เสียงนาฬิกาปลุกดังเป็จังหวะดนตรี ส่งผลให้ร่างที่นอนนิ่งในตอนแรกเริ่มขยับตัวเคลื่อนไหวไปมา มือข้างซ้ายถูกส่งออกไปควานหาเ้าตัวที่กำลังส่งเสียงรบกวน ไม่กี่วินาทีห้องก็กลับเข้าสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง มณฑิราค่อย ๆ ลืมตาขึ้น มองเพดานสักครู่ก่อนจะลุกนั่งในท่าขัดสมาธิ รวบรวมสติและหลับตาลง พยายามใช้ใจนำทางมากกว่าสมอง
ความรู้สึกแรกคือความว่างเปล่า ตามมาด้วยความสับสน และสุดท้ายจบลงที่สติ เธอรู้ว่าเื่ราวประหลาดที่เกิดขึ้นในยามนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ และไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพื่อให้ เธอรับรู้เท่านั้น แต่คงมีใครสักคน หรือิญญาสักดวงที่กำลังเรียกร้องความยุติธรรมให้กลับคืนมาสู่ตนอยู่
หลังจากใช้เวลาทบทวนสักครู่ ร่างที่นั่งนิ่งอยู่บนเตียงก็รีบลุกขึ้น เมื่อนึกได้ว่าตนต้องจัดการเื่ของมารดาโดยเร็ว หลังจากเมื่อวานเย็น รินลดาได้ส่งข้อมูลเพิ่มเติมมาให้ ใช้เวลาอาบน้ำแต่งตัวไม่นาน เธอก็เรียกรถบริการรับส่งไปยังจุดที่้า ย่านสาธรค่อนข้างเจริญด้วยถนนหนทางและตึกสูงระฟ้า ใช้เวลาเกือบค่อนวันบวกกับความพยายามเพื่อหาที่อยู่ครั้งสุดท้ายของผู้เป็มารดา แต่ก็ไม่สำเร็จ เมื่อเห็นว่าบ่ายคล้อยแล้ว เธอจึงตัดสินใจเรียกรถรับส่งเพื่อกลับบ้านเช่า หากระหว่างทางสายตาเหลือบไปเห็นตลาดย่านเก่าแก่ย่านหนึ่ง และดูจากแผนที่ในมือถือแล้ว ไม่ได้ไกลจากที่พักของตนเท่าใดนัก มณฑิราจึงตัดสินใจให้รถส่งเธอที่นั่นเพื่อหามื้อเย็นทานแล้วค่อยเดินกลับที่พัก
หลังจากเลือกมื้อค่ำเป็ผัดไทยได้แล้ว เธอใช้เวลาไม่นานอาหารในจานใหญ่ตรงหน้าก็หมดเกลี้ยง การเดินย่อยสักชั่วโมงน่าจะช่วยบรรเทาความคับแน่นนี้ได้ ตลอดสองฟากของถนนเล็ก ๆ เต็มไปด้วยร้านขายเสื้อผ้า ส่วนใหญ่ที่สังเกตเห็นจะเป็ตามสมัยนิยม แต่มีร้านหนึ่งที่สะดุดตาั้แ่แรกเห็น เพราะขายเสื้อผ้าคล้ายกับของชายชราและผู้หญิงในฝัน ไม่รอให้เสียเวลา มณฑิรารีบเดินเข้าไปสอบถามทันที
ภายในร้านมีเสื้อผ้ายุคโบราณที่ถูกนำมาสวมให้กับหุ่นและบ้างก็ถูกใส่ไม้แขวนเอาไว้ แตกต่างกันไปตามยุคสมัย
“สวัสดีค่ะ ลูกค้าสนใจชุดในสมัยไหนคะ” เสียงใสจากพนักงานหญิงในร้านดังขึ้นทักทายอย่างเป็มิตร
“ยังไม่ได้ตัดสินใจเลยค่ะ พอดีไม่มีความรู้เื่พวกนี้เลย”เธอหันไปตอบและหันหน้ากลับมาดูชุดตรงหน้าอีกครั้ง ก่อนที่ชุดบนหุ่นตัวหลังสุดของร้านจะดึงความสนใจของเธอไปจากชุดอื่น ๆ ไปจนหมดสิ้น ร่างระหงเดินลิ่วไปหาชุดที่หมายตาทันทีราวกับมีใครสักคนมาลากไป พนักงานสาวทำหน้าเลิ่กลั่กกับท่าทางของลูกค้าที่เปลี่ยนไวกะทันหัน
