อุบัติการณ์ใหม่ มหันตภัยวันสิ้นโลก

    เป็นนกขมิ้นสักครั้ง

    เสียงตะคอกดังสนั่นราวกับฟ้าผ่ากลางวันแสก ๆ ชายฉกรรจ์ชูกระบองเขี้ยวหมาป่า ใช้กระบวนท่ากดดันเหมือนภูเขาไท่ชานกดอยู่บนศีรษะ ในดวงตาคนชุดดำฉายแววคมกริบ กระบี่ยาวที่เคลื่อนไหวเหมือนงูวิญญาณร่อนรำถูกกลัดให้ตรงในชั่วพริบตาเดียว กระบี่ที่แทงออกมาเชื่องช้าถึงขีดสุด
    แกร๊ง…
    เมื่อกระบองเขี้ยวหมาป่ากับกระบี่ยาวปะทะกัน เสียงระเบิดก็ดังสนั่นหวั่นไหว กระแสลมแรงกระจายไปทั่วทิศ ทุกคนรู้สึกทรมานเหมือนโดนข็มแทงหู กิ่งไม้ในรัศมีห้าเมตรหักกระจายหมด
    กระบองเขี้ยวหมาป่าเด้งสูงขึ้น แต่กระบี่ยาวในมือคนชุดดำกลับหักสองท่อน ชายชุดดำประชิดเข้าหาชายฉกรรจ์กะทันหัน แต่พอสัมผัสโดนก็กระเด็นออกจากกัน ตอนที่ตกลงพื้น ร่างกายก็โซเซยืนไม่ไหว หลิวเวยอันเห็นเขากระอักเลือดสดออกมา ส่วนชายฉกรรจ์ก็ใช้นิ้วกุมคอเอาไว้ แต่กลับห้ามเลือดที่กำลังไหลไม่ได้ เจ้าตัวอ้าปากค้างแต่กลับเปล่งเสียงไม่ออก สายตาดับมืดลงอย่างรวดเร็ว
    เสียงฝีเท้าจำนวนมากดังมาจากจุดลึกในป่า มีคนมาอีกแล้ว แม้หลิวเวยอันจะไม่มีประสบการณ์อะไร แต่กลับเดาออกว่ามีจำนวนคนไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยคนแน่นอน คนชุดดำสีหน้าเปลี่ยนทันที เปล่งเสียงนกร้องประหลาดออกมา คนชุดดำที่เหลืออีกสามคนโบกกระบี่ขู่ บีบให้ศัตรูถอยไป แล้วตัวเองก็เลี้ยวหนี แต่ศัตรูก็ย่อมไม่ยอมอยู่แล้ว ไล่ตามไปทันที
    ทั้งสองฝ่ายเพิ่งพุ่งออกจากป่า ก็มีคนอีกกลุ่มพุ่งเข้ามาอีกแล้ว ดูจากการแต่งตัว คาดว่าคงจะเป็นพวกเดียวกับชายฉกรรจ์ที่ถือกระบองเขี้ยวหมาป่า คนพวกนี้ไม่ชายตาแลศพในป่าแม้แต่ปราดเดียว รีบไล่ตามไปทางเสียงเข่นฆ่าที่กำลังเบาลงเรื่อย ๆ พวกเขาเดินผ่านป่าไป หลิวเวยอันลองนับดูคร่าว ๆ พบว่ามีอย่างน้อยหนึ่งร้อยห้าสิบคน
    คนกลุ่มนี้เพิ่งจะออกไป ก็มีคนอีกกลุ่มโผล่มาอีกแล้ว จำนวนคนค่อนข้างน้อน มีประมาณสามสิบคน กำลังไล่ตามคนข้างหน้าอย่างเงียบเชีบบ ไม่กล่าวอะไรแม้แต่คำเดียว
    ผ่านไปไม่ถึงหนึ่งนาที ก็มีคนอีกกลุ่มโผล่มาอีกแล้ว จำนวนคนประมาณห้าสิบคน แต่งกายเหมือนกันหมด ผ่านการฝึกมาอย่างเข้มงวด การเคลื่อนไหวปราดเปรียว สไตล์คล้ายคนในกองทัพ พวกเขาไม่พูดอะไรเช่นกัน สื่อสารกันผ่านสัญญาณมือ
