เสียงครางฮือดังไปทั่ว เป็นบุคคลใดถึงกล้าออกปากโต้แย้ง .. ทุกผู้คนในวิหารกระสับกระส่ายรับรู้ถึงความเครียดขึงที่กำลังก่อตัวขึ้น .. มังกรเรืองโรจน์คิ้วกระตุกหันไปจ้องมองต้นเสียงอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง
องค์ชายวรราชลุกขึ้นยืน กล่าวอย่างปลอดโปร่งว่า “ถ้าเพียงพระบิดาขึ้นเป็นองค์ราชา ข้าหาติดใจอันใดไม่ .. แต่นี่ท่านกลับแต่งตั้งรัชทายาทโดยไม่คำนึงถึงลำดับอันเหมาะสม”
ทั่วทั้งวิหารเงียบสนิท องค์ชายวรราชยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์กล่าวราวไม่มีเรื่องราวใด
“บังอาจ ! นี่ .. เจ้ากล้ากล่าวเช่นนี้ต่อพระบิดา” องค์ชายชัยมันที่นั่งอยู่โต๊ะด้านข้างตวาด
“พี่รอง ! วาจาอันใดของท่าน ..” องค์ชายมังคละกล่าวอย่างตระหนก
ฮึ ฮึ .. องค์ชายวรราชหัวเราะเบาๆ กล่าวกับองค์ชายชัยมันว่า “ท่านพี่ .. ท่านคือองค์ชายใหญ่ ตำแหน่งรัชทายาทแห่งแคว้นสมควรเป็นท่าน .. มิใช่หรืออออ”
ได้ยินวาจาเช่นนี้องค์ชายชัยมันถึงกับนั่งนิ่ง .. มันเม้มปากครุ่นคิดตาม .. ถูกต้องแล้ว ตำแหน่งรัชทายาทสมควรเป็นมัน
ฮา ฮา .. องค์ชายวรราชหัวเราะต่อ กล่าวว่า “คำกล่าวของข้า มิผิดใช่หรือไม่ .. ท่านพี่ ..” .. องค์ชายผู้นี้มีสติปัญญาและฝีปากเป็นเลิศ
องค์ชายมังคละกล่าวว่า “.. การแต่งตั้งรัชทายาทเป็นสิทธิ์ขององค์ราชา .. นี่ท่าน กำลังคิดทำการใด”
องค์ชายวรราชจ้องมองด้วยสายตาแข็งกร้าว กล่าวโดยไม่เห็นหัวองค์ชายสามว่า “ฮึ .. ยังมิถึงรอบของเจ้ากล่าววาจา ..”
บรรดาผู้ร่วมงานลอบกระอักกระอ่วน นี่เป็นกิจการภายในของแคว้นโอริสา พวกมันมิสามารถกล่าวอันใดได้
มังกรเรืองโรจน์ที่นิ่งเงียบอยู่ตลอด มันทอดถอนใจคราหนึ่ง กล่าวขึ้นบ้างว่า “.. หากไม่มีเจ้าชัยมันแล้ว .. ก็คงเป็นเจ้า ที่เป็นลำดับถัดไป .. ที่ข้ากล่าวถูกต้องหรือไม่”
ฮา ฮา ฮา .. องค์ชายวรราชหัวเราะ “พระบิดา ช่างปราดเปรื่อง”
มังกรเรืองโรจน์ยังมีใบหน้านิ่งสงบ ร่างกายแผ่พลังปราณอันลึกล้ำ กล่าวกับองค์ชายวรราชว่า “เช่นนั้นเจ้า ไม่ขึ้นเป็นองค์ราชาเสียตอนนี้เลยเล่า ..”
กำลังเกิดเหตุการณ์ใดขึ้น !!!
.. องค์ราชาชรา องค์ชายชัยมัน องค์ชายมังคละ และองค์ชายฤทธาอ้าปากหวอ
.. บรรดาผู้ร่วมงานรับรู้ถึงความกดดัน .. นี่มิใช่สิ่งปกติ พวกมันกำลังอยู่ช่วงเวลาการชิงอำนาจแห่งแคว้นโอริสาเสียแล้ว
“นี่เจ้า กำลังก่อกบฏ!” องค์ชายชัยมันโพล่งวาจา ชี้หน้าองค์ชายวรราช
.. ยอดยุทธ์สำนักต่างๆ ลุกขึ้นผาง .. เหล่าทหารเจ้าพนักงานเกิดความตระหนก ..
