กลิ่นกระดาษเก่าและเสียงเครื่องปรับอากาศที่ดังหึ่งๆ ในห้องสมุดมหาวิทยาลัย เป็เพียงสิ่งเดียวที่ช่วยปลอบประโลมจิตใจของมินตราได้ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา
นิ้วเรียวเล็กดันกรอบแว่นสายตาที่ตกลงมาตรงสันจมูกขึ้นไปอีกครั้ง ดวงตากลมโตภายใต้เลนส์หนาจดจ่ออยู่กับหน้าจอแล็ปท็อปและกองหนังสืออ้างอิงสำหรับการทำรายงานจบปีสี่ ทว่าในหัวกลับมีภาพแผ่นหลังกว้างและสายตาเหยียดหยามของ ‘อาชวิน’ วนเวียนมารบกวนสมาธิอยู่เนืองๆ
ั้แ่วันแรกที่ย้ายเข้าไปอยู่ในคฤหาสน์ตระกูลธนพ มินตราก็ใช้ชีวิตเหมือนิญญาเร่ร่อน เธอตื่นก่อนทุกคน ออกจากบ้านแต่เช้าตรู่ และกลับให้ดึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับลูกชายคนเดียวของเ้าของบ้าน คนที่ประกาศกร้าวว่าเธอและแม่เป็เพียง ‘กาฝาก’
"ขมวดคิ้วจนหน้าผากจะเป็โบว์แล้วมิ้นท์"
เสียงทุ้มแกมหัวเราะดังขึ้นพร้อมกับแก้วโกโก้เย็นที่ถูกวางแหมะลงข้างแล็ปท็อป มินตราสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้าขึ้นมอง ‘เตชินท์’ เพื่อนชายร่วมคณะที่ส่งยิ้มกว้างมาให้ เขาเป็ผู้ชายรูปร่างสูงโปร่ง หน้าตาหล่อเหลาแบบอบอุ่นและเป็มิตร ซึ่งตรงข้ามกับใครบางคนที่บ้านอย่างสิ้นเชิง
"เต้... มาั้แ่เมื่อไหร่ เราไม่เห็นเลย" มินตราระบายยิ้มบางๆ พรอมกับรับแก้วโกโก้มาถือไว้ ความเย็นของมันช่วยดับความรุ่มร้อนในใจได้นิดหน่อย
"ก็มาทันเห็นคนบ้างานนั่งเหม่อมองจอนั่นแหละ" เตชินท์ลากเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามออกแล้วทรุดตัวลงนั่ง เขามองใบหน้าจืดชืดที่ถูกบดบังด้วยแว่นตาหนาเตอะด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเอ็นดู "พักบ้างเถอะ งานกลุ่มวิชานี้เต้จัดการส่วนของเต้เสร็จแล้ว เหลือแค่เอามาประกอบร่างกับของมิ้นท์ ให้เต้ช่วยไหม"
"ไม่เป็ไร เต้ทำส่วนของเต้ก็เหนื่อยแล้ว เดี๋ยวเราจัดการต่อเอง ใกล้เสร็จแล้วล่ะ"
"เกรงใจอีกแล้ว" เตชินท์ส่ายหน้ายิ้มๆ "งั้นวันนี้ให้เต้ไปส่งที่บ้านนะ เห็นมิ้นท์บ่นว่าต้องแบกหนังสืออ้างอิงพวกนี้กลับไปอ่านต่อตั้งหลายเล่ม ขืนหอบขึ้นรถเมล์มีหวังหลังหักพอดี"
มินตราค้างไปชั่วขณะ มือที่จับแก้วโกโก้เผลอบีบแน่นขึ้น "เอ่อ... ไม่เป็ไรเต้ เรากลับเองได้ นั่งแท็กซี่ไปแป๊บเดียว"
"แท็กซี่ก็ต้องหอบของลงเดินเข้าซอยอีกไม่ใช่เหรอ ให้เต้ไปส่งเถอะน่า รถเต้ว่าง เบาะข้างๆ ก็ว่าง... ถือซะว่าเลี้ยงค่าโกโก้แก้วนี้ด้วยการให้เต้ขับรถไปส่งแล้วกัน"
คำพูดติดตลกและสายตาเว้าวอนของเตชินท์ทำให้มินตราปฏิเสธไม่ออก เธอรู้ดีว่าเตชินท์คิดอย่างไรกับเธอ แม้เขาจะไม่เคยล้ำเส้น แต่ความเอาใจใส่ที่สม่ำเสมอก็ทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง ทว่าการให้เขาไปส่งที่คฤหาสน์หลังนั้น... มันหมายถึงความเสี่ยงที่เธออาจจะถูกจับตามอง