ชุดที่เห็นตรงหน้าเป็ผ้านุ่งสีเขียวอ่อนตัดด้วยสไบสีม่วงอ่อนเกือบเป็สีชมพูก็มิปาน
“ลูกค้าสนใจชุดนี้เหรอคะ”
“ใช่ค่ะ” เธอตอบ แต่ยังไม่หันไปมองหน้าคนถาม
“ตาถึงมากนะคะ ผ้านุ่งสีโศก กับผ้าห่มสีกลีบบัว” น้ำเสียงของคนพูดเผยให้เห็นถึงความชื่นชมในชุดที่บรรยายได้เป็อย่างดี
“สีโศกเหรอคะ” มณฑิราหันหน้ามาถามด้วยความสงสัย
เพียงชั่วเสี้ยววินาทีที่เ้าของร้านเห็นหน้าของมณฑิรา ร่างทั้งร่างถูกสะกดให้นิ่งงัน
“คุณ...” เ้าของร้านพูดได้เพียงเท่านั้น
“คุณ...รู้จักฉันเหรอคะ” มณฑิรารีบถาม เมื่อเห็นสีหน้าของคนที่คุยด้วยมองหน้าเธอแทบไม่กระพริบตา
ภาพเก่าบางภาพผุดขึ้นมาในความทรงจำของเ้าของร้าน ก่อนที่จะตัดสินใจเดินไปที่โต๊ะไม้อีกด้าน แล้วกลับมาพร้อมกับรูปภาพเก่า ๆ ในมือ
“คุณลองดูภาพนี้สิคะ” ว่าพลางยื่นภาพในมือให้คนตรงหน้า
มณฑิรารับมาดูด้วยความสงสัย และเมื่อได้เห็นภาพในมือถนัดตา แม้สีของภาพจะซีดจางจนแทบระบุถึงบุคคลในภาพไม่ชัด แต่ความคลับคล้ายคลับคลาของผู้หญิงในภาพช่างคล้ายกับ...
คุณพระ! คล้ายกับเธอนั่นเอง แต่ผู้หญิงในภาพดูมีอายุมากกว่าเธอหลายสิบปี นี่มันอะไรกัน!
“คนในภาพเป็ใครเหรอคะ” เธอถามเสียงสั่นแต่ยังน้อยไปกว่าใจที่เต้นแรงแทบทะลุออกมา
“พอดีได้มาพร้อมกับชุดนี้ค่ะ ตอนแรกตั้งใจจะเอาไปลงสีใหม่ ขยายใส่กรอบแล้วมาตั้งคู่กับชุดนี้” เ้าของร้านอธิบาย
“แล้วไปได้ชุดนี้ ภาพนี้มาจากใครเหรอคะ...ขอโทษทีนะคะที่ดิฉันถามเยอะเชียว” น้ำเสียงอ่อยลงมาในตอนท้ายเมื่อเริ่มคิดได้ว่าเป็เ้าของร้านไม่ใช่ผู้ต้องสงสัยหรือพยาน
“ยินดีค่ะ เป็พ่อค้าร้านประจำในย่านขายของเก่า ตัวแกเองก็ไปรับซื้อต่อมาอีกที”
เมื่อฟังจบ ความหวังที่จะรู้ต้นตอของภาพและชุดนี้คงแทบไม่มี ถ้ามีก็คงต้องใช้เวลานานสักพัก เพราะนั่นแปลว่า ชุดและภาพถูกขายต่อมาเป็ทอด ๆ อีกที
“ดิฉันขอซื้อชุดนี้ พร้อมกับภาพจะได้ไหมคะ”
“ได้สิคะ เชิญทางนี้ค่ะ” เ้าของร้านพูดกับเธอเสร็จหันไปสั่งให้ลูกน้องในร้านเอาชุดบนหุ่นมาพับใส่ถุงกระดาษ ส่วนตัวเ้าของร้านหันไปจัดการเื่เงินค่าชุด และเขียนใบเสร็จให้
มณฑิรารับถุงกระดาษพร้อมรูปถ่ายและตรวจเช็คของในถุง ก่อนจะเอ๊ะใจที่มีสายสร้อยที่ไม่ได้ซื้อติดมาด้วย
“ทางร้านเราแถมให้คุณลูกค้าน่ะค่ะ” เ้าของร้านชิงตอบก่อน เมื่อเห็นท่าทีจากลูกค้าจะเอ่ยถาม
เธอขอบคุณยกใหญ่ และอยู่พูดคุยกับเ้าของร้านสักครู่ ก่อนจะเดินเท้ากลับที่พักด้วยรอยยิ้มและคำถามมากมายที่มีอยู่เต็มไปหมดในหัว
เมื่อมาถึงบ้านเช่า มณฑิรารีบหยิบรูปปริศนาขึ้นมาดูอีกครั้ง ดูอย่างไรก็คล้ายเธอ แต่ไม่มีทางเป็ไปได้อย่างแน่นอน เพราะเธอยังไม่สูงวัยเท่ากับคนในภาพ หากแล้วจะเป็ใครได้ล่ะที่คล้ายกับเธอขนาดนี้ หรือว่า...