เจ้าม่านฟ้าตกใจหน้าตาตื่น กล่าวกับซออะวินว่า “ท่านอาจารย์ซอ นี่เกิดอันใด!!!”
ซออะวินรีบกล่าว “แย่แล้ว ! เกิดความคัดแย้งในราชวงศ์โอริสา .. อย่าเพิ่งเคลื่อนไหวใด รอดูเหตุการณ์ก่อน ..”
อุษาหันไปมองวาวาที่โต๊ะด้านข้าง .. หรือนี่คือสถานการณ์ไม่ปกติที่อุทัยเคยเตือนไว้
ทันใดนั้น มังกรเรืองโรจน์ลุกขึ้นยืนกล่าวกับองค์ชายวรราชว่า “บุตรแห่งข้า เจ้ามีความสามารถเพียงพอหรือ ..”
ความกดดันจากมังกรเรืองโรจน์ทำองค์ชายวรราชต้องก้าวถอยอย่างลืมตัว ยอดยุทธ์ผู้เข้าร่วมงานเกิดความอลหม่าน บ้างลุกขึ้นยืน บ้างหันไปสนทนาถึงเรื่องราว
ฮา ฮา ฮา .. เสียงหัวเราะของคนผู้หนึ่งดังขึ้นขัดจังหวะ คนผู้นั้นกล่าว “ช้าก่อน .. ช้าก่อน ..” แล้วกล่าวต่อ “ล้วนเป็นเรื่องภายในครอบครัว พวกท่านทำความตกลงกันก่อน ดีกว่าไหม”
เป็นวาจาจากปรมาจารย์เฒ่าเครายาวสีดอกเลาในชุดสีขาวที่โต๊ะหน้าสุด มันคือกระบี่ทลายนภาเจ้าสำนักกระบี่สวรรค์ .. ยอดยุทธ์ลำดับหกแห่งทำเนียบยอดยุทธ์
มังกรเรืองโรจน์หันมามองปรมาจารย์เฒ่าที่กำลังลุกยืนขึ้น นาธาศิษย์เอกที่อยู่ด้านข้างก็ลุกขึ้นตาม
กระบี่ทลายนภากล่าว “ข้าเป็นเพียงคนนอก สมควรออกไปก่อน ..” .. ผู้ร่วมงานชุมนุมต่างพยักหน้าเห็นพ้องด้วย
กระบี่ทลายนภายังกล่าวต่อ “.. แต่จะว่าไป ท่านสมควรตั้งรัชทายาทตามลำดับความเหมาะสมหนา .. องค์ชายวรราชผู้นี้ก็ไม่เลวอยู่ .. ฮา ฮา”
เพ้ยยยย ! องค์ชายชัยมันอุทาน
มังกรเรืองโรจน์หันมามองกระบี่ทลายนภาตาเขม็ง แล้วหันไปกล่าวกับองค์ชายวรราช “นี่พวกเจ้า!”
องค์ชายวรราชยิ้มมุมปาก มิได้ตอบคำใด
เทวีจินเยว่ที่ข้างกายองค์ชายวรราชก็ลุกขึ้นยืน กล่าวอย่างชดช้อยขึ้นว่า “แต่ข้าเห็นสมควรว่า ตำแหน่งรัชทายาทนั้นเล็กน้อยเกินไป .. องค์ชายวรราชสมควรขึ้นเป็น .. อื่มมม อิ อิ”
เพ้ยยยย ! ถึงคราวองค์ชายมังคละอุทาน
ฮี ฮี ฮี .. เสียงหัวเราะอันเย็นเยือกดังขึ้นทำทุกคนหันไปมอง เฒ่าชราหลังงองุ้มร่างกายเล็กผอมในชุดนักพรตยาวสีเข้มปรากฏกายเดินเข้ามา
เสียงชราทรงภูมิปัญญาดังขึ้น “ตามดวงชะตา องค์ชายวรราชผู้นี้ จักต้องขึ้นครองบัลลังก์ในวันนี้”
เทวีจินเยว่ย่อกายคารวะผู้มา นางโปรยยิ้มพรายแล้วกล่าวว่า “คารวะท่านนักพรต ผู้เปิดเผยวิถีแห่งสวรรค์ .. นึกว่าท่านผู้เฒ่าจะไม่มาเสียแล้ว ..”