แต่สุดท้าย เธอก็พยักหน้าตกลงเพราะความเหนื่อยล้าเกินกว่าจะดันทุรัง
รถเก๋งญี่ปุ่นคันกะทัดรัดของเตชินท์จอดเทียบที่หน้าประตูเหล็กดัดอัลลอยด์สีทองอร่าม เตชินท์มองลอดกระจกหน้ารถไปยังคฤหาสน์หลังใหญ่โตมโหฬารด้วยดวงตาเบิกกว้าง
"โห มิ้นท์... นี่บ้านใหม่ของลุงมิ้นท์จริงๆ เหรอเนี่ย นึกว่าวัง"
"อืม... ใหญ่เกินไปจนน่าอึดอัดน่ะ" มินตราพึมพำเสียงแ่ รีบปลดเข็มขัดนิรภัย "ขอบใจมากนะเต้ที่มาส่ง ขับรถกลับดีๆ ล่ะ"
"เดี๋ยวสิ ให้เต้ช่วยยกกล่องหนังสือไปส่งข้างในไหม หนักจะตาย"
"ไม่ต้องๆ!" มินตราบอกปัดเสียงหลง รีบเปิดประตูรถก้าวลงมายืนบนฟุตบาท "เรายกเองได้ เต้กลับไปเถอะ"
เตชินท์หัวเราะเบาๆ ก้าวลงจากรถตามมาเปิดกระโปรงท้าย หยิบกล่องพลาสติกใสที่บรรจุหนังสือเล่มหนาหลายเล่มขึ้นมาถือไว้เอง "อย่าดื้อสิมิ้นท์ ให้ผู้ชายยืนดูผู้หญิงแบกของหนักๆ ได้ยังไง อย่างน้อยให้เต้เดินไปส่งถึงหน้าประตูบ้านก็ยังดี"
มินตราอ้าปากจะค้าน แต่จังหวะนั้นเอง เสียงคำรามของเครื่องยนต์ที่คุ้นหูก็ดังกระหึ่มขึ้นจากหัวมุมถนน รถสปอร์ตสีดำขลับพุ่งทะยานเข้ามาด้วยความเร็วสูง ก่อนจะเบรกเอี๊ยดจนล้อเสียดสีกับพื้นถนนเสียงดังสนั่น จอดขนาบข้างรถของเตชินท์ในระยะประชิดจนแทบจะเฉี่ยวชน
หัวใจของมินตราหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ร่างกายเย็นเฉียบเมื่อเห็นกระจกรถสปอร์ตเลื่อนลง เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาที่เรียบตึงและดุดัน อาชวินสวมแว่นกันแดดสีดำสนิท แต่เธอก็รับรู้ได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่พุ่งออกมาจากตัวเขา
ประตูรถสปอร์ตเปิดออก ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีเข้มก้าวลงมาเชื่องช้า เขากระชากแว่นกันแดดออก ั์ตาสีรัตติกาลตวัดมองเตชินท์ที่ยืนถือกล่องหนังสืออยู่ข้างมินตราด้วยสายตาประเมินค่า ก่อนจะแค่นหัวเราะในลำคอ
"ไม่ยักรู้ว่าบ้านฉันกลายเป็สถานสงเคราะห์เด็กอนาถาั้แ่เมื่อไหร่ ถึงได้มีรถขยะมาจอดขวางทางเข้าออก" น้ำเสียงเยียบเย็นเอ่ยขึ้น เรียบเรื่อยแต่เชือดเฉือนทุกคำ
เตชินท์หน้าตึงขึ้นมาทันที เขากระชับกล่องหนังสือในมือแน่น "ผมมาส่งเพื่อนครับ ไม่ได้ตั้งใจจะจอดขวาง ขอโทษด้วยถ้าทำให้คุณไม่พอใจ"
"เพื่อน?" อาชวินเลิกคิ้วสูง มุมปากกระตุกยิ้มหยัน "ฉันเพิ่งรู้ว่าสมัยนี้ ‘เพื่อน’ เขามองกันด้วยสายตาแบบที่นายมองยัยนี่"
"คุณคินน์!" มินตราเรียกชื่อเขาเสียงหลง รีบขยับตัวเข้าไปยืนบังหน้าเตชินท์ไว้ "เขาเป็เพื่อนร่วมคณะฉันจริงๆ ค่ะ เขาแค่มีน้ำใจมาส่ง ไม่ได้มีเจตนาอื่น"
