“เดิมทีเปนตั่งข้า นอนสบาย
อาเอ่ยยืมมิอาย แย่งยื้อ
จึงหลีกก่อนรักษ์กาย รออยู่
อาบอกหากออกรื้อ ตั่งนี้ คืนกู”
บุรุษสูงศักด์ได้ยินเสียงโคลงลอยมาก็หยุดมองเห็นเด็กน้อยสามสี่คนร้องเพลงอยู่ริมทางก็นึกสงสัย มองจ้องไปที่เหล่าเด็กน้อยที่กำลังร้องเพลงประหลาดๆ
“เฮ่ย พวกมึงไปเล่นที่อื่น”ผู้เป็ลูกน้องเห็นนายเขม้นตามอง ก็คิดเอาเองว่านายขวางหูขวางตาก็รีบไล่เด็กเ่าั้ออกไปให้ห่างเด็กเห็นผู้ใหญ่มาเป็กลุ่ม มีคนสะพายดาบอยู่ด้วยหลายคนทั้งหน้าตาถมึงทึงก็นึกกลัวจึงพากันวิ่งหนีออกไป
ผู้สูงศักดิ์ยังมองตามเด็กกลุ่มนั้น “เดี๋ยวไอ้หนู”
ขี้ข้าเห็นนายเรียกเด็ก จึงเปลี่ยนท่าทีรีบวิ่งตามเด็กกลุ่มนั้นไปทันที เด็กเห็นชายฉกรรจ์วิ่งตามก็ยิ่งใฝีเท้าเร่งขึ้นไปอีก อารามใและตื่นกลัวก็ทำให้เด็กบางคนหกล้มลงกับพื้นส่งเสียงร้องไห้กระจองอแง ชาวบ้านร้านตลาดแถวนั้นที่เดินผ่านไปผ่านมาอยู่เห็นเหตุการณ์วุ่นวายก็ใแต่เหล่าชายฉกรรจ์ที่วิ่งตามเด็กแต่ละคนล้วนถือดาบ ก็ยิ่งไม่อยากเข้าไปยุ่งด้วยได้แต่พากันมองด้วยความตกตะลึง
ไม่กี่อึดใจ เด็กชายสาม เด็กหญิงหนึ่งก็ถูกพวกผู้ชายจับตัวไว้ได้สิ้น เหล่าเด็กพวกนั้นถูกพาไปหาชายรูปงามผู้หนึ่งที่ใส่โจงกระเบนที่ทำมาจากผ้าเยียรบับ* ริ้วทองสลับเงินระยิบระยับ ปักเป็ลายลูกไม้อ่อนช้อยเรียงรายเสมอกันไปทั้งผืนเพียงพิเคราะห์ดูภูษาเนื้อดีที่ใส่ก็รู้แล้วว่าชายผู้นี้นั้นดำรงอิสริยยศเป็เ้านายชั้นสูง
(ผ้าเยียรบับ : เป็ผ้าที่ทอด้วยทองแล่งกับไหมมาจากคำว่า Zarbaft อันเป็ภาษเปอร์เซียหมายถึงผ้าที่ทอยกดอกเงินหรือทองโดยมีลักษณะการทอ คือ การนำแผ่นเงินกาไหล่ทองมาแผ่นบางๆ หุ้มเส้นไหมซึ่งเรียกกันว่า ไหมทอง นำไปทอกับไหมสียกเป็ลวดลาย ดอกดวงเด่นชัดด้วยทองจัดเป็ผ้าชั้นดี)
“พวกมึงกราบฝ่าาบัดเดี๋ยวนี้ขอพระราชทานอภัยโทษจากฝ่าาเสีย”เหล่าขี้ข้าก็ตะคอกใส่เด็กชายหญิงที่กำลังกลัวเหลือกำลัง
“พอเถอะ กูไม่ได้อยากเอาโทษพวกมันมึงก็อย่าตะคอกไป พวกลูกๆ เขาจะเสียใจเอาได้”เ้าฟ้าธรรมธาดาเอ่ยเสียงเรียบกับเหล่าไพร่ข้า แล้วก็หลุบพระเนตรลงไปที่เด็กเ่าั้“พวกลูกบอกพ่อมาทีเถิด เพลงที่ร้องตะกี้ ร้องว่าเยี่ยงไร”
“...” ทุกคนเงียบ
พระเนตรนั้นเขม้นมองไม่กระพริบ เด็กๆก็สะอื้นไห้ไม่หยุด “ลืมหรือ” ผู้เป็ชั้นพระองค์เ้าย่อขาลงมองดวงตาเด็กข้างหน้าตรงๆ
แม้เป็เด็กแต่ก็ััได้ถึงความมาดร้ายจากแววตาคู่นั้นความกลัวแล่นขึ้นจับขั้วหัวใจ ที่กำลังสะอื้นฮั่กๆ อยู่ก็หยุดลงทันใด
“ร้องให้พ่อฟังอีกสิ ช้าๆ ชัดๆ”