คนผู้นั้นเป็นนักพรตเฒ่าเคราขาวยาวถึงกลางอก คิ้วขาวยาวปิดบังดวงตา .. มันคือ นักพรตสัมผัสฟ้า .. กำลังส่งเสียงหัวเราะ ฮี ฮี ฮี ..
ชาวยุทธ์ภายในวิหารครางฮือ ผู้มาคือนักพรตผู้ล่วงรู้ดวงชะตาของโลกหล้า มังกรเรืองโรจน์กล่าวดังกระหึ่ม “เรื่องภายในโอริสา มิใช่ธุระอันใดกับพวกท่าน”
นักพรตสัมผัสฟ้ากล่าว “ท่านฝืนชะตาฟ้าได้หรือ .. มังกรเรืองโรจน์ .. ฮี ฮี ฮี”
จันทร์อำพันเจ้าวิหารเทวีจันทราลุกขึ้นกล่าวว่า “นี่พวกท่านกำลังทำอะไร ! การสืบทอดตำแหน่งราชาแห่งแคว้นนี้ หาใช่เรื่องของชาวยุทธ์เราไม่”
เจ้าณฤทธิ์แห่งแคว้นมัธยะปุรากล่าวขึ้นบ้างว่า “ถูกต้อง .. แม้แต่ราชสำนักแคว้นอื่นก็หาใช่เรื่องไม่”
เจ้าสิงหรารัชทายาทแคว้นนรยาปุระกล่าวเห็นพ้องว่า “กิจการภายในเช่นนี้ แคว้นนราปุระมิสามารถยุ่งเกี่ยวได้”
เจ้ากะยอดินองค์ชายใหญ่แห่งแคว้นกุมพกามกำลังจะกล่าววาจาแต่ถูกพระชายาเพ็ญผ่องกระตุกแขนจนต้องหุบปากลง
นักพรตสัมผัสฟ้าหันมากล่าว “จะให้นิ่งเฉยได้อย่างไร ในเมื่อความสงบสุขของแผ่นดินกำลังแปรเปลี่ยน และจุดเริ่มต้น คือดินแดนแห่งนี้ .. พวกท่านเคยได้ยินคำทำนายแห่งเทพพยากรณ์หรือไม่ ..”
ผู้คนในสถานที่ส่งเสียงฮือฮา เสียงของนักพรตสัมผัสฟ้าดังกึกก้อง
.. บุตรมังกรคืนวิญญาณ .. ปฐพีราญทศทิศ
.. จุติเทวะอันศักดิ์สิทธิ์ .. ปฐมมิคสัญญีกาล
คำพยากรณ์ในจตุรบทเทวาพยากรณ์ ทำผู้ที่เคยล่วงรู้จิตใจสั่นสะท้าน นักพรตสัมผัสฟ้ากล่าวต่อ “ท่านดูกระบี่วิญญาณมังกร”
แล้วผายมือไปยังกระบี่วิเศษ “กระบี่ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง แสดงถึงวิญญาณเทพมังกรได้หวนกลับมา ความสงบสุขจะไม่คงอยู่อีกต่อไป”
ราชครูจิตเทวะแห่งแคว้นฉัตตีสครห์ ลุกขึ้นกล่าวว่า “เดี๋ยวววว .. เดี๋ยวก่อน ท่านผู้เฒ่า .. บทเทวาพยากรณ์โบราณเช่นนี้ ใช่ประจวบเหมาะไปหรือไม่”
นักพรตเนตรทิพย์เจ้าอารามกายาทิพย์ กล่าวขึ้นบ้าง “อ๋า .. บุตรมังกรคืนวิญญาณ .. หรือ หรือนี่ คือจุดเริ่มต้นของคำทำนาย ..”
