้าที่จะมีขึ้น” อี้เซียนกล่าว


            “ได้” ไป่ฉีกล่าวพร้อมกับเรียกขวดใส่โอสถออกมาขวดหนึ่ง


            “นี่คือ.....” ซานไห่ถาม


            “มันคือโอสถกำเนิดราชันย์  มีเพียง 10 เม็ดเท่านั้น  ด้วยเราหาวัตถุดิบมาปรุงมันได้เพียงน้อยนิดเท่านั้น  คุณสมบัติของมัน  ให้ใช้โดยผู้มีชั้นปราณนภา ขั้น 6 ขึ้นไป  คนเหล่านั้นใช้เพียง 1 เม็ดจะทะลวงสู่ปราณขั้นราชันย์ได้ในเวลาไม่นานหลังจากรับโอสถนี้และทำการทะลวงขั้นลมปราณ  แต่หากใช้โดยผู้ที่มีระดับต่ำกว่านั้น  ก็เตรียมจัดงานศพให้คนผู้นั้นได้เลย” ไป่ฉีอธิบายการใช้โอสถให้เหล่าผู้อาวุโสฟัง


            “โอสถนี้จะทำให้ทุกคนแทบเป็นบ้าแน่ ๆ คราวก่อนโอสถที่ท่านนำมาประมูลก็ถือว่าช่วยการบ่มเพาะได้มากแล้ว  แต่โอสถนี้กลับมีประสิทธิภาพมากกว่าโอสถครั้งก่อนงั้นเหรอ” เอ้อซานพูดขึ้น


            “สาเหตุที่เรานำมันออกประมูล  เพื่อจะสังเกตว่าผู้มาประมูลมีคนจากต้าเซียนด้วยรึเปล่า  พวกเขาต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มันมาเป็นแน่  เพราะโอสถที่โลกนี้สำหรับพวกเขามันถูกมองว่าเป็นขยะ  หากไม่จำเป็นเราเชื่อว่าพวกเขาจะไม่แตะมัน  แน่นอนว่าหลังจากที่พวกท่านประกาศเรื่องนำโอสถนี้เข้าร่วมประมูลครั้งหน้า  พวกเขาต้องพยายามจะมาที่โรงประมูลแน่” เมื่อไป่ฉีบอกถึงวัตถุประสงค์จริง ๆ ของการนำโอสถนี้เข้าประมูล  ผู้อาวุโสทุกคนก็พยักหน้า


            จากนั้นการทำสัญญานำสินค้าเข้าร่วมประมูลก็ถูกดำเนินการเสร็จอย่างรวดเร็ว  ส่วนเรื่องมูลค่าของข้อมูลที่ไป่ฉีให้นั้นทางสมาคมการค้าจะแจ้งค่าตอบแทนให้ในครั้งหน้าที่เขามาติดต่อ


            ไป่ฉีเก็บสัญญาและหายไปจากสมาคมการค้าทันที  ส่วนอี้เซียน ที่เป็นผู้อาวุโสลำดับที่ 1 ได้เดินไปยังห้องของประมุขสมาคมการค้าตะวันจันทรา  เมื่อเขาถึงหน้าห้อง  เขาได้เคาะประตู 3 ครั้งและรอ


            “เข้ามาได้” เสียงหญิงวัยกลางคนพูดขึ้น  อี้เซียนจึงเปิดประตูและเดินเข้าไป


            “ท่านประมุข  อี้เซียนผู้นี้มีเรื่องจะรายงาน” ลจากนั้นอี้เซียนได้บอกถึงข้อมูลและตัวตนที่แท้จริงของอวี้กง(ว่าเป็นคนที่มาจากอีกโลกหนึ่ง)  รวมถึงข้อตกลงในการขายวิธีปรุงโอสถให้กับสมาคมการค้า  ประมุขเงียบไปสักครู่ก่อนจะบอกมูลค่าของข้อมูลที่อวี้กงให้ไว้


