“พี่แรมคะ พักก่อนค่ะ”
เสียงใสที่ดังขึ้นใกล้ๆทำเอาคนที่กำลังง่วนอยู่กับการตัดแต่งกิ่งต้นไม้ประดับอยู่ในสวนถึงกับสะดุ้ง รีบหันไปมองก็เห็นเด็กสาวผิวขาวสะอาด ใบหน้างามหมดจดในชุดเสื้อแขนสั้นและกางเกงขาสั้นสีชมพูสดใสยืนอยู่ในระยะที่ห่างออกไปไม่ถึงสามเมตร
“ยังไม่ถึงเวลาพักเลยครับ”
เด็กหนุ่มวัยยี่สิบปีในชุดทำงานคนสวนตอบ
“ยังไม่ถึงเวลาก็พักได้ค่ะ ลูกแก้วอนุญาต”
เด็กสาววัยสิบห้าปีมองใบหน้าที่เปื้อนเหงื่อและเสื้อผ้าที่เปื้อนเศษใบไม้ของเขาด้วยความรู้สึกเห็นใจ แต่เธอก็ไม่เคยนึกรังเกียจเขาที่มีฐานะแตกต่างจากเธอโดยสิ้นเชิง
“อย่าเลยครับ เดี๋ยวคุณท่านหรือคุณนายมาเห็นเข้า ท่านจะดุเอา”
“แล้วถ้าพี่แรมขัดใจลูกแก้ว คิดหรือคะว่าจะไม่ถูกดุ”
เด็กสาวทำสีหน้าขึงขัง แสดงความไม่พอใจออกมาให้เห็น
“แต่ว่า...”
เด็กหนุ่มคนสวนลำบากใจ ละทิ้งหน้าที่ก็ถูกตำหนิ ขัดใจลูกสาวเ้านายก็ถูกดุ แล้วนี่เขาควรจะทำไงดี
“ไม่ต้องแต่อะไรทั้งนั้นค่ะ มานี่เลย”
โดยไม่ต้องให้เด็กหนุ่มได้ใช้เวลาคิดนาน เด็กสาวก็คว้าแขนของเขาดึงให้เดินตามไปทันที
“คุณหนูจะพาผมไปไหนครับ”
ถามทั้งๆที่ไม่อาจขัดใจเธอได้
“ไปถึงเดี๋ยวก็รู้เองค่ะ”
เด็กสาวอมยิ้มแก้มป่องด้วยความดีใจเมื่อสามารถบังคับให้เขายอมตามใจได้ และที่ๆเธอพาเขาไปนั้นก็คือศาลานั่งเล่นซึ่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของสวนหน้าบ้านนั้นเอง
“มีอะไรหรือครับ”
เด็กหนุ่มยังถามซ้ำๆด้วยท่าทางงงๆ
“ถามจังเลย ไปนั่งลงค่ะ”
เด็กสาวดันหลังเขาให้ขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ในศาลา ซึ่งเด็กหนุ่มก็ไม่กล้าขัดใจอีกตามเคย ซึ่งพอเขาเข้าไปนั่งแล้วเด็กสาวก็ตามไปนั่งลงยังฝั่งตรงข้าม และบนโต๊ะกลางนั้นเองที่เด็กหนุ่มเห็นมีชุดถาดใส่ถ้วยของหวานแบบกระจุ๋มกระจิ๋มน่ารักวางอยู่
“คืออะไรครับเนี่ย”
มองแล้วก็อดถามไม่ได้
“ขนมหวานไงคะ เขาเรียกว่ารวมมิตร พี่แรมไม่รู้จักเหรอ”
เด็กสาวทำหน้าทะเล้นใส่เขา ทำเอาเด็กหนุ่มยิ้มเขิน เขินเมื่อได้สบตากับเธอในระยะใกล้
“แล้วคุณหนูพาผมมาเพื่อ....”