เทวีเพ็ญผ่องแห่งแคว้นกุมพกามทำท่าตกใจกล่าวว่า “หากเป็นเช่นนั้นจริง พวกเราสมควรทำอย่างไร”
.. จะมากจะน้อยผู้คนในภาคพื้นทวีปต่างเคยรับฟังบทพยากรณ์นี้มาบ้าง แต่เมื่อความลับของสวรรค์ออกจากปากนักพรตสัมผัสฟ้าทำผู้คนยิ่งตกตะลึง
.. ความเชื่อ ความกลัว เป็นสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจมนุษย์ .. ความคิดเห็นแบ่งออกเป็นสองส่วน หนึ่งคล้อยตาม อีกหนึ่งยังลังเล
.. ปังงง ! องค์ชายมังคละทุบโต๊ะสบถ “เหลวไหล ! คำพยากรณ์อันเพ้อเจ้อ”
นักพรตสัมผัสฟ้ากล่าวตอกย้ำ “คำพยากรณ์อันศักดิ์สิทธิ์ หาใช่สิ่งที่ควรละเลยไม่ .. หากไม่ทำการอันใด อาจนำความวิบัติมาสู่มหาทวีปเรา ..”
กระบี่ทลายนภาคล้อยตามกล่าวขึ้นว่า “กล่าวได้ดี .. ท่านผู้เฒ่ากล่าวได้ดี ..”
ฮา ฮา .. องค์ชายวรราชหัวเราะร่า “.. เช่นนั้นตัวข้านี้จะขึ้นเป็นราชา เพื่อรักษาพลังแห่งมังกรเทวะเอง”
เสียงแหลมเล็กของผู้เยาว์ผู้หนึ่งกล่าวขึ้น “ถูกต้อง .. ท่านขึ้นเป็นราชา แต่พลังมังกรเทวะตัวข้าจะเสียสละดูแลไว้เอง”
“!!!” องค์ชายวรราช
ทุกคนต่างแปลกใจเพราะผู้กล่าวคือ แสงสูรย์ .. ผู้เยาว์ที่นั่งอยู่โต๊ะวิหารสุริยเทพ
“ฮึ .. นี่พวกท่าน ทำหน้าสงสัยอันใด ..” แสงสูรย์กล่าว “อ่อ .. ยังมิได้แนะนำตัวใหม่ ข้าคือเจ้าวิหารเทพสุริยะคนล่าสุด ..”
แล้วหันไปกล่าวกับกงจักรเทพ “ใช่หรือไม่ .. ฮึ ..”
กงจักรเทพได้ยินเช่นนั้นจึงดีดกายคุกเข่าที่ด้านข้าง รีบกล่าวว่า “ถูกต้องขอรับ ท่านเจ้าวิหาร ..”
ฮา ฮา .. เสียงแสงสูรย์หัวเราะ ทุกคนต่างงุนงง เหตุใดเจ้าวิหารสุริยเทพจึงเปลี่ยนบุคคลเยาว์วัยผู้นี้
มังกรเรืองโรจน์มองดูเหตุการณ์อย่างสงบ แล้วจึงหันไปกล่าวกับองค์ชายวรราชว่า “ผู้บุตรเรา .. ชักศึกเข้าบ้านโดยแท้ หากเจ้าก่อการสำเร็จ .. ทั้งเจ้าและแคว้นโอริสา คงอยู่ใต้ฝ่าเท้าพวกมัน ..”
องค์ชายวรราชกล่าวตอบโดยไม่รู้สึกสำนึก “ไม่เป็นเช่นนั้นหรอกพระบิดา ขอเพียงข้าได้เป็นราชาก่อน .. บุคคลเหล่านี้ข้าสมควรจัดการได้ .. ฮึ ฮึ”
มังกรเรืองโรจน์ตระหนักถึงแผนการของกลุ่มคนพวกนี้ ทั้งการถอนตัวของวังดาราจักร แคว้นอโยธยา และแคว้นมหาการีย์ ล้วนแต่เป็นการลดทอนกำลังที่จะต่อต้านพวกมัน
เฮ้อออ .. มังกรเรืองโรจน์ทอดถอนใจ สิ้นหวังในตัวบุตรชายคนรองผู้นี้เสียแล้ว
ร่างกายของมังกรเรืองโรจน์ปรกคลุมด้วยพลังปราณอันกร้าวแกร่ง .. ลำดับสองของทำเนียบยอดยุทธ์มิใช่ผู้ใดจะมาลูบคมได้โดยง่าย .. มันตะโกนก้อง “เช่นนั้น ก็เข้ามา !!!”