            “อวี้กงคนนี้สมกับเป็นเจ้ายุทธภพ  การขายวิธีปรุงโอสถจะสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้กับเขา  นอกจากนี้หากเป็นพวกโง่คงไม่คิดจะยอมตกลงในข้อเสนอนี้แน่” ประมุขยกยิ้มขึ้น


            “กระผมเองคิดว่าข้อเสนอนี้เอาเปรียบเรามาก  ทำไมท่านประมุขถึงยอมตกลงล่ะครับ” อี้เซียนถาม


            “อี้เซียน หนอ อี้เซียน เจ้าเข้าใจความหมายของคำว่า [วิธีปรุงโอสถ] ไหม  ระหว่าง [วิธีปรุงโอสถเสริมลมปราณ] กับ [วิธีปรุงโอสถ] เจ้าคิดว่าแบบไหนคุ้มกว่ากัน” ประมุขถามอี้เซียน  ทางอี้เซียนนิ่งคิดชั่วครู่ก่อนจะดวงตาเบิกกว้าง  เขาเข้าใจแล้ว


            “ท่านประมุขหมายความว่า  ท่านอวี้กงเอาส่วนแบ่ง 7 ใน 10 ส่วนเพราะคิดรวมถึงสูตรโอสถต่าง ๆ ที่เขามีอย่างงั้นหรือครับ” อี้เซียนแทบไม่อยากเชื่อ  คนอย่างอวี้กงทำแบบนี้เพื่ออะไรกัน  อย่าว่าแต่ 7 ส่วนเลย  แม้ 9 ส่วนเขาก็ไม่อาจจะยอมปฏิเสธการทำกำไรก้อนโตขนาดนี้แน่


            “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ใช่แล้ว  ที่เขายื่นข้อเสนอแบบนี้เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีกับพวกเรา  ดูจะใจกว้างเอามาก ๆ  แต่คนผู้นี้ก็ลึกลับเอามาก ๆ เช่นกัน  ในข้อมูลเขาไม่ได้บอกว่าชื่อจริงของเขาในโลกนี้ชื่ออะไร  มารค้างคาวเบี้ยนฝู๋อยู่ในร่างใคร  นับว่าเขาฉลาดมากจริง ๆ  เอาเป็นว่าฉันอนุมัติข้อเสนอของอวี้กง  นอกจากนี้จ่ายค่าตอบแทนเรื่องข้อมูลให้เขาตามที่ฉันบอกไปด้วย  พร้อมกับจับตาดูว่าช่วงนี้มีใครที่ฝีมือรุดหน้าผิดปกติบ้าง  แล้วดำเนินการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนเหล่านั้นด้วย” ประมุขสมาคมการค้ากล่าว  อี้เซียนพยักหน้ารับทราบ  ก่อนจะคำนับและออกจากห้องไป  ส่วนหญิงวัยกลางคนเดินไปที่หน้าต่าง  เธอมองออกไปนอกหน้าต่างที่เต็มไปด้วยแสงไฟราวกับดวงดาว


            “ตัวเราเองติดอยู่ที่ปราณจักรพรรดิขั้น 10  ตอนนี้อายุเราก็ปาไป 7 ร้อยกว่าปี  หากตามบันทึก  ตัวเรากำลังจะสิ้นอายุขัยในไม่ช้า  คงราว ๆ 40 ปีหลังจากนี้ละมั้ง  หากว่าอวี้กงไว้ใจได้  เราจะลองสอบถามถึงวิธีทะลวงสู่ปราณชั้นราชันย์ทรราชจากเขาดูดีไหมนะ” สายตาของหญิงวัยกลางคนวาวโรจขึ้นราวกับเธอได้ตัดสินใจอะไรบางอย่าง


            ทางด้านไป่ฉีหลังออกมาจากสมาคมการค้าตะวันจันทราแล้ว  เขาก็มายังถ้ำฝึกฝนของเฟิงเทียน  สิ่งที่เขาเห็นคือหุ่นฝึกนั้นพังยับเยิน