“คุณแม่!” แว็บแรกที่ใจนึกถึง คนในภาพมีโอกาสสูงมากที่จะเป็มารดาของเธอ แต่ทำไมบริบทโดยรอบในภาพจึงดูโบราณนัก มือบางพลิกด้านหลังของภาพขึ้นมาดู มีตัวหนังสือภาษาอังกฤษเขียนไว้บรรทัดบนว่า F.Chit ส่วนบรรทัดล่างเป็ภาษาไทยเขียนว่า ฟรานซิสจิตรแอนด์ซัน
“ฟรานซิสจิตรแอนด์ซันเหรอ?” เธอทวนชื่อนั้นออกมาเบา ๆ จำได้ว่าไม่คุ้นชื่อนี้เลยสักนิด อาจจะเป็ชื่อร้านที่ถ่ายภาพหรือไม่ก็ก็ชื่อของช่างภาพ สิ่งเดียวที่จะช่วยคลายความสงสัยลงไปได้ในยามนี้ก็คือเ้าคอมพิวเตอร์ตรงหน้า
แป้นพิมพ์ถูกกดรัวเร็วด้วยความชำนาญของหญิงสาว รวมกับความไวของสัญญาณอินเทอร์เน็ต ใช้เวลาไม่กี่วินาทีข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวกับฟรานซิสจิตรแอนด์ซันก็ถูกโหลดขึ้นมาเต็มหน้าจอ
“ฟรานซิส. จิตร ช่างภาพผู้ยิ่งใหญ่” มณฑิราอ่านทวนไปมาก่อนจะเริ่มอ่านประโยคถัดไป
“หรือหลวงอัคนีนฤมิตรเป็ช่างภาพอาชีพคนแรกของชาวสยาม และยังเป็ผู้เปิดร้านถ่ายรูปขึ้นเป็แห่งแรก ใน่สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเ้าอยู่หัว รัชกาลที่...” พออ่านมาถึงบรรทัดนี้ หญิงสาวถึงกับยกมือขึ้นมาทาบอกด้วยความใ
รัชกาลที่ ๔ อย่างนั้นหรือ นั่นก็แสดงว่า ผู้หญิงในภาพคงจะเป็มารดาของเธอได้ยากยิ่ง เพราะเวลาต่างกันนานนับร้อยปี หากคิดในอีกแง่หนึ่ง บางทีผู้หญิงในภาพอาจจะเป็ต้นตระกูลทางมารดา เพราะหน้าตาละม้ายคล้ายกับเธอมาก เมื่อใช้ความคิดมาถึงตรงนี้ มณฑิราเริ่มมั่นใจแล้วว่า ทั้งเื่ผู้หญิงในฝัน ภาพวาด และชายชราผู้ลึกลับน่าจะโยงเกี่ยวกันทั้งหมด แต่ว่าจะเกี่ยวข้องกันแบบไหนนั้น ยากที่จะเดาได้ในตอนนี้ ถ้ามีเ้าเครื่องเดินทางข้ามเวลาไปดูเหตุการณ์ที่ผ่านมาได้คงดีไม่น้อย คิดแล้วก็ขำกับความคิดบ้าบอของตนเองที่เข้าใกล้คำว่าเพี้ยนมากขึ้นทุกที เธอตัดสินใจปิดคอมพิวเตอร์ลง เพื่อไปอาบน้ำเข้านอน
มณฑิราตื่นั้แ่ตีสี่ อาจเพราะตื่นเต้นเื่ภาพถ่ายเลยนอนหลับไม่ค่อยสนิทนัก เธอตัดสินใจเลือกชุดที่เพิ่งได้จากร้านเมื่อวานมาสวมตามที่เ้าของร้านแนะนำวิธีมา
‘แปลกมากนะคะ ผ้าชุดนี้มีกลิ่นหอมของดอกไม้ ซึ่งเป็เอกลักษณ์ ดิฉันเอาไปซักหลายครั้ง ทั้งกลิ่นน้ำยาทำความสะอาดและน้ำยาปรับผ้านุ่ม ก็กลบกลิ่นเก่าที่ติดกับตัวผ้าไม่ได้ ตรงกันข้าม กลิ่นยิ่งแรงกว่าเดิมค่ะ’ เ้าของร้านบอกข้อมูลกับเธอเมื่อวานนี้