“พามาทานด้วยกันไงคะ”
“เอ่อ มันจะดีหรือครับคุณหนู”
เด็กหนุ่มหุบยิ้มแล้วกล่าวเสียงเครียด เขามีความเจียมตัวอยู่แล้วรู้ดีว่าการนั่งทานอาหารร่วมโต๊ะกับผู้เป็เ้านายนั้นไม่เป็การสมควรอย่างยิ่ง
“ดีสิคะ เนี่ยเป็ฝีมือของลูกแก้วเองเลยนะคะ”
เด็กสาวยกถ้วยขนมรวมมิตรสีสันสดใสออกจากถาดมาวางตรงหน้าเขา ก่อนจะเปิดกระติกน้ำแข็งใบเล็กแล้วตักน้ำแข็งป่นใส่ถ้วยขนมให้
“คุณหนูครับ ผมกลัวคุณท่านกับคุณผู้หญิงจะดุเอา”
เด็กหนุ่มมีท่าทางกังวลใจอย่างเห็นได้ชัด
“วันนี้คุณพ่อกับคุณแม่ไม่อยู่ค่ะ ออกไปข้างนอก เย็นๆถึงจะกลับ”
เด็กสาวกล่าวด้วยสีหน้าระรื่น ยิ้มแย้มแจ่มใส
“แต่ก็ใช่ว่าท่านจะไม่มีทางรู้”
“ช่างเถอะค่ะเื่นั้น ตอนนี้ทานขนมกันก่อนดีกว่า น้ำแข็งละลายหมดแล้ว”
เด็กสาวใช้ช้อนเล็กๆคนขนมในถ้วยของตัวเองแล้วเริ่มลงมือทานเด็กหนุ่มจึงลงมือทานของตัวเองบ้าง ทั้งๆที่ก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี
“ขนมไม่อร่อยหรือคะ”
ทิพยาดารีบถามเมื่อสังเกตดูเขาหลังตักขนมเข้าปากไปแล้ว
“เปล่าครับ ไม่ใช่อย่างนั้น”
เด็กหนุ่มหลบตา
“แล้วทำไมทำสีหน้าอย่างนั้นละคะ”
“เอ่อ คือ...”
“อ๋อ ลูกแก้วรู้แล้ว พี่แรมกลัวคุณพ่อกับคุณแม่จะรู้ใช่ไหมคะ”
“ใช่ครับ ถ้าท่านรู้ ผมคงโดนเล่นงานอย่างหนัก”
คำพูดของเขาทำให้รอยยิ้มบนริมฝีปากของเด็กสาวเลือนหายไป
“ลูกแก้วก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมพวกผู้ใหญ่ถึงชอบมีความคิดอะไรแปลกๆแบบนั้น ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะแบบไหน เราก็เป็คนเหมือนกัน ขอแค่เป็คนดีแค่นั้นก็พอไม่ได้เหรอ”
“ไว้คุณหนูเป็ผู้ใหญ่มากกว่านี้ คุณหนูก็จะเข้าใจความคิดของพวกผู้ใหญ่เองนั้นแหละครับ”
“ต่อให้ลูกแก้วโตเป็ผู้ใหญ่ ลูกแก้วก็จะไม่มีความคิดอย่างคุณพ่อกับคุณแม่แน่นอนค่ะ”
ใบหน้าอ่อนใสมีแววเคร่งเครียดปรากฏขึ้นมาให้เห็น ทำเอา ศิวดนย์อดที่จะรู้สึกสงสารไม่ได้ เขาจึงเปลี่ยนเื่พูดเพื่อดึงเธอออกมาจากความรู้สึกนั้น
“จะว่าไปแล้ว คุณหนูก็ทำขนมอร่อยนะครับ ทานแล้วชื่นใจหายเหนื่อยหายร้อนเลย”
รอยยิ้มสดใสปรากฏขึ้นที่ริมฝีปากของเด็กสาวอีกครั้ง จากนั้นทั้งสองก็ทานขนมไปพร้อมคุยกันไปด้วยอย่างมีความสุข
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
“จอดก่อนค่ะลุงขจร จอดรับพี่แรมไปด้วย”
เสียงใสใสของเด็กสาววัยสิบหกปีซึ่งอยู่ในชุดนักเรียนชั้นมัธยมปลายที่นั่งอยู่ทางเบาะหลังทำให้ลุงขจรคนขับรถ ซึ่งก็คืออดีตจ่าทหารที่ปลดเกษียรแล้วและเป็คนสนิทของท่านนายพลธัชชัยต้องเหลือบตาไปมองเด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดนักศึกษาที่หอบหนังสือเดินอยู่ข้างทาง เขาจำต้องเทียบรถเก๋งราคาแพงเข้าไปจอดลงใกล้เด็กหนุ่มนั้นอย่างเสียไม่ได้ เพราะคนสั่งคือคุณหนูลูกแก้ว หรือ ทิพยาดาธิดาคนเดียวของท่านนายพลผู้เป็เ้านาย
“ขึ้นมาบนรถสิคะพี่แรม”
เด็กสาวลดกระจกรถลงแล้วชะโงกหน้าออกไปเรียกเด็กหนุ่มที่มีชื่อเล่นว่าแรม และมีวัยแก่กว่าตนอยู่ราวสี่ปีนั้นด้วยรอยยิ้มที่สดใสดั่งแสงตะวันรุ่งในฤดูใบไม้ผลิ