หากจิ่งเยี่ยนกุยเป็นฝ่ายบุกไปหาที่บ้านตระกูลฟาง มันก็เหมือนกับการไปติดพันเขา แต่หากฟางเสียนจือมาที่บ้านเก่า นั่นแสดงว่าเขาสนใจเธอจริงๆ ซึ่งชาวบ้านจะมองเรื่องนี้ในมุมที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
ฟางเสียนจือพยักหน้าเห็นด้วย แล้วหันไปบอกจิ่งเยี่ยนกุยว่า “ถ้างั้นวันนี้ฉันกลับก่อนนะ แล้วเจอกันพรุ่งนี้”
จิ่งเยี่ยนกุยไม่รู้จะพูดอะไรดี เธอรู้สึกว่าปัญหาที่เขาพูดถึงเมื่อกี้นั้นดูมีเลศนัยเกินไป เธอยังไม่ทันได้แสดงความคิดเห็นอะไร เขาก็ตกลงกับหยางหว่านซิ่วไปแล้ว ถ้าตอนนี้เธอบอกว่า ไม่ต้องจะยังทันหรือเปล่า?
หลังจากฟางเสียนจือไปแล้ว หยางหว่านซิ่วก็พูดด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความชื่นชมว่า “เสี่ยวฟางคนนี้นิสัยดีจริงๆ หล่อเหลา มีมารยาท ความรู้ก็เป็นเลิศ แถมยังใส่ใจเยี่ยนกุยมากอีกด้วย”
พูดจบก็หันมามองจิ่งเยี่ยนกุยด้วยความผิดหวัง “ยายเด็กคนนี้ก็แปลก เมื่อวานยังฉลาดอยู่เลย ทำไมวันนี้ถึงได้ทึ่มแบบนี้นะ! เมื่อกี้ยังไม่รู้จักไปส่งเสี่ยวฟางอีก!”
จิ่งเยี่ยนกุย “…”
จะบอกได้ไหมว่าพอเธอได้ยินหยางหว่านซิ่วเอาแต่เรียกฟางเสียนจือว่าเสี่ยวฟาง เธอก็นึกถึงเพลงที่โด่งดังในยุคเก้าศูนย์อย่าง “เสี่ยวฟาง” ขึ้นมา?
แต่จิ่งจงอี้กลับพูดตรงๆ ว่า “ผู้หญิงรู้จักสงวนท่าทีก็ดีแล้ว”
หยางหว่านซิ่วพลันถลึงตาจ้องเขาเขม็ง “พูดเหมือนคุณรู้ทุกอย่างงั้นแหละ!”
จิ่งจงอี้สูบยาเส้นแล้วหัวเราะ ไม่แก้ตัวใดๆ หยางหว่านซิ่วเห็นท่าทางแบบนั้นก็พูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “รู้จักแต่หัวเราะ ไปให้อาหารหมูเลยไป!”
จิ่งจงอี้เคาะยาเส้นแล้วถือถังน้ำไปให้อาหารหมู
สองปู่ย่าทำคอกหมูเล็กๆ ไว้ข้างบ้านและเลี้ยงหมูไว้ตัวหนึ่ง ตอนนี้มันหนักประมาณเจ็ดสิบถึงแปดสิบจิน อ้วนท้วนสมบูรณ์ดี ทุกวันจะมีเสียงร้องหิวดังๆ ของมันมาจากในคอกหมู
จิ่งเยี่ยนกุยไม่กล้าทำให้หยางหว่านซิ่วไม่พอใจอีก จึงแลบลิ้นทะเล้นออกมาแล้วกลับเข้าไปพักผ่อนในห้องอย่างว่าง่าย แต่ก่อนไปก็ไม่ลืมขนหนังสือที่ฟางเสียนจือให้เข้าไปด้วย
ในห้องของเธอไม่มีโต๊ะ มีเพียงหน้าต่างที่ใช้แผ่นพลาสติกปิดไว้ แสงสว่างก็ไม่ค่อยดี เธอจึงเปิดประตูห้องแล้วย้ายเก้าอี้ไม้ไผ่เก่าๆ ไปนั่งอ่านหนังสือใกล้ๆ ประตู
หยางหว่านซิ่วแอบมองเห็นภาพนั้นก็หันไปเล่าให้จิ่งจงอี้ฟัง
จิ่งจงอี้พยักหน้าแต่ไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่เช้าวันรุ่งขึ้นไม่รู้ว่าไปหาโต๊ะเล็กๆ มาจากไหนให้จิ่งเยี่ยนกุยใช้อ่านเขียนหนังสือ
จิ่งเยี่ยนกุยรู้สึกว่าไม่ว่าหยางหว่านซิ่วและจิ่งจงอี้จะคิดอะไรกับเธอซับซ้อนแค่ไหน หรือจะเข้าข้างจิ่งเจี้ยนกั๋วมากเพียงใด แต่ความห่วงใยเหล่านี้เป็นของจริง
เมื่อมีหนังสือเหล่านี้ ช่วงเวลาที่พักฟื้นอาการบาดเจ็บของจิ่งเยี่ยนกุยก็ไม่ได้น่าเบื่อเท่าไรนัก เพราะการจะอ่านหนังสือเหล่านี้ให้หมดก็ต้องใช้เวลาอยู่เหมือนกัน