กลิ่นของผ้ามีความหอมพิเศษจริง ๆ และแน่นอนว่าไม่ใช่ ความหอมที่มาจากกลิ่นสังเคราะห์เหมือนน้ำยาปรับผ้านุ่มสมัยใหม่ นั่นเป็เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ใจของหญิงสาวอยากลองสวมใส่ดู
มื้อเช้าของเธอเป็ขนมปังโฮลวีตกับผลไม้และนมจากถั่วอัลมอนด์ เมื่อเตรียมเสร็จก็ย้ายตัวเองมานั่งที่เรือนเล็กหลังที่เพิ่งค้นพบเมื่อวาน เหตุการณ์หลังจากชายชรามาปรากฏตัวแล้วหายไป เธอใช้เวลาอยู่นานพอสมควรเพื่อตั้งสติ แล้วตัดสินใจเปิดประตูบานที่ตนคาดว่าเป็ประตูห้องน้ำออก แต่แล้วสิ่งที่พบกลับเป็ชานไม้ซึ่งกว้างพอ ๆ กับตัวเรือนด้านใน และใกล้กับริมแม่น้ำซึ่งมีดอกบัวที่กำลังออกดอกชูช่อ หากน่าเสียดายที่ยามนี้ยังไร้แสงจากธรรมชาติ ไม่เช่นนั้น กลิ่นของดอกบัวคงหอมฟุ้งไปทั่วบริเวณ เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบ เรือนเล็กหลังนี้มีความใกล้เคียงกับเรือนเล็กในภาพวาดมาก ๆ เพียงแต่ลักษณะด้านนอกตัวเรือนดูสมัยใหม่กว่า
สมุดบันทึกเล่มสีขาวถูกใช้บันทึกเื่ราวเกี่ยวกับภาพเหตุการณ์ประหลาด ข้อสงสัยต่าง ๆ ลงไป รวมถึงภาพเหตุการณ์ที่ะเืใจเธอมากที่สุด ผู้ชายใจร้ายคนหนึ่งที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็สามีได้สั่งทุบตีภรรยาของตน
“ถ้าเป็ฉันหน่อยไม่ได้ จะเตะให้คว่ำเลย” เธอพูดออกมาด้วยความหงุดหงิด เหลือบมองนาฬิกาในมือถือที่บอกเวลาตีห้ายี่สิบห้านาที ในยามนี้ท้องฟ้ายังคงมืด หากมีแสงพระอาทิตย์พ้นขอบฟ้ารำไร บ่งบอกให้รู้ว่า อีกไม่นานความร้อนแผดเผาในเมืองกรุงกำลังจะกลับมา ร่างระหงตัดสินใจรีบลุก เพราะวันนี้เธอวางแผนเอาไว้ว่าจะไปย่านสาธรอีกครั้งเพื่อสอบถามคนเก่าคนแก่ในย่านนั้นเื่มารดา
หากยังไม่ทันจะลุกไปไหน ก็เกิดลมพัดแรงจนสมุดบันทึกและกระดาษบนโต๊ะปลิวว่อนไปคนละทิศละทาง ตัวของเธอเองก็เสียหลักล้มลงไปที่พื้น พอตั้งสติได้จึงหันมองไปรอบกาย ก็พบว่าประตูที่ปิดอยู่มีแสงทองสว่างจ้าเล็ดลอดออกมา ทำให้ต้องตั้งสติกันใหม่อีกรอบ ร่างระหงพยายามยืนขึ้นเท่าที่แรงขาพอจะส่งได้ ดวงตากลมโตกระพริบถี่รัว