เด็กก็ร้องเพลงเมื่อครู่นี้ให้ฟังอีกครั้งต่างกันแต่ว่าหนนี้ไม่มีเสียงร่าเริง พูดจาติดๆ ขัดๆ แต่ก็จับใจความได้
“เพลงนี้ใครสอนพวกเอ็งร้อง”
“เขาร้องกันเ้าค่ะไม่รู้ว่าใครเป็คนร้องก่อน พวกฉันก็ได้ยินเขาร้องก็ร้องตาม พ่อปล่อยฉันเถิดฉันผิดไปแล้ว”
พระพักตร์คมสันนั้นแย้มสรวล ส่ายหน้าไปมาช้าๆเหล่าเด็กน้อยที่มองผู้ใหญ่คนนี้ก็ถึงกับกลัวจนขนที่สันหลังชูชันกันไปตามกัน
“ลูกไม่ได้ทำผิดอันใด พ่อแค่สงสัยเพลงที่ลูกร้องจึงอยากรู้ที่มาที่ไปเท่านั้น” เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าดวงตานั้นประหนึ่งเสือที่จ้องจะตะครุบเหยื่อ “พวกลูกได้ยินมากี่วันแล้ว”
“ระ..ราวๆ สามสี่วันได้”
“จากที่นี่หรือ?”
เด็กน้อยพยักหน้า
“ไอ้แสม”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“เอาเบี้ยให้ลูกเขาคนละสองไพแล้วปล่อยตัวลูกๆ ไปเสีย”
พันแสมผู้เป็บ่าวก็ล้วงเบี้ยแจกให้เด็กไปตามที่ฝ่าารับสั่ง“เอาไปเสีย นี่เบี้ยของพระเ้าลูกยาเธอสมเด็จพระที่นั่งศรีจาตุมหาราชิกพระราชทานให้พวกมึงสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเสีย” มันบอกเด็กเ่าั้อย่างชัดถ้อยชัดคำเอ่ยเสียงดังให้ผู้คนแถวนั้นได้ยินชัดเจนกันหมด แต่ผู้ใหญ่หลายคนที่อยู่แถวนั้นก็รู้มาก่อนหน้านี้แล้วว่าชายโฉมยงผู้นี้เป็ถึงชั้นพระองค์เ้า เพราะเห็นจากหลายคนที่หมอบกราบแนบหน้าลงกับพื้นเมื่อเห็นบุรุษรูปงามในภูษาประณีต
แม้กับคนที่ไม่รู้จักพระพักตร์ในเ้าฟ้าธรรมธาดาก็พานต้องหมอบกราบไปด้วยเพราะเกรงแก่พระราชอาญาเมื่อได้ยินว่าผู้เป็ท้าวเธอไม่ติดใจเอาความเด็กๆ ซ้ำยังให้เบี้ยแก่เด็กทั้งสี่ก็พากันแซ่ซ้องสรรเสริญในพระคุณอันล้นเกล้าล้นกระหม่อมของพระเ้าลูกยาเธอที่มีให้แก่ราษฎร
.
..
...
“จะ...เจริญพรเถิดฝ่าา” พระภิกษุหน้าซีดเผือดเมื่อเห็นพระเ้าลูกยาเธอผู้ดำรงตำแหน่งสมเด็จพระที่นั่งศรีจาตุมหาราชิกเสด็จมาหาตัวเองถึงกุฏิ
“พระคุณเ้าจะไหว้ข้าพระพุทธเ้าทำไม”พระพักตร์คมสันของผู้เป็ท้าวเธอ ก็แย้มสรวลอย่างเหยียดหยัน “พระคุณเ้าเป็พระเป็เ้าข้าพระพุทธเ้ายังไม่นมัสการพระคุณเ้าเลย นี่พระคุณเ้ามาเจริญพรข้าพระพุทธเ้าแล้วแบบนี้บาปกรรมจะไม่กินหัวกระบาลข้าพระพุทธเ้าหรอกหรือ”
เหงื่อเกาะเต็มหัวโล้นของพระภิกษุ “ฝ่าาเสด็จมาที่นี่เพราะพระประสงค์จะประกอบพระกุศลหรือพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อทอดพระเนตรเห็นอาการประหม่าของภิกขุแล้วสิ่งที่เ้าฟ้าใหญ่สงสัยก็ยิ่งชัดคนเราหากมิได้กระทำผิดคิดร้ายกับใครแล้วจะมาตื่นกลัวทำไม!