ชาติที่แล้วเพราะเธอต้องเรียนแพทย์แผนจีนและต้องอ่านตำราโบราณ เธอจึงเคยเรียนภาษาโบราณอย่างหนักหน่วงอยู่ช่วงหนึ่ง ดังนั้นภาษาโบราณในหนังสือเรียนจึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเธอ
เพราะถึงอย่างไรเธอก็อ่านวรรณกรรมยุคก่อนราชวงศ์ฉินได้สบายๆ มาตั้งนานแล้ว อย่างเช่น “จั่วจ้วน”[1] หรือ “ชุนชิว”[2] เป็นต้น ส่วนพวกบทกวีโบราณอย่าง “เถิงหวังเก๋อซวี่ ”[3] หรือ “ซือซัว”[4] ก็ถือว่าเป็นเรื่องง่ายมาก
ส่วนที่ยากที่สุดของวิชาภาษาจีนคือภาษาโบราณ ส่วนวรรณกรรมสมัยใหม่และวรรณกรรมโลกที่เลือกมานั้น สำหรับเธอแล้วถือว่าเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย
แต่เธอก็หาความสำเร็จได้แค่ในวิชาภาษาศาสตร์เท่านั้น ในฐานะที่เป็นนักเรียนสายศิลป์ เมื่อเห็นหนังสือวิชาคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ที่มีแต่สัญลักษณ์ที่ไม่คุ้นเคย ก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมา
แต่ถึงแม้เธอจะปวดหัวหรือไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร ยังมีคนเข้าใจอยู่
เมื่อฟางเสียนจือประเมินพื้นฐานในทุกวิชาของเธอแล้วก็มองมาด้วยแววตาที่ซับซ้อน พอเธอเห็นสายตาแบบนั้นของเขาแล้ว ก็รู้สึกเหมือนเขาอยากจะพูดออกมาว่า “ด้วยผลคะแนนของเธอแค่นี้ ยังคิดจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย”
แต่พอฟางเสียนจือดูข้อสอบที่เขาเอามาให้เธอทำ ก็พูดเหมือนพยายามหาข้อดีให้ “ในส่วนของวิชาภาษาจีน ถ้าไม่นับคะแนนเรียงความแล้ว เธอทำถูกต้องถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ ถือว่าเก่งมาก”
“แต่ว่าวิชาคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ได้สิบกว่าคะแนนเท่านั้น ส่วนอีกวิชาไม่ได้ทำสักข้อ เป็นคนที่ถนัดด้านใดด้านหนึ่งอย่างสุดโต่งสินะ แต่ไม่เป็นไร ยังเหลือเวลาอีกหนึ่งปี ทุกอย่างยังทันอยู่”
จิ่งเยี่ยนกุยรู้สึกว่าคำพูดของเขาน่าจะเป็นแค่การปลอบใจเธอเท่านั้น เพราะจากคะแนนที่เธอสอบได้ หากไปอยู่ในโรงเรียน อาจารย์คงตัดสินให้เธอซ้ำชั้นไปแล้ว น่าแปลกที่เขายังพูดออกมาแบบนั้นได้
เธอเม้มปากเล็กน้อย ฟางเสียนจือยังถามเธออีกว่า “ถึงแม้ว่าทุกอย่างจะยังทัน แต่ในช่วงหนึ่งปีนี้เธอจะต้องพยายามอย่างหนัก คงต้องลำบากหน่อย เธอยังอยากจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยอยู่ไหม”
จิ่งเยี่ยนกุยพยักหน้า “เมื่อฉันตัดสินใจทำอะไรแล้ว ในพจนานุกรมของฉันไม่มีคำว่ายอมแพ้”
“ดี งั้นตอนนี้เรามาวางแผนการเรียนกัน” ฟางเสียนจือรีบหยิบกระดาษปากกามาขีดๆ เขียนๆ “ตอนนี้สิ่งที่เธอต้องเน้นทบทวนคือวิชาคณิตศาสตร์และฟิสิกส์”
จิ่งเยี่ยนกุยเห็นด้วยกับแผนการเรียนของเขา แต่ก็พูดว่า “แผนการเรียนที่คุณวางไว้ใช้เวลานานไปหน่อย การเรียนสำคัญก็จริง แต่ระหว่างนี้ยังมีอีกเรื่องที่ต้องทำ”