ดวงตาคมกริบตวัดกลับมามองมินตรา คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อยเมื่อได้เห็นเด็กนั่นปกป้องเพื่อนชาย เด็กกะโปโลนี่เริ่มปีกกล้าขาแข็ง กล้าใช้คำพูดห่างเหินและแข็งกร้าวกับเขาเพื่อปกป้องไอ้หน้าจืดนี่งั้นสิ
"หมดธุระแล้วก็ไสหัวไป" อาชวินหันไปสั่งเตชินท์ด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด "และจำไว้ ทีหลังอย่าสะเออะเอารถแบบนี้มาจอดเกะกะหน้าบ้านฉันอีก"
"เต้... ขอบใจมากนะ เอากล่องมาให้เราเถอะ แล้วรีบกลับไปซะ" มินตรารีบแย่งกล่องหนังสือมาจากมือเตชินท์ เธอไม่อยากให้เื่มันบานปลายไปมากกว่านี้
เตชินท์มองมินตราด้วยความเป็ห่วง สลับกับมองผู้ชายร่างสูงที่ยืนแผ่รังสีคุกคามอยู่ไม่ไกล "แต่มิ้นท์..."
"เราไม่เป็ไร กลับไปเถอะ ขอร้องล่ะ" เธอส่งสายตาเว้าวอน
เตชินท์จำใจพยักหน้า เขายอมถอยกลับไปขึ้นรถแล้วขับออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้มินตรายืนอยู่ตามลำพังกับพายุอารมณ์ที่กำลังก่อตัว
เมื่อลับสายตาคนนอก อาชวินก็ก้าวประชิดตัวมินตราอย่างรวดเร็ว มือหนาคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนเล็ก บีบแน่นจนเธอต้องนิ่วหน้าด้วยความเ็ป
"เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ไม่ทันไร ก็ร่านลากผู้ชายมาถึงหน้าบ้าน... แม่เธอสอนมาแบบนี้หรือไง หรือว่านี่คือสเต็ปต่อไปของการจับคนรวย?" เขาขู่ฟ่อข้างหู
"ปล่อยนะ! ฉันเจ็บ!" มินตราพยายามสะบัดแขนออก แต่แรงของเขามหาศาลราวกับคีมเหล็ก "ฉันบอกแล้วไงว่าเขาเป็แค่เพื่อน! และฉันก็ไม่ได้ทำอะไรเสียหาย!"
"เพื่อนเหรอ?" อาชวินกระชากร่างเล็กให้ปลิวเข้ามาปะทะอกแกร่ง กล่องหนังสือในมือมินตราร่วงหล่นกระแทกพื้นจนหนังสือกระจายเกลื่อน "สายตามันมองเธอเหมือนหมาจ้องกระดูก เธอคิดว่าฉันโง่จนดูไม่ออกหรือไงว่ามันคิดจะงาบเธอ!"
"แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคุณ!" มินตราเงยหน้าขึ้นเถียง ดวงตาสั่นระริกแต่พยายามแข็งกร้าว "ฉันจะมีเพื่อน จะคบใคร มันก็เป็สิทธิ์ของฉัน คุณไม่มีสิทธิ์มาด่าทอฉันหรือคนของฉันแบบนี้!"
คำว่า 'คนของฉัน' ทำให้เส้นความอดทนของอาชวินขาดผึง ความหงุดหงิดที่ไร้ชื่อเรียกตีตื้นขึ้นมาในอกจนร้อนรุ่ม เขาเกลียดที่เห็นเธอยิ้มให้ไอ้หมอนั่น เกลียดที่เธอทำหน้าตาผ่อนคลายเวลาอยู่กับมัน แต่พออยู่กับเขา เธอกลับทำตัวเหมือนหนูที่หวาดกลัวราชสีห์
"สิทธิ์งั้นเหรอ?" อาชวินดันร่างเล็กไปกระแทกกับกำแพงรั้วหินอ่อน มือสองข้างยันกำแพงกักขังเธอไว้ในวงแขน ก้มหน้าลงมาจนจมูกโด่งแทบจะชนกับแว่นตาของเธอ "ฟังนะมินตรา... ในเมื่อตอนนี้เธอใช้นามสกุลร่วมกับพ่อฉัน กินข้าวบ้านฉัน นอนร่วมชายคาเดียวกับฉัน ฉันจะไม่ยอมให้เธอทำตัวใจแตก พาผู้ชายมาหยามเกียรติตระกูลฉันเด็ดขาด"
"ฉันไม่ได้ทำอะไรเสื่อมเสีย!"
