ความเงียบสงัดกลับคืนสู่กระท่อมไม้ไผ่ผุพังอีกครา ทว่ากลับเป็ความเงียบที่หนักอึ้งราวกับมีขุนเขาทับอยู่กลางทรวงอก
เจ้ิและเสี่ยวหลินยังคงนั่งกอดเข่าร่างกายสั่นเทาอยู่ที่มุมห้อง พวกนางเพิ่งผ่านพ้นนาทีเฉียดตายมาหมาด ๆ ภาพใบหน้าเหี้ยมเกรียมของหลิวหัวโล้นและคมมีดสั้นสะท้อนแสงเล่มนั้นยังคงติดตาแน่นมิจางหาย
กู่เจี้ยนหุนทอดสายตามองดูภรรยาทั้งสองและบุตรสาวที่นอนหลับตาพริ้ม (ทว่าเขาย่อมรู้ดีว่าพวกนางเพียงแสร้งหลับเพราะความหวาดกลัว) ด้วยความรู้สึกอันซับซ้อนยากจะเอ่ย
ในอดีตชาติภพ เขาคือเทพกระบี่ผู้โดดเดี่ยวเหนือโลก มิตรสหายไม่มี ภาระผูกพันมิต้องใส่ใจ มิเคยต้องมานั่งกังวลใจว่าผู้ใดจะหวาดกลัวหรืออดอยากหิวโหย ทว่าบัดนี้ ความรู้สึก 'รับผิดชอบ' ที่แสนไม่คุ้นเคยกำลังก่อตัวขึ้นในทรวงอกของร่างอาเฉินอย่างช้า ๆ
"พวกเ้านอนพักผ่อนเถิด" กู่เจี้ยนหุนเอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเขาอ่อนลงกว่ายามที่เจรจากับคนพาลหลายส่วน "ค่ำคืนนี้มันมิย้อนกลับมาแล้ว และในอีกสามวัน... ข้าจะจัดการทุกสิ่งอย่างเอง"
"ท่านพี่..." เสี่ยวหลินเงยหน้าขึ้น แววตาแดงช้ำ "ท่านสามารถรักษาโรคประหลาดของมันได้จริงหรือ ข้าอยู่กินกับท่านมาสิบปี มิเคยรู้มาก่อนเลยว่าท่านมีความรู้เชิงแพทย์"
"มนุษย์เราเมื่อถึงคราวคับขัน สติปัญญามักจะตื่นรู้ขึ้นมาเอง" กู่เจี้ยนหุนเอ่ยตอบเลี่ยง ๆ "ข้าเคยได้ยินสูตรยามาจากหมอพเนจรยามที่ไปรับจ้างแบกหามที่ท่าเรือ... พอจะจดจำเค้าโครงได้บ้าง"
เจ้ิถอนหายใจยาวเหยียด นางลุกขึ้นเดินไปตรวจสอบกลอนประตูอีกคราเพื่อความมั่นใจ ก่อนจะเดินกลับมา "หากท่านกล่าวเช่นนั้น ข้าก็จะเชื่อ... ทว่าหากครบกำหนดสามวันมันย้อนกลับมาแล้วท่านมิอาจรักษาได้ พวกเรา..." นางกลืนคำพูดลงคอ มิกล้าเอ่ยถึงจุดจบอันน่าหวาดหวั่น
"ข้าขอให้คำมั่น" กู่เจี้ยนหุนสบตาภรรยาหลวงด้วยความจริงจัง "จักไม่มีผู้ใดทำอันตรายพวกเ้าได้ ตราบใดที่ข้ายังคงมีลมหายใจอยู่"
คำมั่นสัญญานั้นดูหนักแน่นแฝงบารมีเกินกว่าจะเป็วาจาของกรรมกรขี้โรค เจ้ิรู้สึกวูบไหวในส่วนลึก นางพยักหน้ารับเงียบ ๆ ก่อนจะดึงรั้งกายเสี่ยวหลินให้ล้มตัวลงนอนเคียงข้างพวกเด็ก ๆ
เมื่อเสียงลมหายใจของคนในครอบครัวเริ่มผ่อนยาวสม่ำเสมอ บ่งบอกว่าพวกนางได้เข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้ว กู่เจี้ยนหุนจึงเริ่มขยับกาย
เขานั่งขัดสมาธิท่ามกลางความมืดมิด แสงจันทร์ริบหรี่สาดส่องผ่านรอยแตกของฝาผนังเข้ามา