ฟางเสียนจือหันมามอง เธอจึงยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดว่า “คือฉันต้องหาเงิน ฉันไม่สามารถเอาเวลาไปใช้กับการเรียนได้ตลอดทั้งวัน ต้องแบ่งเวลาไปหาเงินด้วย ไม่อยากให้ถึงตอนที่สอบติดมหาวิทยาลัยแล้วไม่มีเงินจ่ายค่าเทอมค่ะ”
ฟางเสียนจือชะงักไปเล็กน้อย กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เธอกลับแทรกขึ้นมาก่อนว่า “เรายังไม่ได้แต่งงานกัน ดังนั้นฉันจะไม่ใช้เงินของคุณแม้แต่แดงเดียว ค่าเทอมของฉันก็จะไม่ให้คุณออกให้ นี่ไม่ใช่เรื่องของการดื้อดึง แต่เป็นเรื่องของหลักการที่ยึดถือค่ะ”
เรื่องนี้เป็นเรื่องของหลักการที่เธอยึดถือจริงๆ อาจจะเป็นเพราะชาติที่แล้วเธอเคยชินกับการพึ่งพาตัวเอง ไม่เคยใช้เงินของใคร เขาช่วยเธอมามากแล้ว ในเรื่องการเงินทั้งสองคนไม่ควรเข้ามาเกี่ยวข้องกัน
และเธอก็ได้สัญญากับเจียงอี่โหลวไว้แล้วว่า การแต่งงานของเธอกับฟางเสียนจือไม่ใช่เพื่อเงินทองของตระกูลฟาง แต่เธอจะใช้ความสามารถของเธอเองพิสูจน์ให้เห็นว่าเธอคู่ควรกับเขา
ฟางเสียนจือมองเธออย่างแน่วแน่แล้วถามว่า “แล้วเธออยากจะวางแผนการเรียนของตัวเองยังไง”
จิ่งเยี่ยนกุยตอบว่า “ง่ายมาก รอฉันหายดีแล้ว ตอนกลางวันฉันจะไปทำงานหาเงิน ตอนกลางคืนฉันจะเรียนหนังสือ แน่นอนว่าถ้าฉันว่างตอนกลางวัน ฉันก็จะเรียนหนังสือด้วย เรื่องนี้คุณไม่ต้องเข้ามายุ่งเลย ฉันมีแผนของฉันอยู่แล้ว”
ฟางเสียนจือวางปากกาในมือลง แต่กลับจ้องมองเธอตรงๆ แล้วพูดว่า “งั้นก็ได้ ฉันจะยึดตามเวลาของเธอ แล้วตอนกลางคืนจะมาติวให้เธอที่บ้าน”
จิ่งเยี่ยนกุย “…”
ไม่รู้ทำไม เธอรู้สึกว่าตอนที่เขาพูดคำว่า “แล้วตอนกลางคืนจะมาติวให้เธอที่บ้าน” นั้น เหมือนมีความตื่นเต้นแฝงอยู่เล็กน้อย
ถึงแม้ทั้งสองคนจะวางแผนการเรียนแล้ว จิ่งเยี่ยนกุยก็ไม่ได้ฝากความหวังทั้งหมดไว้กับการติวของเขา เธอเองก็ต้องพยายามด้วย
แม้ว่าตอนนี้ระดับความรู้ทางคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ของเธอจะอยู่ที่ระดับมัธยมต้น แต่เธอเชื่อว่าขอแค่พยายามก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร ส่วนวิชาอื่นๆ ที่ต้องท่องจำ ก็เอาไว้ทำทีหลังได้ เพราะสิ่งที่ท่องจำนั้นมักจะลืมง่าย
เมื่อจัดลำดับความสำคัญชัดเจนแล้ว จากนี้แค่เรียนตามแผนที่วางไว้ เป้าหมายก็จะชัดเจนขึ้นเอง!
เชิงอรรถ
[1] จั่วจ้วน (左传) ตำนานในสมัยถัง อิทธิพล มุมมองของการบรรยาย แนวคิดด้านศีลธรรมจรรยา
[2] ชุนชิว (春秋) บันทึกพงศาวดารและปรากฏการณ์ธรรมชาติต่างๆ
[3] เถิงหวังเก๋อซวี่ (藤王阁序) เป็นวรรณกรรมชิ้นหนึ่งของหวังปั๋วแห่งราชวงศ์ถัง ถือเป็นรากฐานของวรรณกรรมถัง
[4] ซือซัว (师说) บทความเชิงโต้แย้งที่เขียนโดยหานอวี้ นักเขียนในสมัยราชวงศ์ถัง บทความนี้จะอธิบายหลักการเรียนรู้จากครู เสียดสีทัศนคติทางสังคม ให้การศึกษาแก่เยาวชน และมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงทางสังคม