บทที่ 21 เธอมีแผลจากคมมีด
มีผู้ชายคนหนึ่งเดินไปข้างหน้า พลางดึงชายเชื้อของชายคนนั้นไว้ "พี่ครับ ปล่อยเธอไปเถอะ ด้วยตำแหน่งของพี่ไม่ควรไปมีเื่กับเด็กผู้หญิงอย่างเธอหรอก พวกเราไปกันเถอะ"
ความเงียบชวนให้อึดอัดดำเนินต่อไปอีกครู่หนึ่ง ก่อนที่ชายคนนั้นจะคิดได้ "ช่างมันเถอะ! ไปดีกว่าพวกเรา!"
กลุ่มผู้ชายจากไปอย่างรวดเร็ว
ผู้คนที่มามุงดูเห็นพวกผู้ชายจากไปแล้วก็แยกย้ายกันเดินไปซื้อของต่อ หลี่ซิงเหอจัดปกเสื้อไหมพรมสีแดงให้เรียบร้อย เพื่อปิดบังแผลเป็จากคมมีดบนไหล่ของตัวเอง
เธอนั่งยอง ๆ กับพื้น พับแขนเสื้อขึ้น เริ่มเก็บผักที่กระจัดกระจายเมื่อครู่ แล้วนำมาวางไว้ให้เป็ระเบียบเหมือนเดิม แขนของเธอมีรอยแผลเป็หลายแห่ง และรอยช้ำสีม่วงที่ดูเหมือนกำลังจะหายอีกหลายรอย
เธอไม่สนใจรอยแผลเป็ที่โผล่ออกมา พับแขนเสื้อขึ้นแล้วเก็บของอย่างรวดเร็ว
เด็กสาวที่ขายผักคนนี้มีรอยแผลเป็ที่แขน และมีแผลจากคมมีดบนไหล่ แผลจากมีดไม่ใช่เื่เล็ก นี่เธอกำลังถูกนักเลงกลุ่มไหนรังแกอยู่หรือเปล่า? โม่เป่ยเงยหน้ามองสำรวจผู้คนรอบข้าง แต่ไม่พบคนต้องสงสัยที่แอบซุ่มดูอยู่
โม่เป่ยนั่งยอง ๆ ช่วยเก็บผัก พลางถามเสียงเบา "ให้ช่วยไหม?"
หลี่ซิงเหอส่ายหน้า "ไม่เป็ไรค่ะ ขอบคุณมาก ฉันจัดการเองได้"
เมื่อเห็นว่าสีหน้าของเธอเป็ปกติ ดูเหมือนความสงสัยของเขาจะไม่เป็ความจริง ก็ถือว่าดีแล้วที่ไม่มีเื่อะไรเกิดขึ้น เขาจึงเก็บความรู้สึกสงสารเมื่อครู่ไว้ในใจ
พอลุกขึ้นเขาหยิบนามบัตรออกมาจากกระเป๋ากางเกง "ถ้าพรุ่งนี้คุณว่าง มาหาผมตามที่อยู่นี้ ผมสนใจสินค้าของคุณ เราลองมาดูกันว่าจะร่วมมือกันดีไหม… ได้ไหมครับ?"
หลี่ซิงเหอรับแผ่นกระดาษเล็ก ๆ มา สิ่งนี้เรียกว่า ‘นามบัตร’ ที่เพิ่งเริ่มนิยมกันในยุคนี้ ่นี้ผู้คนชอบหยิบนามบัตรออกมาตอนเจอกันครั้งแรกแล้วพูดว่า ‘สวัสดีครับ นี่นามบัตรของผม ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วย’ เธอคุ้น ๆ ว่าเห็นเหตุการณ์นี้มาจากไหน พอนึกได้ก็เป็ตอนดูละครกับแม่เมื่อไม่กี่วันก่อน ไม่คิดว่าตัวเองจะได้รับนามบัตรใบแรกเร็วขนาดนี้
นามบัตรสีขาว ไม่มีลวดลายหรูหรา มีเพียงที่อยู่ ตำแหน่ง และชื่อเขียนไว้อย่างเรียบง่าย
โม่เป่ย ชื่อที่ฟังดูไพเราะดี
โม่เป่ย?
