หนิงมู่ฉือมองชายชราที่นั่งอยู่ด้านข้าง ทันใดนั้นนางรู้สึกเกร็ง จู่ๆก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดคำใดออกไปดี สองมือประคองถ้วยชาความร้อนที่มาจากถ้วยชาพุ่งเข้าสู่หัวใจ ทำให้หัวใจหนิงมู่ฉือรู้สึกอบอุ่นยิ่งนัก
เฉินเกอกอดดาบนั่งอยู่ด้านข้างหนิงมู่ฉือและต่อมาไม่นานก็ผล็อยหลับไปด้วยความเหนื่อยล้า ความที่รีบเดินทางจึงไม่ได้พักผ่อนเมื่อได้นั่งนิ่งๆ จึงถูกความง่วงเข้าจู่โจม
น้ำตาหนิงมู่ฉือที่เคยไหลอาบแก้มแห้งไปในที่สุด หากยังคงทิ้งคราบไว้บนใบหน้าชายชราซึ่งนั่งอยู่ด้านข้างอ่านจดหมายของมารดานางครั้งแล้วครั้งเล่าบรรยากาศเงียบกริบถึงขั้นที่ว่าหากเข็มตกลงบนพื้นก็ยังได้ยิน
ผ่านไปครู่ใหญ่ ชายชราถึงเอ่ยออกมา “นางหนูหิวแล้วใช่หรือไม่ เดี๋ยวตาให้พ่อบ้านไปทำอาหารมาให้เจ้านะ”
หนิงมู่ฉือพยักหน้าก่อนจะวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ จากนั้นลุกขึ้นยืนเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าชายชรา ก้มหน้าเอ่ยถามในสิ่งที่ตัวเองสงสัยออกมา “ท่านตา ที่ข้ามาเพราะเรื่องของท่านแม่…”
ท่านตาถอนหายใจ ใช้มือเหี่ยวย่นพับเก็บจดหมายที่เริ่มมีรอยยับ ก่อนจะใช้มือเช็ดน้ำตาที่ไหลออกมาจากนั้นยื่นมือไปจับมือของหนิงมู่ฉือ แล้วหยิบเอาหยกรูปผีเสื้อออกมาวางไว้บนมือ “นางหนู หยกนี้เป็นหยกที่ยายให้แม่ของเจ้าเอาไว้ ปัจจุบันมันอยู่ในมือเจ้าเช่นนั้นเจ้าก็ต้องเก็บรักษามันเอาไว้ให้ดี เรื่องของพ่อเจ้า ตาเองก็รู้และตาก็รู้ดีว่าพ่อเจ้าไม่ใช่ขุนนางที่จะละเลยการปฏิบัติหน้าที่อย่างแน่นอน”
อาจเป็นเพราะต้องอยู่ลำพังมานานต้องคิดเรื่องทวงคืนความยุติธรรมให้สกุลอยู่คนเดียว รอบข้างไม่มีญาติหรือมิตรสหายครั้นได้ยินประโยคนี้น้ำตาแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจที่หนิงมู่ฉือสะกดกลั้นเอาไว้พลันทะลักออกมา
นางพยักหน้าขณะยกมือเช็ดน้ำตา “ท่านตาที่ข้ามาที่นี่ก็เพราะต้องการมาสืบเบาะแสเรื่องของท่านพ่อ”
ทว่ากลับคาดไม่ถึงว่า ท่านตาจะปล่อยมือนาง ลุกขึ้นยืนแล้วหันหลังให้ “นางหนู ความแค้นบางเรื่องเจ้าลืมมันไปเสียเถิด ตาสูญเสียแม่เจ้าไปแล้วไม่ง่ายเลยกว่าจะได้เจอเจ้า ตาอยากให้เจ้าอยู่กับตา เจ้าเป็นสตรีไม่จำเป็นต้องไปลำบากถึงเพียงนั้น”
“ใช่แล้วคุณหนู ในเมื่อมาที่นี่แล้วก็อย่าไปที่ใดอีกเลยนะขอรับ” พ่อบ้านเติมถ่านให้ไฟลุกโชนแรงอีกคราขณะเอ่ย
นางรู้สึกสงสัยยิ่งนัก นิ่งไปชั่วครู่ มองถ่านที่มีไฟลุกไหม้ ความร้อนทำให้นางเหงื่อซึมไปทั้งตัว
หลังจากพ่อบ้านเติมถ่านเสร็จเรียบร้อย หันมามองนางพร้อมรอยยิ้ม “คุณหนู ร่างกายของนายท่านไม่ค่อยแข็งแรง ความจำมักเลอะเลือนท่านอยู่ที่นี่ อยู่เป็นเพื่อนนายท่านเถอะนะขอรับ ถึงอย่างไรนายท่านก็…เอ่อ”
ชายชราถลึงตาใส่พ่อบ้าน พ่อบ้านเห็นเช่นนั้นเงียบไม่พูดคำใดออกมาอีกก่อนจะเดินนำขี้เถ้าออกไปทิ้ง
ชายชราไอออกมา เมื่อหันมามองหนิงมู่ฉือก็ยิ้มบางๆ พร้อมทั้งโบกไม้โบกมือ “นางหนู ตาไม่เป็นไร กินข้าวกันเถอะ”
หลิงชียกอาหารที่ทำเสร็จเรียบร้อยแล้วเข้ามาวางบนโต๊ะหนิงมู่ฉือได้กลิ่นอาหารเหล่านี้รู้สึกซาบซึ้งตรึงใจ นี่คือกลิ่นหอมของบ้านของครอบครัว
นางดึงเฉินเกอให้นั่งลง หยิบตะเกียบคีบอาหารหนึ่งอย่างเข้าปากรสชาติระเบิดอยู่ในปาก นางหลับตาดื่มด่ำกับรสชาติของมัน
พ่อบ้านคีบอาหารใส่ถ้วยของหนิงมู่ฉือ เห็นหนิงมู่ฉือดูผ่ายผอมก็รู้สึกปวดใจ“คุณหนู ทานเยอะๆ นะขอรับ ท่านผอมเกินไปแล้ว”
ท่านตาไม่พูดแม้แต่คำเดียว ยกจอกดื่มสุราท่าเดียว ไม่นานสุราก็หมดไห อาจเป็นเพราะฤทธิ์ของสุรา ใบหน้าจึงแดงก่ำทั้งไม่ทันระวังจึงสำลัก ไอออกมา
หนิงมู่ฉือเห็นเช่นนั้น วางตะเกียบลงบนโต๊ะ มองท่านตาอย่างเป็นห่วงนางเดินไปหาท่านตาเพื่อจะช่วยลูบหลังให้ ทว่านางกลับหยุดชะงักระหว่างทาง จู่ๆนางก็เกิดกลัวขึ้นมา ไม่รู้ต้องทำอย่างไรดี
พ่อบ้านเดินเข้าไปหาท่านตา ใช้มือลูบหลังอย่างเป็นห่วง “นายท่าน ข้าน้อยรู้ว่าวันนี้ท่านดีใจ แต่ท่านยังคงป่วยอยู่ดื่มสุราให้น้อยหน่อยเถอะขอรับ”
ท่านตาโบกไม้โบกมือเป็นการบอกว่าไม่เป็นไร ทานข้าวได้แค่ไม่กี่คำความง่วงก็เข้ามาจู่โจม ตาแทบจะลืมไม่ขึ้น ใบหน้าแดงก่ำเพราะฤทธิ์สุรา “ข้าง่วงแล้ว ซั่งกวนหลี่ เจ้าอยู่เป็นเพื่อนหนิงมู่ฉือกินข้าวแล้วก็หาที่พักให้นางด้วยข้าไม่ไหวแล้ว ขอตัวกลับห้องก่อน”
พ่อบ้านรับคำก่อนจะสั่งให้หลิงชีพยุงท่านตาเข้าไปนอนพักในห้อง ต่อมาไม่นานก็ได้ยินเสียงลมหายใจอย่างสม่ำเสมอของท่านตาดังลอดออกมา
พ่อบ้านมองจ้องหนิงมู่ฉือทานข้าว ทานเข้าไปคำหนึ่งพ่อบ้านก็ยิ้มออกมาคราหนึ่ง ทำให้หนิงมู่ฉือรู้สึกเขินอายเป็นยิ่งนัก
นางตัดสินใจวางถ้วยข้าวลงแล้วเงยหน้าขึ้น มองหน้าพ่อบ้านอยู่ครู่หนึ่งในใจนางนึกเป็นห่วงท่านตา หากก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มถามอย่างไรน้ำเสียงที่เอ่ยออกมาจึงอึกๆ อักๆ “ท่านตาเป็นอะไรหรือ”
“นับตั้งแต่นายท่านได้ข่าวว่าคุณหนูเสียชีวิตก็เริ่มเลอะเลือนบางทีก็จำอะไรไม่ได้ บางทีก็จำได้ จึงทำให้สกุลซั่งกวนต้องตกต่ำลงเช่นนี้” ซั่งกวนหลี่ถอนหายใจออกมา บนใบหน้ามีน้ำตาที่เช็ดอย่างไรก็ไม่มีวันหมด รู้สึกดีใจยิ่งนักที่หนิงมู่ฉือเป็นห่วงสุขภาพของนายท่านริมฝีปากจึงยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม
ลมหนาวพัดเข้ามาในห้อง นางรู้สึกหนาว เฉกเช่นเดียวกับในใจของนาง ทว่าจู่ๆนางก็ไม่รู้สึกหนาวอีกต่อไป ความอบอุ่นจากเตาไฟในห้องทำให้หน้าของทุกคนมีสีแดงเลือดฝาด
นางไม่คิดเลยว่าหลังจากมาถึงเยี่ยนฉือนางจะได้เจอเหตุการณ์เช่นนี้ในใจรู้สึกปวดร้าวยิ่งนัก นางมองท่านตาที่หลับอยู่ในห้อง สีหน้าพลันเศร้าสลด “อาการป่วยของท่านตาเมื่อไหร่ถึงจะหายหรือ”
ซั่งกวนหลี่ถอนหายใจออกมาอีกครั้ง ก้มหน้าแล้วส่ายหน้าเงยหน้าขึ้นมาอีกครา ดวงตาพลันแดงก่ำ พร้อมกับใช้มือเหี่ยวย่นเช็ดน้ำตาที่ไหลเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือสะอื้นว่า “ท่านหมอบอกว่าอาการป่วยของนายท่านไม่มีทางหายขอรับ”
ก่อนจะยื่นมือมาจับมือนางพลางเอ่ยขอร้อง “คุณหนูท่านมาที่นี่แล้วอย่าไปที่ใดอีกเลยได้หรือไม่ขอรับ อยู่เป็นเพื่อนนายท่าน ไม่แน่ว่าชีวิตของนายท่านอาจจะยืนยาวขึ้นอีกนิดก็เป็นได้”