ตอนที่ 18 ทะเบียนบ้าน (4)
ซย่าเสี่ยวฉานมองมาที่ซย่าเสี่ยวหงเงียบๆ เอ่ยว่า “พี่หญิง พวกเขาอยากมาสถานที่ที่มีเงิน ถ้าไม่ให้หนทางทำเงินกับพวกเขาไป ท่านคิดว่าทำไมพวกนั้นถึงยอมให้ไถ่ตัวท่านง่ายๆ ทั้งยังไม่จับตัวข้าเพื่อรีดเอาเงินอีก”
ซย่าเสี่ยวหงได้ยินเช่นนั้นจึงไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก ซย่าเสี่ยวหงมองด้วยสายตาที่เหมือนมีเรื่องอยากจะพูดแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
ซย่าเสี่ยวฉานยิ้ม แล้วจึงพาตัวซย่าเสี่ยวหงเข้าไปในด่านตรวจคนเข้าเมือง
รอที่ด่านได้อยู่ครู่หนึ่งผู้ใหญ่บ้านก็เดินออกมา ยื่นทะเบียนบ้านสตรีหนึ่งเล่มและของเจ้าเด็กทึ่มอีกหนึ่งเล่ม
ซย่าเสี่ยวฉานมองทะเบียนสองเล่มนี้ แล้วทั้งสามก็กล่าวขอบคุณผู้ใหญ่บ้าน อยากจะเชิญเขากินข้าว แต่เขากลับส่ายหัวแล้วเดินออกไป
ทะเบียนบ้านสองเล่มนี้ ของเจ้าเด็กทึ่มนั้นซย่าเสี่ยวฉานเป็นผู้ออกเงินจ่ายไปยี่สิบตำลึง นางไหว้วานให้ผู้ใหญ่บ้านเป็นธุระจัดการ ให้เขามีคนของตัวเองในด่านตรวจ เขาได้ฟังมาจากซย่าเสี่ยวฉานว่าเจ้าเด็กทึ่มน่าสงสารเพียงใดจึงเกิดสงสารขึ้นมา ในเมื่อเรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว และเรื่องนี้ก็สำคัญสำหรับซย่าเสี่ยวหงมาก
เจ้าเด็กทึ่มไร้ญาติขาดมิตร ทั้งยังโง่งม เกิดมามีนิสัยยึดติด เพียงแค่ตนเองสามารถควบคุมเจ้าเด็กผู้นี้ได้ เมื่อถึงเวลา เจ้าเด็กก็จะหลุดพ้นจากการพึ่งพาอิทธิพลของแม่บังเกิดเกล้าและตระกูล
อันที่จริง ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พบกับเจ้าเด็กทึ่ม ชั่วพริบตาที่ว่าเจ้าเด็กทึ่มเดินตามมา ซย่าเสี่ยวฉานก็คิดเอาไว้หมดแล้ว
ซย่าเสี่ยวหงที่อยู่ข้างๆ มองรายชื่อในทะเบียนบ้าน แล้วถามว่า “น้องสาว เหตุใดถึงให้พี่เป็นเจ้าบ้าน”
ซย่าเสี่ยวฉานมองไปที่นาง ตอบว่า “พี่หญิง ขอแค่มีทะเบียนบ้านเล่มนี้ หลังจากนี้ไป ท่านจะได้เป็นผู้ควบคุมชะตาตนเอง จะได้ไม่ถูกท่านพ่อท่านแม่ขายเป็นครั้งที่สอง”
ใบหน้าของซย่าเสี่ยวหงเปล่งประกายออกมาด้วยความยินดี เอ่ยว่า “น้องสาว นับวันเจ้ายิ่งเก่งกาจ ไม่เจอกันเพียงไม่กี่ปี เจ้าก็มีความสามารถถึงเพียงนี้แล้ว”
เมื่อซย่าเสี่ยวฉานเห็นว่าพี่สาวของตนมีความสุขและอารมณ์ดีเป็นอย่างมาก จึงเอ่ยว่า “พี่หญิง ไปกันเถอะ! ข้าจะพาท่านไปกินของอร่อยๆ”
คราวนี้ซย่าเสี่ยวหงพูดขึ้นมาว่า “น้องสาว ไม่จำเป็นต้องไปที่ที่ดีมากนัก พวกเรา...พวกเรากลับไปกินข้าวที่บ้านกันดีหรือไม่”
ซย่าเสี่ยวฉานส่ายหัว พูดว่า “ท่านคิดว่าท่านแม่จะเหลือข้าวให้พวกเราอย่างนั้นหรือ เกรงว่าน้ำข้าวก็ทนไม่ได้ที่จะให้พวกเรากินเกินคำ”
ขณะที่พูดก็พาซย่าเสี่ยวหงและเจ้าเด็กทึ่มมาที่เหลาฟู่กุ้ย
ซย่าเสี่ยวหงเห็นซย่าเสี่ยวฉานเดินเข้าไปในเหลาฟู่กุ้ย จึงรีบดึงนางไว้ “น้องสาว อย่า อย่าเข้าไปเลย ที่นี่…เป็นที่ที่ดีมาก ต้องจ่ายเท่าใดกัน”
ซย่าเสี่ยวฉานกลับเป็นฝ่ายลากนางเดินไปข้างหน้า
เสี่ยวเอ้อร์ที่เหลารู้จักนาง เมื่อได้พบก็รีบออกมาต้อนรับ “แม่นาง มาแล้วหรือ เชิญเข้ามาด้านใน เร็วเข้า”
เมื่อซย่าเสี่ยวฉานพาซย่าเสี่ยวหงมานั่งอย่างระมัดระวังดีแล้ว ก็พูดว่า “สั่งเนื้อผัดหนึ่งที่ เนื้อแกะตุ๋นและเครื่องเคียงหนึ่งที่”
“ขอรับ ขอรับ แม่นางกรุณาคอยสักครู่!”