หยางเฉินเคยเล่าให้เธอฟังว่า เขาเป็เ้าของร้านซูเปอร์มาร์เก็ตชื่อดังในเมืองนี้ที่ชื่อ โม่เป่ย ใช่ไหมนะ?
หลี่ซิงเหอมองดูนามบัตรแล้วก็มองชายตรงหน้า เ้าของธุรกิจใหญ่ขนาดนี้จะมาร่วมงานกับเธอทำไมกัน?
เธออดใจไม่ไหวจึงถามออกไป "ทำไมเหรอคะ? คุยตรงนี้ไม่ได้เหรอ?"
โม่เป่ยได้ยินเช่นนั้นจึงตอบอย่างจริงจัง "ผมอยากให้คุณไปขายของในซูเปอร์มาร์เก็ตของผม แน่นอนว่าหลัก ๆ ต้องดูกำลังการผลิตของคุณ" พูดจบเขาก็เสริมอีกประโยคว่า "และความสมัครใจของคุณด้วย…"
"ได้ค่ะ พรุ่งนี้กี่โมง?" หลี่ซิงเหอตอบตกลงอย่างรวดเร็ว การขายของในตลาดกลางคืนไม่ใช่แผนการระยะยาว เธอกำลังมองหาทางออกในอนาคตอยู่พอดี
"สิบโมงเช้า" เขาตอบพลางมองหลี่ซิงเหอที่เก็บนามบัตรของเขาใส่ในช่องซิปกระเป๋าสะพายอย่างตั้งใจ
"ตกลงค่ะ ฉันทราบแล้ว" หลี่ซิงเหอตอบรับ ก่อนจะกลับไปจัดการแผงขายของตัวเองต่อ
แม่ของโม่เป่ย เมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงเดินเข้ามาข้างหน้า เริ่มเลือกไข่และผัก "มาถึงที่ขนาดนี้แล้ว เราซื้อกลับไปสักหน่อยดีกว่า"
หลี่ซิงเหอก้มตัวลงเก็บผักป่าที่ตกอยู่บนพื้นและเปื้อนดินใส่ถุง แล้ววิ่งไปหาคนกวาดถนนที่อยู่ไม่ไกล "ป้าคะ ผักพวกนี้ให้ป้านะคะ มันยังสดใหม่อยู่ แค่เปื้อนฝุ่นนิดหน่อย ถ้าไม่รังเกียจกลับบ้านล้างให้สะอาดก็ทำอาหารได้แล้ว"
โม่เป่ยมองเธอวิ่งไปให้ผัก แล้วรีบวิ่งกลับมา
แม่ของเขาเลือกของเสร็จแล้ว หลี่ซิงเหอรับมาชั่งน้ำหนักอย่างคล่องแคล่ว "ป้าคะ รวมทั้งหมดหกหยวนห้าเหมาค่ะ"
"โอ้ ป้าซื้อตั้งเยอะ อีกอย่างต่อไปลูกชายฉันอาจจะได้ร่วมงานกับเธอด้วย ไม่ลดราคาให้ป้าหน่อยเหรอ?"