“ทหาร จัดการพวกกบฏ” องค์ชายชัยมันสั่งการทหารราชองครักษ์
“ตำหนักเทพยุทธ์คุ้มกันองค์ราชา” องค์ชายมังคละสั่งการพร้อมเตรียมพร้อมหักหาญ
ทหารราชองครักษ์และยอดยุทธ์ตำหนักเทพยุทธ์วิ่งกรูมายืนประจำการโดยรอบ บรรดาผู้ร่วมงานต่างลุกขึ้นอย่างตระหนก หรือจะมีการหลั่งเลือดในวิหารแห่งนี้
.. แต่แล้ว ! .. มังกรเรืองโรจน์พบสิ่งผิดปกติในจุดชีพจร ลมปราณของมันติดขัดสับสน แล้วจึงกระอักโลหิตสีดำออกมากลุ่มหนึ่ง .. อั๊กกกก!
“นี่ ! .. นี่พวกเจ้า” มังกรเรืองโรจน์ร้องอุทาน
องค์ชายฤทธา องค์ชายชัยมัน องค์ชายมังคละก็อยู่ในสภาพเดียวกัน พวกมันเพียงสามารถใช้พลังได้ไม่ถึงหนึ่งในสิบส่วน
ฮิ ฮิ ฮิ .. เทวีจินเยว่หัวเราะอย่างเย้ายวน “พวกท่านถูกแพร่พิษเสียแล้ว”
องค์ชายวรราชกล่าว “พระบิดา ยอมแพ้เสียเถิด”
เทวีจินเยว่กล่าว “อย่าฝืนเดินพลังเลย ยิ่งใช้พลัง พิษยิ่งฝังลึก .. สะใภ้ขอเตือน ฮิ ฮิ”
องค์ชายชัยมันชี้หน้าด่า “บัดซบ ! นี่มิใช่แนวทางของบุรุษผู้กล้า”
เทวีจินเยว่ยิ้มกล่าว “ก็ข้า หาใช่บุรุษไม่ .. ฮิ ฮิ”
“สารเลว!!!” องค์ชายชัยมันโทสะขึ้นหน้า คนกระอักโลหิตฝืนเดินพลังปราณ พุ่งกายซัดฝ่ามือเข้าใส่องค์ชายวรราช
.. เทพมังกรอัคคีสังหาร !
ที่ฝ่ามือก่อเกิดมังกรปราณอัคคีสว่างวาบ มังกรแยกเขี้ยวคำรามกึกก้องไปทั่วท้องวิหาร .. โฮ๊กกกก !!!
เทวีจินเยว่ก้าวเท้าเข้ารับหน้า นางสะบัดแขนเสื้อเบาๆ คราหนึ่งก็สลายปราณมังกรอัคคีนั้นไป แล้วจึงเอี้ยวกายหลบใช้หนึ่งฝ่ามือซัดสวนกลับ
.. เปรี้ยงงง ! ฝ่ามือปะทะถูกหน้าอกองค์ชายชัยมันจนปลิวกระเด็น
“พี่ใหญ่!” องค์ชายมังคละอุทาน แล้วจึงพุ่งกายกระโดดลอยมา พร้อมปล่อยฝ่ามือปราณสังหารเข้าใส่
.. เทพมังกรฟ้าคำรน !
โฮ๊กกกก !!! .. มังกรปราณสีฟ้าสดใสแยกเขี้ยวพุ่งเป็นสาย เทวีจินเยว่ยังใจเย็นค่อยๆ หมุนกายชกออกด้วยหมัดแฝงพลังปราณสีเหลืองอ่อนๆ หมัดหนึ่ง
.. เปรี้ยงงง !!! หนึ่งหมัดปะทะถูกหนึ่งฝ่ามือ
เทวีจินเยว่ยังยืนอยู่อย่างมั่นคง ต่างจากองค์ชายมังคละที่ถูกพลังกระแทกหมุนลอยกลับไปกว่าสิบก้าว
อิ อิ .. เทวีจินเยว่หัวเราะกล่าวขึ้นว่า “มังกรฟ้าเทพยุทธ์ ท่านช่างยอดเยี่ยมสมคำร่ำลือ ..”