[วิถีกระบี่: ขั้นที่ 1 (ใหญ่) - ระดับ 1 (ย่อย) - ขีดที่ 1 (แยก)][เวลาที่ต้องรอเพื่อเลื่อนขั้นถัดไป: 8 วัน 9 ชั่วโมง]
ตัวเลขเวลายังคงนับถอยหลังไปอย่างเชื่องช้า แม้จะลดลงมาบ้างจากเหตุการณ์เมื่อหัวค่ำ ทว่ามันก็ยังมิทันใจของเขาอยู่ดี
‘สามวัน... ข้ามีเวลาเพียงสามวันในการเตรียมตัวรับมือกับหลิวหัวโล้น’
กู่เจี้ยนหุนเริ่มวิเคราะห์สถานการณ์ อาการปวดข้อเข่าและโรคเกาต์ของหลิวหัวโล้นนั้นเป็ของจริง ทว่ามันมิได้ร้ายแรงถึงขั้นคร่าชีวิต การที่เขาขู่สำทับไปว่าเป็พิษร้ายแรงเป็เพียงกลอุบายซื้อเวลา หากถึงกำหนดนัดหมายแล้วเขาผ่อนคลายอาการป่วยให้มันมิได้ ความลับย่อมแตกดับ และหายนะย่อมมาเยือนเรือนหลังนี้
เขาจำเป็ต้องมีเครื่องมือคู่กาย
สายตาของเขาเหลือบไปเห็นตะกร้าใส่อุปกรณ์เย็บปักถักร้อยของเสี่ยวหลินที่วางอยู่บนหลังหีบไม้ เขาเอื้อมมือไปหยิบมันมาเปิดออกดูอย่างเบามือที่สุด
ภายในมีเส้นด้ายหลากสีพันกันยุ่งเหยิง กรรไกรสนิมเขรอะ และ... เข็มเย็บผ้า
หยิบเข็มเล่มหนึ่งขึ้นมาส่องพินิจกับแสงจันทร์
มันเป็เพียงเข็มเหล็กราคาถูก ปลายทื่อเล็กน้อยทั้งยังมีรอยสนิมเกาะกิน ผิวเหล็กขรุขระไม่เรียบเนียน หากนำไปแทงผ่านิัมนุษย์ย่อมสร้างความเ็ปแสนสาหัส และเสี่ยงต่อการติดไข้พิษได้ง่ายดาย
‘คุณภาพต่ำตมไร้ค่าสิ้นดี...’
กู่เจี้ยนหุนถอนหายใจ ทว่าในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ สิ่งนี้คือสิ่งเดียวที่ใกล้เคียงกับ 'เข็มเงิน' ในศาสตร์การแพทย์มากที่สุด
เขาหลับตาลง กุมเข็มเย็บผ้าเล่มนั้นไว้ในฝ่ามือขวาแน่น เริ่มกำหนดจิตเป็หนึ่งเดียว
แม้ร่างกายยามนี้จะไร้สิ้นซึ่งกระแสลมปราณ ทว่า 'เจตจำนงแห่งกระบี่' ของเขายังคงเปี่ยมล้นอยู่ภายในดวงจิต เจตจำนงนี้คือพลังทางจิติญญาขั้นสูงที่สามารถควบคุมสสารได้ในระดับหนึ่ง หากเป็ในอดีตภพ เพียงแค่เขาเพ่งสายตามอง เข็มเล่มนี้คงหลอมละลายหรือพุ่งทะลวงเกราะเหล็กกล้าได้โดยง่าย
ทว่ายามนี้... เขาทำได้เพียงใช้สมาธิทั้งหมดที่มี เพื่อ 'ขัดเกลา' มันขึ้นมาใหม่
‘จงตื่นขึ้น...’
เขาเพ่งจิตตานุภาพไปยังเข็มในมือ จินตนาการถึงความร้อนแรงของเตาหลอมอัคคีและความคมกริบของคมดาบวิเศษ พยายามใช้พลังจิตอันน้อยนิดกระเทาะคราบสนิมที่เกาะกรังออก และปรับเปลี่ยนโครงสร้างโมเลกุลของเนื้อเหล็กให้เรียงตัวกันหนาแน่นยิ่งขึ้น
หยาดเหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ผุดพรายขึ้นเต็มหน้าผากของอาเฉิน ร่างกายสั่นเทาจากการใช้พลังสมองและจิติญญาอย่างหนักหน่วง
เวลาผ่านพ้นไปราวหนึ่งชั่วยาม...
