"กังยี้ยื่นแขนมาให้อาจารย์ตรวจจับชีพจรดูให้ละเอียดอีกครา"
กังหลงยื่นแขนไปให้ร่างพลังงานของเฒ่าเทียนคงสำรวจ ร่างพลังงานยื่นมืออันใหญ่โตมากุมชีพจรข้อมือของกังหลงแล้วหลับตาลง ครู่หนึ่งจึงส่งพลังปราณเข้าตรวจสอบร่างของของกังหลงอย่างแช่มช้า สีหน้าเฒ่าเทียงคงดูเคร่งขึมลง บางคราถึงกับขมวดคิ้วเพราะขณะที่ส่งลมปราณแทรกซึมเข้าสู่ร่างกังหลงกลับไม่อาจััถึงการคงอยู่ของชีพจรได้
แต่แล้วจู่ ๆ ขณะเร่งเร้าปราณยุทธเพิ่มขึ้นเพื่อตรวจหาชีพจร กลับเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เมื่อมีสายฟ้าสีทองจากภายในร่างกังหลงวิ่งมาต้านปราณยุทธของเฒ่าเทียนคงไว้และโจมตีปราณยุทธส่วนหนึ่งของเฒ่าเทียนคงสลายกลายเป็แสงระยิบระยับดุจแสงของกลุ่มดาวบนท้องฟ้ายามราตรี สายฟ้านี้คล้าย้าปกป้องชีพจรของกังหลงไว้ หลังผ่านไปราวยี่สิบลมหายใจเฒ่าเทียนคงจึงคลายมืออกจากชีพจรข้อมือของกังหลง ลืมตาขึ้นและครุ่นคิด
"นับว่าแปลกประหลาดนักการที่ชีพจรสามารถบังเกิดสายฟ้าสีทองวิ่งมาต้านปราณยุทธจากภายนอกที่รุกล้ำเข้ามาและโจมตีปราณยุทธจนสลายกลายเป็แสงระยิบระยับดุจแสงของกลุ่มดวงดาวบนท้องฟ้ายามราตรีได้นั้น"
"นับเป็คุณสมบัติของทักษะวิชาผนึกชีพจรซ่อนดาราอย่างแน่แท้ ชีพจรของกังยี้ต้องโดนผนึกไว้ด้วยวิชาลับที่เรียกว่า"ผนึกชีพจรซ่อนดารา" อย่างไม่ต้องสงสัยแต่ทักษะนี้ผู้ที่สามารถใช้ออกได้ต้องมีระดับยุทธขั้นต่ำคือระดับปราณราชันย์จักรภพขั้นต้นขึ้นไปเท่านั้นและระดับปราณราชันย์จักรภพก็ไม่น่าจะบังเกิดขึ้นในดินแดนระดับต่ำแห่งนี้ได้ "
"จากการสำรวจของข้าและจากปริมาณปราณฟ้าดินที่เบาบางเช่นนี้ดินแดนแห่งนี้ไม่สามารถสร้างผู้ฝึกยุทธที่มีระดับปราณจักรภพได้ แล้วกังยี้ไปโดนทักษะยุทธชนิดนี้จากที่ใดผนึกชีพจรและใครเป็ผู้กระทำหรือจะเป็เพียงผู้ผ่านทางดุจเดียวกับข้าเช่นกัน ช่างน่าสนใจจริง ๆ"
ครุ่นคิดชั่วครู่เฒ่าเทียนคงก็กล่าวกับกังหลง
"เทียนยี้จากการตรวจของอาจารย์ ชีพจรของเ้าโดนผนึกด้วยทักษะชั้นสูง ผู้ที่ผนึกชีพจรของเ้าไว้ต้องเป็ผู้เยี่ยมยุทธที่มีระดับพลังยุทธซึ่งไม่ด้อยกว่าอาจารย์หรืออาจมีฝีมือสูงล้ำกว่าอาจารย์แต่ไม่ทราบด้วยเหตุใดผู้นั้นถึงได้ทำการผนึกชีพจรเ้าไว้ "
"หากไม่ใช่ด้วยเพราะความเคียดแค้นคิดมุ่งทำร้ายก็อาจเป็เพราะ้าปิดบังอะไรบางอย่างเป็แน่แท้ส่วนการปลดผนึกชีพจรที่ถูกผนึกนั้น หากเป็การผนึกชีพจรด้วยวิธีธรรมดาทั่วไปเพียงให้ผู้ที่มีระดับปราณยุทธเทียบเท่าหรือสูงกว่าผู้ลงมือผนึกชีพจร ทำการใช้ปราณยุทธละลายผนึกและเดินลมปราณให้หมุนเวียนทั่วร่างครบสามรอบผนึกก็จะคลายออกจนสิ้น"