หลี่ซิงเหอยิ้มขออภัย แต่ก็พูดอย่างเด็ดขาด "ขอโทษนะคะป้า ลดราคาให้ไม่ได้จริง ๆ "
โม่เป่ยได้ยินแม่ต่อรองราคาก็ยิ้มเล็ก ๆ ออกมา หยิบธนบัตรสิบหยวนยื่นให้หลี่ซิงเหอ แล้วรับของที่ซื้อไป
หลี่ซิงเหอกำลังก้มหน้าล้วงกระเป๋าสะพายเพื่อหยิบเงินทอน "ไม่ต้องทอนครับ เอาไว้เป็ค่ารถมาหาผมพรุ่งนี้แล้วกัน"
เธอได้ยินดังนั้นก็หยุดหาเงินทอนอย่างดีใจ "งั้นขอบคุณนะคะ"
โม่เป่ยเดินจากไปพร้อมแม่ของเขา หญิงสูงวัยบ่นยุกยิกอย่างไม่พอใจ "เด็กสาวคนนี้ขี้งกจังเลย ซื้อของหกหยวนห้าเหมา แค่ห้าเหมายังไม่ยอมลดให้ ทั้ง ๆ ที่ลูกก็ช่วยเธออยู่"
"แม่ครับ ผักที่เธอเพิ่งให้คนงานกวาดถนนไปนั่น ราคาก็ไม่ต่ำกว่าห้าหยวนเลยนะ" เมื่อหญิงสูงวัยคิดตาม แล้วก็พยักหน้าแรง ๆ โดยไม่พูดอะไรอีก
หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายเมื่อครู่ผ่านไป เวลาที่เหลือก็ผ่านไปอย่างสงบ ไม่มีใครมาสร้างปัญหาอีก
เมื่อเธอกลับมาถึงบ้าน เห็นโทรทัศน์ถูกปิดอยู่ ดูเหมือนแม่จะง่วงและเข้านอนไปแล้ว
บนโต๊ะกินข้าวมีจานใบหนึ่ง ในนั้นมีแผ่นแป้งสองแผ่นและแก้วนมมอลต์ที่ชงไว้แล้ว เป็ของว่างที่แม่เตรียมไว้ให้ เธอยืนข้างโต๊ะ กินแผ่นแป้งอย่างรวดเร็ว แล้วดื่มนมมอลต์หวาน ๆ หมดเกลี้ยงภายในคำเดียว พอล้างแก้วและจานเสร็จ เธอก็เดินไปล้างหน้าแปรงฟันเตรียมตัวเข้านอน
ขณะที่เธอกำลังล้างหน้าแปรงฟันนั้น… พลันคิดถึงเหตุการณ์ที่ได้พบกับโม่เป่ยวันนี้ แน่นอนว่าไม่ได้คิดถึงตัวเขา! แต่คิดถึงสิ่งที่เขาพูด เธอครุ่นคิดอย่างหนัก จะทำอย่างไรต่อไป ถ้าไม่ได้ทำงานคนเดียวแล้ว การปกปิดความลับเื่พื้นที่มิติของเธอคงจะยากขึ้นแน่ ๆ
แต่คิดยังไงก็คิดไม่ออก ช่างมันเถอะ! ค่อยว่ากันพรุ่งนี้ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปทีละเื่ ขอแค่มีพื้นที่มิติอยู่ในมือ ปัญหาอื่น ๆ ต้องมีทางแก้แน่นอน!
หลังจากล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ เธอนอนลงบนเตียง เหมือนเช่นทุกครั้ง ก่อนนอนความคิดของเธอล่องลอยไปในพื้นที่มิติ ที่นี่คือดินแดนแห่งการเยียวยาของเธอ
ั้แ่ที่ใช้เวลาอยู่ในพื้นที่มิติมากขึ้น มันก็เกิดการเปลี่ยนแปลงที่อธิบายได้ยาก จากสิ่งของที่ว่างเปล่า ตอนนี้กลับดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความอ่อนโยน หลี่ซิงเหอไม่แน่ใจว่าการอธิบายแบบนี้ถูกต้องหรือไม่