    หลิวเวยอันหมอบอยู่บนต้นไม้อย่างระมัดระวัง ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจดัง แม้คนพวกนี้จะไม่พูดอะไรสักคำ แต่ออร่าที่แผ่จากร่างกายกลับเหมือนมีด ต่อให้เขาจะอยู่บนต้นไม้ใหญ่ที่สูงสิบกว่าเมตร แต่ก็ยังกลัวจนตัวสั่น เพราะอีกฝ่ายไม่มีใครอ่อนแอสักคน ดูจากลักษณะดุดันของพวกเขาแล้ว ก็จินตนาการได้เลยว่าถ้าโดนจับได้แล้วผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร
    ภายในเวลาครึ่งชั่วโมง มีคนผ่านไปผ่านมาเกือบเจ็ดแปดกลุ่ม กลุ่มที่คนน้อยก็สิบกว่าคน กลุ่มที่คนมากก็หลายร้อยคน ทำอย่างกับป่าโบราณผืนนี้เป็นตลาดขายผัก ในจำนวนนั้นมีคนกลุ่มหนึ่งที่เขารู้จัก นั่นก็คือตระกูลซุน ซุนโส่วอู เพียงแต่เขาไม่กล้าปรากฏตัวเข้าไปทักทาย
    ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ ต่อให้ใช้ก้นคิดก็เดาออก ต้องเกิดเรื่องใหญ่ที่ร้ายแรงขึ้นแล้วแน่นอน ฟังจากสิ่งที่พวกเขาพูดก็พอจะรู้ได้ ว่าคนชุดดำกลุ่มแรกสุดน่าจะชิงของสำคัญอะไรสักอย่างไป ทำให้ทุกคนอิจฉาตาร้อน ส่วนของนั่นจะเป็นของใคร เป็นของอะไร เขาก็ไม่รู้รายละเอียดแล้ว เขานึกขึ้นได้ว่าจู่ ๆ ที่เมืองสือโถวก็มีคนแปลกหน้าปรากฏตัวมากมาย แถมช่วงนี้ซุนโส่วอูก็ออกจากบ้านแต่เช้าแล้วกลับบ้านดึกอีก เดาได้ไม่ยากเลย ว่าของสิ่งนี้วิ่งเล่นอยู่ข้างนอกมาหลายวันแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะมันถูกเปลี่ยนมือหลายรอบ มีคนทำตัวเป็นนกขมิ้นอยู่เรื่อย ๆ เช่นนั้นคนที่หนีก็คงมีพลังแข็งแกร่งมาก ถึงได้หนีขึ้นเหนือลงใต้ได้นานขนาดนี้
    ขณะกำลังคิดอะไรฟุ้งซ่าน สายตาของหลิวเวยอันก็พลันจับจ้องไปยังคนคนหนึ่งที่ปรากฏตัวขึ้นในป่า ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะไม่ได้สังเกตเห็นเลยว่าคนคนนี้โผล่มาได้อย่างไร อีกฝ่ายคงอายุราว ๆ ยี่สิบห้า ใบหน้าดุจหยกงามที่ประดับบนหมวก ร่างกายผึ่งผาย สะพายทวนยาวด้ามหนึ่งบนหลัง ร่างกายแผ่ออร่าที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เขาเคยพบเห็นมา