“พระคุณเ้าเหตุไฉนต้องนอบน้อมกับข้าพระพุทธเ้าเยี่ยงนั้นพระคุณเ้าเองก็มีสมณะศักดิ์เป็ถึงพระชั้นผู้ใหญ่ที่แม้แต่พระบาทสมเด็จพระเ้าอยู่หัวยังทรงโปรดปราน...”ตรัสมาถึงตรงนี้แล้วสายพระเนตรก็ลุกวาวขึ้นทันใด
แน่นอนว่าพระภิกษุที่ฟังกระแสรับสั่งอยู่ก็เกรงพระอาญาขึ้นมาโดยที่ไม่จำเป็ต้องรู้สาเหตุ องค์กษัตริย์ทรงฉัตรชัยนั้นดุจพยัคฆาแล้วนี่หน่อเนื้อเชื้อไขแห่งองค์พระเ้าอยู่หัว จะต่างอันใดกับเสือร้ายเล่า?
“ฝ่าาพ่ะย่ะค่ะอาตมาภาพเป็เพียงพระที่ศึกษาในพุทธธรรม พระบารมีของฝ่าานั้นแผ่ไพศาล อาตมาย่อมเกรงพระอาญาเป็ปกติ”
มุมพระโอษฐ์ยกยิ้ม สายพระเนตรแข็งกร้าว “พระคุณเ้าไม่ได้ทำสิ่งใดผิดจะเกรงอาญาอันใด หรือแท้จริงแล้วพระคุณเ้าคิดฏเล่า”
ภิกษุทำหน้าดั่งจะร้องไห้พ่อลูกคู่นี้เหมือนกันไม่มีผิด ผู้เป็พ่อก็ขู่เอาบัลลังก์ทวารกาที่ตนควรได้ไปจากตัวแล้วปิยะภิกขุในตอนนั้นก็ไม่คิดต่อสู้ เพราะเห็นกรมขุนฐิติสุเรนทร์ผู้เป็เสด็จอาถูกทัณฑ์ถึงเพียงนั้นตัวเองไม่ใช่พี่น้องร่วมอุทรกับสมเด็จพระธรณิณ เป็เพียงพระราชนัดดามีหรือที่จะได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จึงรีบปฏิเสธพระราชบัลลังก์ มิกล้าผ่านพิภพขึ้นเป็กษัตริย์แห่งทวารกายอมออกผนวชเพื่อหวังร่มกาสาวพัสตร์ปกป้องตัวเองให้พ้นจากราชภัย
ก็ยกทุกอย่างให้ไปหมดแล้วเส้นผมทุกเส้นรักษามิได้ จนเป็พระหัวโล้น มีเพียงผ้าเหลืองห่มกายแล้วเหตุไฉนเชื้อสายเสด็จอาจึ่งได้มาคาดคั้นเอากับตัวเองฉะนี้อีกเล่า
“อาตมาภาพจะเอาอะไรไปคิดฏอาตมาภาพมีเพียงสังขารอันผ่ายผอม ฝ่าาทอดพระเนตรเอาเถิดว่าพระชราเช่นอาตมาภาพจะคิดฏได้เยี่ยงไร”ดวงตาคลอหน่วยเพราะความโศกเศร้าที่ตัวเองต้องมาถูกกดดัน ปิยภิกขุไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดพระเ้าลูกยาเธอผู้เป็พระภาดาต้องมาบีบคั้นกับตัวเองที่มีแค่ผ้าเหลืองคลุมกายด้วย
“เ้าฟ้ากรมขุนอิศเรนทร์”รับสั่งออกมาช้าๆ
“ไม่มีแล้วพ่ะย่ะค่ะ...ที่นี่มีแต่เพียงสมณะ”
กูไม่เชื่อ ใครบ้างเล่าไม่อยากได้บัลลังก์!บัลลังก์แห่งทวารกาศรีกฤษณะเทพนครคือของกู ของกูแต่เพียงผู้เดียว! โคลงนั้นใครเขาจะแต่งกัน มีแต่คนเยี่ยงมึงนั่นแหละที่จะแต่งมึงหาสมัครพรรคพวก มึงหาคนรู้ความหมายในโคลงนั้นแล้วเรียกหาพรรคพวกที่จะเข้าด้วยกับมึง
แล้วจู่ๆ มึงกลัวกูเพราะอะไร ก็มึงคิดจะแย่งบัลลังก์จากกูพอมึงเห็นกู มึงก็เลยเป็ดั่งวัวสันหลังหวะ มึงมันเป็ไอ้ฏคิดคด กูจะกุดหัวมันเสียเอาให้มันตายเสีย ไม่ได้ ทำไม่ได้ หากมันตายห่าตายโหง ทูลกระหม่อมพ่อก็จะไม่ทรงพอพระทัยทูลกระหม่อมพ่อโปรดปรานมันนัก เขาว่ากันว่าทูลกระหม่อมพ่อยืมบัลลังก์จากมันแล้วจะให้มันเป็เ้าแผ่นดินต่อจากทูลกระหม่อมพ่อ ไม่ได้นะ กษัตริย์คนต่อไปคือกูคือกูเท่านั้น เป็ใครไม่ได้อีก เป็ได้เพียงแต่กูผู้เดียว!