ซย่าเสี่ยวหงได้ยินน้องสาวสั่งอาหารเช่นนี้ สีหน้าก็เปลี่ยนทันทีและเอ่ยว่า “น้องสาว นี่…ทั้งหมดนี่ต้องจ่ายเท่าใดหรือ”
ซย่าเสี่ยวฉานนึกขึ้นได้ว่าตั้งแต่เล็กจนโต ซย่าเสี่ยวหงไม่เคยได้กินเนื้อมาก่อน กลับไม่รู้ว่าจะต้องทุกข์ใจมามากมายเพียงใด จึงได้แค่เอ่ยอย่างเศร้าๆ “พี่หญิง อย่าเพิ่งสนเรื่องอื่นเลย ตอนนี้กินข้าวกันก่อน”
เจ้าเด็กทึ่มนั่งนิ่งๆ ตามองปริบๆ ไปทางที่เสี่ยวเอ้อร์เดินออกไป
ซย่าเสี่ยวฉานมองเจ้าเด็กทึ่มที่ตัวติดกับนาง ทว่าเวลานี้ยังมีเรื่องน่าห่วงอยู่เล็กน้อย อีกเดี๋ยวข้าจะจัดการกับเจ้าเด็กนี่อย่างไรดี
ขณะที่ซย่าเสี่ยวฉานกำลังเหม่อลอย ไม่นานนัก อาหารที่สั่งไว้ก็มาถึงที่โต๊ะ เนื้อผัดชามนี้นำพริกและเห็ดมาผัดเข้าด้วยกัน เนื้อหั่นเป็นแผ่นบางๆ ติดมันคละเคล้ากัน เห็นแล้วเป็นที่น่าพอใจนัก
ส่วนเนื้อแกะตุ๋นก็นำมันฝรั่งมาผัด ส่งกลิ่นหอมและกลิ่นเผ็ดร้อน ทำให้ผู้พบเห็นต่างก็ละสายตาไปไม่ได้
ผัดผักที่อยู่อีกด้านหนึ่ง มองดูแล้วสีสวยราวกับมรกต อย่าให้ต้องพูดเลยว่าน่ากินเพียงใด
เพียงไม่กี่อึดใจ ซย่าเสี่ยวฉานก็รู้สึกได้ว่าตนเริ่มหิวแล้ว
เห็นซย่าเสี่ยวหงยังนั่งนิ่งๆ มองไปที่อาหารแต่ก็ไม่เอ่ยอะไรออกมา นางจึงพูดด้วยเสียงเบาหวิวว่า “พี่หญิง รีบกินเถอะ”
นางหยิบตะเกียบมาหนึ่งคู่คีบเนื้อหนึ่งชิ้นให้ซย่าเสี่ยวหง
ซย่าเสี่ยวหงก็ได้สติกลับมา คีบเนื้อส่งเข้าปากด้วยความลังเล
หลังจากที่เนื้อเข้าปาก รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความยินดีและโศกเศร้าก็ค่อยๆ กระจายไปทั่วมุมปากของนาง
“นี่คือเนื้องั้นหรือ อร่อยมากจริงๆ!”
ทันทีที่นางกล่าวเช่นนี้ ซย่าเสี่ยวฉานก็หวนนึกถึงชีวิตของพี่สาวที่ทุกข์ทรมานมาทั้งชีวิต หัวใจของนางพลันเจ็บปวดขึ้นมาราวกับถูกฉีกกระชาก