พอ ๆ กับจังหวะการเต้นของหัวใจที่ระทึกไม่แพ้กัน เท้าทั้งสองข้างค่อย ๆ เดินเข้าไปหาบานประตูประหลาดบานนั้น ก่อนที่มือจะเอื้อมไปถึง เสียงกรีดร้องของใครสักคนก็ดังขึ้นทางด้านหลัง ตามมาด้วยเสียงกระโจนน้ำ สมาธิของเธอต่อบานประตูถูกรบกวนจากเสียงที่เพิ่งได้ยินไป และเงาลาง ๆ ของเพื่อนมนุษย์ที่หายลงไปในน้ำ ไม่รอช้า มณฑิรารีบเดินเข้าไปใกล้สระบัวหน้าชานไม้ หากไปถึงกลับไร้ซึ่งร่างของมนุษย์คนใดที่เป็เ้าของเสียง มีเพียงผ้าสีเดียวกับผ้าสไบที่เธอสวมอยู่ในตอนนี้ลอยอยู่บนผิวน้ำซึ่งรายรอบด้วยดอกบัวตูมที่รอแสงแห่งอรุณรุ่งเพื่อผลิบาน ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในใจว่าบางทีอาจจะเป็ใครสักคนที่พลัดตกลงไปในสระน้ำ หรือแย่ไปกว่านั้นเขาอาจว่ายน้ำไม่เป็ ใจของเธอกระตุกวาบทันทีเมื่อคิดได้
หญิงสาวลังเลใจชั่วครู่หันไปมองที่เรือนยังคงมีแสงประหลาดเล็ดลอดออกมา แม้จะอยากรู้มากมายแค่ไหนเกี่ยวกับแสงสีทองประหลาดและชายชรานั่น แต่ท้ายที่สุดก็ตัดสินใจว่าชีวิตของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันสำคัญกว่า ผ้าถุงถูกถลกขึ้นมาที่หน้าแข้ง ก่อนที่เ้าตัวจะสาวเท้าลงไปในน้ำ ระดับน้ำไม่ได้ลึกมากอย่างที่คิดไว้ และจังหวะที่ก้มหยิบผ้าขึ้นมาจากน้ำก็ปรากฏร่างของใครคนหนึ่งใต้น้ำพุ่งใบหน้าเข้ามาใกล้เธอ
“กรี๊ด!”
เสียงหวีดร้องใดังขึ้น พร้อมกับร่างทั้งร่างของมณฑิราถูกดึงจมลงไปใต้น้ำ เธอถูกผ้าสีเดียวกับสไบรัดเอาไว้ เท้าทั้งสองข้างทั้งถีบทั้งยัน มือทั้งสองข้างก็ผลักไสร่างประหลาดจะว่าเป็ศพก็ไม่ใช่ จะเป็มนุษย์มีลมหายใจก็ไม่เชิง เพราะกลิ่นของร่างนั้น ทั้งเหม็นเน่าทั้งเต็มไปด้วยกลิ่นคาวของเื ทำให้อากาศบริสุทธิ์ที่ร่างกายของมนุษย์อย่างเธอ้าลดน้อยลงไปทุกที หากว่าตาไม่ฝาด รอยแสยะยิ้มที่แฝงไปด้วยความน่ากลัวและความสมใจปรารถนาก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าอัปลักษณ์นั้น ลมหายใจเกือบเฮือกสุดท้ายของมณฑิรากำลังจะดับลงไป พร้อมกับแสงสว่างจ้าจากเรือนไม้ก็หายวับไปราวกับไม่มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นก่อนหน้า
ร่างไร้สติหายใจรวยริน ดำดิ่งลงสู่ห้วงน้ำลึก จนยากจะกลับคืน...