"แต่หากแม้นผู้โดนผนึกชีพจรด้วยวิชาผนึกชีพจรซ่อนดารา ซึ่งเป็ทักษะลับชั้นสูงนั้นนับเป็เื่ยุ่งยากโดยแท้เพราะการปลดผนึกจากเหตุนี้ต้องปลดโดยผู้ลงมือผนึกหรือผู้ที่เรียนรู้วิชาผนึกชีพจรซ่อนดารา เท่านั้น "
กังหลงได้ฟังเช่นนั้นก็เกิดวิตกยิ่งสอบถามว่า
"อาจารย์ท่านได้เรียนรู้วิชาผนึกชีพจรซ่อนดารามาหรือไม่ขอรับ"
เฒ่าเทียนคงส่ายหน้าและกล่าวขึ้น
"วิชาผนึกชีพจรซ่อนดาราเป็วิชาลับเฉพาะของตระกูลระดับสูง แม้นข้าอยากจะศึกษาเรียนรู้ก็ไม่อาจหาเคล็ดวิชาเพื่อเรียนรู้ได้วิชาลับเฉพาะเหล่านี้ล้วนสืบทอดให้แก่คนในตระกูลด้วยกันเท่านั้นนอกจากคนในตระกูลด้วยกันที่สามารถเรียนรู้คนนอกยากที่จะมีโอกาสเรียนรู้ได้"
" แต่เ้าไม่ต้องกังวล แม้ร้อยถี่ก็ต้องมีห่างยังพอจะมีวิธีอยู่อาจารย์ในฐานะที่ได้เรียนรู้ศาสตร์ด้านการปรุงโอสถและได้ทำการรักษาผู้คนมาบ้างก็ไม่ถึงกับอับจนปัญญาตามตำราโอสถโบราณที่อาจารย์เคยเปิดดูได้บอกวิธีการปลดผนึกของผู้ที่โดนผนึกชีพจรด้วยวิชาลับเฉพาะไว้ เรียกวิธีการนั้นว่า"
"สูงสุดสู่สามัญ"
"วิธีนี้เป็การทำลายพลังลมปราณและสิ่งที่ปิดกั้นปิดผนึกชีพจรไปจนหมดสิ้นแล้วกระตุ้นให้ชีพจรฟื้นกลับมาเริ่มต้นใหม่ดุจชีพจรแรกเกิดที่มิมีพลังปราณใดสะสมไว้ โดยใช้โอสถหรือพลังปราณกระตุ้นหรือจี้สกัดจุดทำลายพลังปราณ แต่โดยปกติผู้ที่โดนปลดผนึกชีพจรโดยวิธีนี้จะสูญสิ้นปราณยุทธโดยสิ้นเชิงต้องกลับไปเริ่มต้นที่ศูนย์อีกครั้งสำหรับผู้ที่มีระดับปราณยุทธระดับสูงย่อมจะไม่ยอมใช้วิธีนี้ เพราะการสูญเสียพลังยุทธของผู้ฝึกยุทธนั้นนับว่าเป็การสูญเสียที่ยิ่งใหญ่เทียบเท่ากับการสูญสิ้นชีวิตเลยก็ว่าได้"
"ส่วนการจะเริ่มต้นฝึกใหม่ก็ไม่อาจแน่ใจว่าระดับปราณยุทธจะกลับไปสูงส่งถึงระดับเดิมได้อีกเมื่อใด ทั้งสูญเสียเวลาสูญเสียทรัพยากรในการบ่มเพาะแต่สำหรับเ้าด้วยอายุเพียงสิบห้าปีระดับยุทธอยู่ที่ปราณขุนพลระดับหนึ่งขั้นสุดหากเทียบกับผู้อื่นที่อยู่ในวัยเดียวกันที่ไม่ได้ฝึกยุทธช่างดูไม่แตกต่างกันและด้วยวัยที่ยังเยาว์ของเ้าแม้จะเริ่มกลับมาฝึกยุทธใหม่ หากมีอาจารย์ที่ดีได้รับการแนะนำสั่งสอนที่ดีและได้รับการส่งเสริมจากสิ่งต่าง ๆ ย่อมมีโอกาสรุดหน้าได้ยิ่งกว่าระดับยุทธของเ้าตอนนี้มากมายนัก"