คนผู้นี้เดินผ่าหน้าศพคนชุดดำ เดินมาหยุดตรงหน้าศพชายฉกรรจ์ที่ใช้กระบองเขี้ยวหมาป่า แววตาเขาแดงก่ำราวกับมีเลือดออก พึมพำว่า "ดูท่าแล้ว การต่อสู้เมื่อสามวันก่อนนายคงจะช้ำในไม่ใช่น้อย ๆ แค่คนปัญญาอ่อนคนเดียวก็ทำให้นายบาดเจ็บได้ หึหึ แต่ก็ต้องทนไว้สิ..." จู่ ๆ เขาก็หยุดพูด พลันเงยหน้าขึ้น แล้วใช้สายตาคมกริบดุจลูกธนูมองไปยังต้นไม้ใหญ่ที่หลิวเวยอันซ่อนตัวอยู่
    หลิวเวยอันตกใจมาก รีบหรี่ตาทันที เหลือเพียงร่องตาเล็ก ๆ เท่านั้น เขาเบี่ยงเบนความสนใจไปทางอื่นพร้อมกลั้นหายใจ รู้สึกได้ว่ากลิ่นอายแห่งความตายกำลังปกคลุม ราวกับตัวเองกำลังอยู่ในอุโมงค์น้ำแข็ง แม้แต่ขยับนิ้วนิดเดียวก็ยังทำไม่ได้ นกตัวหนึ่งที่อยู่เหนือศีรษะกำลังส่งเสียงร้องตกใจ มันพยายามกระพือปีก แต่กลับยินไม่ไหว ร่วงตกลงพื้นแล้ว
    "ที่แท้ก็เป็นนกตัวเดียว คงเพราะนอนมาครึ่งเดือนแล้ว ฉันเลยสติล่องลอยไปหน่อย" ชายหนุ่มหลุดขำแล้วเก็บสายตากลับมา จากนั้นก็หายตัวไปจากตรงนั้น ในใจหลิวเวยอันรู้สึกหนาวสั่นเพราะความกลัว เขามองไม่ชัดว่าชายคนนั้นเดินจากไปอย่างไร เหมือนกับตอนแรกที่เห็นไม่ชัดเช่นกันว่าเขาโผล่มาได้อย่างไร
    หลังจากชายหนุ่มที่สะพายทวนจากไปแล้ว ครึ่งชั่วโมงหลังจากนั้นก็ไม่มีใครโผล่มาอีก หลิวเวยอันรู้ว่าตัวเองควรจะออกไปได้แล้ว ไม่อย่างนั้นอีกประเดี๋ยวถ้ารอให้คนเก็บศพกลับมา คนก็เยอะวุ่นวาย ถึงตอนนั้นอยากจะออกไปก็คงออกไม่ได้แล้ว ดูจากรูปแบบการต่อสู้ของคนพวกนี้ น่าจะเป็นผู้ทรงอิทธิพลกันหมด นี่ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยไหว แค่ได้มาเห็นฉากนี้ก็นับว่ามากพอแล้ว แค่ดูเอาสนุกใครก็ดูได้ทั้งนั้น แต่จุดจบของคนไม่รู้จักพอก็คือความตาย
    หลิวเวยอันเพิ่งจะปีนลงจากต้นไม้ ก็มีอีกคนโผล่มาแล้ว เพียงแต่ครั้งนี้ไม่ได้โผล่มาจากจุดลึกของป่า อีกฝ่ายมาจากด้านนอก แต่หลิวเวยอันก็ไม่ได้สนใจว่าจะโผล่มาจากไหน สิ่งที่เขาสนใจก็คือตัวเองจะออกไปได้อย่างไร ทันใดนั้น สายตาก็พลันจับจ้อง คนที่เข้ามาในป่าไม่ใช่ใครที่ไหน ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นคนชุดดำคนนั้น เป็นคนชุดดำที่ฆ่าชายฉกรรจ์กระบองเขี้ยวหมาป่าตาย