กู่เจี้ยนหุนลืมตาขึ้น หอบหายใจถี่กระชั้นราวกับเพิ่งวิ่งทะยานอ้อมขุนเขามหาศาล
ในฝ่ามือของเขา เข็มเย็บผ้าเล่มเดิมเปลี่ยนแปลงไปจนแทบจำไม่ได้ คราบสนิมสีแดงที่เคยเกาะกรังหลุดร่วงกลายเป็ผงสิ้น ผิวของเข็มแปรเปลี่ยนเป็แวววาวนวลตา ปลายเข็มที่เคยทื่อกลับแหลมคมกริบสะท้อนแสงจันทร์เป็ประกายเงินยวงงดงาม
แม้มันจะยังมิใช่เข็มเงินบริสุทธิ์ และมิอาจเทียบเคียงกับศาสตราวุธวิเศษชิ้นใด ทว่าสำหรับโลกมนุษย์ธรรมดา นี่คือเข็มที่มีความคมกล้าในระดับยอดเยี่ยม
"พอประทังใช้ได้..." เขายิ้มมุมปากอย่างอ่อนแรง
ทันใดนั้น หน้าต่างระบบในส่วนลึกของจิติญญาก็ปรากฏขึ้นมาอีกครา
[เงื่อนไขพิเศษถูกกระตุ้น: "การขัดเกลาศาสตราด้วยจิต"][ผลลัพธ์: จิติญญาผสานเข้ากับร่างกายได้ดียิ่งขึ้น][เวลาที่ต้องรอเพื่อเลื่อนขั้นถัดไป: ลดลง 5 ชั่วโมง]
กู่เจี้ยนหุนเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจระคนยินดี
‘การใช้วิชาฝีมือ หรือการแสดงออกซึ่งวิถีแห่งยุทธ์ แม้จะปราศจากลมปราณรองรับ ก็สามารถช่วยเร่งกระบวนการฟื้นฟูได้งั้นรึ’
เขาเริ่มจับจุดของระบบลึกลับนี้ได้แล้ว ระบบนี้มิได้้าให้เขานอนทอดกายรอคอยเวลาอยู่เฉย ๆ ทว่ามัน้าให้เขา 'ใช้ชีวิต' ในวิถีของปรมาจารย์ ยิ่งเขาสำแดงออกถึงความเป็ผู้เยี่ยมยุทธ์ (ไม่ว่าจะผ่านการข่มขวัญศัตรู หรือการรังสรรค์อาวุธ) ร่างกายนี้ก็จะยิ่งปรับตัวเพื่อรองรับพลังได้รวดเร็วขึ้น
‘หากเป็เช่นนั้น... การรักษาโรคให้แก่เ้าหลิวหัวโล้น ก็อาจนับเป็การฝึกฝนรูปแบบหนึ่งได้เช่นกัน’
กู่เจี้ยนหุนสอดเก็บเข็มเย็บผ้าเล่มนั้นลงในอกเสื้ออย่างมิดชิด เขาทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ยามนี้ท้องฟ้าเริ่มสาง แสงสีทองรำไรเริ่มจับขอบฟ้าขจัดความมืดมิด
เขาไม่ได้ขยับกายนอนหลับเลยตลอดทั้งคืน ทว่าสภาพจิตใจกลับตื่นตัวอย่างประหลาด
ในวันนี้เขาจำเป็ต้องกระทำสิ่งสำคัญสองประการ หนึ่ง... ซื้อหาหรือเก็บรวบรวมสมุนไพรพื้นบ้านบางชนิดมาบดผสมปั้นเป็ 'ยาลูกกลอน' เพื่อใช้ตบตาและบรรเทาอาการปวด ประการที่สอง... เขาต้องเริ่ม 'ฝึกสอน' ร่างกายอันทรุดโทรมนี้ให้รู้จักการเคลื่อนไหวท่วงท่าที่ถูกต้องตามหลักยุทธ์
เขาค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นยืน ยืดเส้นสายขยายกระดูก เสียงลั่นกรอบแกรบภายในร่างกายดูเบาบางลงกว่าเมื่อวานเล็กน้อย
กู่เจี้ยนหุนก้าวเท้าเดินไปที่ประตู เปิดออกสูดรับกระแสอากาศยามเช้าอันแสนสดชื่นภายนอกเรือน
"เอาล่ะ..." เขาพึมพำกับตนเองเบา ๆ "มาดูกันว่า ในวันนี้ข้าจะสามารถลดทอนเวลาลงไปได้อีกกี่ชั่วโมง"