"อาจารย์ได้อธิบายมาพอสมควรแล้วส่วนการจะตัดสินใจเช่นไรนั้นอยู่ที่ตัวเ้าแล้วหากเ้าไม่ยินดีอาจารย์ก็ไม่อาจบังคับ ความสำเร็จหรือล้มเหลวในภายภาคหน้านั้นล้วนขึ้นอยู่กับตัวเ้าหากเ้ายอมรับวิธีการเช่นนี้อาจารย์ก็จะเริ่มทำการปลดผนึกชีพจรให้เ้าคิดเห็นเช่นไร"
กังหลงยามได้ฟังว่าตนเองมีโอกาสปลดผนึกชีจรได้และเป็วิธีที่ต้องแลกด้วยการสูญเสียพลังฝีมือทั้งหมดไปแต่เมื่อย้อนดูพลังฝีมืออันต่ำต้อยของตัวเอง ที่ผ่านมานั้นั้แ่อายุเจ็ดปีที่ได้เริ่มฝึกยุทธใช้เวลาหนึ่งปีมีความก้าวหน้าพลังยุทธอยู่ที่ระดับปรานขุนพลระดับหนึ่งขั้นสุดแต่หลังจากนั้นไม่ว่าจะทุ่มเทฝึกฝนอย่างไรพลังฝีมือก็ยังติดอยู่ที่ระดับปรานขุนพลระดับหนึ่งขั้นสุดไม่อาจก้าวหน้าไปกว่านี้ผ่านมาเจ็ดปีจนอายุสิบห้าปีระดับพลังยุทธก็ยังหยุดอยู่กับที่
เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กทารกทั่วไปคนอื่นๆ อายุแปดถึงเก้าก็สามารถก้าวข้ามระดับปรานขุนพลระดับหนึ่งไปสู่ระดับปราณที่สูงขึ้นไปกว่านี้คนแล้วคนเล่า่เวลาที่ผ่านมาของตนทั้งโดนกลั่นแกล้งทั้งโดนเหยียดหยามสารพัดที่เจอจนบิดามารดาและแม้แต่กระทั่งน้องสาวก็ต้องมาคอยปกป้องตนสร้างความเจ็บช้ำทำให้ตนต้องกลับกลายเป็คนเ็าเงียบขรึมขาดความร่าเริงเช่นเด็กในวัยเดียวกันพึงจะมี
ยามนี้มีความหวังที่ตนจะมีโอกาสลุกขึ้นผงาดได้ด้วยตัวเองไม่ต้องให้ใครมาคอยปกป้อง แม้โอกาสที่ว่านั้นจะมีเพียงเศษเสี้ยวเดียวที่จะเกิดขึ้นตนต้องรีบไขว่คว้าและยึดจับโอกาสนั้นไว้ ครุ่นคิดแล้วจึงไม่ลังเลใด ๆ
"ศิษย์ขอขอบคุณอาจารย์ที่มอบโอกาสนี้ให้แก่ศิษย์ผลที่ออกมาจะเป็เช่นไรศิษย์ก็ไม่นำพา ศิษย์อยากเป็ผู้ปกป้องผู้อื่นบ้างและที่สำคัญศิษย์ได้รับปากจะดำเนินการตามคำฝากฝังของอาจารย์หากศิษย์ไร้ซึ่งพลังฝีมือก็ยากจะทำภารกิจที่ได้รับการฝากฝังให้สำเร็จได้ เชิญอาจารย์ลงมือเถิดขอรับ"
"เ้าเข้ามานั่งบนแท่นศิลาเบื้องหน้าอาจารย์สงบสำรวมจิตให้มั่นมีอันใดเกิดขึ้นอย่าไปข้องเกี่ยวจงอดทนไว้ "
จบคำเฒ่าเทียนคงก็จี้นิ้วไปบนร่างกังหลงตามตำแหน่งชีพจรทั้งห้าสิบสี่จุด
"ทึบ"
"พรวด"
ทุกครั้งที่พลังจากปลายนิ้วัักับตำแหน่งจุดชีพจรจะเกิดเสียงดัง ทึบ พร้อมกับกังหลงได้กระอักโลหิตแดงสดออกมาคำหนึ่ง กังหลงเหงื่อกาฬไหลชุ่มใบหน้าและลำตัวแม้จะเ็ปสาหัสปานใดกังหลงก็ไม่ปริปากบ่น จนเสียง ทึบ ครบห้าสิบสี่จุดกังหลงก็ได้กระอักโลหิตสีแดงสดจำนวนห้าสิบสี่คำจนด้านหน้าเต็มไปด้วยโลหิตสีแดงสดไม่ได้ยินเสียงครวญครางใด ๆ หลุดออกมาจากปากั้แ่ต้นจนจบ