    เพียงแต่ตอนนี้ไม่มีลักษณะก้าวร้าวเหมือนตอนโจมตีฆ่าชายกระบองเขี้ยวหมาป่าแล้ว อีกฝ่ายเดินเบามาก ร่างกายโซเซ ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าได้รับบาดเจ็บไม่เบา ดูจากสภาพของเขาที่ทรงตัวไม่อยู่ การที่สามารถมาโผล่อยู่ตรงนี้ได้ ก็รู้เลยว่าอาศัยจิตใจอันเด็ดเดี่ยวพามา กระบี่หักเล่มเดิมหายไปแล้ว ตอนนี้เปลี่ยนกระบี่เล่มใหม่แล้ว
    ตอนเดินมาถึงใต้ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ใต้เท้าหลิวเวยอัน อีกฝ่ายก็ทนไม่ไหวแล้ว หย่อนก้นนั่งลง เหมือนจะรู้ว่าที่นี่ไม่มีใคร เขานั่งพิงต้นไม้ ถอนหายใจเฮือกใหญ่ แววตาอ่อนเปลี้ยเพลียแรงที่สุด เขาพึมพำว่า "คนที่นายท่านส่งมาอยู่ที่ไหนกันแน่...ถ้า...ไมได้เจออีก...ฉันต้อง...ตายแน่...แต่ของนี่..."
    เสียงขาด ๆ หาย ๆ ถ้าไม่ใช่เพราะในป่าเงียบสงบ หลิวเวยอันก็คงได้ยินไม่ชัด ตอนนี้ถึงได้สังเกตเห็น ว่ามือซ้ายของคนคนนั้นกุมหน้าอกไว้แน่น ทีแรกนึกว่าตรงนั้นได้รับบาดเจ็บ แต่ตอนนี้เพิ่งได้รู้ ว่าน่าจะเป็นเพราะของสิ่งนั้น เมื่ออยู่ในสถานการณ์ปกติ เขาไม่มีทางแสดงปฏิกิริยาแบบนี้แน่นอน แต่ตอนนี้สติเลอะเลือน จึงมองหาสิ่งปลอบใจโดยสัญชาตญาณ
    มันต้องเป็นของดีแน่นอน!
    มีความคิดบางอย่างแวบเข้ามาในหัวของหลิวเวยอัน มีคนไล่ตามมามากขนาดนี้ จะต้องเป็นของที่สุดยอดมากแน่นอน ถ้าฉันได้มันมาแล้วจะเป็นยังไงนะ? ความคิดนี้เหมือนไฟลามป่า แผดเผาทั่วร่างเขาในชั่วพริบตาเดียว ถ้าเปลี่ยนเป็นยามปกติ เขาคงไม่ใจกล้าขนาดนี้แน่ แต่ตอนนี้คนชุดดำอ่อนแอ ความกล้าของเขาก็เลยมากขึ้นกว่าเดิม
    คนไร้โชคมิมั่งคั่ง ม้าไร้หญ้ายามดึกมิอ้วนพี
    อาจจะมีคนโผล่มาได้ทุกเมื่อ ความคิดนี้บีบให้หลิวเวยอันตัดสินใจในชั่วพริบตาเดียว เขาถือธนูไม้ท่ามู่ไว้ในมือ ตอนที่เลิกหรี่ตาเล็ง ลูกธนูก็ยิงออกมาเหมือนดาวตกแล้ว
    คนชุดดำตื่นตัวกะทันหัน ดวงตาที่พร่าเลือนพลันแจ่มชัด ลูกธนูยิงมาถึงกลางกะบาลแล้ว แต่เขาคนนี้ก็ฝีมือร้ายกาจจริง ๆ พอสะบัดข้อมือ กระบี่ยาวก็เด้งขึ้นมาราวกับงูวิญญาณ แฉลบผ่านยอดศีรษะ แสงเย็นวับวาบมันเร็วจนบรรยายไม่ได้
    แกร๊ง!