ของกูคนเดียว!
ห้วงความคิดแล่นพล่านในหัวของผู้เป็เ้าฟ้าธรรมธาดาความเงียบที่หนักอึ้งนั้นปกคลุมทั้งสองเ้าฟ้าในกุฏิแคบๆ เ้าฟ้าหนึ่งพลุ่งพล่านด้วยความโกรธเกลียดอีกเ้าฟ้าหนึ่งก็คล้ายโดนศิลาหนักหมื่นชั่งกดทับ
เ้าฟ้าใหญ่หยัดกายขึ้นแล้วออกจากกุฏิไปโดยไม่มีแม้แต่เอ่ยคำอำลา ทิ้งให้ปิยภิกขุทอดถอนใจออกมาเสียงดังประสาททุกเส้นในร่างกายที่เขม็งเกลียวมาโดยตลอดก็คลายลงในทันใดหันไปมองธูปที่จุดทิ้งเอาไว้ ก็ค่อยรู้ว่าเวลาที่เจรจากับฝ่าาผู้เป็ลูกยาเธอนั้นผ่านไปไม่ถึงครึ่งก้านธูปเลย ทว่าในความรู้สึกของสมณะ มันคล้ายดั่งนานประหนึ่งหลายหม้อข้าวเดือด
ปิยภิกขุกำหนดลมหายใจเวลาในความรู้สึกของตนมันเคยผ่านไปเร็วด้วยหรือ? ไม่เคยเลยสักครั้งแต่ละวันนั้นผ่านไปเนิ่นช้านัก หัวใจของปิยภิกขุในเวลานี้ถวายเป็พุทธบูชาทั้งสิ้นแต่ละวันก็มีเพียงประกอบกิจของสงฆ์อย่างไม่ขาดตกบกพร่องความสุขนั้นผู้เป็ภิกษุไม่เคยคาดหวัง ความแช่มชื่นในหัวใจมันหายไปหมดแล้วั้แ่เมื่อยี่สิบปีที่แล้วที่ทูลกระหม่อมพ่อได้ทรงตไป
แต่ละลมหายใจที่ผ่านไปนั้นเนิ่นช้าเหลือเกินในชีวิตแห่งสมณะเมื่อก่อนนั้นปิยภิกขุคิดว่าความสุขความทุกข์นั้นมันเป็แค่มายา ลาภ ยศ สรรเสริญและสรรพสิ่งหลายก็มีเกิดมีดับ ปิยภิกขุด่วนสรุปเอาเองว่าเวลาที่ผ่านไปแต่ละวันอย่างเนิ่นช้านั้นเป็เพราะตนเองกำลังกำซาบในความสงบแห่งพุทธธรรม
เวลานี้ ปิยภิกขุรู้แล้วว่าตลอดมาที่ตนเองเข้าใจเช่นนั้น มันล้วนผิดทั้งสิ้น ตัวเองไม่เคยมีความสุขเลยสักครั้งราชภัยนั้นติดตามตนเองมาตลอดเป็ดั่งเ้ากรรมนายเวร หนีจากมันไปไม่ได้ เป็ดั่งบาปกรรมที่ตามติดตัวเอง
“ฉันไม่เอาแล้ว ฉันไม่เอาอีกแล้ว”ภิกษุชราส่งเสียงร้องคร่ำครวญ หยาดน้ำตาไหลพราก “เสด็จอาเอาไปเถิด ฉันไม่กล้ารับ ฉันไม่กล้าเอา”ร่างชราฟูมฟายเช่นเมื่อตัวเองเป็มานพน้อยภาพของทูลกระหม่อมแม่ที่นอนตายอยู่ข้างหน้า มีหยาดโลหิตไหลออกจากแผลที่คอก็กระจ่างชัด คล้ายดั่งศพของทูลกระหม่อมแม่เมื่อยี่สิบปีก่อนมานอนตายอยู่ตรงข้างหน้า ณ เวลานี้
“เกิดชาติหน้าฉันใด อย่าให้ฉันเกิดในหน่อเนื้อวงศ์กษัตริย์อีกเลยฉันไม่อยากเป็เช่นนี้อีก ฉันไม่อยากเป็”
น้ำตาหลั่งไหลออกมาประหนึ่งสายน้ำ