องค์ชายมังคละหยัดยืนกล่าว “ปราณสุวรรณบุปผา .. เจ้า ..” คนได้รับบาดเจ็บอยู่แล้วความบอบช้ำยิ่งทวีขึ้นอีก
ทุกคนในวิหารเงียบกริบ .. มังกรเรืองโรจน์จ้องมององค์ชายวรราชและเทวีจินเยว่ตาเขม็ง
ฮา ฮา ฮา .. เสียงหัวเราะขององค์ชายวรราช มันเดินออกมาเบื้องหน้าแล้วกล่าวว่า “พระบิดา .. อย่าดึงดันอีกเลย เห็นแก่ความสัมพันธ์ ข้ายินดีจะละเว้นชีวิตพวกท่าน”
................
.. กลับมายังแดนสุขาวดี
โพลงถ้ำกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง อุทัยนำเสื้ออันเก่าขาดมาห่อหุ้มเจ้ามังกรน้อยไว้เพื่อปกปิดแสงจากร่างกาย แต่กระนั้นแสงสีชมพูอ่อนๆ ยังพอส่องลอดออกมา
มันค่อยๆ ก้าวเดินเข้าไป ระหว่างทางพบเห็นไหดินเผาอันเก่าโบราณจำนวนมาก บ้างเล็กบ้างใหญ่บ้างสมบูรณ์บ้างแตกกระจาย วางระเกะระกะอยู่ทั่วไปหมด
เจ้าวานรน้อยทำท่าจะกล่าวอันใด แต่ถูกอุทัยห้ามปรามไว้ แล้วจึงก้าวเดินอย่างเงียบเชียบไปสู่ส่วนลึกภายในโพลงถ้ำนั้น
โพลงถ้ำค่อยๆ ขยายออกกลายเป็นโถงถ้ำขนานมหึมา เพดานถ้ำสูงชะลูด ด้านบนมีแสงบางเบาสาดส่องลงมา
ภายในเป็นก้อนหินน้อยใหญ่วางซ้อนกระจัดกระจาย ที่ส่วนลึกมีแสงสะท้อนจากกองโลหะสีทอง ส่วนพื้นที่ตรงกลางโถงถ้ำเป็นลานโล่ง ในแสงรำไรเห็นแสงอมม่วงของภูเขาลูกย่อมๆ ลูกหนึ่ง
ภาพเบื้องหน้าเจ้าวานรน้อยถึงกับตาเหลือก ขาของมันแข็งทื่อไม่สามารถก้าวออก
ภูเขาลูกนั้นกลับเคลื่อนไหวได้ มันยืดตัวขึ้นพร้อมเปลวอัคคีสองสาย !
เจ้าสิ่งนั้นคือ .. มังกรตัวเพรียวแกร่ง ลำตัวใหญ่เท่าช้างป่าสามตัว คอและหางยาวแข็งแรง ทั้งตัวปกคลุมด้วยเกล็ดสีม่วงขุ่นสะท้อนแสงเป็นเลื่อมรุ่ง
ปีกแต่ละข้างของมันเป็นหนังพังผืดขยายกว้างกว่าสิบห้าวาทั้งตัวมีแง่งเขาแหลมทอดยาวไปตามแนวสันหลังจนถึงหาง ที่ปลายหางเป็นพวงหนามแหลม
หัวของมันมีหนังตะปุ่มตะป่ำสองเขายาวใหญ่ราวเขากวาง ข้างหนึ่งตรงยอดหัก ส่วนอีกข้างหนึ่งยังสมบูรณ์ ดวงตาสีแดงหม่นทอประกายดุร้าย ยามหายใจปรากฏเปลวอัคคีพวยพุ่ง
มันกระทีบพื้นดังโครมส่ายจมูกฟุดฟิด ปากสีแดงอ้ากว้างมองเห็นซี่ฟันเรียวแหลมเรียงเป็นแถว แล้วจึงร้องคำรามดัง .. โฮ๊กกกกกกกก !!!