    ลูกธนูสามเหลี่ยมหักสองท่อนแล้วกระเด็นออกไป คนชุดดำยืนขึ้นเร็วมาก แต่เพิ่งยืนได้ครึ่งเดียวก็ตัวสั่นทันที กลางกะบาลระเบิดออก ลูกธนูดอกหนึ่งยิงเข้าจุดไป่ฮุ่ยกลางศีรษะ ขนนกลูกธนูจมหายไป
    "ธนูลูกโซ่..."
    สายตาของคนชุดดำเผยความรู้สึกไม่ยอมแพ้ แต่ไม่นานดวงตาก็ไร้แววไปเสียแล้ว ร่างกายล้มลงพื้นอย่างช้า ๆ หลิวเวยอันรีบปีนลงจากต้นไม้ใหญ่ คลำหยิบของที่อยู่ในหน้าอกของคนชุดดำออกมา เป็นของที่เหมือนกับหินก้อนหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีเหรียญทองหนึ่งถุงเล็ก ยากจนจริง ๆ ขนาดแหวนมิติยังไม่มีสักวง หลิวเวยอันสำรวจหาตั้งแต่ศีรษะจดเท้าอย่างละเอียดหนึ่งรอบ มีเพียงของพวกนี้เท่านั้น ของที่คนพวกนี้ไล่ตามกันไปไล่ตามกันมา คงจะเป็นของที่คล้ายกับหินก้อนนี้ หลิวเวยอันไม่มีเวลามาตรวจดูอย่างละเอียด เขาเก็บของเข้าแหวนมิติ แล้วมองอาวุธที่เกลื่อนพื้นด้วยความเสียดาย ก่อนจะหาทิศทางที่ไม่มีคนเดินผ่านแล้วรีบออกไปทางนั้นอย่างรวดเร็ว
    หลัวจากหลิวเวยอันจากไปได้สองสามนาที ก็มีคนชุดดำอีกห้าหกคนที่แต่งกายเหมือนคนชุดดำกลุ่มแรกปรากฏตัวอีก เมื่อเห็นศพของคนชุดดำ สีหน้าก็เปลี่ยนไปมาก หนึ่งในนั้นรีบคลำดูบนตัวศพ ผลปรากฏว่าหาอะไรไม่เจอสักอย่าง เขาอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะเค้นเสียงอันเยียบเย็นสุดขีดออกมาจากซอกฟัน
    "ไปตามให้ข้าเดี๋ยวนี้ ศพยังไม่เย็น..."
    หลังจากคนชุดดำออกไปแล้ว คนที่สองที่ปรากฎตัวก็คือชายหนุ่มที่สะพายทวนยาวบนหลัง เมื่อเห็นศพของคนชุดดำ สีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อยเช่นกัน หลังจากเห็นลูกธนูบนกลางศีรษะของคนชุดดำแล้ว ก็พลันเงยหน้าขึ้น สายตาจ้องไปตรงจุดที่หลิวเวยอันเคยซ่อนตัว ในดวงตาเผยความรู้สึกเสียใจทีหลัง แล้วเขาก็หายไปจากตรงนั้น
    ผ่านไปไม่นาน ก็มีคนพบศพของคนชุดดำอีก ป่าที่สงบมานานคึกครื้นอีกครั้ง มีคนเข้ามาร่วมวงไม่ขาดสาย ขอบเขตการค้นหาขยายกว้างขึ้น
    หลิวเวยอันก็ดวงดีเช่นกัน หากเขากลับมาทางเดิม เช่นนั้นก็เท่ากับเดินเข้าหากับดักเองแล้ว แต่น่าเสียดายที่เขาหลงทาง หาทางเดิมให้กลับไม่เจอ เดินวนไปวนมาอยู่อย่างนั้น หลบพ้นทุกเส้นทางที่ถูกปิดล้อมได้พอดี ตอนที่กลับมาถึงเมืองสือโถวก็เป็นเวลาตีสองแล้ว ในเวลานี้ บนถนนใหญ่ของเมืองสือโถวไม่มีเงาใครสักคน ร้านค้าส่วนใหญ่ก็ปิดหมดแล้ว มีเพียงร้านค้าในสังกัดจองสิบหอการค้าใหญ่ที่ยังเปิดอยู่ กิจการขนาดใหญ่ก็สมกับเป็นกิจการขนาดใหญ่ เปิดบริการยี่สิบสี่ชั่วโมง