"งั้นก็จำใส่สมองไว้" เขาขัดขึ้นด้วยเสียงเย็นเยียบ "ตราบใดที่เธอยังเหยียบอยู่บนที่ดินของตระกูลธนพ ห้ามให้ไอ้หน้าโง่นั่นมาป้วนเปี้ยนแถวนี้อีก ถ้าฉันเห็นมันมาส่งเธออีกครั้ง... ฉันจะทำให้มันไม่มีที่ยืนในมหาวิทยาลัยเลย คอยดู"
มินตราเม้มปากแน่นจนห้อเื กลิ่นน้ำหอมราคาแพงผสมกลิ่นบุหรี่จางๆ จากตัวเขาลอยมาเตะจมูก มันทำให้เธอรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก แผงอกกว้างที่เบียดชิดเข้ามาทำให้เธอััได้ถึงความร้อนจากอุณหภูมิร่างกายของเขา
อาชวินหรี่ตามองริมฝีปากบางที่เม้มแน่นจนซีดขาว นิ้วหัวแม่มือที่หยาบกร้านเอื้อมไปแตะที่มุมปากของเธออย่างถือวิสาสะ มินตราสะดุ้งเฮือก พยายามจะเบือนหน้าหนี แต่เขากลับเชยคางเธอขึ้นมาบังคับให้สบตา
"ทำเป็หวงเนื้อหวงตัว" เขากระซิบชิดริมฝีปาก สายตาหลุบต่ำลงมองกลีบปากสีพีชของเธออย่างลืมตัว ก่อนจะดึงสติกลับมาแล้วแค่นหัวเราะ "อย่าคิดนะว่าฉันจะพิศวาส หน้าจืดๆ เฉิ่มๆ แบบเธอ ต่อให้แก้ผ้าทอดสะพาน ฉันก็ไม่ชายตามอง"
เขาผละออกอย่างรวดเร็วราวกับถูกของร้อน สะบัดชายสูทให้เข้าที่ แล้วปรายตามองกองหนังสือที่ตกเกลื่อนพื้น
"เก็บขยะของเธอซะ แล้วไสหัวเข้าไปในบ้าน อย่าให้ฉันต้องอารมณ์เสียไปมากกว่านี้"
ร่างสูงหมุนตัวเดินกลับไปขึ้นรถสปอร์ต ขับผ่านประตูอัลลอยด์ที่เลื่อนเปิดออกเข้าไปด้านใน ทิ้งให้มินตรายืนพิงกำแพงรั้วด้วยหัวใจที่เต้นรัวแรงและสับสน
ััหยาบกร้านที่มุมปากยังคงทิ้งร่องรอยความร้อนผ่าวเอาไว้ มินตรายกมือขึ้นแตะริมฝีปากตัวเองอย่างเลื่อนลอย ความรู้สึกหวาดกลัวผสมปนเปกับความแปลกประหลาดที่อธิบายไม่ถูกตีรวนอยู่ในอก
อาชวินบอกว่าเกลียดเธอ รังเกียจเธอ... แต่ทำไมสายตาของเขาในวินาทีที่ประชิดตัว ถึงได้ดูรุ่มร้อนและเต็มไปด้วยการมากขนาดนั้น?
เธอก้มลงเก็บหนังสือทีละเล่มใส่กล่องด้วยมือที่สั่นเทา ลางสังหรณ์บางอย่างร้องเตือนว่า กฎการอยู่ร่วมชายคาที่เขากำหนดขึ้น ไม่ใช่แค่การปกป้องชื่อเสียงของตระกูล แต่มันคือการสร้าง ‘กรงขัง’ ที่มีดวงตาของเขาคอยจ้องมองเธออยู่ตลอดเวลา... และกรงขังนี้ กำลังจะบีบรัดหัวใจเธอให้แหลกสลายในไม่ช้า