อุทัยยิ่งปากอ้าค้างเหงื่อแตกพลั่ก เมื่อผลึกแว่นทิพย์แสดงผลการวิเคราะห์เจ้าสิ่งนั้น
.. ‘มังกรอัสนีสวรรค์ - ระดับพลัง ๑,๒๑๕,๐๔๒ จุด’
เสียงคำรามกึกก้องไปทั่วโถงถ้ำ ทำอุทัยและเจ้าวานรน้อยหัวใจตกไปอยู่ตาตุ่ม เมื่อได้สติจึงไปแอบซ่อนตัวอยู่หลังก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่ง
เจ้าเวรุงกะกระซิบ “มังกร .. มังกรเทวะ ..”
อา .. อุทัยอุทาน แล้วกระซิบตอบ “หา .. มีมังกรอยู่จริงจริง มันมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร” ทั้งสองโผล่หัวออกไปดู
มังกรเทวะยกจมูกขึ้นส่ายไปมา อุทัยพบเห็นบางสิ่งแล้วจึงส่งสัญญาณชี้ไปที่คอของตนเองแล้วบุ้ยปากไปยังมังกรเทวะตัวนั้น
เจ้าเวรุงกะมองตามจึงเข้าใจ .. ที่คอของเจ้ามังกรมีปลอกคอทำด้วยโลหะพร้อมสายโซ่หลายเส้นพันธนาการเอาไว้
อุทัยกระซิบ “มันถูกล่ามเอาไว้ ..”
เจ้าเวรุงกะตอบ “จริงด้วย ..”
อุทัยกระซิบต่อ “ค่อยๆ อ้อมไป .. อย่าทำเสียงดัง .. มองหาประตูมิติเช่นเมื่อขามายังดินแดนแห่งนี้ ..”
เจ้าเวรุงกะพยักหน้างึกๆ ทั้งสองค่อยๆ คลานหลบตามก้อนหินส่งสายตาสำรวจไปทั่วบริเวณ
เจ้ามังกรเทวะยืดตัวกระพือปีกพับพับทำฝุ่นผงคละคลุ้ง มันตื่นตัวรับรู้ถึงสิ่งแปลกปลอมภายในถ้ำ เจ้ามังกรส่ายจมูกดมกลิ่นเหลียวซ้ายแลขวา แล้วจึงโก่งคอพ่นอัคคีออกจากปาก
โฮ๊กกกกกกก !!! เปลวอัคคีแดงสดพร้อมละอองอัสนีสีม่วงสาดเป็นรัศมีโดยรอบทำทั้งโถงถ้ำสว่างไสว
ทั้งสองมุดหลบไปยังหินอีกก้อนอย่างทันท่วงที แต่หางตาเจ้าเวรุงกะได้พบเห็นบางสิ่ง
เจ้าเวรุงกะกระซิบ “นายท่าน .. ข้าเจอแล้ว ..”
อุทัยกระซิบถาม “อันใด ของเจ้า ..”
เจ้าเวรุงกะชักชวนอุทัยโผล่หัวออกมาดู แล้วชี้นิ้วไปยังส่วนลึกของโถงถ้ำ ก่อนแสงจากเปลวอัคคีมังกรเทวะจะสงบลง ได้ฉายให้เห็นวัตถุกลุ่มหนึ่ง ทำอุทัยหัวใจเต้นตูมตาม
“อา .. เจอแล้ว มันมีอยู่จริงจริง ..” อุทัยกล่าว
ในส่วนลึกของโถงถ้ำอีกด้าน ปรากฏเหรียญทองคำกองมหึมาสะท้อนประกาย ยังมีอีกสิ่งลักษณะคล้ายบานประตูเก่าแก่บานหนึ่งวางแอบเอาไว้
.. นั่นคือประตูมิติที่อุทัยตามหา
โฮ๊กกกกก ! เสียงมังกรเทวะคำราม พร้อมเปลวอัคคีอัสนีสาดกระจายอีกครั้ง
อุทัยและเจ้าเวรุงกะแนบตัวชิดอยู่กับโขดหิน ทั้งสองไม่กล้าแม้เพียงหายใจ กลัวเจ้ามังกรเทวะจะพบเจอพวกมัน ผ่านไปหลายอึดใจเจ้ามังกรเทวะก็เงียบลง ทั่วทั้งโถงถ้ำกลับมาสงบดังเดิม
เจ้าเวรุงกะกระซิบ “มันเงียบไปแล้ว ..”