    หลิวเวยอันนำเมล็ดพันธุ์พลังงานกับก้อนหินห่อใส่พัสดุด่วนด้วยกัน ที่นี่มีคนมากมายกำลังหาของสิ่งนี้ เก็บไว้ที่แดนสัตว์อสูรไม่ปลอดภัย ไม่สู้ส่งไปที่โลกมนุษย์ดีกว่า
    บริษัทพัสดุด่วนยังดีหน่อย ไม่ว่าพัสดุด่วนของคุณจะเป็นอะไร ไม่ว่าจะเป็นเนื้อ พืช อาวุธ ยาพิษหรือของจิปาถะอย่างอื่น พวกเขาก็ไม่ตรวจสอบเลย พวกเขาสนใจแค่เก็บค่าธรรมเนียม ไม่สนใจอย่างอื่น ไม่อย่างนั้นแล้ว ของที่ล้ำค่าอย่างเมล็ดพันธุ์พลังงานจะมีใครกล้านำมาส่งพัสดุด่วนอีก ถ้าหายไปสักสองสามเม็ด จะคราวแก้ตัวก็ฟังไม่ขึ้นแล้ว
    แน่นอน หอการค้าคงไม่ทิ้งชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือที่รักษากันมาหลายร้อยปีเช่นกัน
    ช่วงหลายวันมานี้ได้เมล็ดพันธุ์พลังงานมาไม่น้อยเลย ได้ห้าหกร้อยเม็ด เพียงแต่ส่วนใหญ่เป็นของซากดิบ ของผีดิบมีไม่เยอะ ไม่อย่างนั้นคงรวยไปแล้ว บวกกับก้อนหินประหลาดก้อนนี้ ไม่น่าเชื่อว่าจะถูกเรียกเก็บค่าส่งไปตั้ง 12 เหรียญทอง ทำให้หลิวเวยอันปวดใจไม่หาย
    เหน็ดเหนื่อยมาทั้งคืน เขาอดทนต่อไปไม่ไหวแล้ว หลังจากรับบิลพัสดุด่วนมาแล้ว เขาก็รีบหาสถานที่ออฟไลน์ เมื่อถอดหมวกกันน็อกออก ก็เห็นจ้าวหนานหนานกับลูกสาวก็กำลังหายใจอย่างสมดุล กำลังนอนหลับอย่างมีความสุข จ้าวซินเด็กน้อยคนนี้นอนหลับไม่เรียบร้อย ชอบพลิกตัวเตะผ้าห่มออก มักทำให้เตียงส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด แต่คืนนี้กลับนอนหลับอย่างสงบเรียบร้อย
    พอหลิวเวยอันหลับตาลง ภาพที่เกี่ยวข้องกับคนชุดดำก็ปรากฏในหัว ร่างกายอ่อนล้าหมดแรง แต่กลับนอนไม่หลับ ในหัวกำลังคิดไม่หยุดว่าก้อนกินก้อนนั้นก็คืออะไร อาหาร? ของเล่น? หรือเป็นสมบัติสวรรค์อะไร มันเหมือนกับหินเถียนหวง แต่คิดไปคิดมาก็พบว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ หินเถียนหวงแม้จะแพงมาก แต่กลับไม่ดึงดูดความสนใจของตระกูลใหญ่เหล่านั้น พอคิดไปเรื่อย ๆ ก็ค่อย ๆ ผล็อยหลับไป
    - โปรดติดตามตอนต่อไป -