            'จับเคล็ดกระบวนท่าได้แล้วสินะ  พรสวรรค์คงพอ ๆ กับข้าสมัยยังเป็นเด็ก  ถ้าจี๋หลินเวิ่นเทียนไม่ตั้งเฟิงเทียนเป็นทายาทที่จะขึ้นครองตำแหน่ง  ก็นับว่าตาบอดแล้ว' ไป่ฉีคิด


            “ท่านอาจารย์” เฟิงเทียนที่เห็นอวี้กง  ก็วิ่งเข้ามาหา  พร้อมกับทำความเคารพ  ส่วนแม่ของเฟิงเทียนเดินมาและคำนับเขาเช่นกัน


            “การฝึกก้าวหน้าขึ้นมาก  มีอะไรติดขัดรึไม่” ไป่ฉีถาม


            “ผมยังไม่ผ่านการฝึกจัดสรรค์พลังเลยครับ  นอกนั้นผลการฝึกก็เป็นที่น่าพอใจครับ” เฟิงเทียนรายงานให้อาจารย์ของเขาฟัง


            “อืม ยังไงก็แล้วแต่  ช่วยเราอีกสักเรื่องได้หรือไม่” ไป่ฉีถาม


            “ได้ครับ  อาจารย์สั่งมาได้เลย” เฟิงเทียนตอบ


            “คอยสังเกตคนในตระกูลเจ้า  ว่ามีใครที่แข็งแกร่งขึ้นแบบก้าวกระโดดบ้าง  แค่รายงานให้เรารู้ก็พอ” ไป่ฉีกล่าว


            “ผมจะไม่ถามเหตุผลหรอกนะครับ  แต่ท่านเป็นคนมีคุณธรรม  ดังนั้นผมจะรายงานท่านอย่างตรงไปตรงมาครับ” เฟิงเทียนกล่าว


            “ปราณของเจ้าขยับขึ้นมาถึงชั้นปฐพีแล้ว  เหลือเวลาฝึกอีกไม่กี่วัน  จงเก็บเกี่ยวให้ได้มากที่สุด  เพราะหลังจากนี้เราจะไม่ได้มาหาเจ้าสักพัก  ส่วนห้องฝึกนี้เจ้าสามารถเข้าใช้มันได้โดยการเปิดตู้เสื้อผ้าในห้องของเจ้า  หลังจากกลับไป” ไป่ฉีกล่าว


            “ท่านอาจารย์  เรื่องเบี้ยนฝู๋  ท่านจัดการเรียบร้อยแล้วหรือครับ” เฟิงเทียนถาม


            “ได้ระดับหนึ่ง  มันคงไม่ออกมาสักระยะ  เจ้าวางใจเถอะ  เราคอยจับตาดูร่างของมันอยู่” ไป่ฉีคิดว่าเฟิงเทียนคงได้ยินเรื่องนี้มาจากตระกูลผ่านทางสมาร์ทโฟน


            “ครับ  งั้นผมขอฝึกต่อนะครับ” เฟิงเทียนกล่าว


            “ตามสบายเถอะ  วันนี้เราเหนื่อยมาก  หากไม่มีอะไรจะถามเราแล้ว  เราไปก่อน” ไป่ฉีหายออกไปจากห้องฝึกของเฟิงเทียนทันที


            “หลังกลับไปมีเวลาอีก 1 เดือน  การประลองภายในของตำหนักก็จะเริ่มขึ้นแล้ว  ผมต้องเอาชนะเส้าเทียนให้ได้” เฟิงเทียนพูดกับแม่ของเขา  ก่อนจะเข้าไปฝึกจัดสรรค์พลังในมิติฝึกฝนต่อ


            ทางด้านไป่ฉี

            เขาเปิดประตูมิติกลับมาที่ห้อง  ทำความสะอาดร่างกาย  ก่อนจะล้มตัวลงนอนข้าง ๆ เมิ่งชิงชิงด้วยความเหนื่อยล้า และหลับไป


    คล้ายกับเรื่องจอมยุทธ์ซุปตาร์ ที่คุณอ่าน