อุทัยและเจ้าเวรุงค่อยๆ โผล่ออกมาอีกครั้ง ในแสงรำไรยังเห็นมังกรเทวะนอนอยู่ราวภูเขาลูกหนึ่ง
.. คร๊อกกกก .. เสียงจากมังกรเทวะทำทั้งสองสะดุ้งโหยงมุดตัวกลับลงมาอีก
อุทัยกระซิบ “ฮึ นี่มันกรนหรือ ..”
เจ้าเวรุงกะกระซิบตอบ “มันหลับไปแล้ว .. นายท่าน”
อุทัยกระซิบกล่าว “เช่นนั้นก็ดี .. เราอ้อมไปยังประตูมิตินั้น”
.. คร๊อกกก ฟรรรรี่ .. เสียงจากมังกรเทวะ ดูเหมือนมันจะหลับไปจริงๆ แล้ว ทั้งสองค่อยๆ คืบคลานแอบตามเงามืดอ้อมเป็นวงอย่างเงียบกริบ
.. เหลืออีกสามสิบก้าวก่อนถึงประตูมิติ อุทัยหยุดโผล่หัวไปมองเห็นประตูมิติบานเก่าวางเอียงๆ พิงกองเหรียญทองอย่างนิ่งสงบ
ทันใดนั้น .. มังกรเจ้าของถ้ำส่งเสียงคำราม .. โฮ๊กกกก !
อุทัยและเจ้าวานรน้อยหยุดกึก ไม่กล้าแม้แต่หันหัวกลับไปมอง
มังกรเทวะชูคอตั้ง แต่สองตายังหลับพริ้ม มันส่ายหัวโอนเอนแล้วหมอบฟุบลง .. โฮ่กกก .. คร๊อกกก ฟรรรรี่ ..
“มันละเมอ ..” อุทัยเป่าปากอย่างหวาดเสียว เมื่อดูจนมั่นใจจึงคืบคลานต่อไป
.. อีกยี่สิบก้าวก็จะถึงประตูมิติ เจ้ามังกรเทวะทำอุทัยต้องหยุดชะงักอีกครั้ง
มังกรเทวะตายังหลับพริ้มผงกหัวขึ้น แล้วพลิกตัวหันไปอีกด้านหนึ่ง .. โฮ่กกก .. คร๊อกกก .. ฟรรรรี่ ..
.. อีกสิบก้าว เพียงสิบก้าวเท่านั้น
อุทัยอยู่ในเงามืดของก้อนหินลูกใหญ่ กล่าวเบาๆ ว่า “เจ้าจ๋อ ขึ้นมาอยู่บนหลัง ประเดี๋ยวข้าจะวิ่งไป แล้วเปิดประตูนั้น เราจะกลับไปยังโอริสาในบัดดล”
เจ้าเวรุงกะชูหัวแม่มือเห็นด้วยในแผนการ กระซิบตอบว่า “แผนเจ้านายช่างสูงส่ง .. เจ้ามังกรขี้เซานั้น ไม่ทันเห็นเราแน่นอน .. คิ คิ”
ว่าแล้วเจ้าเวรุงกะกระโดดขึ้นมาเกาะหลัง อุทัยกระชับแขนโอบห่อผ้าเจ้ามังกรน้อย แล้วจึงกลั้นใจวิ่งออกไปในทันที
ว๊าบบบบ ! เพียงเศษเสี้ยววินาทีก็มาถึงประตูมิติโบราณบานนั้น อุทัยไม่รอช้าเปิดบานประตูออกดัง .. ผ่างงง !
อุทัย !!!
เจ้าเวรุงกะ !!! .. จ๊ากกก !!!
เมื่อเปิดบานประตูออกพบเห็นเพียงกองเหรียญทองที่อยู่ด้านหลัง .. ประตูมิตินั้นยังไม่สามารถพามันท่องมิติกลับไปตามความตั้งใจ
ขณะที่ทั้งสองยังไม่หายตกตะลึง ก็มีเงาอันใหญ่โตย่องมาข้างหลังอย่างเงียบเชียบ .. เจ้าสิ่งนั้นกล่าวขึ้นว่า “นี่ ! .. เจ้าวานรหน้าขน .. พวกเจ้าถูกส่งมาเป็นอาหารข้าหล่ะซิ .. ฮึ ฮึ ..” แล้วจึงคำรามดัง .. โฮ๊กกกกกกกกก !!!