ในพื้นที่มิติตอนนี้มีการแบ่งเขตเลี้ยงสัตว์และเขตปลูกผักอย่างชัดเจน ผักสวนครัวนั้นไม่ได้ปลูกไว้เยอะมาก มีแค่พอให้เธอกับแม่กินเท่านั้น ส่วนผักป่าชนิดอื่น ๆ กำลังเติบโตขึ้นมาอย่างสวยงาม
เธอเคยมีความคิดอยากลองเลี้ยงปลาในพื้นที่มิติ เริ่มต้นโดยการใช้จิตขุดบ่อ แต่ก็ล้มเหลวั้แ่ขั้นแรก… บางทีพื้นที่มิตินี้อาจจะยังไม่ได้มีการพัฒนาถึงขั้นที่จะรองรับสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ หรืออาจจะมีสัตว์แค่สองชนิดนี้ก็ถึงขีดจำกัดแล้ว… แต่ใครจะรู้ล่ะ
เมื่อการเลี้ยงปลาได้ล้มเหลวลง เธอก็ไม่คิดจะยอมแพ้ ยังไงพื้นที่มิตินี้ก็ใช้ได้ไม่มีที่สิ้นสุด ทำให้เธอรู้ที่จะพอ
เมื่อเทียบกับในอดีต มีแค่นี้เธอก็รู้สึกพอใจมากแล้ว
หลังจากอยู่ในพื้นที่มิติเป็เวลานาน หลี่ซิงเหอก็ออกมาข้างนอก ห่มผ้าให้แน่น แล้วหลับตาพร้อมที่จะไปท่องโลกแห่งความฝัน
วันรุ่งขึ้นเธอถูกปลุกด้วยเสียงดังจากห้องนั่งเล่น เธอลุกขึ้นเดินออกจากห้องนอน เห็นแม่กำลังวุ่นวายกดปุ่มปรับระดับเสียงโทรทัศน์ "เอ๊ะ! มันดังจนทำให้ลูกตื่นเหรอ?"
หลี่ซิงเหอยิ้ม เดินไปปรับระดับเสียงให้พอดีกับที่แม่ฟัง "ไม่เป็ไรค่ะ ยังไงก็ถึงเวลาที่ต้องตื่นแล้ว แม่คะ วันนี้หนูนัดคุยธุระกับเ้าของซูเปอร์มาร์เก็ต กลางวันแม่อยู่ดูโทรทัศน์ที่บ้านนะคะ"
"เ้าของซูเปอร์มาร์เก็ตเหรอ?" หวังฟางถามอย่างสงสัย
หลี่ซิงเหอ รีบเปลี่ยนคำพูดทันที "หนูจะออกไปหางานทำ ่เช้าจะไปคุยดูว่าเขาให้เงินเดือนเท่าไหร่"
หวังฟางพยักหน้า ตอนนี้เธอเข้าใจแล้ว
หลี่ซิงเหอทำอาหารเช้าแล้วยกขึ้นโต๊ะ แม่ลูกกินข้าวเช้าด้วยกัน หวังฟางอดไม่ได้ที่จะถามออกมา "ลูกจ๋า… งานอะไรเหรอ? จะเหนื่อยไหม"
"ไม่เหนื่อยค่ะ แค่ช่วยขายของในซูเปอร์มาร์เก็ตน่ะ แม่ไม่ต้องห่วงนะคะ ต่อให้เหนื่อยก็คงไม่เหนื่อยเท่าแต่ก่อนหรอก"
หวังฟางพยักหน้าเห็นด้วย "ต่อไปถ้าลูกไปทำงาน แม่จะทำอาหารเองนะ ตอนนี้มือแม่มีแรงขึ้นแล้ว เมื่อคืนตอนแม่ชงนมมอลต์ให้ลูกดื่มตอนกลับมา แม่ยกกระติกน้ำร้อนได้สบาย ๆ เลยนะ"
หลี่ซิงเหอยิ้มกว้างอย่างมีความสุข คีบขนมปังนึ่งใส่ชามแม่ "ดีแล้วล่ะ แม่ต้องกินของอร่อยเยอะ ๆ นะ อย่ากินแต่โจ๊ก เอ้า นี่ค่ะ กินให้หมดนะ"
หลังจากกินมื้อเช้าจนเต็มอิ่มแล้ว หลี่ซิงเหอก็กลับห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้า
่นี้หลี่ซิงเหอยุ่งกับการซื้อของใช้ในบ้าน ยังไม่ได้ซื้อเสื้อผ้าใหม่ เธอหยิบเสื้อไหมพรมตัวเก่าขึ้นมาดมดู ก็ยังพอใช้ได้ ไม่มีกลิ่นอะไร เลยใส่ชุดเดิมออกไปหาโม่เป่ยตามที่นัดกันไว้